- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 149 : การคาดเดาที่น่าสะพรึงกลัว!
บทที่ 149 : การคาดเดาที่น่าสะพรึงกลัว!
บทที่ 149 : การคาดเดาที่น่าสะพรึงกลัว!
บทที่ 149 : การคาดเดาที่น่าสะพรึงกลัว!
เสียงหวีดหวิวของลูกธนูพุ่งผ่านอากาศ
"ซึบ! ซึบ! ซึบ!"
ทันทีที่คำสั่งดังขึ้น ลูกธนูก็ตกลงมาราวกับสายฝน
กลุ่มคนในเมืองไป๋โกวไม่ได้เตรียมการป้องกันใดๆ หลังจากลูกธนูระลอกแล้วระลอกเล่า ยกเว้นผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมกระดูก คนอื่นๆก็ตายเกือบหมด
"ท่านผู้ยิ่งใหญ่! พวกข้าถูกใส่ร้าย!" หูเหวินรีบร้อนอธิบาย
"กำแพงเมืองไป๋โกวบาง พวกเรามีคนน้อย พวกเราไม่สามารถต้านทานได้จริงๆครับ"
"ตอแหล!" หวังจื๋อจ้องมองด้วยความโกรธ
"ชาวบ้านในเมืองตั้งหมื่นคน ถ้าระดมพลขึ้นมา ยังจะบอกว่าป้องกันไม่ได้อีกเหรอ?!"
"ชาวบ้าน...ชาวบ้านพวกนั้นจะช่วยเราจริงๆ หรือ?"
"ขี้เกียจพูดกับเเกแล้ว เเกมันไม่คู่ควรจะฟัง!"
"ฆ่ามัน!"
หลังจากฝนลูกธนูสงบลง กองทัพก็เริ่มบุกเข้าโจมตี
ในเมืองไป๋โกวมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมอวัยวะภายในเพียงคนเดียว ซึ่งถูกเฟิงหยงและจ้าวคังร่วมมือกันสังหาร ส่วนคนที่เหลือก็ถูกรุมฆ่าจนไม่รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว
ฝั่งทหารเหลียงโจวไม่มีใครเสียชีวิต มีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ถึงแม้กองกำลังสำรองจะอ่อนที่สุด แต่นั่นก็คือเทียบกับกองกำลังหลักแปดกอง
หากเทียบกับทหารรักษาการณ์ของเมืองอื่นๆ แล้ว ก็ถือว่าเป็นทหารชั้นยอดที่ติดอาวุธครบมือ
"คนพวกนี้ ต่อให้ไม่ตายวันนี้ สักวันก็ต้องทรยศชาติอยู่ดี!" จ้าวคังพูดพลางฟันลงไปที่ศพอีกสองสามครั้ง
"ซานซือ เรียบร้อยแล้ว!" หวังจื๋อตามมาสมทบกับเฉินซานซือ
"ดีมาก”
“เอาล่ะ…ศิษย์พี่ ส่งคำสั่งได้เลย”
“กองทัพทั้งหมด เคลื่อนพลไล่ตาม!”
เฉินซานซืออยากรู้เเล้วจริงๆ ว่าตำราพิชัยสงครามสวรรค์จะมีอิทธิพลมากขนาดนั้นเชียวหรือ
"ศิษย์พี่..." หวังจื๋อหัวเราะเยาะตัวเอง
ทั้งจ้าวคังและเฟิงหยงบรรลุระดับหลอมอวัยวะภายในกันหมดแล้ว แต่เขายังคงอยู่แค่ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์
แบบนี้ จะกล้าเรียกตัวเองว่าศิษย์พี่ได้อย่างไรกัน
"ออกเดินทาง!"
หลังจากพักผ่อนเล็กน้อย เหล่าทหารม้าหนึ่งพันห้าร้อยนายก็รวมตัวกันที่ประตูเมืองด้านทิศใต้ และมุ่งหน้าสู่สนามรบต่อไปอย่างรวดเร็ว
เฉินซานซือเตรียมตัวจะควบม้าออกไป ทันใดนั้นก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆดังมาจากด้านหลัง
เขาหันกลับไปมองก็เห็นเด็กหญิงคนเดิม
เธอไม่ได้ร้องไห้อีกแล้ว แต่เดินเข้ามาหาอย่างระมัดระวัง มือเล็กๆที่เปื้อนเลือดจับหางม้าขาวแน่น
ดวงตากลมโตแดงก่ำ มองมาที่นายพลบนหลังม้าเขม็ง
"คิดได้แล้วเหรอ?" เฉินซานซือหยิบขนมปังแห้งจำนวนมากส่งให้เธอ
"หนูน้อย หาที่ซ่อนตัวนะ รอข้ารบเสร็จแล้วจะกลับมารับ…ถ้าตอนนั้นเจ้ายังมีชีวิตรอด ก็ถือว่าเราสองคนมีวาสนาต่อกัน"
เด็กหญิงรับขนมปังไว้ เม้มปากแน่น…สุดท้ายแต่ก็ยอมปล่อยหางม้าขาวแต่โดยดี
"หวังว่าเราจะมีวาสนาต่อกันนะ"
"เจ้าขาว…ไป!"
เฉินซานซือควบม้าหายลับไปในพริบตา
การเลี้ยงเด็กเพิ่มอีกคนในจวนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่จำเป็นต้องให้เขาเลี้ยงเอง มีซือฉินกับโม่ฮวาคอยดูแลอยู่แล้ว
อีกทั้งยังเป็นเพื่อนให้ลูกที่ยังไม่เกิดได้ด้วย แต่ตอนนี้เขาไม่สะดวกรับไปด้วยจริงๆ
สงครามครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น การพาเด็กไปด้วยไม่เพียงแต่จะเป็นภาระ แถมยังอันตรายถึงชีวิตเธอได้อีก
ส่วนจะรอดชีวิตจากนรกบนดินนี้ได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของเธอแล้ว
….
ม้าขาววิ่งเร็วมาก
ถ้ามองจากภายนอก มันราวกับเท้าไม่ได้แตะพื้น เหมือนม้าตัวนี้กำลังเหาะเหินอยู่บนอากาศ
[ทักษะ: ขี่ม้า (ความสำเร็จเล็กน้อย)]
[ความคืบหน้า: (0/2000)]
[ผลของทักษะ: เดินทางได้สามพันลี้ต่อวัน, ผู้นำอาชา]
ผู้นำอาชา: ม้าทุกตัวที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชา จะเชื่อฟังคำสั่งของม้าขาวโดยไร้ความหวาดกลัวต่อสิ่งใด..ม้าทุกตัวประสานงานกันอย่างเป็นระบบ จนกว่าชีวิตจะหาไม่
…..
"หืม?" เฉินซานซือมองลงไปที่แผงคอของม้า
"เเกก็อยากเป็นเเม่ทัพหรือ?!"
เจ้าขาวถึงกับหยุดวิ่ง แล้วพยักหน้า
‘เดี๋ยวนี้พยักหน้าตอบด้วย…เเกนี่มันปีศาจชัดๆ’ เฉินซานซือคิดในใจ
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมมันถึงอยากกินครีมหลิงเหอทุกวัน สัตว์เดรัจฉานตัวนี้ต้องมีความคิดเป็นของตัวเองเเล้วแน่ๆ และยัง "วิวัฒนาการ" มากขึ้นเรื่อยๆตามกาลเวลาด้วย
"ทหารม้าของเรา เจ้าบังคับได้ทั้งหมดเลยรึ?" หลินเสวีนเอ่ยถาม
เจ้าขาวพยักหน้าอีกครั้ง
"ดี ดีมาก"
เฉินซานซือรู้ว่าประสิทธิภาพการต่อสู้ของกองทหารของเขาจะเพิ่มขึ้นอีก
ก่อนหน้านี้ การจัดขบวนทัพต้องอาศัยทหารควบคุมม้าให้ประสานงานกัน
แต่ตอนนี้ ภายใต้การบังคับบัญชาของเจ้าขาว…ม้าทั้งหลายจะสามารถประสานงานกันได้เองโดยอัตโนมัติ เเละผลลัพธ์ที่แสดงออกมาจากทั้งสองวิธีจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
แถมยังมีผล ม้าไร้ความหวาดกลัว
หมายความว่า ต่อให้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เหล่าม้าก็จะไม่แตกตื่น
แม้แต่ตอนพักผ่อนในตอนกลางคืน ก็ไม่จำเป็นต้องผูกม้าหรือเฝ้าม้าเป็นพิเศษ
ทุกอย่างสามารถให้เจ้าขาวจัดการได้ นับเป็นนายพลม้าที่ยอดเยี่ยม
…..
ณ ขณะนี้
เหล่าทหารม้าของเฉินซานซือกำลังไล่ตามไปทางทิศใต้
ระหว่างทาง ยังพบกับชาวบ้านที่กำลังหลบหนีจำนวนเล็กน้อย
หนึ่งชั่วยามครึ่งต่อมา ในที่สุดพวกเขาก็ตามทันกองทัพกบฏ
พวกกองทัพคิ้วแดง!
คนพวกนี้สวมเสื้อเกราะ ถืออาวุธประจำกาย โพกผ้าสีแดงที่ศีรษะ และทาคิ้วเป็นสีแดง…พวกมันจึงได้ชื่อว่ากองทัพคิ้วแดง
ตอนนี้พวกมันกำลังเดินนำโดยมีรถเข็นหลายคันที่บรรทุกทองคำและเงินที่ปล้นมา รวมถึงหญิงสาวที่สวยงาม
เเต่ดูเหมือนหญิงสาวจะยังไม่ได้ถูกแตะต้อง เพียงแต่ถูกมัดด้วยเชือก ไม่รู้ว่าจะนำกลับไปถวายใคร
"จัดขบวนทัพ!"
"พลธนูม้า!"
"ยิง!"
กองทัพคิ้วแดงกำลังเดินอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสนั่นหวั่นไหวมาจากข้างหลัง ตามมาด้วยลูกธนูจำนวนมากที่ตกลงมาราวกับสายฝน
"ข้าศึกบุก!"
"ตั้งรับ!"
กองทัพคิ้วแดงเจ็ดร้อยกว่านาย หลังจากเสียคนไปกว่าร้อยนายก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
พวกมันต่างหยิบโล่เหล็กขึ้นมากัน ตั้งขบวนรับมือกับทหารม้า การจัดขบวนของพวกมันมีระเบียบวินัยมาก ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่เกิดความสับสนวุ่นวาย แต่ยังสามารถตั้งรับได้อย่างสมบูรณ์
"นั่นมันไอ้พวกขุนนางชั่ว!"
"ฆ่าพวกสุนัขรับใช้ของราชสำนัก!"
"พี่น้อง ฆ่า! ฆ่ามันให้หมด!"
….
"กำจัดพวกกบฏคิ้วเเดง!" ไป๋ถิงจือควบม้านำหน้า พุ่งเข้าชนเป็นคนแรก
บูมมมม
กองทัพทั้งสองฝ่ายปะทะกัน
เฉินซานซือไม่ได้รีบเข้าร่วม แต่ควบม้าไปสังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง
ถ้าเข้าไปตะลุมบอนโดยตรง จะไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์โดยรวมได้อย่างชัดเจน
จากการใช้ [ทักษะมองพลัง] เขาพบว่ากองทัพคิ้วแดงเจ็ดร้อยนาย ส่วนใหญ่เป็นทหารราบ มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับหลอมกระดูกจำนวนเล็กน้อย มีระดับหลอมอวัยวะภายในเพียงสองคน เเละไม่มีระดับเปลี่ยนพลังหรือสูงกว่านั้น
แต่อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพการต่อสู้ที่แสดงออกมาจากการจัดขบวนทัพนั้น แทบไม่ต่างจากทหารชั้นยอดของกองกำลังสำรองเลย
เหตุผลหนึ่งเป็นเพราะการจัดขบวนที่แปลกประหลาดนี้
ดูเหมือนว่าทุกย่างก้าวของพวกมันจะสอดคล้องกับสวรรค์และโลก อาศัยพลังของสวรรค์และโลก ที่แม้แต่เฉินซานซือก็ไม่สามารถมองทะลุได้ในครั้งแรกที่พบเจอ…จำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาโดยเฉพาะ
อีกประการหนึ่ง และเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
คือเฉินซานซือเห็นปราณที่แปลกประหลาดอยู่เหนือขบวนทัพของกองทัพคิ้วแดง
ปราณนี้มองจากภายนอกคล้ายกับพลังโปร่งแสงในร่างกายของผู้ฝึกยุทธ์ แต่ไม่เหมือนกันโดยสิ้นเชิง
เขาสามารถสัมผัสได้ แต่ไม่สามารถใช้ฝึกวิชาได้ ใช้ได้เพียงเสริมพลังการต่อสู้ของกองทัพชั่วคราวเท่านั้น
"นี่คงเป็นพลังที่แท้จริงของตำราพิชัยสงครามสวรรค์สินะ?" เฉินซานซือเข้าใจอย่างถ่องแท้
ด้วยพลังเสริมนี้ ประกอบกับการจัดขบวนที่แปลกประหลาดและซับซ้อน จึงทำให้พวกมันรบชนะทุกครั้งหลังจากก่อกบฏ…บุกโจมตีไปได้เรื่อยๆ มาจนถึงทุกวันนี้
แต่ "ปราณ" นี้ไม่ได้มีไม่จำกัด
และยังมีความแข็งแกร่งแตกต่างกันไป
กองกำลังโจรกลุ่มเล็กๆที่อยู่ตรงหน้า พลังลึกลับที่พวกเขามี ย่อมเทียบไม่ได้กับกองกำลังหลักของกองทัพคิ้วแดง
ถึงการจัดขบวนทหารราบที่ได้รับพลังเสริมนี้ มีประสิทธิภาพไม่ต่างจากกองกำลังสำรอง
แต่...พวกเขาเป็นทหารม้า!
นี่คือข้อได้เปรียบมหาศาลโดยธรรมชาติ
เฉินซานซือใช้สายตาอันเฉียบแหลม มองหาที่มาของ "พลังปราณ" อย่างรวดเร็ว
นายทหารระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย ยืนอยู่ตรงกลางขบวนทัพ มี "ปราณลึกลับ" พวยพุ่งออกมาจากศรีษะของเขา คล้ายกับหมอกที่แผ่กระจายไปเสริมพลังให้กับคนอื่นๆ
หลังจากพบเป้าหมายแล้ว เขาก็ไม่รอช้า
"ซึบ! ซึบ! ซึบ!"
ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกก็พุ่งออกไป
นายทหารระดับหลอมอวัยวะภายในของกองทัพคิ้วแดง ใช้ดาบปัดป้องลูกธนูสองดอก ส่วนดอกที่สามพุ่งทะลุแขนของเขา
ในขณะเดียวกัน เฉินซานซือก็บุกเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ทหารคิ้วแดงทุกคนที่กล้าขวางทาง ล้วนมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงพริบตา
หอกวิญญาณห้าพยัคฆ์ เสริมด้วยพลังภายใน แทงทะลุโล่เหล็ก และทะลุไหล่ของนายพลผู้นั้นอย่างง่ายดาย
เขาจงใจจับเป็นเพื่อสอบสวน หลังจากมั่นใจว่าอีกฝ่ายบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถหลบหนีได้ ก็หันไปสังหารทหารคิ้วแดงที่เหลือต่อ
การปะทะกันครั้งนี้ กินเวลาประมาณสองถ้วยชา…จากนั้นกองทัพคิ้วแดงเจ็ดร้อยนายถูกกำจัดจนหมดสิ้น
ฝั่งเฉินซานซือ เสียชีวิตไปสี่คน บาดเจ็บเจ็ดคน…ส่วนลูกน้องของไป๋ถิงจือเสียชีวิตไปสิบกว่าคน
ถึงแม้การจัดขบวนของฝ่ายตรงข้ามจะแข็งแกร่ง แต่คุณภาพของทหารโดยรวมยังด้อยกว่า และมีจำนวนน้อย
ยิ่งไปกว่านั้น ลูกน้องของเฉินซานซือยังได้รับพลังเสริมจากคุณสมบัติต่างๆ…หากกองทัพคิ้วแดงไม่ได้รับพลังเสริมจาก "พลังปราณลึกลับ" อัตราการบาดเจ็บล้มตายจะน้อยกว่านี้
บนสนามรบ เหลือเพียงนายพลของกองทัพคิ้วแดงที่ยังหายใจรวยริน
"พวกขุนนางราชสำนัก!" นายพลคิ้วแดงตะโกนด่าทอด้วยความเจ็บแค้น
"พวกแกเอาแต่รังแกชาวบ้าน สมควรตกนรก! ตกนรกไปให้หมด!"
"ไอ้โง่!" จูถงสบถ พุ่งเข้าไปกระหน่ำทุบด้วยค้อน จนแขนของอีกฝ่ายแหลกละเอียด จึงยอมหยุด
"ข้าถามเจ้า" เฉินซานซือกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้นมา
"เจ้าเป็นใคร มีตำแหน่งอะไรในกองทัพคิ้วแดง?"
การถามเรื่องตำราพิชัยสงครามสวรรค์โดยตรง เป็นไปไม่ได้ที่จะได้คำตอบ
ไม่ใช่เรื่องที่อีกฝ่ายจะยอมพูดหรือไม่ แต่เพราะตำแหน่งของเขามากสุดก็แค่พันตรี ไม่มีทางรู้ความลับระดับสูงเช่นนี้
"ข้าเป็นจอมยุทธ์จากภูเขาเหมยซาน!" นายทหารคิ้วแดงกัดฟันกรอด
"ตอนนี้ ข้าเป็นพันตรีในกองทัพคิ้วแดง ได้รับพรจากตำราสวรรค์ของอ๋องเหลียง และมาเพื่อฆ่าพวกขุนนางอย่างพวกเจ้าโดยเฉพาะ!"
"พรจากตำราสวรรค์..." เฉินซานซือถามต่อ
"เจ้าเคยเห็นตำราสวรรค์หรือไม่?"
"ตำราสวรรค์เป็นของขวัญจากเซียนที่มอบให้อ๋องเหลียง พวกเราเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีโอกาสได้เห็นหรอก!"
หลังจากพูดจบ นายพลคิ้วแดงก็แสยะยิ้มอย่างดูถูก
"อ๋องเหลียงถูกเลือกโดยเซียน ไม่นานก็จะโค่นล้มราชวงศ์ได้…พวกสุนัขรับใช้ของราชสำนักอย่างพวกเจ้า ก็รอวันตายได้เลย..."
"ฉัวะ!"
เฉินซานซือฟันดาบตัดหัวของอีกฝ่ายโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
"กลับเมืองไป๋โกว!"
หลังจากกำจัดกบฏแล้ว ทุกคนก็กลับไปพักผ่อนนอกเมืองไป๋โกว
เฉินซานซือไม่เห็นเด็กหญิงคนนั้นอีก ไม่รู้ว่าเธอหนีไปที่ไหน หรือถูกคนที่รอดชีวิตในเมืองฆ่าไปแล้ว
เขากางแผนที่ออก เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันอีกครั้ง
หลังจากผ่านหุบเขาเจี้ยนเหมิน
กองทัพสี่หมื่นนาย จะเหมือนเข้าไปอยู่ในกระเป๋าใบใหญ่
แต่กระเป๋าใบนี้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก และทิศเหนือ ล้วนเป็นพวกเดียวกัน…มีเพียงทิศใต้เท่านั้นที่เป็นกองทัพกบฏ
เฉินซานซือเริ่มวิเคราะห์ย้อนกลับ
เขาเริ่มครุ่นคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ซีฉีจะทำอย่างไร ถึงจะได้ประโยชน์สูงสุด
สมมุติว่าพวกเขามั่นใจว่าจะชนะ
แล้วการเปลี่ยนแปลงภายในมณฑลหมิงโจวแบบไหน ถึงจะทำให้พวกเขาชนะได้?
ไม่ต้องสนใจตรรกะ เฉินซานซือเริ่มเอาเเต่ใช้สมมุติฐานล้วนๆ
เฉินซานซือจินตนาการว่าตัวเองเป็นจักรพรรดิของซีฉี…เขาจะยึดมณฑลหมิงโจวได้อย่างไร?
เมื่อมองไปที่ตำแหน่งของกำแพงเมือง ทันใดนั้นความคิดที่น่ากลัวก็ผุดขึ้นในใจ
ถ้านายพลต่งอัน…แม่ทัพใหญ่แห่งมณฑลหมิงโจว แปรพักตร์ล่ะ?
แบบนั้น…มันก็ง่ายเลยไม่ใช่หรือ!
เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับซูเหวินไฉ
แทบไม่ต้องพูดอะไร ทั้งสองคนก็รู้ว่าคิดเหมือนกัน
ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ
สถานการณ์ก็จะเปลี่ยนจากการล้อมปราบกบฏ กลายเป็นการถูกล้อมปราบ!
แค่ปิดหุบเขาเจี้ยนเหมิน ก็เหมือนแกะเข้าปากเสือ…ไม่มีทางหนีรอด!
"แย่แล้ว!" ซูเหวินไฉเดินวนไปมา
"ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ กองทัพคิ้วแดงสามหมื่นนาย กองทัพมณฑลหมิงโจวแปดหมื่นนาย อาจจะมีกองทัพของซีฉีอีกส่วนหนึ่ง รวมแล้วเป็นกองทัพกว่าแสนนาย….การจะกำจัดพวกเราสี่หมื่นนาย นั้นง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ!"
ภายใต้ความเป็นไปได้นี้ เฉินซานซือก็เริ่มวิเคราะห์หาเหตุผลอีกครั้ง
"เหวินไฉ เจ้าจำข้อมูลของต่งอันได้ไหม?"
"ข้าจำได้" ซูเหวินไฉใช้พัดขนนกชี้ไปที่เมืองที่เป็นฐานที่มั่นของต่งอัน
"หลายปีก่อน เขาเคยเข้าร่วมการคัดเลือกยอดฝีมือพร้อมกับแม่ทัพฟาง แต่ปีนั้นเขาได้ที่สอง เเต่ไม่เอาแม้แต่ตำแหน่งศิษย์สายใน เเละไปสอบจองหงวน(ฝ่ายบู๊) ได้เป็นจ้วงหงวนในปีถัดมา…ต่อมาฝ่าบาทก็เลื่อนตำแหน่งให้เขาเรื่อยๆ จนมาถึงทุกวันนี้ เป็นทั้งผู้ว่าการมณฑลหมิงโจวและแม่ทัพใหญ่ ควบคุมอำนาจทั้งการทหารและการปกครองของมณฑล"
"ดูเหมือนว่า คนๆนี้ยอมเป็นหัวไก่ ดีกว่าเป็นหางหงส์…ในใจอาจจะอิจฉาแม่ทัพฟาง ถ้าใจแคบ ก็อาจจะผูกใจเจ็บ”
“แต่แค่นี้ยังไม่พอ มันยังไม่ใช่เหตุผลที่มากพอที่จะก่อกบฏ”
เฉินซานซือใช้นิ้วเคาะแผนที่ เเล้ววิเคราะห์ต่อ
"ไม่ผ่านการคัดเลือกยอดฝีมือ แล้วยังปฏิเสธตำแหน่งศิษย์สายในของจวนผู้บัญชาการเพื่อไปสอบจองหงวน…นั่นเท่ากับตัดขาดจากกองกำลังหลักแปดกองโดยสิ้นเชิง ฝ่าบาทชอบคนแบบนี้ ย่อมให้ความสำคัญ และปลูกฝังให้เป็นกำลังสำคัญในการจำกัดอำนาจของแม่ทัพใหญ่"
"ดังนั้น ได้รับพระมหากรุณาธิคุณมากมายขนาดนี้ ตำแหน่งก็สูงส่ง อีกไม่กี่ปีก็อาจจะทะลุขั้นเทพยุทธ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นขุนนางก็เป็นไปได้…ไม่มีเหตุผลที่จะทรยศเลย"
"เดี๋ยวนะ…เขาเป็นพวกคลั่งไคล้พิชัยสงครามด้วยใช่ใหม!"
"นายท่านพูดถูก!" ซูเหวินไฉเหมือนโดนสาดน้ำเย็นใส่หน้า
"แม่ทัพฟางเคยเล่าให้ข้าฟัง คนๆนี้เคยแข่งกับเขาว่าใครจะแก้ปริศนาขบวนทัพเก้ายอดแปดทิศได้ก่อน….สุดท้ายเขาก็แพ้ เเถมว่ากันว่าโมโหจนฝึกวิชาผิดพลาด เเละป่วยหนักไปพักใหญ่"
"ถ้าคิดตามนี้ ทุกอย่างก็เข้าใจได้แล้ว!"
"มีคนบางประเภท ที่ต้องการแค่ชัยชนะในสิ่งที่ตนเองหมกมุ่น ไม่สนใจสิ่งอื่นใด ชื่อเสียง ผลประโยชน์ ไม่สำคัญ…ขอแค่ชนะ เขายอมทำ ยอมเสียสละทุกสิ่ง"
"สำหรับคนที่คลั่งไคล้พิชัยสงคราม มีสิ่งใดจะเย้ายวนใจได้มากกว่าตำราพิชัยสงครามสวรรค์?…ของวิเศษของเซียนนี้ คือตัวแปรที่สำคัญที่สุด!"
"ถ้าหาก เหลียงจี้เหนียน แม่ทัพของกองทัพคิ้วแดง ใช้สมบัติของเขาเป็นข้อแลกเปลี่ยน แล้วซีฉีให้สัญญาว่าจะให้บรรดาศักดิ์และดินแดน…นั่นก็มีโอกาสที่จะดึงเขามาเข้าพวกได้"
"จริงหรือนายท่าน?"
ไป๋ถิงจือยืนอยู่ข้างๆ ฟังไม่ค่อยเข้าใจ เช่นเดียวกับจ้าวคังและคนอื่นๆ
"นายท่าน!"
"แล้วเราควรทำอย่างไรต่อไป?" ซูเหวินไฉเอ่ยถามอย่างกังวล
"ข้าจะเขียนความคิดนี้ส่งให้แม่ทัพจ้าว แต่คงไม่ได้ผลนัก…เพราะเป็นแค่การคาดเดา ไม่มีหลักฐานอะไรเลย แถมมันยังน่าเหลือเชื่อมากเกินไป"
เฉินซานซือและบัณฑิตชรา วิเคราะห์โดยยึดหลักว่าซีฉีต้องชนะ และกองทัพของพวกเขาต้องแพ้
แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่แน่ใจว่า เรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ
เขาก็เป่านกหวีด เรียกเหยี่ยวนางฟ้า ให้มันช่วยส่งข่าวไปยังแนวหน้า
จากนั้น ทุกคนก็พักผ่อนที่เมืองไป๋โกวหนึ่งคืน
รุ่งเช้า หยูซ่งส่งคนมาตาม ให้พวกเขาไปรวมพลที่จุดห่างจากเมืองหยางชุนสองร้อยลี้ จากนั้นก็ตั้งค่ายเพื่อเริ่มคุ้มกันการขนส่งเสบียง
สงครามไม่ใช่เรื่องที่จะจบในวันเดียว โดยเฉพาะสงครามขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งมณฑล
….
เวลาผ่านไปราวสิบกว่าวัน
หลังจากกินอิ่มแล้ว เฉินซานซือก็หาที่เงียบสงบฝึกฝนหอก
หลังจากมาถึงมณฑลหมิงโจว เนื่องจากเตรียมตัวมาอย่างดี ความคืบหน้าในการฝึกฝนของเขาจึงไม่ล่าช้า
ในสภาวะระเบิดพลังโลหิต เขาใช้โลหิตช้างมังกรกระตุ้นพลังภายในอย่างต่อเนื่อง
ใช้จนหมด แล้วก็กระตุ้นใหม่ วนเวียนแบบนี้ทุกวัน เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและความบริสุทธิ์ของพลังภายใน
เขารู้สึกได้ว่า เมื่อเวลาผ่านไป พลังภายในราวกับจะทะลักออกมานอกร่างกาย…แต่ทุกครั้งก่อนจะทะลุผิวหนัง พลังภายในก็จะสลายไป
เขาได้แต่กัดฟัน…ฝึกซ้ำๆแบบเดิมต่อไปเรื่อยๆ
ในที่สุด ก่อนที่เฉินซานซือจะหมดแรง พลังภายในก็ไหลทะลักออกมาจากแขน ผ่านกระบอกหอก ไปยังปลายหอก ระเบิดพลังที่ไม่เคยมีมาก่อน
บูมมมมม!!!!
ทะลุขั้นพลังภายนอก!
…..
[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ . ขั้นเปลี่ยนพลัง (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 0/1000]
[ผลของทักษะ: ... , สะสมพลังภายใน]
…..
มันมีคุณสมบัติใหม่เพิ่มเข้ามา
[สะสมพลังภายใน: รวบรวมพลังภายใน เเล้วระเบิดออกในครั้งเดียว]
หลังจากเชี่ยวชาญวิชาขั้นเปลี่ยนพลังแล้ว ก็คือขั้นกลางของขั้นเปลี่ยนพลัง
ซึ่งถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของระดับนี้ เป็นการปูทางไปสู่ขั้น "ควบคุมพลังด้วยอาวุธ"
หน้าที่หลักของขั้นนี้ ก็คือการปล่อยพลังออกนอกร่าง…พูดง่ายๆ ก็คือการโจมตีระยะไกล
เฉินซานซือปักหอกลงพื้น เเล้วต่อยออกไป
หมัดของเขาไม่ได้สัมผัสกับลำต้น แต่กลับสามารถตัดต้นไม้ขนาดเท่าชามข้าวได้อย่างง่ายดาย
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนี้ ถ้าใช้อาวุธ ผลลัพธ์จะธรรมดามาก
เพราะพลังภายนอกของพวกเขายังไม่ต่อเนื่อง มันจึงเหมือนธนูที่ยิงได้ทีละดอก และอ่อนแอ
แต่ถ้าสามารถสะสมพลังได้ นั่นมันจะต่างกันโดยสิ้นเชิง
เฉินซานซือกำหมัด รู้สึกได้ว่าพลังภายในกำลังสะสมอยู่ในแขน เเละเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินกว่าที่ระดับพลังภายนอกควรจะเป็น
แค่มีเวลาสะสมพลังมากพอ เขาก็จะสามารถระเบิดพลังที่คาดไม่ถึงออกมาได้ในการโจมตีครั้งเดียว
"เฮ้อออ….ทรายวิญญาณหมดแล้ว"
เขายังไม่ละทิ้งการฝึกวิชาเซียน และตอนนี้ก็สะสมพลังสำหรับใช้วิชาดาบพลังวิญญาณได้อีกครั้งเเล้ว
[วิชา: ดาบพลังวิญญาณ (ขั้นต้น)]
[ความคืบหน้า: 35/500]
….
แต่ความคืบหน้าช่างน่าสงสาร
ทรายวิญญาณถูกใช้หมด จนกลายเป็นทรายธรรมดาที่ไร้ประกายไปเเล้ว
หลังจากกลับไป เขาคงต้องหาวิธีเอากระถางธูปของศาลเจ้าแม่กวนอิมมาให้ได้
ก่อนเฉินซานซือจะออกเดินทางมา ไม่เพียงแต่เจ้าอาวาสและรองเจ้าอาวาสที่ถูกจับเข้าคุกเท่านั้น…แต่ทั้งภูเขายังถูกปิดตาย ห้ามนักพรตทุกคนออกจากศาลเจ้าแม้แต่ก้าวเดียวจนกว่าจะสืบสวนเสร็จสิ้น กระถางธูปจึงถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นอน ไม่ต้องกังวลว่าจะหายไป
ส่วนเมื่อไหร่เขาจะกลับไปเอามาได้…นั่นเป็นปัญหาที่ต้องคิดในตอนนี้
ณ ขณะนี้ เขาได้รับคำตอบจากข่าวที่ส่งไปให้แม่ทัพจ้าวและคนอื่นๆ
เนื้อหาตอบมาสั้นๆว่า…พวกเขาจะระวัง
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว แนวหน้าได้ตั้งค่ายและเริ่มเผชิญหน้ากับกองกำลังหลักของกองทัพคิ้วแดง….จะกลับไปทางเดิมก็ไม่ทันแล้ว
การขนส่งเสบียงของเมืองหยางชุน ก็ยังราบรื่นดี
"หวังว่าข้าจะคิดมากไปเอง" เฉินซานซือพึมพำ ขณะมองดูพระอาทิตย์ตกดิน
….
เวลาผ่านไปอีกสิบวัน
"อีกห้าวัน!" เมื่อกลับถึงค่าย หยูซ่งก็ออกคำสั่งใหม่
"กองกำลังสำรองทั้งหมด จะเคลื่อนพลไปยังภูเขาหยิงจุ่ยซาน เข้าร่วมสนามรบหลัก เพื่อมีส่วนร่วมในการต่อสู้ครั้งสุดท้าย!"
"ถึงขั้นต้องใช้กองกำลังสำรองเลยเหรอ?" เซี่ยซือซู่เอ่ยถาม
"ท่านหยูซ่ง สถานการณ์ข้างหน้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ชนะสามส่วน แพ้หนึ่งส่วน…กำจัดกบฏคิ้วแดงได้แปดพันนาย กองทัพเราเสียหายสามพันนาย" หยูซ่งพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"พวกกบฏมีขวัญกำลังใจสูงมาก พวกมันมีตำราสวรรค์ที่เซียนประทานให้ ถึงแม้จะแพ้ แต่ก็ไม่แตกพ่าย…และในช่วงสองเดือนนี้ พวกมันได้รวบรวมคนจากสำนักต่างๆ และฝึกฝนทหารใหม่ จนสามารถเพิ่มกำลังพลได้อีกหมื่นนาย"
"เท่ากับว่า ตอนนี้พวกมันยังคงมีทหารมากกว่าสามหมื่นนาย"
"แต่ ก็แค่นั้นแหละ!"
"แม่ทัพต่งให้รองแม่ทัพอู๋โยวประจำการที่กำแพงเมือง ส่วนตัวเองนำทหารสามหมื่นนายมาร่วมรบ อีกไม่นานก็จะมาถึงเมืองจินเฉวียน…ถึงตอนนั้นจะเป็นการโจมตีจากสองด้าน ภายในครึ่งเดือนคงจะสามารถกำจัดศัตรูได้ครึ่งหนึ่ง เเละภายในสองเดือนจะปราบปรามได้ทั้งหมด!"
"ถึงตอนนั้น พวกเราก็จะได้กลับเหลียงโจวแล้ว!"
….
รวบรวมคนได้อีกหมื่นนาย
แค่ช่วงเวลาสั้นๆก็ทำได้ขนาดนี้…น่ากลัวมากจริงๆ
แบบนี้ ก็เท่ากับว่าศิษย์สำนักและจอมยุทธ์ในมณฑลหมิงโจวครึ่งหนึ่ง ได้เข้าร่วมกับกองทัพคิ้วแดงเรียบร้อยเเล้ว
นี่เเหล่ะคือเสน่ห์ของ "ตำนานเซียน"
"สมบัติที่เซียนประทานให้" และยังเป็นตำราพิชัยสงครามสวรรค์ที่ใช้ในการทำสงคราม
สิ่งนี้มันมีค่าเท่ากับ "ได้รับโองการจากสวรรค์" และยังมีเซียนรับรองอีกด้วย
เพียงเท่านี้ ก็จะมีคนมาเข้าร่วมมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคต
ถ้าไม่มี "ตำราสวรรค์" การกบฏครั้งนี้คงไม่รุนแรงขนาดนี้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายแค่ไหน จุดสำคัญก็อยู่ที่เหลียงจี๋เหนียนแห่งภูเขาเหมยซาน
แค่พวกเขายึดภูเขาเหมยซานได้ ก็จะทำให้กองทัพกบฏสูญเสีย "ศรัทธา" ทุกปัญหาจะคลี่คลาย เเละสามารถปราบศัตรูได้โดยไม่ต้องรบอีกต่อไป
………………………..