เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 146 : กระถางธูปบูชาเทพ!

บทที่ 146 : กระถางธูปบูชาเทพ!

บทที่ 146 : กระถางธูปบูชาเทพ!


บทที่ 146 : กระถางธูปบูชาเทพ!

เฉินซานซือตัวเปื้อนเลือด แบกหนูหูกลับบ้าน

"สัตว์ป่าน่ารักจัง มันคือตัวอะไรเหรอเจ้าคะนายท่าน" ซือฉินรู้สึกสงสารมันพอควร

"หนูหู"

เฉินซานซือเอ่ยเเล้วโยนมันเข้าไปในครัว

"ถลกหนังมัน แล้วควักหัวใจออกมาต้มแบบกึ่งสุกกึ่งดิบ ข้าจะกินมันเย็นนี้ ส่วนเนื้อที่เหลือก็ต้มให้หมดเลย"

"เจ้าค่ะนายท่าน" ซือฉินหยิบมีดทำครัวขึ้นมาเริ่มลงมือ

"เสียงดังขนาดนี้ น้องเล็กกลับมาแล้วสินะ" หรงเยี่ยนชิวเดินเข้ามา

"ศิษย์พี่เก้า! ขอบคุณศิษย์พี่ที่ดูแลภรรยาของข้าในช่วงที่ผ่านมานะ"

เฉินซานซือพูดพลางหยิบดอกไม้สีม่วงออกมาจากอก

"เอ๋~…ดอกไม้นี่ เจ้าเอามาให้ใครหรือ?"

หรงเยี่ยนชิวจ้องเขา เเล้วส่งสายตาให้

นี่ไม่ใช่ของกู้ซินหลัน เพราะดอกไม้สีม่วงมีฤทธิ์เย็น อาจจะทำให้สตรีมีครรภ์แท้งได้

แน่นอนว่า เฉินซานซือนำมันไปหาซุนหลีที่กำลังฝึกดาบอยู่ที่ลานบ้าน

"ศิษย์พี่ซุน ข้ามีของขวัญจะให้"

"หือ?" ซุนหลีหยุดฝึกทันที

"ดอกไม้สีม่วงนี้ พอบดผสมน้ำ เเล้วทาบนผิวโดยตรง จะช่วยบำรุงผิวพรรณและชะลอวัย" เฉินซานซือกล่าว

"ตั้งแต่ที่หยุนโจว ศิษย์พี่ก็คอยดูแลซินหลันมาตลอด…ข้ายังไม่มีโอกาสขอบคุณศิษย์พี่เลย"

ซุนหลีรับดอกไม้มา เเล้วดมที่จมูก

"หอมจัง"

"ศิษย์พี่ชอบก็ดีแล้ว"

เฉินซานซือไม่มีเวลาคุยต่อ เขาสั่งให้ซือฉินไปเชิญพ่อครัวจากร้านเซียนเฮ่อโหลวมาเลี้ยงรับรองศิษย์พี่ทั้งสอง…จากนั้นก็กินหัวใจหนูหู แล้วฝึกต่อทันที ไม่กล้าหยุดพักผ่อนแม้แต่น้อย

…..

รุ่งเช้าวันต่อมา

มีคนมาเคาะประตูบ้านเขาเเต่เช้า

เฉินซานซือกำลังจะไป"ทำงาน"พอดี จึงเดินไปเปิดประตูเองด้วยตัวเอง

เป็นนักพรตชิวหมิงจื่อ!

"โยมเฉิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ" ชิวหมิงจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

"ท่านอาจารย์ก็เช่นกัน"

"ไม่ทราบว่าท่านมาหาข้าถึงที่นี่…มีธุระอะไรหรือขอรับ?"

"ก่อนหน้านี้ อาตมาได้ส่งคนมาเชิญโยมหลายครั้งให้ไปร่วมฟังธรรม แต่โยมก็ไม่เคยไป…คงเพราะติดภารกิจทางทหาร”

“วันนี้…อาตมาไม่ได้ตั้งใจจะมารบกวน แค่อยากจะมอบของขวัญให้โยมเท่านั้น”

ชิวหมิงจื่อพูดจบก็หยิบย่ามเล็กๆออกมาจากแขนเสื้อ

"ครั้งก่อนที่โยมบริจาควันธูป อาตมายังไม่มีโอกาสตอบแทน…พอดีได้ยินว่าภรรยาของโยมกำลังตั้งครรภ์ อาตมาจึงทำยันต์คุ้มครองให้ สิ่งนี้สามารถบำรุงจิตใจและปกป้องครรภ์ โปรดรับไว้"

"ขอบคุณมากขอรับ" เฉินซานซือรับยันต์มาอย่างยินดี

"อีกอย่าง ศิษย์น้องของอาตมา เจ้าสำนักศาลเจ้าแม่กวนอิม เพิ่งกลับจากการเดินทางแสวงบุญ”

“เขามีความรู้ใหม่ๆมากมาย ตั้งใจจะมาถ่ายทอดให้ทุกคน หวังว่าโยมเฉินจะไปร่วมด้วยนะ รับรองว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อโยม”

“แน่นอนว่าจะไปหรือไม่ไปก็ขึ้นอยู่กับโยม อาตมาแค่มาแจ้งให้ทราบ”

พูดจบ ชิวหมิงจื่อก็ทำความเคารพ แล้วขอตัวกลับ

[ยันต์คุ้มครอง: หญ้าชิงเสิน หลานโยวจื่อ...]

[?: ??]

….

สมุนไพรและเครื่องหอมในยันต์คุ้มครองนี้มีสรรพคุณบำรุงจิตใจและปกป้องครรภ์จริง

แต่มันก็เหมือนกับซุปบำรุง มันมีอย่างอื่นผสมอยู่ด้วย!

สถานการณ์นี้ ทำให้เฉินซานซือโกรธมาก

เขาเเค่ไม่ไปฟังธรรมบ้าบออะไรนั่น พวกมันกลับมาเล่นงานครอบครัวของเขา แถมยังคิดจะทำร้ายซินหลันที่กำลังท้องอีก

พวกมันช่างน่ารังเกียจจริงๆ

"ตูม!"

เฉินซานซือโยนยันต์เข้าไปในกองไฟในครัว เผามันจนไม่เหลือซาก

เขารู้ว่ายันต์คุ้มครองนี้น่าจะเป็นการทดสอบ …อยากรู้ว่าเขาจะสังเกตเห็นความผิดปกติหรือไม่

ถึงรู้อย่างนั้น เขาก็เก็บไว้ไม่ได้…ใครจะไปรู้ว่าเก็บสิ่งนี้ไว้จะเกิดผลร้ายอะไรตามมาบ้าง

ศาลเจ้าแม่กวนอิม!

เฉินซานซือต้องหาวิธีสืบเรื่องของสำนักนี้

บางครั้ง การทำให้ศัตรูรู้ตัวก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะมันก็เป็นกลยุทธ์อย่างหนึ่ง

โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายกำลังจ้องมองเขาอยู่แล้ว

ไม่งั้น ถ้าต้องออกไปรบที่หมิงโจว ซึ่งอาจจะต้องไปนานถึงครึ่งปี…เขาจะวางใจว่าภรรยาและลูกจะปลอดภัยได้ยังไง?

เฉินซานซือเก็บความคิดทั้งหมดเเล้วกลับเข้าบ้าน

ให้ซือฉินช่วยสวมชุดเกราะ จากนั้นก็ขี่ม้าขาวไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร

เเค่พึ่งมาถึงค่าย เขาก็ได้รับแจ้งข่าวทันที

อีกสามวัน กองทัพจะเคลื่อนพลออกไปปราบกบฏกองทัพคิ้วแดงที่หมิงโจว

การออกรบครั้งนี้ เหลียงโจวจะส่งทหารไปทั้งหมดสี่หมื่นนาย

ซึ่งได้แก่ กองกำลังสำรอง กองกำลังหมาป่าสวรรค์ และทหารองครักษ์อีกสองหมื่นนาย เนื่องจากแม่ทัพของกองกำลังหมาป่าสวรรค์และกองกำลังสำรองเพิ่งเข้ารับตำแหน่ง ดังนั้น การออกรบครั้งนี้จึงนำโดยแม่ทัพใหญ่จ้าว

ส่วนลู่จี๋และคนอื่นๆต้องประจำการที่เหลียงโจว เพื่อรอรับมือกับเผ่าป่าเถื่อนที่อาจจะบุกเข้ามาอีก

"รวมพล!"

เสียงแตรดังขึ้นที่ลานฝึก

จากนั้นรองเเท่ทัพของกองกำลังสำรอง ซึ่งปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการ ก็เริ่มปลุกระดมกำลังพลก่อนการต่อสู้

ชายผู้นี้ชื่อ หยวนไต้…เขาย้ายมาจากเมืองโหยวโจว มีพลังยุทธ์ระดับแก่นแท้สวรรค์ขั้นต้น…แต่มีบุคลิกที่ดูเป็นบัณฑิต รูปร่างสูงใหญ่แต่ก็ไม่มากเกินไป

ภารกิจของกองกำลังสำรองคือการสนับสนุน ส่วนการโจมตีหลักเป็นหน้าที่ของกองกำลังหมาป่าสวรรค์

หลังจากการกล่าวปราศรัยปลุกใจ

ก็มีคนแจกจ่ายเงิน เสื้อผ้า เสบียงอาหาร และโอสถเสริมให้กับทหารทุกคน และให้ทุกคนไปร่ำลากับครอบครัวล่วงหน้า

….

"ซูเหวินไฉ หวังลี่ ซูปิน เฟิงหยง...พวกเจ้า ตามข้ามา"

เฉินซานซือเรียกชื่อเหล่าลูกนัอง แล้วเดินเข้าไปในเต็นท์

ในฐานะผู้พัน เขาก็มีเต็นท์ของตัวเอง เพียงแต่ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก

ภายในเต็นท์ มีแผนที่ เเละแบบจำลองภูมิประเทศครบครัน…พวกมันล้วนถูกเตรียมไว้โดยนักปราชญ์ชรา

"มาคุยกันหน่อย พวกเจ้ามีความคิดเห็นอะไรบ้าง"

คนที่เฉินซานซือเรียกมา ล้วนเป็นคนมีไหวพริบดี

หลังจากฟังขันทีโหวเล่า เขาก็ศึกษาแผนที่อยู่บ่อยๆ จึงพบว่าสถานการณ์ที่หมิงโจวมีบางอย่างแปลกๆ

เรื่องกลยุทธ์ใหญ่ๆไม่ใช่หน้าที่ของเขา แต่ก็ต้องรู้ไว้บ้าง เผื่อมีเหตุการณ์อะไร…จะได้ไปปรึกษาแม่ทัพใหญ่จ้าวได้

"นายท่าน ตอนที่มาเหลียงโจว ข้าเคยคุยกับอาจารย์ฟางเรื่องสถานการณ์ที่หมิงโจวัน…ดังนั้น จึงพอมีความรู้อยู่บ้าง ขอพูดถึงการวางกำลังก่อน"

ซูเหวินไฉถือพัดขนนก ชี้ไปที่แบบจำลองภูมิประเทศ เเล้วพูดต่ออย่างฉะฉาน

"หมิงโจวตั้งอยู่หลังเมืองเยี่ยนโจว ทางตะวันตกสุดของต้าเซิ่ง…กองทัพของเรามีกำลังพลแปดหมื่นนาย ส่วนกบฏมีสองหมื่นนาย”

"แม่ทัพต่งอันประจำการอยู่ที่ชายแดนด้านตะวันตกของหมิงโจว เผชิญหน้ากับกองทัพกว่าแสนนายของซีฉี”

"ส่วนกองทัพคิ้วแดงอยู่แถวภูเขาเหมยทางใต้ของเยี่ยนโจว ฉวยโอกาสที่ข้าศึกบุกชายแดน…ก่อกบฏขึ้น จนถึงปลายเดือนที่แล้ว ยึดเมืองได้หกเมือง กำลังพลเพิ่มขึ้นเป็นสามหมื่นนาย”

"ตอนนี้ถูกสกัดไว้ที่เมืองจินเฉวียน สถานการณ์จึงทรงตัวชั่วคราว”

"แม่ทัพต่งอันสามารถส่งกำลังพลมาปราบกบฏได้มากสุดแค่สามหมื่นนาย กำลังพลไม่เพียงพอ…ดังนั้น กรมกลาโหมจึงอนุมัติให้ส่งกำลังพลสี่หมื่นนายไปช่วย เพื่อยึดเมืองที่เสียไปทั้งหมด และฆ่าหัวหน้ากบฏ เหลียงจี้เหนียน"

ซูเหวินไฉสรุปสถานการณ์โดยรวม

หลังจากมาเหลียงโจว ฟางชิงหยุนก็ช่วยเหลือสั่งสอนเขามามาก

ตอนนี้วิสัยทัศน์ของซูเหวินไฉกว้างไกลขึ้น มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกำลังทหารทั่วหล้าอย่างลึกซึ้ง

เฉินซานซือยืนอยู่หน้าแบบจำลองภูมิประเทศ มองอย่างครุ่นคิด

"ซูเหวินไฉ ข้ารู้ว่าเจ้ายังพูดไม่หมด…พูดต่อเลย"

เขาเอ่ยพรางส่ายหัว

นักปราชญ์ชราคนนี้ ยังกลัวจะแย่งซีนเขาอีก ช่างอยู่เป็นจริงๆ

"นายท่านช่างปราดเปรื่อง ท่านคงมองเห็นอะไรบางอย่างแล้ว งั้นข้าน้อยจะพูดต่อเลยนะ"

ซูเหวินไฉประจบประเเจงก่อนหนึ่งดอก แล้วค่อยพูดต่อ

"กบฏมีกำลังพลแค่สองหมื่นนาย เเต่กลับใช้เวลาเพียงสองสามเดือน ยึดเมืองได้ถึงหกเมือง…ต่อให้เขตเมืองของหมิงโจวจะอ่อนแอแค่ไหน มันก็ไม่น่าจะเร็วขนาดนี้"

"นายท่าน ข้าได้ยินมาว่าเหลียงจี้เหนียนมีของวิเศษ มันชื่อว่าอะไรนะ..." จ้าวคังเอ่ยขึ้น

"ตำราพิชัยสงครามสวรรค์!" เฟิงหยงเสริม

"ข้างนอกลือกันว่า เขามีตำราพิชัยสงครามสวรรค์ที่ทรงพลังมาก…เเละเขาอาศัยตำรานี้ บวกกับการสนับสนุนจากสำนักใหญ่หลายแห่ง ก็เลยสามารถทำได้ถึงขนาดนี้"

"พวกเจ้าพูดถูก" ซูเหวินไฉลูบเครา

"เขามีตำราสวรรค์จริง แต่ถ้าตำรานี้มันทรงพลังขนาดนั้น ทำไมพวกเขาถึงถูกสกัดไว้ที่เมืองจินเฉวียน?….กองกำลังที่จินเฉวียนมีแค่ห้าพันนาย กองกำลังเสริมสามหมื่นนายของแม่ทัพต่งอันยังมาไม่ถึงเลย"

"น่าจะเป็นเพราะชัยภูมิ" จ้าวคังกล่าว

"เมืองจินเฉวียนตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ง่ายต่อการป้องกันแต่ยากต่อการโจมตี เหมือนกับเมืองเหิงหลงของหยุนโจว ตราบใดที่ไม่เกิดกบฏภายใน ก็ยากที่จะตีให้แตกได้"

หลังจากมาเหลียงโจว นอกจากการฝึกฝนแล้ว พวกเขายังอ่านตำราพิชัยสงครามมากมาย เพื่อไม่ให้เป็นภาระของเฉินซานซือ

"ดี ที่พวกเจ้าพูดก็ถูกต้อง ต่อไปนี้คือจุดที่น่าสงสัยที่สุด!" ซูเหวินไฉหรี่ตาลงเล็กน้อย

"ในเมื่อภายในเมืองหยุนโจววุ่นวายขนาดนี้ ทำไมซีฉีถึงไม่บุกเต็มกำลัง ทำไมถึงยังแค่โจมตีแบบลองเชิง?…หวังลี่ เจ้าคิดว่ายังไง?"

"เรื่องนี้..." หวังลี่ขมวดคิ้วครุ่นคิด

"พวกเขายังไม่มั่นใจ คงกำลังรอโอกาสอยู่"

"พวกมันรออะไร?" ซูปินพึมพำ

"แปลกจริงๆ ถ้ารอจนกว่ากองกำลังเสริมของเรามาถึง ซีฉีก็จะเสียโอกาสในการรบแล้วสิ!"

หลังจากวิเคราะห์กันแล้ว ทุกคนก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

"นายท่าน" ซูเหวินไฉถามด้วยความอยากรู้

"หลังจากกองทัพของเหลียงโจวของเราเข้าหมิงโจวแล้ว…เราจะวางกำลังยังไง จะปราบข้าศึกยังไง เสบียงจะขนส่งจากไหน จะใช้ของท้องถิ่นหรือขนส่งไปเอง?"

เฉินซานซือไม่ได้ตอบ

เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ลูกน้องควรรู้

แผนการรบเป็นความลับ…แม้แต่นายพลระดับห้าขึ้นไปก็ยังไม่รู้ทั้งหมด

เขาเองก็ได้ฟังเพราะยศขุนนางระดับสาม ต่อให้ไว้ใจซูเหวินไฉแค่ไหน ก็เปิดเผยไม่ได้เพราะเป็นกฎ

ตามแผน กองทัพเหลียงโจวจะเดินทางแบบช้าๆผ่านเยี่ยนโจวเข้าสู่เขตเมืองของหมิงโจวโดยตรง

เสบียงทั้งหมดจะได้รับการสนับสนุนจากหมิงโจว เพราะ "ความรวดเร็วเป็นสิ่งสำคัญในการทำสงคราม"

แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน ไม่ได้รับการสนับสนุนจากหมิงโจวตามกำหนด…กองทัพเหลียงโจวก็จะกลายเป็นกองทัพโดดเดี่ยว ไม่มีแม้แต่เมืองให้พัก

ถ้าให้เฉินซานซือเป็นคนบัญชาการ เขาจะเลือกวิธีที่ปลอดภัยกว่านี้แน่นอน

คิดไปคิดมา ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจไปที่เต็นท์ของแม่ทัพใหญ่จ้าว เพื่อเสนอความคิดเห็น

…..

"โอ้ ผู้พันเฉิน"

"ผู้พันเฉินฝึกฝนทหารเป็นยังไงบ้าง ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะสร้างผลงานเลยนะ" จ้าวอู๋จี๋กำลังศึกษาแบบจำลองภูมิประเทศอยู่ ทักทายอย่างกระตือรือร้น

"ท่านแม่ทัพจ้าว" เฉินซานซือเข้าประเด็นทันที

"ข้ามีความคิดเห็นเกี่ยวกับการวางกำลังปราบกบฏครั้งนี้ ไม่ทราบว่าสามารถพูดได้หรือไม่?"

"พูดสิ พูดได้แน่นอน"

"ถ้าพูดถึงยศขุนนาง เจ้าก็ไม่ได้ด้อยกว่าข้าเลย" แม่ทัพใหญ่จ้าวพูดติดตลก

"ท่านแม่ทัพ" เฉินซานซือชี้ไปที่แบบจำลองภูมิประเทศของหมิงโจ

"ข้าคิดว่าแผนการเดินทัพครั้งนี้ของเรามีความเสี่ยง…ลองทำแบบนี้ดีกว่าไหม หลังจากกองทัพเราเข้าหมิงโจวแล้ว อย่าเพิ่งรีบลงใต้ ตั้งค่ายพักที่เมืองกู่หยูที่ขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งก่อน รอให้กองทัพหมิงโจวด้านตะวันตกเคลื่อนพล แล้วเราค่อยรวมกำลังกัน ค่อยๆบุกเข้าไปตีทีละเมือง”

"อีกอย่าง ข้าแนะนำให้ขนส่งเสบียงจากเยี่ยนโจวและเหลียงโจวไปด้วย อย่าพึ่งพาหมิงโจวทั้งหมด ไม่งั้นถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝัน เสบียงขาด จะทำให้ทหารขวัญเสีย เกิดผลร้ายตามมามากมาย"

"อืม วิธีนี้มันก็ปลอดภัยดี แต่ว่า..." จ้าวอู๋จี๋พึมพำพรางเคาะแบบจำลองภูมิประเทศ

"ผู้พันเฉินคงไม่เคยบัญชาการกองทัพใหญ่เกินหมื่นนายมาก่อนใช่ไหม? เจ้ารู้หรือเปล่าว่ากองทัพเคลื่อนพล ต้องใช้เสบียงเท่าไหร่ในแต่ละวัน?…การขนส่งเสบียงจากเหลียงโจวไปหมิงโจว สิบส่วนจะเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วน เสบียงสิบหินขนไปถึงแนวหน้า ก็จะเหลือแค่หินหรือสองหิน กองทัพหมิงโจวมีเสบียงเหลือเฟือ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก”

"ส่วนที่เจ้าบอกว่าให้รวมกำลังกัน มันก็ปลอดภัยจริง แต่ก็จะเสียหายมากที่สุด”

"กองทัพคิ้วแดงไม่ใช่คนโง่ เวลาที่เจ้ารวมกำลัง พวกเขาก็คงจะเตรียมรับมือรับมือแล้ว…ถ้าพวกเขารู้ตัวแล้วถอยกลับเข้าเมือง การบุกโจมตีเมืองจะโหดร้ายแค่ไหน ผู้พันเฉินก็น่าจะรู้”

"หรือว่าเจ้ามีความกังวลอย่างอื่น บอกมาได้เลย"

"ข้าก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน" เฉินซานซือก้มหน้า

"ข้าแค่รู้สึกว่าซีฉีไม่ยอมเคลื่อนไหว เหมือนพวกมันกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่"

"พวกเขาแค่ไม่กล้าเคลื่อนไหวต่างหาก" จ้าวอู๋จี๋พูดอย่างใจเย็น

"แม่ทัพต่งอัน เมื่อก่อนเคยเป็นคู่เเข่งกับแม่ทัพฟางชิงหยุน ถึงแม้จะไม่ได้รับชัยชนะ แต่ก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์…มีเขาอยู่ ซีฉีก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก”

“แต่ที่รอดู คงรอดูว่ากองทัพคิ้วแดงจะทำได้แค่ไหน”

"แต่พวกเขาก็เป็นแค่กองโจรที่ไม่มีแม้แต่ระดับเเก่นเเท้สวรรค์ ต่อให้มีตำราสวรรค์บ้าๆนั่นก็ทำอะไรไม่ได้หรอก…เเละถ้าตำรานั้นมันยิ่งใหญ่จริงๆ พวกเขาก็คงไม่หยุดอยู่กับที่แบบนี้หรอก"

"ที่ท่านแม่ทัพพูดก็ถูกต้อง" เฉินซานซือกล่าว

"แต่ข้าก็ยังรู้สึก..."

"การทำสงครามใช้ความรู้สึกไม่ได้นะ ผู้พันเฉิน!"

จ้าวอู๋จี๋เดินมาตบบ่าเขา

"ข้าเชื่อว่าในอนาคตเจ้าต้องได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เป็นผู้ฝึกยุทธระดับเเก่นเเท้สวรรค์ก็เป็นได้…แต่ตอนนี้เจ้ายังอายุน้อย ต้องสั่งสมประสบการณ์อีกมาก”

"แผนปราบกบฏนี้ข้า แม่ทัพลู่จี๋ และขันทีโหวได้วางแผนร่วมกัน…เปลี่ยนไม่ได้แล้ว”

"ครั้งนี้ เป็นโอกาสล้ำค่าที่เจ้าจะได้เรียนรู้การทำสงครามของกองทัพใหญ่”

"เเละเจ้าไม่ต้องกังวลมากเกินไป…ไม่ว่ายังไง หมิงโจวสามหมื่นนาย บวกกับเหลียงโจวสี่หมื่นนาย รวมเป็นเจ็ดหมื่นนายปะทะกบฏสามหมื่นนาย….เรามีข้อได้เปรียบมาก!"

“…....”  เฉินซานซือเถียงไม่ออก

เพราะตอนนี้ทเขาไม่รู้จริงๆว่าซีฉีกำลังรออะไรอยู่

สงครามใหญ่ขนาดนี้ จะใช้แค่"ความรู้สึก"ของผู้พันอย่างเขาตัดสินใจไม่ได้

ตามแผนตอนนี้ ในทางทฤษฎีแล้วไม่มีปัญหา ได้แต่ทำไปทีละขั้น

"งั้นข้าขอตัวก่อน" เฉินซานซือออกจากเต็นท์

เขามองทหารที่เดินไปมา เเล้วอดถอนหายใจไม่ได้

ต้องทำสงครามอีกแล้ว

ยุคนี้ช่างวุ่นวายจริงๆ

แต่ก่อนออกรบ เขายังมีเรื่องสำคัญต้องทำอีกอย่าง

นักพรตของศาลเจ้าแม่กวนอิม!

เขาต้องหาวิธีจัดการพวกมัน แล้วลองดูว่าพวกมันมีอะไรดีๆซ่อนอยู่บ้าง

...

วันต่อมา ที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม

ณ ศาลาริมน้ำในสวน

นักพรตวัยกลางคนผิวสีแดงก่ำกำลังนั่งขัดสมาธิ หลับตาพักผ่อน

สายลมพัดผ่าน เคราที่ยาวถึงหน้าอกและชุดคลุมยาวก็พลิ้วไหวไปตามลม

ผู้นี้คือเจ้าสำนักศาลเจ้าแม่กวนอิมคนปัจจุบัน หยูซูจื่อ

ทันใดนั้นชิวหมิงจื่อก็ปรากฏตัวขึ้น ขัดจังหวะการเข้าฌานของนักพรต

ครู่ใหญ่ หยูซูจื่อจึงค่อยๆลืมตา

"ศิษย์พี่กลับมาแล้ว"

"ศิษย์น้อง…ข้าเอาของไปให้เจ้าหนูเเซ่เฉินแล้ว เป็นยังไงบ้าง?"

"ยันต์ของข้าไม่มีปฏิกิริยา" หยูซูจื่อส่ายหัวเล็กน้อย

"ของนั่นคงถูกมันทิ้งหรือทำลายไปแล้ว"

"ไม่แปลกใจเลยที่เชิญมันกี่ครั้งๆ มันก็ไม่ยอมมาฟังธรรม ดูเหมือนเจ้าหนูนี่คงจะรู้ตัวแล้วว่ามีอะไรผิดปกติ"

"แต่ของในซุปบำรุงไม่ใช่ของธรรมดา มันดูออกได้ยังไง หรือว่าจะเป็นผู้บัญชาการซุน...ศิษย์น้อง เรื่องนี้สำคัญมาก พวกเราจะทำยังไงต่อไปดี?"

"ลองดูอีกที ถ้าไม่ได้ ก็หาโอกาสฆ่ามันซะ" หยูซูจื่อกล่าวอย่างใจเย็น

"ยังไงมันก็แค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน ข้าอยู่ระดับทะลวงชีพจรแล้ว ฆ่ามันก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ"

"ท่านเจ้าสำนัก ท่านรองเจ้าสำนัก! เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ!"

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน นักพรตน้อยคนหนึ่งก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทางตื่นตระหนก

"เกิดอะไรขึ้น!"

"ทหารเหลียงโจว ทหารเหลียงโจวมาขอรับ!" นักพรตน้อยพูดพรางชี้ไปที่เชิงเขา

"จู่ๆลู่จี๋ก็พาทหารหลายพันนายมาล้อมภูเขา บอกว่ามีคนแจ้งว่าพวกเราซ่อนสาวกลัทธิเทพวิญญาณ…เลยจะตรวจค้นบนเขาขอรับ"

"อะไรนะ?" หยูซูจื่อรีบลุกขึ้น เดินไปที่ประตูวัดพร้อมกับศิษย์พี่

เขาเห็นลู่จี๋ที่ตัวใหญ่เหมือนภูเขายืนอยู่ข้างหน้า เเละข้างๆเขามีนายทหารหนุ่มถือดาบใหญ่

"ค้นให้หมด แม้แต่ใต้ดินก็อย่าให้เหลือ!" เฉาฟานสั่งลูกน้องด้วยความโกรธ

"เจ้าสำนัก คนนี้คือโอรสองค์โตขององค์รัชทายาท!" ชิวหมิงจื่อกระซิบ

"อาตมาขอคารวะท่านอ๋อง" หยูซูจื่อทำความเคารพ

"ไม่ทราบว่าท่านอ๋องมีธุระอันใด?…ถึงมาที่นี่ได้"

"ข้าสงสัยว่าพวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกับลัทธิเทพวิญญาณ!" เฉาฟานตะคอก

"นักพรต สามวันที่แล้วเจ้าอยู่ที่ไหน! กองรถม้านอกเมือง…เจ้าเป็นคนฆ่าใช่ไหม!"

"ท่านอ๋อง ท่านเข้าใจผิดแล้ว!" หยูซูจื่อรีบอธิบาย

"เข้าใจผิดหรือไม่ ไม่ใช่เจ้าเป็นคนตัดสิน!" หลังจากพูดจบ เฉาฟานก็ส่งสายตาให้อีกด้าน

ทันใดนั้น ซาเหวินหลงก็ปรากฏตัวขึ้น

เขาฟันดาบลงมาด้วยความเร็วสูง พร้อมกับจิตสังหารอันรุนแรง

"เคร้ง!"

หยูซูจื่อตกใจมาก รีบชักดาบออกมาป้องกัน

แต่เขาก็ยังถูกกระแทกถอยหลังไปหลายก้าว เเละล้มลงไปกองกับพื้น

"เจ้าอยู่ระดับเปิดเส้นชีพจร?"

"นักพรต ตามกฎหมายของต้าเซิ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ของทุกสำนักต้องทำการทดสอบระดับพลังยุทธ์ทุกปี ห้ามปกปิด…ในเมื่อเจ้าทะลวงระดับแล้ว ทำไมถึงไม่ไปรายงาน?"

หยูซูจื่อเช็ดเลือดที่มุมปากแล้วรีบอธิบาย

"ท่านแม่ทัพหลี่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว อาตมาออกเดินทางแสวงบุญ พึ่งจะทะลวงชีพจรได้ กำลังจะกลับมารายงาน แต่ยังไม่มีเวลา..."

"แน่ใจนะ?"

ลู่จี๋ใช้มือใหญ่กดหยูซูจื่อจนขยับไม่ได้

เขารอจนกระทั่งมั่นใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้ซ่อนพลัง จึงปล่อยมือ

"พาตัวมันไปสอบสวน…ทหาร ค้นให้ทั่ว!"

ทหารหลายร้อยนายก็บุกเข้าไปในวัดเพื่อตรวจค้น

"ท่านแม่ทัพลู่"

"เป็นยังไงบ้าง?" เฉาฟานรีบถาม

"แค่ระดับเปิดเส้นชีพจร" ลู่จี๋กล่าว

"งั้นก็ไม่ใช่เขา?"

เฉาฟานได้รับข่าวเมื่อคืนว่าศาลเจ้าแม่กวนอิมเกี่ยวข้องกับลัทธิเทพวิญญาณ เขาก็นึกถึงหยินฮั่นเหวินที่ตายไป จึงพาทหารมาที่นี่ทันที เพื่อแก้แค้น

แต่คนที่ฆ่าเว่ยกงได้ในพริบตา อย่างน้อยต้องเป็นระดับแก่นแท้สวรรค์

นักพรตตรงหน้าไม่ใช่คนร้าย

ได้แต่หวังว่าจะเจอคนอื่นที่ซ่อนตัวอยู่บนเขา

"ค้น!"

"ค้นให้ละเอียด!"

เฉินซานซือสั่งลูกน้อง ส่วนตัวเองก็เดินไปค้นหาทั่วศาล

แน่นอนว่าเขาเป็นคนแจ้งเบาะแส ยิ่งกว่านั้น ต้องทำให้ตัวเองพ้นจากเรื่องนี้…เผื่อในอนาคตศาลเจ้าแม่กวนอิมเกิดเรื่องขึ้น จะได้ไม่มีใครโยงมาถึงเขา

เฉาฟานกระตือรือร้นกับเรื่องนี้มาก…ดูเหมือนเขาจะมีความรู้สึกที่ดีต่อหยินฮั่นเหวินจริงๆ

เเละเฉินซานซือก็อยากรู้ว่าศาลเจ้าแม่กวนอิมเกี่ยวข้องกับลัทธิเทพวิญญาณจริงๆหรือไม่

เพราะทั้งจางหวยหมินและหวังเทียนหรง ต่างก็มีพลังชั่วร้ายในร่างกาย…เเละจุดร่วมของพวกเขาก็คือเคยมาที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมเพื่อดื่มซุปบำรุงพลัง

อีกอย่าง เขาอยากรู้ว่าเจ้าสำนักศาลเจ้าแม่กวนอิมมีพลังยุทธ์ระดับไหน

เฉินซานซือไม่กล้ามาเสี่ยงคนเดียว

เเละตอนนี้ก็เห็นแล้ว ว่าเป็นระดับเปิดเส้นชีพจร

แต่เขาไม่มีพลังวิญญาณ และไม่มีพลังชั่วร้าย

เขาฆ่าอีกฝ่ายได้!

เเต่ต้องรออีกหน่อย

ยังไงเฉินซานซือก็ต้องการเวลา สำหรับการสะสมพลังวิญญาณรอบใหม่

หลังจากนั้นเขาก็แกล้งทำเป็นตรวจค้น

ในที่สุด ก็หยิบกระถางธูปที่มีควันสีม่วงขึ้นมาอย่างยินดี!

ถ้าเอากลับไปได้ เขาสามารถฝึกวิชาดาบพลังวิญญาณจนถึงขั้นเชี่ยวชาญหรือแม้แต่ขั้นความสำเร็จเล็กน้อยได้เลย!

แต่ตอนนี้ยังเอาไปไม่ได้

ถ้าเขาแบกกระถางธูปกลับไปต่อหน้าคนมากมาย…ใครๆก็ดูออกว่ามีพิรุธ

เฉินซานซือได้แต่ฝากกระถางธูปไว้ที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมชั่วคราว…หลังจากสงครามที่หมิงโจวจบลง เขาจะรีบมารับกลับบ้านทันที

เตาหลอมโอสถ ควันธูปสำหรับบ่มเพาะ

เท่านี้ก็มีของฟาร์มครบแล้ว!

….

"พวกเราถูกใส่ร้าย!" เหล่านักพรตยังคงร้องโวยวาย

จนกระทั่งไม่นาน ทหารคนหนึ่งก็หิ้วกระบองวัชระเปื้อนเลือดมาจากหลังวัด

และเมื่อเห็นกระบอง…เฉาฟานก็เลือดขึ้นหน้าทันที

"ไอ้แก่…เเกยังจะบอกว่าไม่ได้สมรู้ร่วมคิดกับลัทธิเทพวิญญาณอีกใหม!"

"ท่านอ๋อง นี่มันใส่ร้าย…เป็นการใส่ร้ายชัดๆ!"

"พาตัวไป!" ลู่จี๋กล่าวเสียงต่ำ

"จับนักพรตทั้งหมดไปขังคุกที่เหลียงโจว"

เมื่อเห็นหยูซูจื่อและศิษย์คนอื่นๆถูกพาตัวไป…เฉินซานซือก็โล่งใจทันที

เข้าคุกแล้ว ถึงไม่ตายก็ออกมาไม่ได้ง่ายๆแน่

ในที่สุดเขาก็ออกรบได้อย่างสบายใจแล้ว

……………………….

จบบทที่ บทที่ 146 : กระถางธูปบูชาเทพ!

คัดลอกลิงก์แล้ว