- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 147 : การต่อสู้แห่งยุคอลหม่าน
บทที่ 147 : การต่อสู้แห่งยุคอลหม่าน
บทที่ 147 : การต่อสู้แห่งยุคอลหม่าน
บทที่ 147 : การต่อสู้แห่งยุคอลหม่าน
"ไม่รู้ว่าจะจัดการพวกมันให้ตายในคุกได้เลยไหมนะ"
….คงยาก
มีแค่หลักฐานทางวัตถุแต่ไม่มีพยานบุคคล คงไม่พอที่จะตัดสินโทษตายได้
โดยเฉพาะในสถานการณ์ในช่วงนี้
สำนักต่างๆ หลายแห่งเริ่มไม่ค่อยพอใจกองทัพเหลียงโจวเท่าไหร่นัก
ยิ่งเรื่องของสำนักซูหยางที่ยังไม่มีข้อสรุป หลายสำนักเริ่มพูดกันว่าทางการจงใจหาเรื่อง มีจุดประสงค์เพื่อรีดไถพวกเขา บางคนถึงขั้นกล่าวหาว่าไม่มีลัทธิเทพวิญญาณอยู่จริง ทุกอย่างเป็นเรื่องที่ทหารกุขึ้นมาเองทั้งนั้น
ถึงแม้ศาลเจ้าแม่กวนอิมจะเป็นเพียงสำนักระดับสาม แต่ก็มีชื่อเสียงพอตัว…คาดว่าแม้แต่สำนักจันทร์เสี้ยวและสำนักดาบสวรรค์ก็คงจะช่วยพูดให้
แต่แค่ขังเอาไว้ก็พอแล้ว
เฉินซานซือคิดถึงความปลอดภัยของครอบครัวเป็นหลัก
….
"ค้นเจออะไรบ้าง?"
"นอกจากกระบองวัชระนั่นแล้ว ก็ไม่เจออะไรเลยขอรับ"
"งั้นก็ปิดเขา! ค้นต่อ….ค้นหาให้ทั่ว เผื่อมีทางใต้ดินหรือห้องลับอะไรทำนองนั้น!"
"ทิ้งคนไว้สองพันนาย ที่เหลือกลับค่ายได้"
"..."
องค์ชายนี่เส้นใหญ่จริงๆ
เฉินซานซือรู้สึกทึ่งเล็กน้อย
แค่คำพูดคำเดียว แม้แต่หลักฐานก็ยังไม่มี ก็พาคนมาค้นเขามากมายขนาดนี้ได้
แน่นอนว่าเฉินซานซือไม่ได้อยู่ช่วยค้นต่อ สั่งให้ลูกน้องทยอยกันกลับ
เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียว…เขาจึงไม่ได้อยู่เฉยๆ ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝน
จนกระทั่งคืนก่อนออกเดินทาง จึงได้รวมตัวกันกินข้าว
ซุนปู้ฉี ซุนหลี หรงเยี่ยนชิว ขันทีโหว แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่สามก็มาร่วมด้วย
ไม่ว่าเบื้องลึกจะเป็นอย่างไร ก็ต้องรักษาหน้ากันเอาไว้ เพราะยังไงก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน
"ขออวยพรให้น้องเล็กประสบชัยชนะ!"
"ชนแก้ว!"
ทุกคนแยกย้ายกันตอนเที่ยงคืน
ในห้องนอน เฉินซานซือเปิดอ่านหนังสือใต้แสงเทียน
หนังสือเล่มนี้ชื่อ "ภาพวาดร้อยสมุนไพร" เป็นบันทึกเกี่ยวกับสมุนไพรหายากต่างๆ
เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับวัสดุสร้างอาวุธไปเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่พบวัสดุที่สามารถกักเก็บพลังภายในได้
เมื่อไม่นานมานี้ ตอนที่ศึกษาตำราแพทย์ เขาก็พบสมุนไพรที่สามารถเพิ่มพลังชั่วคราวได้โดยบังเอิญ…เขาจึงเปลี่ยนความคิด เเล้วเริ่มค้นคว้าตำราแพทย์ควบคู่ไปด้วย
ในหน้าสุดท้ายของหนังสือ
ไม้เส้นชีพจร: ไม้แปลกประหลาดที่มีอายุนับพันปี เมื่อนำมาบดแล้วต้มกับน้ำจะช่วยให้ผู้ที่ใกล้ตายฟื้นคืนชีพได้ชั่วคราว ลำต้นสามารถกักเก็บพลังภายในได้ แต่อ่อนแอและหักง่าย ไม่เหมาะที่จะใช้เป็นวัสดุสร้างอาวุธ
เฉินซานซืออ่านแล้วถึงกับลุกขึ้นนั่ง
สามารถกักเก็บพลังภายในได้ชั่วคราว!
ถ้ามันเปราะบาง ก็คงใช้เป็นวัสดุของอาวุธอย่างเช่น ด้ามดาบ ด้ามหอก เเละทวน ไม่ได้ เพราะใช้ไม่กี่ครั้งก็คงหัก
แต่...ถ้าใช้ทำเป็นก้านลูกธนู น่าจะใช้ได้พอดี
ถ้าอย่างนั้น ก็เหลือแค่วัสดุสำหรับหัวลูกศร…ก็จะสามารถประกอบเป็นธนูที่สามารถยิงพลังภายในได้!
"เหล็ก..." เฉินซานซือรู้สึกปวดหัวเล็กน้อย
อันนี้หาไม่เจอจริงๆ
ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องใช้เหล็กดำแทน ถึงยังไงก้านลูกศรที่ทำจากไม้เส้นชีพจรก็ยังดีกว่าไม้ธรรมดามาก
เขาโยนหนังสือทิ้ง เดินไปที่ห้องข้างๆเเล้วหยิบทรายวิญญาณมาเติมพลัง
….
[เคล็ดวิชา: ดาบพลังวิญญาณ (ขั้นต้น)]
[ความคืบหน้า: 15/500]
….
พลังวิญญาณแค่นี้ เพียงพอสำหรับการสะสมพลัง
แต่ถ้าอยากเพิ่มความเชี่ยวชาญ มันยังคงไม่พอ
เฉินซานซือตั้งใจจะสะสมพลังสำหรับดาบพลังวิญญาณอีกครั้งเพื่อเป็นไพ่ตาย
ส่วนที่เหลือ คงต้องรอหลังจากออกรบกลับมารับกระถางธูป…แล้วค่อยว่ากัน
เขาฝึกจนถึงตีสาม จึงค่อยกลับไปนอน
…..
รุ่งเช้า
แสงสว่างเริ่มส่องเข้ามา
กู้ซินหลันช่วยสวมชุดรบสีแดงสดที่เพิ่งตัดเย็บใหม่ให้สามี แล้วสวมเกราะให้
"ต่อไปทุกครั้งที่พี่ซานซือออกรบ ข้าจะเตรียมชุดรบให้ใหม่ทุกครั้ง"
"ได้เลย"
เฉินซานซือจัดแต่งเสื้อผ้าหน้ากระจกทองแดง แล้วสวมหมวกเหล็ก
"ข้าไปแล้วนะ กว่าข้าจะกลับ ลูกคงใกล้คลอดแล้ว"
"อืม"
หลังจากผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เมืองหยุนโจวมาแล้ว ถึงแม้กู้ซินหลันจะยังคงเป็นห่วง แต่ก็เริ่มชินบ้างแล้ว
ยิ่งได้ยินว่าครั้งนี้ยกทัพใหญ่ไป มันจึงไม่น่าห่วงเหมือนกับตอนหนีครั้งก่อน
เธอยืนพิงกรอบประตู มองส่งสามีจนลับตา
"น้อมส่งนายท่าน"
ซือฉินและโม่ฮวาโค้งคำนับอยู่หน้าประตู
"พวกเจ้าสองคน"
เฉินซานซือหยิบเหรียญทองสองเหรียญจากเอว เเล้วโยนให้พวกเธอ
"เอาไปซื้อเครื่องประดับที่ชอบกันคนละชิ้น ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ดูแลนายหญิงให้ดี"
"นายท่าน พวกเราไม่ต้องการ..."
ตั้งแต่ซือฉินและโม่ฮวามาอยู่ที่จวนเฉิน พวกเธอก็ได้กินเนื้อทุกมื้อ มีห้องว่างมากมาย แถมยังมีห้องนอนส่วนตัว เหมือนกับได้แต่งงานเข้าบ้านดีๆ ไม่กล้าขออะไรเพิ่มอีกเเล้ว
"ให้ก็เอาไป ถ้าข้ากลับมาแล้วรู้ว่านายหญิงต้องเสียใจแม้แต่นิดเดียว ข้าจะขายพวกเจ้าไปทำงานที่หอนางโลม"
เฉินซานซือมองพวกเธอเป็นเหมือนแม่บ้านประจำ…ให้รางวัลบ้างก็ไม่เป็นไร
"นายท่านวางใจเถอะ"
ในฐานะบ่าวรับใช้ ซือฉินและโม่ฮวาไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ได้แต่รับไว้เงียบๆ
"เจ้าขาว" เฉินซานซือลูบแผงคอม้าเบาๆ
"ทุกศึกก็มีแกอยู่เคียงข้างข้าเสมอ"
ม้าศึกเป็นเพื่อนที่สนิทและน่าเชื่อถือที่สุดจริงๆ
เขาควบม้าไปค่ายทหาร แต่ระหว่างทางก็เจอกับร่างที่คุ้นเคย
"ไอ้คนสารเลว!" จ้าวจ้าวจงใจพูดเสียงดัง
"หลังจากที่จากไปครั้งก่อน เเกก็ไม่กลับมาอีกเลยจนคุณหนูของข้าร้องไห้ทุกวัน…วันนี้จะออกรบแล้ว แม้แต่จะมาบอกลากันสักคำก็ไม่มีรึไง?!"
เฉินซานซือหยุดม้า เข้าไปใกล้แล้วถามเบาๆ ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"หนิงเซียงอยากเจอข้างั้นหรือ…นางมีธุระอะไร?"
"เบาๆ หน่อยสิ!" จ้าวจ้าวเข้ามาใกล้ เอามือปิดปากไว้
"มีข่าวสำคัญ"
"เรื่องที่หมิงโจวหรือ?"
เฉินซานซือรีบควบม้าไปที่ตรอกเงาหลิวทันที
วิ่งไปได้ไม่ไกล ก็ได้ยินเสียงจ้าวจ้าวตะโกนไล่ตามมาแต่ไกล
"ข้าไปด้วย! ไม่มีข้า เจ้าก็ไม่ได้เจอคุณหนูหรอก!"
เฉินซานซือจึงหันกลับไป ดึงเธอขึ้นม้า
"มะ ม้านี่มันเร็วอะไรอย่างนี้!"
จ้าวจ้าวที่นั่งอยู่ด้านหลังรู้สึกเหมือนกำลังบิน
เธอรีบกอดเอวเฉินซานซือแน่น พร้อมกัดฟันแน่น
"เจ้าขี่ช้าลงหน่อยได้ไหม!"
"ไม่!"
….
เมื่อมาถึงใกล้หอนางโลม เฉินซานซือก็ลงจากม้า
"เข้าทางประตูหลัง!"
จ้าวจ้าวนั่งอยู่บนหลังม้า ตบหน้าอกด้วยความพร้อมหวาดหวั่น พร้อมมองเขาด้วยสายตาตำหนิ
"อธิบายก่อนว่า ที่นี่จะรับแขกเฉพาะตอนกลางคืน ตอนนี้เจ้ากำลังแอบมาหาคุณหนู…การมาลับๆ ต้องเข้าทางประตูหลังสิ"
"..."
การปิดบังตัวตนนี่มันยุ่งยากจริงๆ
เฉินซานซือเดินตามเธอไปทางอ้อม พอมาถึงประตูหลัง ก็เจอกับคนรู้จัก
เหยียนฉางชิงซึ่งสวมชุดเกราะเช่นกัน กำลังบอกลาหญิงสาวคนหนึ่งอย่างอาลัยอาวรณ์
"พี่เฉิน?" เขาเบิกตากว้าง
"ท่าน…ท่านมาหาเเม่นางหนิงเซียง..."
"อืม"
เฉินซานซือคืนเงินที่ยืมเหยียนฉางชิงมาคราวก่อน จากนั้นก็เดินตามเข้าไปทางประตูหลังจนถึงชั้นหก
"ท่านเเม่ทัพ!"
ทันทีที่เข้าไป หนิงเซียงที่แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าบางเบาก็กระโจนเข้าหา้ขา
เฉินซานซือหลบไปด้านข้าง จนนางหน้าขมำ
หนิงเซียงคว้าพลาด แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อ
"ท่านเเม่ทัพใจร้ายจริงๆ หลังจากคืนนั้นก็ไม่มาหาอีกเลย ข้าคิดถึงท่านจะแย่อยู่แล้ว..."
"..."
เฉินซานซือรู้สึกขนลุก
เขาสังเกตเห็นสาวใช้ที่อยู่นอกห้อง…สาวใช้เหล่านั้นได้ยินเสียงก็รีบลงไปบอกแม่เล้า
การที่นางโลมแอบพบปะกับแขกเป็นเรื่องต้องห้าม มิฉะนั้นถ้าทุกคนทำแบบนี้ หอนางโลมก็คงไม่ต้องทำมาหากินกันพอดี
เเต่ที่พวกเขายังไม่ให้คนมาห้าม ก็เพราะเฉินซานซือเป็นถึงศิษย์ของผู้บัญชาการซุน
"พอแล้ว คนไปหมดแล้ว เลิกเล่นละครได้แล้ว"
เฉินซานซือเอ่ยพรางปิดประตู
"อีกครึ่งชั่วโมงข้าต้องไปรวมพลที่ค่าย รีบๆเข้าเรื่องเถอะ"
หลังจากที่แน่ใจว่าไม่มีใครแอบฟัง หนิงเซียงก็นั่งตัวตรง เเล้วเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ท่านเเม่ทัพ ครั้งนี้ออกรบที่หมิงโจว ท่านพอจะรู้จักผู้นำกองทัพคิ้วแดง เหลียงจี๋เหนียน บ้างไหม?"
"บัณฑิตตกอับ ที่มีตำราพิชัยสงครามสวรรค์อยู่ในมือ"
"คุณหนูหนิงเซียง อยากจะคุยกับข้าเรื่องตำรานั่นสินะ?"
หอค้นหาเซียนค้นหาสิ่งเหนือธรรมชาติ ย่อมต้องสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว
"ปิดบังอะไรท่านไม่ได้เลยจริงๆ" หนิงเซียงพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย
"แล้วท่านเเม่ทัพล่ะ รู้ไหมว่าตำรานั่นมีฤทธิ์อะไรบ้าง?"
“ไม่รู้เลย” เฉินซานซือส่ายหัว
"งั้นแสดงว่าข้าก็ยังมีประโยชน์อยู่บ้างสินะ?"
หนิงเซียงใช้นิ้วจุ่มน้ำ เเล้ววาดลงบนโต๊ะ
"จากข่าวที่หอค้นหาเซียนสาขาหมิงโจวส่งมา ของวิเศษที่เหลียงจี๋เหนียนถืออยู่นั้น สามารถดึงพลังจากสวรรค์และปฐพีมาช่วยในการต่อสู้ได้…ตอนที่พลังแข็งแกร่งที่สุด ใช้คนแค่สองพันคนก็สามารถล้อมสังหารขุนพลระดับแก่นแท้สวรรค์ได้ โดยที่สูญเสียไม่เกินเจ็ดร้อยคน"
"ที่หมิงโจวมีขุนพลระดับแก่นแท้สวรรค์ขั้นต้นอยู่คนหนึ่ง เขาก็ตายด้วยวิธีนี้แหละ"
"ถ้าประเมินตามกำลังรบนี้ ส่งกำลังไปห้าพันคน จะสูญเสียไม่เกินพันห้าร้อยคน ก็สามารถล้อมสังหารเทพยุทธได้…อ้อ นี่คือในกรณีที่พวกเหลียวจี๋เหนียนไม่มีขุนพลระดับแก่นแท้สวรรค์ร่วมรบนะ ใช้แค่ทหารระดับหลอมอวัยวะภายในลงไป"
มันทรงพลังขนาดนั้นเชียว?
เฉินซานซือเริ่มรู้สึกหวาดหวั่นเล็กน้อย
เมื่อนานมาแล้ว เขาเคยอ่านบันทึกใน "หนังสือตำนานแห่งต้าเซิ่ง" เกี่ยวกับวีรกรรมของเฉาเซี่ยที่สังหารข้าศึกได้สองพันสามร้อยคน….เเละหลังจากมาถึงเหลียงโจว เขาก็ได้เรียนรู้รายละเอียดเพิ่มเติมจากศิษย์พี่ฟาง เฉาเซี่ยสังหารคนเหล่านั้นได้ ในขณะที่ข้าศึกมีเทพยุทธหนึ่งคน และขุนพลระดับแก่นแท้สวรรค์สามคน
ถ้าไม่มี คงฆ่าได้มากกว่านี้
ฟางชิงหยุนเล่าว่า หากข้าศึกไม่มีนักรบระดับเดียวกัน เทพยุทธที่แข็งแกร่ง สามารถสังหารข้าศึกได้มากกว่าสองพันห้าร้อยคน กว่าจะหมดแรง
แต่กองทัพคิ้วแดงกลับใช้คนแค่พันกว่าคนก็สามารถฆ่าเทพยุทธได้ นี่เท่ากับว่าเหมือนมีกำลังรบเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า!
ในสนามรบ นี่เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก
เเละที่พูดถึงเทพยุทธ ก็แค่ยกตัวอย่าง
สถานการณ์จริงในสนามรบตอนนี้ คือหมิงโจวไม่มีเทพยุทธ ถ้าเจอกับกองทัพอื่นๆพวกเขาก็คงเหมือนกับทหารสวรรค์
ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมคนแค่สามหมื่นกว่าคน ถึงสามารถยึดเมืองได้ถึงหกเมือง ภายในไม่กี่เดือน
"แต่~" หนิงเซียงเอ่ยต่อ
"นี่เป็นพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุด หลังจากนั้น กองทัพคิ้วแดงก็ไม่ได้แสดงกำลังรบที่แข็งแกร่งแบบนี้อีก ตอนนี้ก็หยุดอยู่ที่เมืองจินเฉวียน เเละไม่ได้รุกคืบต่อ"
"ดังนั้นพวกเราจึงคาดเดาว่า ของวิเศษหรือตำราพิชัยสงครามสวรรค์ที่เหลียงจี๋เหนียนถืออยู่นั้น เหมือนกับพลังวิญญาณ…เมื่อใช้งานมันจะค่อยๆ หมดไป แต่ว่าจะสะสมกลับมาได้อีกไหม? ใช้วิธีไหน?…นั่นก็ยังไม่ทราบแน่ชัด"
เฉินซานซือครุ่นคิด
พูดง่ายๆก็คือ กองทัพคิ้วแดงกำลังอ่อนแอลง
สำหรับพวกเขา นี่เป็นเรื่องดีแน่นอน
ข่าวนี้ยิ่งทำให้เขาอยากรู้เกี่ยวกับ "ตำราพิชัยสงครามสวรรค์" มากขึ้น
"หนิงเซียง"
"คนของพวกเจ้า เคยเห็นตำรานั่นไหม?" เฉินซานซือเอ่ยถาม
"ไม่เคย ไม่ใช่แค่พวกเรานะ"
"แม้แต่คนในกองทัพคิ้วแดงเองก็ยังไม่เคยเห็น"
"นั่นหมายความว่า อาจจะไม่มีตำรานั่นอยู่จริงก็ได้" เฉินซานซือวิเคราะห์ความเป็นไปได้
"อาจจะเป็นเรื่องที่เหลียงจี๋เหนียนกุขึ้นมา ชื่อตำราพิชัยสงครามสวรรค์มันฟังดูดี ทำให้คนยอมสวามิภักดิ์ง่าย…ใช้ในการเกณฑ์ทหารได้ แต่ไม่ว่ายังไง เขาก็ต้องมีของวิเศษจากแดนเซียนอยู่ในมือแน่ๆ"
"เพราะฉะนั้น วันนี้ข้าถึงได้เชิญท่านเเม่ทัพมา เพื่อขอให้ท่านช่วยสืบหาว่ามันคืออะไร" หนิงเซียงพูดอย่างใจเย็น
"หลังจากที่ท่านกลับมา โปรดบอกพวกเราด้วย”
“เเละถ้าเป็นวิธีไปสู่แดนเซียน…หวังว่าท่านเเม่ทัพจะแบ่งปันข้อมูลกับพวกเรา”
"ทำไมหอค้นหาเซียนไม่ไปสืบเองล่ะ?" เฉินซานซือขมวดคิ้วถาม
"หอค้นหาเซียนมีคนทั้งหมดแค่ร้อยกว่าคน" หนิงเซียงอธิบาย
"เเล้วคิดว่าที่ประจำการที่หมิงโจวจะมีคนกี่คนกัน…พวกเขาจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสงครามใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง”
“เเถมถ้าความลับเกี่ยวกับวิธีไปสู่แดนเซียนรั่วไหลออกไป ผลที่ตามมาจะยิ่งแย่กว่าเดิมอีก”
เฉินซานซือเข้าใจ
ถ้าคนของหอค้นหาเซียนถูกเปิดเผย คนแรกที่จะคลั่งคงเป็นฮ่องเต้ เขาคงต้องสั่งตามล่าเพื่อปิดปากทั่วประเทศแน่ๆ
"ถ้าแค่แบ่งปันข้อมูล ไม่มีปัญหา" เขาตอบตกลง
"แต่ข้าเป็นแค่ผู้พัน ยังมีนายพลอีกหลายคนที่อยู่เหนือกว่า สุดท้ายแล้วอาจจะไม่ได้เห็นตำรานั่นก็ได้…พวกเจ้าอย่าหวังมากเกินไปนักล่ะ"
"นอกจากนี้ ข้าก็มีเรื่องจะขอร้องเช่นกัน"
"ไม่ทราบว่า พวกเจ้าพอจะหาวัสดุที่สามารถกักเก็บพลังภายในได้ไหม?"
เฉินซานซือยังคงพยายามหาวัสดุแบบนั้นอยู่
ในเรื่องการค้นหาของวิเศษ หอค้นหาเซียนต้องเก่งกว่าเขามากแน่ๆ
"วัสดุที่สามารถกักเก็บพลังได้?" หนิงเซียงครุ่นคิดอย่างจริงจัง
"ยังไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้เลย แต่ถ้าท่านเเม่ทัพต้องการ ข้าจะพยายามหาดู”
“อ้อ…พวกข้ายังมีเรื่องอยากจะทำข้อตกลงกับท่านเเม่ทัพด้วย ไว้รอท่านกลับมาแล้วค่อยคุยกัน”
"ตกลง"
การทำข้อตกลงดีกว่าติดหนี้บุญคุณ ต่างฝ่ายต่างไม่ติดค้างกัน
หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อย หนิงเซียงก็รินเหล้าเเล้วอวยพร
"ขออวยพรให้ท่านเเม่ทัพประสบความสำเร็จ"
เฉินซานซือมองเหล้า ตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา จึงชนแก้วกับเธอ เเล้วดื่มหมดในรวดเดียว
ถึงแม้จะมีวัสดุของเเดนเซียนผสมอยู่ เขาก็สามารถมองออก แต่แค่แยกไม่ออกว่าดีหรือไม่ดี…หรือมีส่วนผสมอะไรบ้าง
"ลาก่อน"
เฉินซานซือรีบลาเเล้วออกไปทันที
….
"อาจารย์"
หลังจากที่เฉินซานซือไปแล้ว จ้าวจ้าวก็มองตามพร้อมเบะปากมองบน
"ทำไมเราต้องประจบไอ้สารเลวนี่ด้วย "
"ก็แค่การลงทุนเท่านั้น"
หนิงเซียงปิดประตูเบาๆ จากนั้นสีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน
"แค่มีความหวังที่จะไปสู่แดนเซียนเเม้เพียงนิด เราก็ต้องคว้าไว้…ไอ้แซ่ซุนไม่สนใจเรา เราก็ต้องพึ่งลูกศิษย์ของมัน"
...
"พลังแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์"
เฉินซานซือคิดถึงหน้าสุดท้ายของหนังสือตำนานอสูร
พลังที่สัตว์อสูรดูดซับ ไม่ใช่พลังวิญญาณหรือพลังชั่วร้าย แต่เป็นพลังแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์
เเถมพวกมันไม่จำเป็นต้องฝึกฝนอะไร จะสามารถดูดซับได้เองตามกาลเวลา เเละประสิทธิภาพการดูดซับขึ้นอยู่กับสายเลือด ยิ่งสายเลือดแข็งแกร่ง ก็ยิ่งดูดซับได้เร็ว
ถ้าผ่านไปนานๆ สัตว์อสูรก็จะกลายเป็นปีศาจในตำนานได้ แต่ด้วยอิทธิพลของพลังที่ผสมปนเปบนโลก…แม้แต่พลังแห่งดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ก็ยังเบาบางลง
ด้วยเหตุนี้ จำนวนสัตว์อสูรจึงมีไม่มาก
เซียน ปีศาจ...สิ่งที่เห็นในตอนนี้อาจเป็นแค่ส่วนเล็กๆเท่านั้น
เฉินซานซืออดสงสัยในชีวิตไม่ได้
ท่านอาจารย์เคยพบเซียน แล้วเซียนพวกนั้นปกติจะอยู่ที่ไหนกัน
เหลียงจี๋เหนียนก็บอกว่าเคยเจอเซียน
ดูเหมือนการเดินทางไปหมิงโจวครั้งนี้ คงมีความสำคัญมากกว่าที่เขาคาดไว้
มันไม่ใช่แค่การฝึกฝนการรบ แต่อาจจะได้พบกับปาฏิหาริย์ที่แท้จริงก็ได้
"เจ้าขาว…เร็วอีก!"
เฉินซานซือเร่งความเร็วไปรายงานตัวที่ค่าย
….
การออกรบไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในวันเดียว
เบื้องบนเริ่มเตรียมการลับๆ มาเป็นเวลานานแล้ว
กองทัพกว่าสี่หมื่นนาย ต้องใช้เวลาสองถึงสามวันในการรวมพล จากนั้นจึงจะออกเดินทางตามลำดับ
แต่ช่วงนี้ ทุกคนห้ามออกจากค่าย
จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำของวันที่สาม ในที่สุดก็ถึงคิวของกองกำลังสำรองที่เฉินซานซือสังกัดออกเดินทาง
ดวงอาทิตย์ตกดิน
เหล่าทหารหลายหมื่นนายทยอยกันออกจากเมือง
เนื่องจากมีคนจำนวนมาก กองหน้าได้เคลื่อนพลเข้าไปในป่าแล้ว ส่วนกองหลังยังคงอยู่ที่ประตูเมือง
ญาติพี่น้องของทหารมายืนส่งกันแน่นขนัดสองข้างทาง
การเดินทางครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะมีหญิงสาวกี่คนที่ต้องสูญเสียสามี คนชรากี่คนที่ต้องสูญเสียลูกชาย และเด็กๆกี่คนที่ต้องสูญเสียพ่อ
สงครามมันโหดร้ายและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
"น้องเล็ก!"
เสียงตะโกนดังมาจากข้างหลัง
เฉินซานซือหันกลับไป ก็เห็นคนสามคนกำลังรีบมาส่งเขา
หรงเยี่ยนชิว ซุนหลีและซุนปู้ฉี
วันนี้ศิษย์พี่เก้าก็สวมชุดเกราะ มือถือแส้เหล็ก ถึงแม้ใบหน้าจะไร้อารมณ์ แต่ทั่วร่างกายกลับแผ่รังสีสังหารออกมา
"น้องเล็ก ขอคุยด้วยหน่อย"
"ศิษย์พี่เก้า มีอะไรรึ?" เฉินซานซือเดินตามเธอไปที่ป่าข้างๆ
"เอาสิ่งนี้ไป เผื่อจะได้ใช้"
หรงเยี่ยนชิวพูดจบก็เป่านกหวีดเสียงดังขึ้นไปบนท้องฟ้า
ไม่นาน เหยี่ยวนางฟ้าตัวหนึ่งก็บินลงมา
เฉินซานซือเคยเห็นมันมาก่อนตอนที่อยู่ที่เมืองผอหยาง
หานเฉิงก็มีตัวหนึ่ง มันเป็นสัตว์อสูรที่ใช้ส่งข่าว…เเต่มันหายากและฝึกได้ยากมาก
ถ้าไม่ใช่สถานการณ์พิเศษ จะมีเพียงผู้บัญชาการกองทัพนับหมื่นนายเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ครอบครอง
"ข้าขอสิทธิพิเศษให้เจ้า" หรงเยี่ยนชิวกล่าว
"ในการปราบกบฏที่หมิงโจวครั้งนี้ เจ้ามีสิทธิ์รับข้อมูลระดับสูงสุดทั้งหมดเพื่อให้เจ้าเข้าใจสถานการณ์โดยรวม เเละฝึกฝนประสบการณ์การวางแผน"
"ขอบคุณศิษย์พี่มาก!"
เฉินซานซือยื่นแขนออกไป เหยี่ยวนางฟ้าก็บินมาเกาะลงบนแขนของเขา
นี่เป็นของดีจริงๆ
ถ้าไม่มีข้อมูลในสนามรบ ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเเละทันท่วงที
ถึงแม้จะไม่ได้เป็นคนบัญชาการ แต่ความรู้สึกเหมือนคนตาบอดมันก็แย่มากจริงๆ
"เหยี่ยวนางฟ้าตัวนี้ ข้ามีแค่ตัวเดียว…อย่าให้มันตายเชียวนะ!"
………………………..