เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 151 : แยกทาง!

บทที่ 151 : แยกทาง!

บทที่ 151 : แยกทาง!


บทที่ 151 : แยกทาง!

“ผู้พันเฉิน เจ้าทำข้าซวยด้วยเลย!”

ด้านนอกกระโจมใหญ่ หยูซ่งเดือดดาลแทบอยากจะสบถด่าออกมาดังๆว่า (อยากตายก็ไปตายคนเดียวเถอะ ลากข้าไปด้วยทำไม)

“รองแม่ทัพหยู” เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ถ้าทำตามที่ข้าบอก ท่านอาจจะรอดก็ได้ แต่ถ้าไปกับพวกนั้น ท่านตายแน่!”

ทหารหนึ่งหมื่นแปดพันนาย สุดท้ายอาจจะเหลือรอดไม่ถึงร้อยแปดสิบคนด้วยซ้ำ

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หยูซ่งได้แต่ถอนหายใจอย่างจนปัญญา

“เฮ้อ…ในเมื่อเป็นแบบนี้แล้ว ข้าจะพูดอะไรได้อีก” เขาหันไปมองเฉินซานซือด้วยแววตาตัดพ้อ

“ผู้พันเฉิน ถ้าเจ้าทำให้ข้าตายขึ้นมาละก็”

“ข้า…ข้าจะไม่พูดอะไรหรอก แต่เมียแปดคน ลูกสิบสองคนของข้าต้องตามไปเอาเรื่องเจ้าแน่! ไปกันเถอะ!”

เมื่อคำสั่งถูกส่งลงมา ลู่ซูหัว เซี่ยซือซู่ และคนอื่นๆต่างก็พากันตกตะลึง

“อะไรนะ?” ลู่ซูหัวสบถ

“ผู้พันเฉิน เจ้าบ้าไปแล้ว!”

“ทำไมไม่ไปกับกองทัพใหญ่ แยกมาทำอะไรคนเดียว แบบนี้ไม่ยิ่งตายเร็วขึ้นเหรอไง!”

“ไร้สาระ!” ลู่ซูหัวมองเฉินซานซือด้วยสีหน้าไม่พอใจ

“เราเป็นผู้พันเหมือนกัน ทำไมต้องเชื่อฟังคำพูดของเจ้าด้วย! อยากไปก็ไปกันเองเถอะ ข้าจะไปหาแม่ทัพซา!”

“พี่ลู่ รอข้าด้วย ข้าจะไปกับพี่” เซี่ยซือซู่รีบวิ่งตามไป

“เจ้าพวกนี้มันโง่หรือไง!” ไป๋ถิงจือยกยิ้มเยาะเย้ย

“ดื้อด้านแบบนี้ สมควรตายเเล้ว!”

แต่ไม่นาน ลู่ซูหัวและเซี่ยซือซู่ก็ถูกไล่กลับมา เพราะคำสั่งของซาเหวินหลงถูกส่งลงมาแล้ว ไม่มีการเปลี่ยนแปลงได้

“พวกผู้พัน กับรองแม่ทัพ กลัวอะไรกันนักหนา! ขี้ขลาดจริงๆ!” จูถงสบถออกมาอย่างหัวเสีย

“ตอนที่นายท่านอยู่ที่เมืองผอหยาง ท่านนำกำลังพลแค่หยิบมือเดียว สู้กับพวกป่าเถื่อนตั้งสองหมื่นนาย แถมยังถูกกองทัพหลายหมื่นนายไล่ฆ่า แต่ก็ยังพาชาวบ้านสี่หมื่นคน หนีรอดมาจากหยุนโจวมาถึงโหยวโจวได้สำเร็จ…ส่วนพวกนี้ พวกขี้ขลาด!”

“บังอาจ!” เซี่ยซือซู่ตวาดเสียงดัง

“เจ้ามันแค่หัวหน้ากองร้อย กล้าดียังไงมาพูดจาหยาบคายกับข้า! อยากตายรึไง!”

“ข้าว่าที่พี่ชายคนนี้พูดมาก็ถูกต้องแล้ว!” ไป๋ถิงจือสะพายดาบไว้บนบ่า

“ทำไม? ไม่ยอมรับความจริงรึไง?”

ชิ้งงงๆๆๆๆ

ฉับพลัน เสียงชักดาบดังขึ้นพร้อมๆกัน

กำลังพลทั้งสองฝ่ายต่างจ้องหน้ากันด้วยความเดือดดาล

“พอได้แล้ว!”

เฉินซานซือกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“นี่มันวิกฤตแล้ว ยังจะมาทะเลาะกันอีก”

“จูถง ถอยไป!”

“พี่ลู่ พี่เซี่ย ได้โปรดเชื่อใจข้าด้วย ถ้าข้ามแม่น้ำไปแล้วเกิดความเสียหายร้ายแรงขึ้นมา พวกท่านจะมาตัดหัวข้าก็ได้ ข้าไม่ตอบโต้แน่นอน!”

“ตกลง!” ลู่ซูหัวยอมสงบลง

“ในเมื่อผู้พันเฉินพูดเองแบบนี้ ทุกคนก็เป็นพยานด้วยล่ะ!”

แม้ว่าเขาและเซี่ยซือซู่จะยอมถอยในเรื่องตำแหน่งศิษย์เอกแล้ว แต่ความเย่อหยิ่งในฐานะอัจฉริยะของพวกเขาก็ยังไม่ลดลงเลยแม้แต่น้อย

โดยเฉพาะลู่ซูหัวที่มีอาจารย์เป็นถึงเทพยุทธ อนาคตก็ต้องเป็นเทพยุทธอย่างแน่นอน เขาไม่มีทางยอมให้ใครมาสั่งเขาได้ง่ายๆ

“ซูเหวินไฉ!” เฉินซานซือตะโกนเรียก

“เอานำแผนที่มา!”

“ท่านอ๋องวางแผนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ” ซาเหวินหลงกล่าวชื่นชม

“หลังจากที่แยกกันที่เมืองหยางชุนแล้ว พวกมันข้ามแม่น้ำลงใต้ไปก็มีแต่ทางตายเท่านั้น ส่วนพวกเราแค่ตั้งรับที่เมืองหยางชุน ก็น่าจะอยู่ได้อีกอย่างน้อยยี่สิบวัน”

“ไม่ใช่ข้าที่วางแผนเก่งหรอก แต่มันอยากตายเองต่างหาก” เฉาฟานนั่งอยู่บนหลังม้า มือข้างหนึ่งถือดาบง้าวมังกรเขียวไม่ห่าง

“ในเมื่อมันอยากตายขนาดนั้น ก็สนองให้มันหน่อยก็แล้วกัน”

“หึ! ไอ้หมอนี่มันสมควรตายมานานแล้ว” ซาเหวินหลงรู้ดีแก่ใจว่าเขาถูกย้ายออกจากตำแหน่งเพราะเฉินซานซือ

เขาไม่อยากเห็นเฉินซานซือเติบโตขึ้นมา เพราะนั่นอาจหมายถึงหายนะของเขา

“ฮึ่ม…ต่งอันมันเป็นคนเนรคุณ!” เฉาฟานกล่าวอย่างดูถูกเหยียดหยาม

“ตอนนั้นที่มันแพ้ฟางชิงหยุนในการประลอง ถ้าไม่ใช่เพราะท่านปู่ของข้ายกให้มันเป็นจองหงวนฝ่ายบู๊ แถมยังมอบทรัพยากรมากมายให้มันฝึกฝน…จนถึงทุกวันนี้ มันก็คงเป็นได้แค่รองผู้พัน จะมีทางก้าวขึ้นมาเป็นข้าหลวงคุมกำลังพลและการปกครองทั้งมณฑลได้ยังไง?”

“คงเพราะมันโดนความลับเรื่องตำราพิชัยสงครามสวรรค์ล่อลวงยังไงล่ะ” ซาเหวินหลงเดาเหตุผล

“ท่านอ๋อง ถ้ามีคนมาเสนอวิชาที่เหนือกว่าเทพยุทธให้ท่าน ท่านก็ต้องยอมแลกอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้มันมาเหมือนกันแหละ จริงไหม?”

“ยิ่งแผ่นดินนี้ไม่ใช่ของมันอยู่แล้ว มันก็แค่เปลี่ยนเจ้านายใหม่เท่านั้นเอง!”

“น่าตายนัก! ราชวงศ์ต้าเซิ่งของเราใจดีมีเมตตา แท้ๆ กลับเลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกาย…ผู้บัญชาการซุนยังดีหน่อย อย่างน้อยก็สร้างคุณงามความดีไว้มากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ส่วนต่งอันนี่ สมควรโดนแล่เนื้อเถือหนังจริงๆ!” เฉาฟานสบถพรางครุ่นคิดถึงสถานการณ์ของหมิงโจวในตอนนี้

“ท่านแม่ทัพซา ท่านยังจำที่เฉินซานซือพูดได้ไหม? ที่บอกว่าในเมืองหยางชุนไม่มีเสบียง…ถ้านั่นเป็นเรื่องจริง พวกเราจะทำยังไง?”

“ก็คงต้องรีดไถเอาตามทาง!” ซาเหวินหลงเลือกวิธีที่ปลอดภัยไว้ก่อน

“ก่อนจะถึงเมืองหยางชุน ยังมีเมืองเล็กๆอีกหลายเมือง เราก็บังคับเอาเสบียงจากเมืองพวกนั้นมาได้”

ปัญหาใหญ่ที่สุดในการตั้งรับก็คือเสบียง ถ้ามีเสบียงเพียงพอ ก็สามารถตั้งรับได้เรื่อยๆ

“ปีนี้มณฑลหมิงโจวก็แย่นะ” เฉาฟานกล่าว

“หลายพื้นที่ประสบภัยพิบัติ ได้ยินว่าเก็บภาษีก็ไม่ได้ แค่เสบียงของทางการคงไม่พอหรอก”

“งั้นก็ไปรีดไถจากชาวบ้านเอาเพิ่มอีก” ซาเหวินหลงกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน

“ก็แค่ทำให้ชาวบ้านลำบากหน่อยเท่านั้นเอง ท่านอ๋องไม่ต้องกังวลหรอก…เรื่องถูกด่าทอ ข้ารับไว้เอง”

“ท่านแม่ทัพซา ท่านช่างเสียสละจริงๆ!”

อีกด้านที่ภูเขาหยิงจุ่ยซาน

ภายในค่ายหลักของกองทัพคิ้วแดง

ณ กระโจมใหญ่ หน้าโต๊ะวางแผนที่

เจี๋ยซื่อเอี๋ยถูกพ่อพาขึ้นเขาเหมยซานมาเข้าร่วมกับกลุ่มโจรตั้งแต่เด็ก โชคดีที่ได้พบอาจารย์ดี จึงได้เรียนวิชายุทธ์ จนกระทั่งสามารถพัฒนาและขยายกลุ่มโจรให้ยิ่งใหญ่ขึ้น

สามารถรวมกลุ่มโจรต่างๆบนเขาเหมยซานไว้ได้ทั้งหมด มีกำลังพลในสังกัดมากกว่าสองพันนาย…เเต่เขารู้ดีว่าเมื่อกลุ่มโจรใหญ่ขึ้นมาถึงจุดหนึ่งแล้ว ก็ต้องยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก ไม่อย่างนั้นก็มีแต่จะถูกทำลาย

แต่เจี๋ยซื่อเอี๋ยไม่มีปัญญาที่จะขยายอิทธิพลไปมากกว่านี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง มีบัณฑิตคนหนึ่งมาที่นี่ บอกว่าจะช่วยให้พวกเขายิ่งใหญ่ขึ้น ในอนาคตอาจจะได้เป็นถึงอ๋องแห่งมณฑลหมิงโจวก็เป็นได้

ตอนแรกเจี๋ยซื่อเอี๋ยก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะบัณฑิตผู้นี้ดูอ่อนแอ แถมยังบอกว่าจะมาเป็นโจรแต่ก็ไม่มีแม้กระทั่งของกำนัล มันช่างน่าขันสิ้นดี

บัณฑิตจึงคุกเข่าลงแล้วขอเวลาสามเดือน ถ้าสามเดือนผ่านไปแล้วยังเปลี่ยนกลุ่มโจรบนเขาเหมยซานให้กลายเป็นกองทัพที่เป็นระเบียบไม่ได้ ก็จะยอมตาย…แต่ถ้าทำได้ ก็ให้ช่วยเขาไปล้างแค้น

เจี๋ยซื่อเอี๋ยเห็นว่ามันน่าสนใจดี จึงให้โอกาส

สามเดือนผ่านไป ลูกน้องของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

ไม่ใช่แค่มีระเบียบวินัยเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้กลยุทธ์ต่างๆได้อีกด้วย…นี่เหมือนกับกองทัพของทางการไม่มีผิด ไม่สิ ต้องบอกว่าเก่งกว่ากองทัพของทางการมาก!

“ท่านปรมาจารย์ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก!” ครั้งนั้น เจี๋ยซื่อเอี๋ยถึงกับคุกเข่าลงทันที

เขารู้ว่าต้องรั้งบัณฑิตคนนี้ไว้ให้ได้ เขาจึงรีบพาลูกน้องลงจากเขาไปช่วยบัณฑิตชิงตัวหญิงคนรัก

เรื่องก็คือ บัณฑิตคนนี้หลงรักหญิงสาวจากตระกูลผู้ดี ทั้งสองแอบสัญญารักกัน เเต่ตอนแรกทางบ้านฝ่ายหญิงก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะบัณฑิตผู้นี้เป็นบัณฑิตหนุ่มรูปงามที่โด่งดังไปทั่ว ใครๆ ก็คิดว่าเขาต้องสอบได้เป็นขุนนางแน่ๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี บัณฑิตผู้นี้กลับสอบตกทุกปี จนกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งหมู่บ้าน…ท่าทีของทางบ้านฝ่ายหญิงก็เปลี่ยนไป จนในที่สุดก็ไล่ตะเพิดบัณฑิตให้ไปไกลๆ

ต่อมาบัณฑิตและหญิงสาววางแผนจะพากันหนี แต่ถูกจับได้ บัณฑิตถูกหักขา ส่วนหญิงสาวก็ถูกจับคลุมถุงชนให้แต่งงานกับลูกชายปัญญาอ่อนของขุนนางในพื้นที่

เเถมไอ้หมอนี่มันจริงจังกับความรักจริงๆ นอกจากนี้ยังโหดเหี้ยมอีกด้วย!

หลังจากชิงตัวหญิงสาวมาได้ คืนนั้นบัณฑิตก็ฆ่าล้างตระกูลขุนนางทั้งบ้าน ไม่ว่าหญิง ชาย หรือเด็ก ไม่มีใครรอดชีวิตเลยสักคน

แม้กระทั่งหลังจากนั้น บัณฑิตก็ยังไม่ยอมไปไหน พอถามว่าทำอะไร เขาก็บอกว่า  “ต้องมีเด็กๆ หลบอยู่แน่”

เเละปรากฏว่ามันเป็นจริงดังคาด!

ครึ่งชั่วโมงต่อมา มีเด็กชายอายุไม่ถึงสิบขวบคนหนึ่งคลานออกมาจากห้องใต้ดิน บัณฑิตเดินเข้าไปแล้วใช้มีดสับหัวเด็กคนนั้นทันที

เก่งกาจ ฉลาด รอบคอบ…แถมยังโหดเหี้ยม!

หลังจากกลับมาถึง บัณฑิตก็ขึ้นเป็นรองหัวหน้ากลุ่มโจร

เมื่อเวลาผ่านไป พวกเขาก็ค้นพบว่าบัณฑิตผู้นี้มีของวิเศษ นั่นก็คือตำราสวรรค์!

ในตำรามีบันทึกเกี่ยวกับกลยุทธ์และพิชัยยุทธ์ต่างๆมากมาย เเละเขาใช้ตำรานี้ฝึกลูกน้อง

เจี๋ยซื่อเอี๋ยและคนอื่นๆเริ่มคิดแผนร้าย แต่พอพวกเขาขโมยตำรามาได้ก็พบว่าอ่านไม่ออก…สุดท้ายจึงเข้าใจว่าบัณฑิตคนนี้ถูกเทพเซียนเลือกมาให้โค่นล้มราชวงศ์ต้าเซิ่งที่กำลังเน่าเฟะโดยเฉพาะ

จากนั้นจากรองหัวหน้าจึงกลายเป็นหัวหน้ากลุ่ม

เเละพวกเขาก็เริ่มรวบรวมกำลังพลก่อกบฏ เเค่ตอนแรกก็มีคนมาเข้าร่วมมากมาย มีหลายเมืองที่ชาวบ้านเปิดประตูเมืองต้อนรับพวกเขาเข้าไปด้วยซ้ำ

ไม่นาน หัวหน้าเหลียงก็กลายเป็นแม่ทัพเหลียง

จากนั้นก็ติดต่อกับจักรพรรดิของแคว้นซีฉี ใช้ตำราสวรรค์ติดสินบนต่งอันเเม่ทัพใหญ่มณฑลหมิงโจว แล้วก็วางแผนกับคนอื่นๆ เพื่อแบ่งแยกดินแดน…หวังว่าจะใช้เวลาห้าถึงสิบปีสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมา

เมื่อถึงตอนนั้น ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง อย่างน้อยเขาก็น่าจะได้เป็นขุนนาง ตระกูลเจี๋ยของเขาก็จะรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เจ้าสำนักเซี่ยง เป็นยังไงบ้าง การที่ท่านตัดสินใจเข้าร่วมกับพวกเราในตอนนั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดแล้วใช่ไหม?”

“เเถมท่านมีฝีมือระดับแก่นแท้สวรรค์ อนาคตต้องยิ่งใหญ่กว่าข้าแน่นอน!”

“ฮ่าๆๆๆ” เซี่ยงเถียนหัวเราะลั่น

“ท่านเจี๋ยพูดถูก ต้องขอบคุณจดหมายลับของท่านเจี๋ยจริงๆ ไม่งั้นตอนนี้ข้าก็คงยังต้องคอยประจบประแจงเจ้าสำนักคนอื่นๆอยู่”

แต่เดิมสำนักของพวกเขาเป็นสำนักชั้นนำ แต่ช่วงร้อยปีที่ผ่านมา ไม่มีผู้สืบทอดที่มีพรสวรรค์ ไม่มีใครบรรลุถึงขั้นเทพยุทธได้เลย พอมาถึงรุ่นของเขา ลูกศิษย์รุ่นหลังก็ไม่มีแม้แต่คนที่มีคุณสมบัติจะฝึกฝนจนถึงระดับแก่นแท้สวรรค์ด้วยซ้ำ…ต่อไปสำนักก็คงตกต่ำลงเรื่อยๆ ทรัพย์สินก็จะยิ่งหดหาย ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนั้น สู้เสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่ไปเลยดีกว่า

“มานี่ๆ ข้ารินเหล้า!” เจี๋ยซื่อเอี๋ยยกถ้วยเหล้าขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม

เเต่กำลังจะดื่ม จู่ๆก็มีแม่ทัพสวมชุดเกราะเดินเข้ามาในกระโจม

เขาจ้องมองทุกคนด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม แล้วตวาดลั่น

“สงครามยังไม่จบ ใครอนุญาตให้พวกเจ้าแอบดื่มเหล้า! ถ้าพลาดเรื่องสำคัญขึ้นมา พวกเจ้ารับผิดชอบไหวรึไง!!!”

“ท่านต่งใจเย็นๆก่อน” เจี๋ยซื่อเอี๋ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ

“สถานการณ์ตอนนี้ มันชัดเจนว่าพวกเราชนะอยู่แล้วนี่”

“กองทัพเหลียงโจวยังไม่ถูกกวาดล้างทั้งหมดเลยนะ!” ต่งอันตวาด

“เเล้วข้าขอถามพวกเจ้า ใครเป็นคนปล่อยข่าวให้จ้าวอู๋จี๋รู้…ทำให้มันไม่ยอมมารวมพลกับข้า!”

“ท่านต่งใจเย็นก่อน” เซี่ยงเถียนรีบอธิบาย

“ไม่ใช่พวกเราแน่นอน! จากการสอบปากคำเชลย น่าจะเป็นข่าวที่หลุดมาจากกองกำลังสำรองด้านหลัง”

“กองกำลังสำรอง? มีใครในนั้นเดาแผนการนี้ออกงั้นหรือ?” ต่งอันหรี่ตาลง

“หยวนไต้? ไม่สิ…ถ้ามันเดาออก มันก็คงไม่โดนข้าฆ่าหรอก ในกองกำลังสำรองมีใครบ้าง เอาบัญชีรายชื่อรองแม่ทัพทั้งหมดมาให้ข้าดู!”

“นี่ไง!”

“รองแม่ทัพพวกนี้ล้วนแต่เป็นพวกไร้ฝีมือ ไม่มีทางเป็นไปได้! ส่วนอ๋องน้อยเฉาฟาน ถึงจะรู้กลยุทธ์ แต่ก็หัวแข็ง ไม่น่าจะใช่เขา!”

“มีใครอีกไหม?”

“ไม่มีแล้ว” เจี๋ยซื่อเอี๋ยกล่าว

“นอกจากนั้นก็มีแต่ผู้พัน แต่ผู้พันเหล่านี้ไม่ธรรมดา พวกเขาล้วนเป็นคนที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว มีหลายคนที่มีร่างกายเทพยุทธ”

“อ้อ…มีศิษย์คนสุดท้ายของผู้บัญชาการซุนอยู่ด้วยนี่”

“ข้ารู้” ต่งอันโยนบัญชีรายชื่อทิ้ง

“เฉินซานซือที่ข้ามแม่น้ำไปน่ะเหรอ? เป็นไปได้มากว่าไอ้พิการฟางชิงหยุนคงบอกอะไรมันไว้ล่วงหน้า…ไอ้พิการนั่นมันมาขัดขวางแผนการของข้าอีกแล้ว!”

“ท่านต่ง แล้วพวกเราจะจัดการยังไงต่อ?” เซี่ยงเถียนเอ่ยถาม

“ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าราชสำนักต้าเซิ่งส่งกำลังพลมาที่มณฑลหมิงโจวหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นนาย!” ต่งอันชี้นิ้วไปที่แผนที่

“พวกเราต้องกวาดล้างกองทัพเหลียงโจวในมณฑลหมิงโจวให้หมดก่อนที่กองทัพหลวงจะมาถึง…แล้วค่อยหันไปรับมือศัตรูภายนอก ห้ามปล่อยให้มีภัยภายในหลงเหลือเด็ดขาด!”

ไม่ว่ายังไงก็ต้องกำจัดกองทัพเหลียงโจวสี่หมื่นนายนี้ให้ได้

ถึงยังไงพวกมันก็เป็นทหารระดับสูงสี่หมื่นนาย! แม้ว่าราชวงศ์ต้าเซิ่งจะมีกำลังพลมากมาย แต่นี่ก็ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่

ยิ่งกว่านั้น ในบรรดาทหารเหล่านี้มีคนที่มีร่างกายแบบเทพยุทธถึงห้าคน รวมทั้งท่านอ๋องด้วย

แค่พวกนี้ตาย อีกห้าสิบปีข้างหน้า ดินแดนทางเหนือก็จะไม่มีทหารเก่งๆเหลืออยู่ แผนการยึดครองดินแดนทางเหนือของเขาก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

“ส่งคำสั่งของข้าไป!” ต่งอันในฐานะผู้บัญชาการสูงสุด ชี้นิ้วไปที่แผนที่

“ตอนนี้พวกมันมีทางหนีทางเดียว นั่นก็คือเมืองหยางชุน ส่งกำลังพลทั้งหมดที่หุบเขาเจี้ยนเหมินและฝั่งตะวันออกของแม่น้ำหงเจ๋อมารวมกัน ล้อมพวกมันให้หมด!”

“เซี่ยงเถียน เจ้าไปกับข้า!”

กองทัพซีฉียังต้องตั้งรับที่เมืองเยี่ยนโจว ไม่สามารถส่งกำลังพลทั้งหมดมาได้ แต่กำลังพลที่พวกเขามีตอนนี้ก็มากพอแล้ว สามารถระดมกำลังพลได้ประมาณเเสนสองหมื่นนาย

แค่กำจัดทหารสองหมื่นนายนี้ได้ ทุกอย่างก็เรียบร้อย!

“ขอรับ!” เซี่ยงเถียนรับคำสั่งแล้วออกไป

“เจ้าแซ่เจี๋ย” ต่งอันหันไปมองเจี๋ยซื่อเอี๋ย

“หัวหน้าเหลียงของพวกเจ้าบัญชาการเก่ง เป็นคนมีความสามารถ”

“แน่นอน…ท่านแม่ทัพของพวกเรา เป็นอัจฉริยะที่ถูกเทพเซียนเลือกมา” เจี๋ยซื่อเอี๋ยกล่าว

“งั้นก็หวังว่าเขาจะเป็นคนที่รักษาคำพูด” ต่งอันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“อย่าลืมสิ่งที่พวกเจ้าสัญญาไว้กับข้าล่ะ”

“ท่านต่งวางใจได้ พวกเราไม่กล้าลืมหรอก ต่อให้พวกเราอยากจะผิดสัญญา แคว้นซีฉีก็ไม่ยอมอย่างเเน่นอน”

อีกด้าน

ที่ทุ่งร้างนอกเมืองหยางชุนสองร้อยลี้ กองทัพได้แยกทางกัน

เฉินซานซือหยิบแผนที่ออกมา โดยมีหยูซ่งและคนอื่นๆล้อมรอบเขา

ส่วนทหารธรรมดา มีเพียงซูเหวินไฉที่ได้อยู่วางแผนด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ทำให้ลู่ซูหัวและเซี่ยซือซู่ยิ่งรู้สึกไม่พอใจ

“ผู้พันเฉิน เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! นี่มันเรื่องความเป็นความตาย ทำไมเจ้าถึงลากบัณฑิตแก่ๆ คนนี้มาด้วย!”

“เขาเป็นเพื่อนของแม่ทัพฟาง!” เฉินซานซืออ้างชื่อคนใหญ่คนโต

“แม่ทัพฟางเคยคุยปรึกษากับซูเหวินไฉถึงสามวันสามคืน เเล้วพวกท่านคิดว่าเขาจะไร้ประโยชน์จริงๆเหรอ?”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทุกคนจึงเงียบเสียงลง

“ซูเหวินไฉ เจ้าพูดก่อนเลย” เฉินซานซือให้โอกาสซูเหวินไฉพูดก่อน

ซูเหวินไฉคำนับ จากนั้นก็หยิบพัดขนนกขึ้นมา เเล้วเริ่มพูดด้วยท่าทางที่ดูมั่นใจ

“หลังจากแยกทางกันที่นี่แล้ว ข้าคาดว่าภายในเจ็ดวัน แม่ทัพซาคงจะสามารถยึดเมืองหยางชุนที่กำลังอ่อนแอได้…เสบียงที่รวบรวมมาตามทางก็น่าจะพอให้พวกเขาอยู่ได้สักพัก”

“แต่อีกไม่นานก็จะมีกองทัพอย่างน้อยห้าหมื่นนาย พร้อมกับระดับแก่นแท้สวรรค์สองถึงสามคน ยกทัพมาตีเมืองหยางชุน…แม้ว่าจะตีเมืองไม่ได้ในทันที แต่ทุกวันก็ต้องสูญเสียกำลังพลจำนวนมาก ดังนั้น การที่ท่านเฉินพาพวกเรามาที่นี่ ถือเป็นทางรอดทางเดียว”

“ต่อไป สิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือ อาศัยช่วงที่ศัตรูรวมกำลังพลทั้งหมดอยู่ที่เมืองหยางชุน ข้ามแม่น้ำหงเจ๋อไปทางตะวันออก บุกยึดเมืองชิงปัว เจี้ยนโข่ว และเมืองอื่นๆอีกสี่เมือง เพื่อเป็นที่พักชั่วคราว แล้วจึงค่อยหาโอกาสลงใต้!”

“ตราบใดที่ลงใต้ไปถึงทะเลทรายได้ มณฑลหมิงโจวก็คงจะไม่ส่งกำลังพลมากมายมาไล่ตามพวกเรา พวกเราก็จะมีชีวิตรอด…บางทีอาจจะได้พบกับกองทัพหลวงในทะเลทราย แล้วค่อยกลับมาปราบพวกมันให้ราบคาบ!”

หลังจากพูดจบ ก็ไม่มีใครคัดค้าน…แต่ก็ไม่มีใครเห็นด้วยเช่นกัน

ในสายตาของพวกเขา นี่มันก็แค่การหนีหัวซุกหัวซุน โดยที่ไม่รู้ว่าจะถูกจับได้เมื่อไหร่

“อืม เอาแบบนี้แหละ” สุดท้ายหยูซ่งก็เป็นคนตัดสินใจ

“เมืองเหล่านี้ ขุนนางที่ดูแลเมืองคงมีฝีมือไม่เกินระดับหลอมอวัยวะภายใน…ยึดเมืองได้ไม่ยาก ส่วนเรื่องลงใต้ ค่อยว่ากันอีกที”

“ออกเดินทาง! ออกเดินทาง!”

“เร็ว ตามมา!”

….

สามวันต่อมา ทุกคนก็เดินทางมาถึงริมฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อโดยไม่ได้พบกับศัตรูเลย

แต่ในไม่ช้าก็มีปัญหาสำคัญเกิดขึ้น นั่นก็คือ พวกเขาจะข้ามแม่น้ำยังไง!

ที่นี่ไม่มีเรือลำใหญ่ เรือลำเล็กก็มีน้อยมาก พวกเขาทำได้แค่ข้ามสะพานลอยที่มีอยู่เดิม แต่ถ้าเป็นแบบนั้น…แล้วม้าศึกจะทำยังไง?

ตอนนี้ กำลังพลฝั่งซ้ายของพวกเขารวมกันแล้วมีประมาณสามพันแปดร้อยนาย…ในจำนวนนี้มีม้าศึกตั้งสองพันห้าร้อยตัว เเละพวกมันข้ามสะพานลอยไม่ได้

“แล้วม้าศึกจะทำยังไง?!” เซี่ยซือซู่เอ่ยถาม

“สะพานลอยพวกนี้สร้างขึ้นมาแบบง่ายๆ แค่คนเดินยังต้องระวัง ถ้าให้ม้าเดินคงรับน้ำหนักม้าไม่ไหวหรอก”

“เเละถ้าจะสร้างสะพานใหม่ให้แข็งแรงกว่านี้ พวกเราก็ไม่มีเวลา! ตอนนี้ยังไม่มีอะไร แต่อีกไม่เกินหนึ่งถึงสองวัน ศัตรูก็คงจะรู้ความเคลื่อนไหวของพวกเรา แล้วจะยกทัพมาตามล่า!”

เฉินซานซือตอบสั้นๆ เพียงสองคำ “ปล่อยพวกมัน!”

“ปล่อย? เจ้าพูดบ้าอะไร?!”

“ผู้พันเฉิน เจ้ารู้ไหมว่าม้าศึกพวกนี้มีค่ามากแค่ไหน?!”

“พวกมันคือสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเราเดินทางได้อย่างรวดเร็ว เจ้ากำลังทำลายสิ่งที่จะช่วยให้พวกเรารอดชีวิตนะ!”

“สิ่งที่จะช่วยให้รอด’นี่แหละ กำลังจะทำลายพวกเรา…ปล่อยมันไปให้หมด! เเล้วให้ทุกคนเดินข้ามแม่น้ำไป!” เฉินซานซือเว้นจังหวะเล็กน้อย

“ถ้าจำเป็นต้องใช้ ก็ไม่แน่ว่าจะเอากลับมาไม่ได้!”

“ผู้พันเฉิน เจ้าหมายความว่ายังไง?” หยูซ่งไม่เข้าใจ

“ม้าพวกนี้มันจะรอพวกเราอยู่ที่เดิมหรือไง?”

“เจ้าขาว!” เฉินซานซือตะโกนเสียงดัง

“ฮี้…” เจ้าขาวร้องเสียงดังก้องไปทั่วท้องฟ้า

ทันใดนั้น ม้าศึกตัวอื่นๆก็พากันร้องตาม

พวกมันไม่สนใจคำสั่งของทหารอีกต่อไป รีบวิ่งมารวมตัวกันรอบๆม้าขาวอย่างเชื่อฟัง

“นี่มัน…” ทุกคนต่างตกตะลึง ม้าขาวตัวนี้มันเป็นสัตว์อสูรหรือไง ถึงได้ควบคุมม้าศึกตัวอื่นๆได้!

“ลงจากม้า! เอากระสอบเสบียงวางบนหลังม้า เเล้วปล่อยพวกมันไป!” เฉินซานซือตะโกนสั่ง

“ม้าขาวของข้าจะพาม้าของพวกเจ้าไปหลบซ่อน ถ้าจำเป็นต้องใช้ มันจะกลับมารับพวกเรา!”

“นี่มันวิเศษเกินไปแล้ว…”

เซี่ยซือซู่อดใจไม่ไหว เดินเข้าไปใกล้ๆเจ้าขาว จนเกือบจะโดนเตะเข้า

“นี่เจ้า…” เขาอยากจะโวยวายแต่ก็ไม่กล้า

“เจ้าขาว มาหาข้า” เฉินซานซือลูบหัวม้า เเล้วพูดเบาๆ ว่า

“ข้าขอแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพอาชา…จากนี้เจ้าต้องตั้งใจทำงานนะ รู้ไหม?”

“เจ้าต้องหลบให้ดี อย่าให้ใครจับได้ คราวหน้าข้าจะให้เจ้ากินครีมหลิงเหอ”

เจ้าขาวพยักหน้า แล้วก็ร้องเสียงดังอีกครั้ง

จากนั้นมันก็พาม้าศึกกว่าสองพันตัวจากไป ในเวลาไม่นานก็หายลับไปทั้งหมด

………………………

จบบทที่ บทที่ 151 : แยกทาง!

คัดลอกลิงก์แล้ว