เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 145 : เตรียมตัวสำหรับสงครามหมิงโจว

บทที่ 145 : เตรียมตัวสำหรับสงครามหมิงโจว

บทที่ 145 : เตรียมตัวสำหรับสงครามหมิงโจว


บทที่ 145 : เตรียมตัวสำหรับสงครามหมิงโจว




ระดับเปลี่ยนพลัง...

ระดับเปลี่ยนพลังฆ่าระดับเปิดเส้นชีพจรได้ยังไง!

สีหน้าของหยินฮั่นเหวินเหมือนเห็นผี

แค่นั้นยังไม่พอ

ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉินซานซือแทบไม่ขยับเลยด้วยซ้ำ

เขาแค่...แค่ขยับนิ้วเบาๆ!

แค่นั้น ท่านเว่ยก็ตายแล้ว!

ทำได้ยังไง?

วิชาเซียน!

วิชาเซียนแน่ๆ!!!

หยินฮั่นเหวินเพิ่งรู้ความจริงข้อนี้

มีข่าวลือว่าผู้บัญชาการซุนมีวิชาเซียน

ตอนนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่ใช่ข่าวลือเเล้ว!

ยิ่งกว่านั้น ยังถ่ายทอดให้เฉินซานซืออีก!

เเต่มันเป็นไปได้ยังไง!

เขาเพิ่งเริ่มฝึกได้ไม่กี่วันเองนะ!

หยินฮั่นเหวินไม่มีความคิดที่จะต่อต้านแม้แต่น้อย

…เขารีบคลานหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต

เฉินซานซือชักดาบเจิ้นเยว่ไล่ตามไป แทงทะลุร่างหยินฮั่นเหวิน สังหารในครั้งเดียว!

วิชาที่ท่านอาจารย์ถ่ายทอดให้ช่างน่ากลัวจริงๆ

แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังอดตกตะลึงไม่ได้

ไม่แปลกใจเลยที่แม่นางหนิงเซียงที่อยู่แค่ระดับหลอมอวัยวะภายในถึงกล้าบอกว่าสามารถฆ่าคนระดับเปิดเส้นชีพจรได้ง่ายๆ

การบ่มเพาะเซียนและการฝึกฝนวรยุทธ์…มันเทียบกันไม่ได้เลย!

แถมนี่เป็นแค่วิชาเซียนระดับต่ำที่สุด

ตราบใดที่มีพลังวิญญาณและรากวิญญาณ แม้แต่คนที่ยังไม่ได้ก้าวเข้าสู่เส้นทางเซียนอย่างเป็นทางการก็สามารถฝึกฝนได้

แต่ไม่รู้ว่าพลังปราณคุ้มกายของขั้นแก่นแท้สวรรค์จะต้านทานการโจมตีนี้ได้หรือไม่

"จัดการที่เกิดเหตุให้เรียบร้อยก่อนดีกว่า"

เฉินซานซือดึงลูกธนูออกจากศพทีละศพ จากนั้นใช้กระบองวัชระทุบลงบนบาดแผลที่หน้าอกของศพเพื่อปกปิดรอยลูกธนู

บาดแผลจากกระบองวัชระมีขนาดใหญ่ ทุบลงไปครั้งเดียวก็ดูไม่ออกแล้วว่าบาดแผลเดิมเป็นแบบไหน

เดิมทีเขาต้องแบกศพไปทิ้งทีละศพ แต่พอมีกระบองวัชระแล้วก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ

มีเพียงคนขับรถม้าที่มีบาดแผลจากลูกธนูเต็มตัว…สุดท้ายก็ต้องแบกไปทิ้ง

ส่วนบาดแผลที่หว่างคิ้วของเว่ยกงก็ถูกทำลายจนเละเทะ

หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เฉินซานซือก็หยิบหอกขึ้นมา แล้วรีบกลับไปที่เทือกเขาหลัวเทียนทันที

ไม่นานก็คงจะมีคนผ่านมาเจอศพ แล้วนำไปให้กองทหารที่เหลียงโจวจัดการ

เฉินซานซือไม่กังวลว่าเรื่องนี้จะเชื่อมโยงมาถึงเขา

เพราะหลายคนยังไม่รู้ว่าเขาทะลวงขั้นเปลี่ยนพลังแล้ว

เเละแม้จะรู้ การที่ระดับเปลี่ยนพลังฆ่าระดับเปิดเส้นชีพจรได้ก็เป็นเรื่องเหลวไหล…ไม่มีใครเดาได้ว่าเป็นเขาหรอก

ส่วนเรื่องวิชาเซียน...ยิ่งไม่มีใครคิดถึงมันเลย

เพราะไอ้เจ้านี่ แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ยังใช้ไม่ได้

มันจึงถูกเก็บไว้กับศิษย์พี่รองตลอด ไม่เคยถูกนำออกมาใช้เลย

"หมดเกลี้ยง!"

เฉินซานซือรู้สึกได้ถึงเส้นชีพจรที่ว่างเปล่าในร่างกาย

มันเหมือนกับเงินเก็บที่สะสมมาเป็นเวลานานถูกใช้หมดในคราวเดียว ทรายวิญญาณที่เหลืออยู่ มากสุดก็พอจะสะสมได้อีกแค่ครั้งเดียว

โลกนี้ไม่มีพลังวิญญาณให้บ่มเพาะ ต่อให้เป็นวิชาอันยิ่งใหญ่ก็ไร้ซึ่งประโยชน์

ควันธูปบางทีอาจใช้แทนพลังวิญญาณได้ในระดับหนึ่ง แต่ตอนนี้เขาหาไม่ได้

ถ้าอยากได้ควันธูปจากพวกที่บูชาในวัด ก็ต้องมีกระถางธูปนั่น

….

หลังจากกลับไปที่ถ้ำ เฉินซานซือก็เริ่มฝึกฝนต่ออย่างจริงจัง

ถ้าขันทีโหวพูดจริง พวกเขาอาจต้องออกรบในเร็วๆนี้ ดังนั้นการเพิ่มพลังยุทธ์ได้นิดหน่อยก็นับว่าดีแล้ว

อีกอย่าง เขาต้องเตรียมครีมหลิงเหอและโอสถให้เพียงพอไว้ใช้ระหว่างทาง ระยะทางจากเหลียงโจวไปหมิงโจวมันไกลพอสมควร

เเละตำราพิชัยสงครามสวรรค์...

แม้มันจะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เฉินซานซือเพิ่งใช้วิชาเซียนไป มันก็เลยดูไม่น่าเหลือเชื่อขนาดนั้น

โดยไม่รู้ตัว อีกวันก็ผ่านไป

หลังจากฟ้าสาง เขาไม่ได้ฝึกต่อ แต่ไปตัดฟืนมาจำนวนมาก เพื่อใช้ในการต้มครีมหลิงเหอ

ภายใต้เปลวไฟสีแดงฉาน เตาหลอมเหล็กกล้าบิดเบี้ยวผิดรูป…ไม่นาน ที่ก้นหม้อก็มีวัตถุสีดำๆติดอยู่

เฉินซานซือค่อยๆเก็บมันขึ้นมา

เขาลองปั้นเป็นก้อนกลมๆเพื่อให้กินง่ายขึ้น…แต่ความหนืดไม่พอ ก็เลยต้องยอมแพ้ เเละบรรจุลงในขวดเซรามิกอย่างระมัดระวัง

หลังจากเก็บของเสร็จ เขาก็หยิบธนูและลูกธนู ออกจากถ้ำ เเล้วก้าวเข้าไปในป่ากว้าง

คืนนี้เขาจะกลับบ้าน เลยต้องแบกสัตว์ป่ากลับไปบ้าง…เเละถ้าเป็นอสูรได้ก็ยิ่งดี

คันธนูเหล็กที่ลู่จี๋ให้เขามายังขาดสายธนู ลองดูซิว่าจะหาอสูรที่เหมาะสมมาทำเป็นวัสดุได้ไหม

ส่วนเรื่องการควบคุมพลังภายในไปที่ลูกธนู เขาก็ยังคงศึกษาอยู่

….

สัมผัสทั้งห้าของเฉินซานซือยังคงเหนือกว่าคนทั่วไป

แถมหลังจากมี [วิชามองพลัง] แล้ว การหาเหยื่อก็ไม่ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน

ตราบใดที่อยู่ในระยะการสังเกต แทบจะไม่มีสิ่งมีชีวิตใดหนีรอดสายตาของเขาไปได้

พึ่งเดินออกไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เจอสัตว์พิษที่แผ่รังสีความชั่วร้ายออกมา

พลังชั่วร้าย!

แม่นางหนิงเซียงเคยบอกไว้ว่า พลังสีเเดงดำสนิทนี้เรียกว่าพลังชั่วร้าย

นกและสัตว์เหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบจากพลังชั่วร้าย จึงกลายเป็นสัตว์พิษ

ลัทธิเทพวิญญาณ พลังชั่วร้าย…สิ่งต่างๆเหล่านี้ยากที่จะไม่เชื่อมโยงกัน

เเละส่วนลึกที่สุดของเทือกเขาหลัวเทียน ที่นั่นต้องมีร่องรอยของเซียนแน่นอน!

"ด้วยพลังของข้าในตอนนี้ จะไปได้ไกลแค่ไหนนะ?" เฉินซานซือเกิดความคิดขึ้นมาในใจ

การล่าสัตว์พิษก็ถือเป็นการฝึกฝน มันสามารถเพิ่มความเชี่ยวชาญในการใช้หอกได้ ตราบใดที่ยังปลอดภัย มันก็ถือเป็นบททดสอบอย่างหนึ่ง

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังมี [วิชามองพลัง]…ถ้าเจอสัตว์พิษที่ดูอันตรายก็สามารถล่าถอยได้ทันที

คนของหอค้นหาเซียนเคยบอกไว้ว่า ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงมีโอกาสไปถึงส่วนลึกที่สุด

เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าข้างในนั้นมีอะไร

ไหนๆก็ต้องล่าสัตว์อยู่แล้ว ลองเดินเข้าไปดูหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร

หลังจากคิดได้ดังนั้น เฉินซานซือจึงไม่สนใจเหยื่อที่อยู่ตรงหน้า เเละเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ

ถ้าแบ่งเทือกเขาหลัวเทียนออกเป็นชั้นๆ กะด้วยสายตาน่าจะมีสิบสี่ชั้น…ตอนนี้เขาอยู่ที่ชั้นที่สี่ ส่วนจุดที่พลังชั่วร้ายระเบิดออกมาก่อนหน้านี้คือชั้นสุดท้าย

ระดมพลังภายใน ร่างของเฉินซานซือเคลื่อนที่ไปมาในป่าราวกับภูตผี

ยิ่งเดินลึกเข้าไป ก็ยิ่งเจอสัตว์พิษมากขึ้นเรื่อยๆ

หมาป่า เสือ เสือดาว สัตว์ร้ายแปลกประหลาดนานาชนิด

เฉินซานซือเดินทางไปฆ่าไป…โดยไม่รู้ตัวก็มาถึงชั้นที่แปดของภูเขา

ทันใดนั้น เฉินซานซือก็เห็นกลุ่มพลังชั่วร้ายสีดำสนิทที่หนาแน่นกว่าที่เคยเห็นปรากฏขึ้นตรงหน้า

เขาลดความเร็วลง ใช้ [วิชาพรางตัว] เเละค่อยๆย่องเข้าไปใกล้

นั่นคืออสูรรูปร่างประหลาด!

ดูจากภายนอก มันเหมือนเสือดาวสีแดงเพลิงทั้งตัว แต่มีลำตัวยาวกว่าหนึ่งจ้าง มีหางห้าหาง มีเขาหนึ่งอันบนหัว เเละดวงตาสีแดงก่ำ

ตอนนี้ มันกำลังใช้ฟันแหลมคมฉีกกินซากเหยื่อจนใบหน้าเปื้อนเลือด ดูน่ากลัวสุดๆ

สัตว์ร้ายตัวนี้มีชื่อว่า เจิง!

เฉินซานซือเคยเห็นบันทึกเกี่ยวกับมันใน《บันทึกการเดินทางแห่งภูเขาและแม่น้ำ》 คำอธิบายว่า "หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว" ก็มาจากสัตว์ร้ายตัวนี้

รวมถึงสำนวน "หมาป่ากับเสือดาวรวมสายพันธุ์กัน" ก็หมายถึงสัตว์ชนิดนี้

เจิงควรจะเป็นอสูร

แต่ตอนนี้ เขาสามารถมองเห็นพลังชั่วร้ายสีดำที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกายของมันได้อย่างชัดเจน

สิ่งนี้ แสดงให้เห็นว่ามันกลายเป็นสัตว์พิษไปแล้ว

ตลอดทางที่ผ่านมา มีอสูรจำนวนไม่น้อยถูกพลังชั่วร้ายกัดกร่อนจนกลายเป็นสัตว์พิษ เรียกได้ว่าเป็นการสูญเสียทรัพยากรอย่างมาก

เพราะอสูรบางชนิด มีสรรพคุณทางยามากกว่าโอสถเสียอีก

แต่ยังโชคดีที่ถึงแม้สัตว์พิษจะกินไม่ได้ แต่บางส่วนของร่างกายก็ยังสามารถนำมาใช้เป็นวัสดุทำอาวุธหรือชุดเกราะได้

"เจ้าเจิงตัวนี้..."

เฉินซานซือมองไปที่พลังชั่วร้ายที่หนาแน่นในร่างกายของมัน ครู่หนึ่งก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าจะฆ่ามันได้หรือไม่

"ลองดูก่อน!"

"ถ้าไม่ได้ก็ค่อยหนี ถ้าหนีไม่ได้จริงๆ...เราก็ยังมีเปลวไฟเซียนอยู่”

อยู่ในป่าลึกแบบนี้ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครเห็น

คิดได้ดังนั้นก็ลงมือทันที

เฉินซานซือง้างธนูจนเต็มวง ลูกธนูสามเหลี่ยมพุ่งทะยานออกไปพร้อมกับเสียงแหวกอากาศ

ฟ้าววววววว!!!

หูแหลมๆของเจิงขยับเล็กน้อย มันตอบสนองได้เพียงแค่ได้ยินเสียงลม

มันหันกลับมาแล้วฟาดอุ้งเท้าลงไป กรงเล็บอันคมกริบตัดลูกธนูขาดเป็นสองท่อน!

"กรรรรร!!!!"

มันคำรามเสียงประหลาด ก่อนจะย่อขาหลังลงเล็กน้อย แล้วพุ่งเข้าใส่เฉินซานซือด้วยความเร็วสูงราวกับลูกธนู

กระโดดครั้งเดียวไปได้ไกลถึงร้อยก้าว!

ถึงแม้เฉินซานซือจะอยู่ห่างออกไปสามร้อยก้าว แต่ก็ยังถูกสัตว์ร้ายเข้าใกล้ตัวในชั่วพริบตา

เขารีบเก็บธนูแล้วเปลี่ยนเป็นหอก หอกวิญญาณห้าพยัคฆ์แทงออกไปเหมือนมังกรที่ทะยานขึ้นจากทะเล

เจิงใช้ความคล่องตัวหลบการโจมตีนี้ จากนั้นก็ฟาดกรงเล็บลงมาที่หัวของเขา

เฉินซานซือจึงต้องเปลี่ยนทิศทางหอกมาปะทะกับกรงเล็บของมัน

บูมมมมม!!!

เกิดเสียงปะทะดังกังวาน

ภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัว เฉินซานซือจำเป็นต้องใช้ทั้งวิชาระเบิดพลังโลหิต ถึงจะต้านทานมันได้

สัตว์ร้ายตัวนี้มีพลังยุทธ์ระดับเปลี่ยนพลังขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่หรืออาจจะขั้นสมบูรณ์!

ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมีความฉลาดพอตัว ไม่บุกเข้ามาตรงๆ…รู้จักหลบหลีกและรับมือ ไม่ต่างจากผู้ฝึกยุทธ์ แถมร่างกายยังแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์มาก

เฉินซานซือตั้งใจจะลองดูเฉยๆ พอเห็นว่ามันยาก ก็เลยไม่ประมาท…เขารีบถอยหลังทันทีหลังจากปะทะกัน

ถึงแม้เจิงจะมีความเร็วสูง แต่ด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ ทำให้การเคลื่อนไหวในป่าทึบเป็นไปอย่างยากลำบาก

มันไล่ตามมาด้วยความโกรธ ชนต้นไม้ใหญ่ล้มลงไปหลายต้น…ทำให้นกในป่าบินแตกฮือ สัตว์ป่าวิ่งหนีกันกระเจิง

เฉินซานซือวิ่งโดยไม่หันหลังกลับ ระหว่างที่หลบหนีก็หยิบลูกธนูที่เคลือบด้วยเปลวไฟเซียนออกมาเตรียมพร้อม แต่หลังจากที่เขาวิ่งไปได้ระยะหนึ่ง เสียงด้านหลังก็เงียบหายไป

เจิงไม่ได้ไล่ตามมาอีก คงเพราะออกนอกอาณาเขตของมันแล้ว

"ช่างเถอะ"

เฉินซานซือคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจไม่กลับไปไล่ล่ามัน

ถ้าใช้เปลวไฟเซียนเผามัน ก็จะเหลือแค่กองขี้เถ้า ไม่ได้อะไรเลย

เขาเห็นว่าเจิงมีความเร็วและพลังกระโดดที่น่าทึ่ง ถ้าฆ่ามันได้แล้วเอาเอ็นของมันมา อาจจะใช้ทำสายธนูสำหรับคันธนูร้อยศิลาได้ มันจึงถือเป็นทรัพยากรล้ำค่าที่หาได้ยาก

ชั้นที่แปด!

นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซานซือลองเดินเข้ามา

สำหรับเขาแล้ว ถ้าอยากจะเข้าไปลึกกว่านี้ ต้องมีพลังยุทธ์ระดับเปลี่ยนพลังขั้นความาสำเร็จเล็กน้อยเสียก่อน

[วิชาพรางตัว] ไม่ใช่วิชาล่องหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับผลกระทบจากพลังชั่วร้าย ใครจะไปรู้ว่าสัตว์พิษจะมีความสามารถพิเศษอะไร ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เขาต้องมั่นใจว่าสามารถหนีรอดออกมาได้

เฉินซานซือไม่ได้เสี่ยงเข้าไปอีก เขาเดินกลับทางเดิม พร้อมกับมองหาเหยื่อไปด้วย

เเต่เมื่อกลับมาถึงบริเวณชั้นที่หก เฉินซานซือก็พบกับกลุ่มพลังสีฟ้าอ่อนในพุ่มไม้

อสูร!

เป็นอสูรที่ยังไม่ถูกพลังชั่วร้ายกัดกร่อน

เขาค่อยๆย่องเข้าไปใกล้ พบว่ามันคือ"หนูหู"ที่มีหน้าตาน่ารัก

เเม้ว่าชื่อของมันคือ "หนู”…แต่มันกลับมีขนาดตัวที่ใหญ่มาก

ฉึก!!!

เฉินซานซือยิงธนูทะลุหัวของมัน จัดการมันได้อย่างง่ายดาย

ไม่ใช่อสูรทุกตัวที่จะมีพลังต่อสู้สูง หนูหูก็เช่นกัน

มันไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์และสัตว์ แต่สามารถถอนพิษได้หลายชนิด แถมยังมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย…หนูหูตัวเดียวเทียบเท่ากับโอสถหลายชนิด

ด้วยครีมหลิงเหอ โอสถ และเนื้ออสูร…พลังยุทธ์ของเขาจะต้องพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงนี้เเน่ๆ!

พลังสีฟ้าอ่อน...

เขาค่อนข้างสงสัยว่าพลังในร่างกายของอสูรไม่ใช่พลังวิญญาณและไม่ใช่พลังชั่วร้าย เเล้วมันมาจากไหนกัน

ถ้ามีโอกาสต้องถามคนของหอค้นหาเซียน พวกเขาต้องรู้แน่ๆ

"ยังมีอีกเหรอ?"

เฉินซานซือแบกหนูหูเตรียมจะกลับ แต่เเล้วเขาก็สังเกตเห็นดอกไม้แปลกๆที่ขึ้นอยู่ท่ามกลางดงหญ้ารกทึบ

"ดอกไม้สีม่วง!"

มันเป็นสมุนไพรหายาก

เช่นเดียวกับที่อสูรแตกต่างจากสัตว์ป่าทั่วไป สมุนไพรหายากก็คือพืชสมุนไพรที่แปลกประหลาด

วัตถุดิบของโอสถต่างๆล้วนเป็นสมุนไพรหายาก

อย่างเช่นดอกไม้สีม่วงตรงหน้า ก่อนจะบานมันก็เหมือนกับวัชพืชทั่วไป ออกดอกยี่สิบปีหนึ่งครั้ง ระยะเวลาการบานมีเพียงแค่วันเดียว ถ้าไม่โชคดีก็หาไม่เจอ

แต่น่าเสียดายที่มันไม่สามารถใช้เพิ่มพลังยุทธ์ได้ มันเป็นยารักษาอาการบาดเจ็บภายนอก ถ้าไม่มีแผลก็สามารถใช้บำรุงผิวพรรณ ว่ากันว่ายังช่วยชะลอความแก่ชราได้ด้วย

สำหรับเฉินซานซือแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไร แต่ไหนๆเจอแล้ว ก็เก็บมันมาด้วยเลย

ส่วนลึกของเทือกเขาหลัวเทียนนี่มีสมบัติมากมายจริงๆ!

คราวหน้าเขาจะมาใหม่ เเละต้องฆ่าสัตว์พิษเพื่อเอาเอ็นของมันมาทำสายธนู จะได้สร้างคันธนูร้อยศิลาที่สมบูรณ์ได้

อย่างไรก็ตาม แค่พลังดึงหนักๆอย่างเดียวยังไม่พอ

พลังทำลายยังไม่เพียงพอสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงกว่าขั้นเปลี่ยนพลังขั้นสูงสุด

ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงคนไหนจะมีพลังไม่ถึงหมื่นจินหรือแสนจินขึ้นไป?

ตราบใดที่ยังตอบสนองทัน พวกเขาก็สามารถป้องกันได้อย่างง่ายดาย

แม้แต่สัตว์ร้ายเมื่อครู่ก็ยังรับมือได้ ไม่ต้องพูดถึงผู้ฝึกยุทธ์เลย

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงมีคนน้อยมากที่หลงใหลในธนูและลูกธนู เพราะเมื่อระดับพลังยุทธ์สูงขึ้น มันก็แทบจะไม่มีประโยชน์โดยสิ้นเชิง

เเต่ถ้ามีของวิเศษที่สามารถกักเก็บพลังภายในไว้ได้ก็คงจะดี

แบบนั้นลูกธนูทุกดอกที่ยิงออกไป ก็จะเหมือนกับการโจมตีที่ใช้พลังภายใน ยิ่งพลังภายในแข็งแกร่งเท่าไหร่ ก็ยิ่งยากที่จะป้องกันมากขึ้นเท่านั้น

ดูเหมือนว่ายังคงต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป

"ลงเขา!"

ระหว่างทางกลับ เฉินซานซือก็พบกับสัตว์พิษไร้ประโยชน์อีกหลายตัว…เขาฆ่ามันทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่ตัวเดียว

เเละการฝึกฝนอย่างหนักในช่วงนี้ ก็ทำให้ความเชี่ยวชาญในวิชาหอกของเขาเพิ่มขึ้นมาก

….

[วิชา: หอกมังกรปกปักษ์ ระดับเปลี่ยนพลัง (ขั้นต้น)]

[ความคืบหน้า: 65/500]

…..

ทักษะการยิงธนูก็พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

….

[ทักษะ: การยิงธนู (ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่)]

[ความคืบหน้า: (750/2000)]

….

กว่าเขาจะออกจากเทือกเขาหลัวเทียน ก็เป็นเช้าวันรุ่งขึ้นแล้ว

เเสดงว่าเขาอยู่ในภูเขานานถึงสามวันสามคืน

"เจ้าขาว!"

เฉินซานซือตะโกนเรียกที่เชิงเขา ทันใดนั้นม้าขาวก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อเขาแบกหนูหูเข้าเมือง ก็เห็นประกาศจับติดอยู่เต็มไปหมด

ลัทธิเทพวิญญาณลงมืออีกครั้งในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ฆ่าศิษย์สำนักต่างๆไปกว่าห้าสิบคน เรื่องของหยินฮั่นเหวินจึงยิ่งโด่งดังไปกันใหญ่

ไม่ว่าหยินฮั่นเหวินจะเป็นยังไง เขาก็เป็นถึงอัจฉริยะร่างกายเทพยุทธโดยกำเนิด แถมพ่อของเขายังมีตำแหน่งสูงในราชสำนัก เป็นถึงเสนาบดีกรมบุคลากร เป็นขุนนางระดับสอง และยังเป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรี…นี่จึงเป็นคดีใหญ่แน่นอน

"ฮั่นเหวิน..."

เฉาฟานมองศพที่ซีดเผือด ใช้มือลูบเบาๆ หลับตาให้เขา แล้วถามเสียงต่ำว่า

"ใครเป็นคนทำ?"

"เรียนท่านอ๋อง" เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพโค้งคำนับ

"หัวใจของพวกเขาทั้งหมดแหลกละเอียด ดูจากบาดแผลแล้วน่าจะเป็นกระบองวัชระ อาวุธที่ลัทธิเทพวิญญาณชอบใช้ในการดูดเลือดจากหัวใจ…ไม่น่าจะผิดพลาดขอรับ"

"ลัทธิเทพวิญญาณ..." เฉาฟานกำหมัดแน่นจนขึ้นเส้นเลือด

"ท่านแม่ทัพซา ท่านคิดว่าไง? จะเป็นฝีมือคนอื่นหรือเปล่า?"

"น่าจะเป็นลัทธิเทพวิญญาณ ไม่น่าจะผิด" ซาเหวินหลงขมวดคิ้ว

"ดูจากศพแล้ว ทั้งเว่ยกงและคุณชายหยิน ต่างก็ตายโดยที่ไม่มีโอกาสได้ตอบโต้ ในเมืองเหลียงโจว คนที่ทำแบบนี้ได้ ก็มีแค่สาวกลัทธิเทพวิญญาณที่แฝงตัวเข้ามาเท่านั้น"

เฉาฟานนิ่งเงียบ

เขาเคยสงสัยคนอื่นเหมือนกัน

อย่างเช่นเฉินซานซือ

เเต่ถึงเฉินซานซือจะมีแรงจูงใจ แต่ไม่มีพลังมากพอ

ระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสูงสุด จะฆ่าระดับเปิดเส้นชีพจรได้ยังไง ยิ่งเป็นการฆ่าแบบไร้ทางสู้เเบบนี้ด้วย

ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ คนที่ลงมืออย่างน้อยต้องเป็นระดับแก่นแท้สวรรค์…มีแต่ระดับแก่นแท้สวรรค์เท่านั้นที่จะสามารถฆ่าผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้นชีพจรได้ง่ายๆ

"ฮั่นเหวิน ข้าจะแก้แค้นให้เจ้า" ดวงตาของเฉาฟานเต็มไปด้วยความเคียดแค้น

"ท่านอ๋อง การตายของคุณชายหยิน ข้าน้อยก็เสียใจมากเช่นกัน"

ครอบครัวของซาเหวินหลงได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลหยินมาหลายชั่วอายุคน แม้จะไม่มีความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่ก็ถือว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน

พอเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ก็อดโกรธเเค้นไม่ได้

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วพูดต่อ

"แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะโศกเศร้า อีกไม่กี่วันพวกเราก็ต้องออกเดินทางไปปราบกบฏที่หมิงโจวแล้ว…ครั้งนี้ นอกจากจะสร้างผลงาน ท่านยังต้องสร้างบารมีในกองทัพด้วย"

"ท่านแม่ทัพวางใจเถอะ เรื่องนี้จะไม่ส่งผลต่อสภาพจิตใจของข้า" เฉาฟานกล่าว

"การออกรบครั้งนี้ หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือจากท่านแม่ทัพนะ"

"ท่านอ๋องวางใจได้" ซาเหวินหลงกล่าวอย่างใจเย็น

"หลังจากเข้าเมืองหมิงโจวแล้ว ข้าจะรับหน้าที่คุมกำลัง แล้วหาโอกาสมอบกองกำลังหมาป่าสวรรค์ให้ท่านอ๋องบัญชาการ…ผลงานทั้งหมดจะเป็นของท่านอ๋องแต่เพียงผู้เดียว"

การสร้างผลงานในสนามรบ ไม่จำเป็นต้องฆ่าเเม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเสมอไป

การบัญชาการรบ สำคัญกว่า

การฆ่าเเม่ทัพฝ่ายตรงข้ามเป็นเพียงกระบวนการ การได้รับชัยชนะต่างหากคือเป้าหมายสูงสุด

"ขอบคุณท่านแม่ทัพ!"

"ท่านอ๋องไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก"






.…………………..




จบบทที่ บทที่ 145 : เตรียมตัวสำหรับสงครามหมิงโจว

คัดลอกลิงก์แล้ว