เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 139 : ขอควันธูปหน่อยได้ม้ายยยยย!!!

บทที่ 139 : ขอควันธูปหน่อยได้ม้ายยยยย!!!

บทที่ 139 : ขอควันธูปหน่อยได้ม้ายยยยย!!!


บทที่ 139 : ขอควันธูปหน่อยได้ม้ายยยยย!!!

ณ ถ้ำบนหน้าผา

เฉินซานซือบุกรุกเข้าไปในถ้ำของอสูรกวางขาวตัวหนึ่ง

“ปัง! ปัง! ปัง!”

ในชั่วพริบตา ลูกธนูสามดอกพุ่งออกไป ปักร่างกวางขาวจนล้มลงกับพื้น

“ถ้ำเป็นของข้าแล้ว”

เฉินซานซือถือดาบเจิ้นเยว่ เดินออกไปตัดฟืนจากด้านนอกมาจำนวนมาก

จากนั้นก็ใช้หม้อเหล็กดำตักน้ำจากลำธารใกล้ๆมาจนเต็ม ก่อนจะยัดหลิงเหอที่ถอนมาจากไร่ลงไปในหม้อ…สุดท้ายก็จุดไฟ

เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย

ถ้ารอบนี้ล้มเหลวอีก เกรงว่าคงมีเพียงกระถางธูปในศาลเจ้าแม่กวนอิมเท่านั้นที่จะใช้การได้

“ฮูมมมมมมม——”

ทันทีที่เปลวไฟสัมผัสกับฟืนที่ทาด้วยน้ำมันตะเกียง มันก็กลายเป็นมังกรไฟสีแดงฉาน โอบล้อมหม้อเอาไว้ทั้งหมด

“สำเร็จ!” เฉินซานซือถอนหายใจอย่างโล่งอก

แม้ว่าหม้อเหล็กดำจะบิดเบี้ยวผิดรูปไปอย่างเห็นได้ชัดภายใต้การเผาไหม้ของเปลวไฟประหลาด…แต่ในระยะเวลาสั้นๆ มันก็ยังทนได้อยู่ ไม่ได้เสียหายในทันที

เฉินซานซือเริ่มเติมฟืนเข้าไปจำนวนมาก

แค่ใช้น้ำมันตะเกียงจุดไฟ ไฟที่ออกมาก็จะกลายเป็นเปลวไฟประหลาด ซึ่งกินเชื้อเพลิงอย่างมหาศาล

ฟืนขนาดเท่าแขนต้องใส่เข้าไปเรื่อยๆ ถ้าหยุดเติมแม้แต่นิดเดียว ไฟก็จะดับ เเละต้องเสียน้ำมันตะเกียงจุดไฟใหม่

ถ้าสิ่งนี้มาจากแดนเซียนจริงๆ มันคงต้องมีเชื้อเพลิงเฉพาะ ไม่น่าจะยุ่งยากแบบนี้

ไม่นาน เฉินซานซือก็วิ่งไปวิ่งมาระหว่างหาฟืนหลายรอบ…โชคดีที่บนเขามีฟืนเยอะ ไม่อย่างนั้นคงไม่พอใช้แน่ๆ

“อึ่มมม!”

หม้อเหล็กดำส่งเสียงหึ่งๆ ภายใต้เปลวไฟประหลาด

จนกระทั่งมีควันสีเขียวลอยออกมา ซึ่งหมายความว่าน้ำข้างในระเหยหมดแล้ว เขาจึงหยุดเติมฟืน ปล่อยให้เปลวไฟมอดดับไปเอง

อธิบายยืดยาว…เเต่จริงๆแล้วทั้งกระบวนการใช้เวลาเพียงแค่ช่วงการชงชาเท่านั้น

เมื่ออุณหภูมิลดลง เฉินซานซือเปิดฝาหม้อออก เเล้วมองเข้าไปข้างใน

หลิงเหอหายไปหมดแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่คือของสีดำๆ เหมือนกับข้าวไหม้ติดก้นหม้อ

เขาใช้ไม้ขูดออกมาดมที่จมูก มันมีกลิ่นหอมอ่อนๆ

“นี่มันอะไร? ครีมยาหรือ?”

เฉินซานซือไม่กล้าลองกินเองทันที เขาจึงจับสัตว์ตัวเล็กตัวใหญ่มาสิบกว่าตัว รวมทั้งหมาป่าพิษด้วย

เอาพวกมันมาลองยา ไม่นานก็สรุปผลคร่าวๆได้ว่า

เริ่มจากกระต่าย…ยิ่งตัวใหญ่ ผลข้างเคียงก็ยิ่งน้อย

พอถึงเสือดาว ก็ไม่ตายแล้ว!

ส่วนหมีสีน้ำตาลก็ปลอดภัยไร้กังวล

“กินซะ!”

สุดท้ายเขาก็บังคับให้หมาป่าพิษกินยา

ครั้งนี้ หมาป่าพิษไม่เพียงแต่ไม่มีผลข้างเคียง แต่กลับแข็งแกร่งและดุร้ายยิ่งขึ้น!

ฉับ!!!!

เฉินซานซือรีบคว้าดาบเจิ้นเยว่ ตัดหัวมันทิ้งทันทีที่ทดลองจบ

“ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาแล้ว”

เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกินครีมยาเข้าไปบ้าง

ครืนนนน!!!!

ทันใดนั้น ความรู้สึกแปลกๆก็แผ่ซ่านออกมาจากท้อง ไหลผ่านแขนขา สุดท้ายก็ไปรวมตัวกันที่เส้นชีพจร

เฉินซานซือหยิบหอกวิญญาณห้าพยัคฆ์ มาฝึกวิชาขั้นเปลี่ยนพลัง

ขั้นเปลี่ยนพลัง ตามชื่อก็คือการเปลี่ยนพลังปราณในร่างกายให้เป็นพลังภายใน ซึ่งกระบวนการนี้ต้องคงสภาวะ "ระเบิดพลังปราณ" เอาไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรับรู้ถึงวิธีการเปลี่ยนพลังในขณะที่ท้าทายขีดจำกัดของตนเองอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น สำหรับนักยุทธ์ส่วนใหญ่แล้ว นี่เป็นกระบวนการที่เชื่องช้าและยากลำบากมาก เพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทนได้แค่ยี่สิบถึงสามสิบกระบวนท่าเท่านั้น

เเต่เฉินซานซือไม่เหมือนคนอื่น อย่างน้อยเขาก็ทนได้ถึงสองร้อยกระบวนท่า

ยิ่งไปกว่านั้น ในขณะที่เขาฝึกฝน ครีมยาหลิงเหอก็ช่วยเสริมสร้างร่างกายและพลังปราณของเขาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันได้ผลมากกว่าขี้เถ้าเซียนแบบเดิมถึงสามเท่า!

นอกจากนี้ ครีมยาที่สกัดมาจากการต้ม…พิษก็ลดลงไปมากแล้ว แถมยังคงสารสำคัญไว้ได้มากกว่าด้วย

เขาฝึกฝนตั้งแต่กลางดึกจนถึงพลบค่ำของวันรุ่งขึ้น ความชำนาญก็เพิ่มขึ้นไม่น้อย

….

[เคล็ดวิชา: หอกมังกรปกปักษ์ ขั้นเปลี่ยนพลัง (ยังไม่เริ่มฝึก)]

[ความคืบหน้า: 20/100]

ตามแผนเดิม เฉินซานซือต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองเดือนถึงจะฝึกถึงขั้นเปลี่ยนพลังได้

แต่ตอนนี้ ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็คงพอ

ความเร็วระดับนี้ ถึงแม้จะเทียบกับอัจฉริยะคนอื่นๆ เขาก็ยังเหนือกว่ามาก

ส่วนที่เฉาฟานที่ถึงขั้นเปลี่ยนพลังเเล้ว นั่นก็เป็นเพราะเขาบรรลุขั้นหลอมอวัยวะภายในเเบบสมบูรณ์มาหลายเดือนแล้ว แถมยังได้รับการสนับสนุนจากทรัพยากรของราชวงศ์ ถ้ายังฝึกถึงขั้นเปลี่ยนพลังไม่ได้ก็น่าแปลก…เเถมอาจจะมีไพ่ตายลับๆที่ช่วยเพิ่มพลังยุทธ์ก็ได้

ไม่ว่ายังไงก็ตาม ในที่สุดเขาก็แก้ปัญหาใหญ่ได้หนึ่งข้อ

ต่อไปก็เปลี่ยนพลังได้อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทะลวงชีพจร

แต่การจะทะลวงสู่ขั้นเทพยุทธ์ภายในสามปี…มันยังคงเป็นเรื่องยากมากอยู่ดี

คงต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้วล่ะ

“ไม่รู้ว่าตอนนี้ถ้าเจอผู้ฝึกยุทธขั้นเปลี่ยนพลัง ข้าจะสู้ไหวไหม?”

“ก็น่าจะพอรับมือได้บ้างล่ะนะ!”

เฉินซานซือคิดในใจพลางทำความสะอาดสถานที่

เขาหยิบขวดใส่ยาเม็ดออกมา แล้วขูดครีมยาใส่เข้าไปทีละนิด

หลิงเหอที่เอามา ใส่จนเต็มหม้อแท้ๆ สุดท้ายได้ครีมยาออกมาแค่ชั้นบางๆเท่านั้นเอง

“นี่ถือเป็นยาเซียนรึเปล่านะ? แล้วข้ากำลังปรุงยาอยู่หรือไม่?”

“คงไม่ใช่มั้ง”

หลังจากกินครีมยาเข้าไป เฉินซานซือก็ไม่พบผลอะไรที่ช่วยในการฝึกฝนพลังวิญญาณเลย แถมยังไม่มีหน้าต่าง [การปรุงยา] โผล่ขึ้นมาด้วย สิ่งที่เพิ่มขึ้นคือความชำนาญ [การแพทย์ระดับมนุษย์เท่านั้น]

[ทักษะ: การแพทย์ระดับมนุษย์ (เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: 491/1000]

….

ตอนนี้ดูเหมือนว่าคำว่า "มนุษย์" ที่ตามมานั้นมีความหมายบางอย่าง ในอนาคตอาจมีโอกาสได้ฝึกฝนแพทย์ของแดนเซียนก็ได้

แต่ถ้าเป็นแบบนี้…ทำไมเซียนถึงต้องการให้ฮ่องเต้ถวายหลิงเหอ?

ในเมื่อโลกนี้ไม่มีพลังวิญญาณเลย หลิงเหอที่ปลูกมาก็ไม่มีพลังวิเศษอะไร หรือว่ามันเป็นแค่ส่วนผสมอย่างหนึ่ง?

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอีกอย่างหนึ่ง

นั่นคือ หม้อเหล็กดำที่ถูกเผาจนเสียหาย ดูเหมือนจะใช้ได้อีกแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นก็ต้องเปลี่ยนใหม่

ไม่ว่าจะซื้อที่ไหน หม้อที่ทำจากเหล็กดำก็มีราคาตั้งแต่สามพันตำลึงเงินขึ้นไป และปัญหาสำคัญคือ เหล็กดำเป็นทรัพยากรล้ำค่า ต่อให้เขามีเงิน ถ้าซื้อบ่อยๆ ยังไงก็ต้องมีคนสงสัยแน่ๆ

นี่มันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ…เเละเขายังคงต้องการหม้อที่ทนความร้อนของเปลวไฟประหลาดได้จริงๆ

“เอาเถอะ ไปซื้อที่ค่ายทหารสักสองใบก่อน น่าจะใช้ได้สักพัก”

เฉินซานซือออกจากเทือกเขาหลัวเทียน พร้อมกับนำซากกวางขาวกลับมาด้วยเพื่อตบตาผู้คน จากนั้นก็เรียกเจ้าขาวมารับ

ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงหยิบขวดยาที่เต็มไปด้วยครีมยาออกมา

“เจ้าขาว ข้ามีของดี เจ้าอยากลองกินไหม?”

ถ้าหมาป่าพิษกินแล้วยังไม่เป็นไร เจ้าขาวซึ่งเป็นม้าอสูร ก็น่าจะไม่เป็นไรเหมือนกัน

อีกอย่าง เขาไม่ได้บังคับป้อน…ม้าขาวมีจิตวิญญาณ ปล่อยให้มันตัดสินใจเองก็แล้วกัน

เจ้าขาวดมๆ จากนั้นก็พยักหน้าอย่างบ้าคลั่ง

“แกกินได้จริงๆเหรอเนี่ย?”

เฉินซานซือก็ไม่ได้หวง ป้อนให้มันกินสองคำ

ผลลัพธ์หลังจากนั้นเหนือความคาดหมาย หลังจากกินเข้าไป ม้าขาวก็แสดงท่าทีดีใจ แต่ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยารุนแรงอะไร ไม่เหมือนสัตว์ทั่วๆไปที่มักจะตื่นเต้นมาก

มันเหมือนกับได้กินขนมที่ชอบ เอาหัวถูไถกับเจ้านาย แสดงว่าอยากกินอีก

“เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ย?” เฉินซานซือประหลาดใจเล็กน้อย

ทำไมม้าขาวถึงมีความทนทานสูงขนาดนี้?

แม้แต่เขากินเข้าไป ยังต้องรีบฝึกฝนเพื่อย่อยและดูดซึม แต่เจ้าขาวกลับไม่เป็นอะไรเลย ไม่รู้ว่าเซียงถิงชุนหามาจากไหน มันเป็นม้าทึ่ผิดปกติจริงๆ

…..

[ทักษะ: การขี่ม้า (เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: (459/500)]

….

ช่วงนี้ขี่ม้าน้อย ความชำนาญเลยไม่เพิ่มขึ้นเร็วเหมือนตอนหนีจากเมืองหยุนโจว

“ถ้าเจ้าพูดได้ก็ดีสิ”

เฉินซานซือพึมพำเเล้วรีบขึ้นม้า

“กลับบ้านกันเถอะ….อะไรนะ ยังอยากกินอีกเหรอ? ของข้ายังไม่พอใช้เลย ไม่มีของเจ้าหรอก!”

เจ้าขาวงอแงเล็กน้อย แต่หลังจากโดนแส้ไปสองสามทีก็ยอมสงบ

จริงๆแล้ว ถึงแม้จะถูกฝึกมาแล้ว ม้าขาวยังชอบแอบดื้อ…โดยเฉพาะเรื่องกิน ถ้าไม่ถูกใจก็จะงอแง

แต่โชคดีที่มันรู้จักกาลเทศะ เวลาสำคัญเช่นในสนามรบ มันจะไม่ทำพลาดเด็ดขาด

นี่ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความมีจิตวิญญาณของม้าขาวได้เป็นอย่างดี

หลายวันต่อมา

เฉินซานซือไปรายงานตัวที่ค่ายทหารตามปกติ

ครั้งที่แล้ว หยูซ่งบอกว่ามีเบาะแสของลัทธิเทพวิญญาณ เขาคาดว่าอีกไม่กี่วันนี้ก็น่าจะมีข่าว

“ท่านเฉิน”

ที่ทางเข้า เขาบังเอิญเจอกับถังอิงเค่อที่นั่งอยู่ในรถม้า

ถังอิงเค่อสั่งให้คนขับหยุดรถ แล้วลงมาทักทาย

“ท่านแม่ทัพเฉิน ท่านไม่ต้องหลบหน้าข้าอีกแล้ว”

“อืม” เฉินซานซือรู้ดีว่าเรื่องมันแดงขึ้นมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องสายตาคนอื่นอีกต่อไป

“ขอบคุณท่านถังที่ช่วยเหลือข้าสองครั้งก่อนหน้านี้”

“ท่านอย่าพูดอย่างนั้นเลย!” ถังอิงเค่อโค้งคำนับจนเกือบติดพื้น

“ท่านแม่ทัพแก้แค้นให้ข้า ไม่กลัวที่จะขัดใจท่านอ๋อง…ข้าน้อยเห็นทุกอย่าง และจดจำไว้ในใจ ในทางกลับกัน ข้าน้อยเองที่ก่อนหน้านี้ชอบลังเล ไม่ได้ช่วยท่านอย่างเต็มที่ รู้สึกละอายใจจริงๆ!”

“ท่านพูดเกินไปแล้ว เราไม่ได้เป็นญาติกัน การที่ท่านยอมเสี่ยงช่วยข้า ก็นับว่าหายากแล้ว ข้าจะว่าท่านได้อย่างไร?”

ทันใดนั้น เฉินซานซือก็มองไปที่รถม้า

“ท่านถังจะไปไหนรึ?”

“บอกตามตรง ข้าไม่ชอบฝึกยุทธ์อยู่แล้ว แต่บิดาบังคับ ข้าเลยต้องมาฝึก…ตอนนี้การคัดเลือกจบลงแล้ว ตัวข้าก็บาดเจ็บพอดี ท่านพ่อเลยไม่มีเหตุผลที่จะให้ข้าอยู่ที่เหลียงโจวต่อ”

“อีกไม่นานก็จะถึงการสอบจอหงวน ข้าจะกลับไปเมืองหลวงเพื่อเข้าสอบ หวังว่าอนาคตจะได้เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น สร้างผลงานให้บ้านเมืองได้”

“โอ้?” เฉินซานซือให้กำลังใจ

“งั้นข้าขออวยพรล่วงหน้าให้ท่านสอบติด สัมผัสกับความรู้สึกสัมผัสประสบการณ์ ขี่ม้าท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิและชมดอกไม้นานาพันธุ์ในฉางอานในวันเดียว”

เมืองหลวงของราชวงศ์ต้าเซิ่งไม่ได้อยู่ที่ชายแดนภาคเหนือ แต่อยู่ที่ใจกลางดินแดน ชื่อว่าฉางอัน ตรงกับบทกวีนี้พอดี

“บทกวีไพเราะมาก!” ถังอิงเค่อชื่นชม

“ได้ยินมาว่าท่านเฉินเคยเป็นบัณฑิตมาก่อน เพียงแต่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นทหาร ไม่นึกเลยว่าจะมีพรสวรรค์ด้านกวีเช่นนี้…ถ้าท่านยังคงเขียนบทกวีต่อไป คงเหนือกว่าข้าหลายขุม”

“ท่านถังชมเกินไปแล้ว” เฉินซานซือกล่าวลา

“ก่อนจากกัน ข้าน้อยมีบางอย่างอยากเตือนท่าน” ถังอิงเค่อพูดเสียงเบา

“การที่ท่านฆ่าเหวินชิวสือ แถมยังชนะการประลองจนได้ตำแหน่งศิษย์เอก ไม่ว่าจะเป็นท่านอ๋องหรือหยินฮั่นเหวิน…พวกเขาคงไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ ต่อไปต้องหาเรื่องท่านอีกแน่”

“โดยเฉพาะท่านอ๋อง ช่วงนี้พลังยุทธ์ของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ได้ยินมาว่าเขาต้องแลกมาด้วยอะไรบางอย่าง…ไม่รู้ว่าใช้วิธีลับอะไร”

เฉินซานซือครุ่นคิด

ดูเหมือนว่าการพัฒนาอย่างรวดเร็วของเฉาฟานจะมีปัจจัยลับจริงๆ…แต่ไม่รู้ว่าต้องแลกด้วยอะไร

“นอกจากนี้ ในกองทัพ ท่านก็ต้องระวังตัวด้วย” ถังอิงเค่อเล่าโดยอาศัยความรู้และคอนเนคชั่นที่สั่งสมมาตั้งแต่เด็ก

“กำลังพลของกองกำลังสำรอง ถูกเกณฑ์มาจากกองกำลังรักษาการณ์ของสามมณฑล ในนั้นมีหลายคนที่มีเส้นสายในราชสำนัก”

“ตอนนี้ยังไม่ได้เลือกแม่ทัพ ส่วนรองแม่ทัพ ซาเหวินหลง ก็มีความสัมพันธ์กับตระกูลหยินและพรรคเกา…เเถมยังมีคนอื่นๆอีกที่ข้าไม่มีเวลาตรวจสอบ แต่ก็ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

“ช่วงท่านผู้บัญชาการไม่อยู่ ท่านเฉิน ต้องระวังพวกเขาให้ดี!

“เอาล่ะ….ถ้าวันหนึ่งข้าน้อยมีอำนาจในราชสำนัก ไม่ว่ายังไงก็จะช่วยเหลือท่าน!

“ลาก่อน!”

เขาพูดจบก็โค้งคำนับอีกครั้ง

การเดินทางมาเหลียงโจว จนได้เห็นเฉินซานซือฆ่าเวินชิวสือบนเวทีประลอง ทำให้เขาได้ข้อคิดบางอย่าง

การใช้ชีวิต หากเอาแต่ลังเล คงไม่มีวันประสบความสำเร็จ

ในโลกนี้มีทางเดียว นั่นคือเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

“แล้วพบกันใหม่!” ทั้งสองกล่าวลาอย่างเป็นทางการ

“รองแม่ทัพซา…”

จนถึงตอนนี้ เฉินซานซือยังไม่เคยเจอคนๆนี้ แต่ในฐานะรองแม่ทัพของกองกำลังสำรองที่ดูแลทุกอย่างชั่วคราว

อย่างน้อยก็น่าจะมีระดับพลังยุทธ์ขั้นทะลวงชีพจรขั้นสมบูรณ์…หรือไม่ก็ขั้นแก่นแท้สวรรค์

เขาไม่ได้ระวังแค่กองกำลังสำรอง แม้แต่ในกองทัพหลักทั้งแปด ก็มีสองถึงสามกองที่เป็นคนของราชสำนัก

แม้ว่าหนิงฉางฉวนจะตายไปแล้ว ราชสำนักก็ต้องส่งคนใหม่มาประจำการอยู่ดี

ยิ่งกว่านั้น การขยายกองทัพในอนาคต การเพิ่มกองทัพอีกสี่กอง ก็ต้องใช้แม่ทัพขั้นแก่นแท้สวรรค์ถึงสี่คน…เเละอาจารย์ของเขามีลูกศิษย์ไม่มากขนาดนั้น ยังไงราชสำนักก็ต้องส่งคนมาเอง

ถ้าทหารมา…แม่ทัพก็รับมือ ถ้าน้ำมา…ก็ทำดินกั้น!

สิ่งที่เฉินซานซือทำได้ ก็มีเพียงแค่ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปล่าะ

หยูซ่งมีระดับพลังยุทธ์ขั้นทะลวงชีพจร

นึกถึงอาหมู่กู่ในตอนนั้น เขายังคงหวาดผวาอยู่เลย

ถ้าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร…ในยามฉุกเฉิน สมบัติเซียนกับเปลวไฟประหลาดก็น่าจะเพียงพอที่จะฆ่าอีกฝ่ายได้

แต่ก็อย่างที่บอก การใช้สมบัติเซียนแต่ละครั้ง ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกเปิดเผย

แถมยังต้องเตรียมคบไฟไว้ล่วงหน้า ถ้าเกิดเหตุการณ์กะทันหัน อาจจะไม่ทันการณ์อยู่ดี

ต้องรีบฝึกวิชาดาบพลังวิญญาณ!

วิชาดาบพลังวิญญาณที่อาจารย์ถ่ายทอดให้เขา ถ้าฝึกสำเร็จ มันจะเป็นวิธีเอาตัวรอดที่แท้จริง

น่าเสียดายที่ตอนนี้ไม่มีพลังวิญญาณ

หลังจากตรวจตราเมืองเสร็จแล้ว เฉินซานซือจะไปลองที่วัดและศาลเจ้าอื่นๆดู

ถ้ายังไม่ได้ผลอีก ก็คงต้องไปที่หอนางโลมเพื่อตามหาคนของหอค้นหาเซียน

อาจารย์และศิษย์พี่สี่บอกว่าพวกเขาน่าจะมีพลังวิญญาณอยู่บ้าง แต่ไม่รู้ว่าจะยอมให้รึเปล่า

….

“ท่านเฉิน” แพทย์เจียงเดินเข้ามาบอกว่า

“หม้อเหล็กดำสองใบที่ท่านต้องการเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แพทย์เฉียนกำลังรอถ่ายทอดวิธีการใช้พลังภายในในการปรุงยาให้ท่านอยู่”

ผ่านสนามฝึก เฉินซานซือเห็นเฉาฟานกำลังฝึกดาบ เห็นได้ชัดว่าเขาบรรลุขั้นเปลี่ยนพลังแล้ว

ด้วยพลังภายในที่เสริมกำลัง บวกกับวิชาดาบระดับสูงสุด…เขาสามารถทำลายก้อนหินขนาดใหญ่ตรงหน้าได้อย่างง่ายดาย

ข้างๆเขามีบ่าวเฒ่าสองคน

บ่าวเฒ่าที่อยู่ข้างกายท่านอ๋อง อาจจะมีระดับพลังยุทธ์ขั้นทะลวงชีพจรขั้นสมบูรณ์

ส่วน “พลังปราณ” ของบ่าวเฒ่าที่อยู่ข้างกายหยินฮั่นเหวิน ดูอ่อนกว่าอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าน่าจะอยู่ต่ำกว่าขั้นทะลวงชีพจรขั้นความสำเร็จเล็กน้อย

เพราะหยินฮั่นเหวินเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น ถ้าทุกบ้านมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นแก่นแท้สวรรค์ซ่อนอยู่ มันคงจะวุ่นวายน่าดู

เฉินซานซือไม่สนใจพวกเขา เเล้วเดินตรงไปที่ห้องยาทันที

“ฮู่…”

หลังจากฝึกฝนเสร็จ เฉาฟานก็อ่อนแรงจนต้องหาที่นั่ง พร้อมกับกินยาเม็ดสีแดงสองเม็ดเข้าไป เเถมใช้เวลานานกว่าจะฟื้นตัว

“ท่านอ๋อง ท่านไม่ควรฝึกแบบนี้ต่อไปแล้ว” หยินฮั่นเหวินชี้ไปทางที่เฉินซานซือเดินผ่านไป เเล้วพูดอย่างดูถูก

“ไอ้เฉินนั่นมีแค่ระดับพลังยุทธ์ขั้นหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์…ตามปกติต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามเดือนถึงจะเปลี่ยนพลังได้ ถึงตอนนั้น ต่อให้ท่านไม่ฝึก 《ดาบสุริยันโลหิต》 …เเล้วฝึกวิชาเดิมต่อไป ท่านก็สามารถเอาชนะมันได้อย่างง่ายดาย”

“ยิ่งกว่านั้น ช่วงนี้มันเอาแต่ขึ้นเขาไปล่าสัตว์ ไปไหว้พระที่ศาลเจ้า ข้าได้ยินมาว่าต่อไปมันจะเรียนการปรุงยาอีก…ทำหลายอย่างขนาดนี้ ไม่ต้องให้ท่านลงมือ อีกไม่นานมันก็คงถูกพวกลู่ซูหัว ทิ้งห่าง”

“ไม่ มันไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิดหรอก” เฉาฟานพูดด้วยสายตาเคร่งขรึม

“เจ้าอาจจะยังไม่เข้าใจ การที่มันก้าวมาถึงจุดนี้ได้จากเมืองเล็กๆอย่างผอหยาง นั่นหมายความว่าตอนเริ่มฝึกยุทธ์ มันคงต้องแย่งแม้กระทั่งซุปบำรุงเลือดราคาถูกๆ”

“ในสถานการณ์เช่นนั้น มันยังบรรลุขั้นหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ได้ภายในหนึ่งปี พอมาถึงเหลียงโจวมีบำรุงอย่างดีเเบบนี้ มันก็ยิ่งพัฒนาเร็วขึ้นเท่านั้น”

“อีกอย่าง อย่าดูถูกที่มันดูเหมือนจะเสียเวลาไปวันๆ…ใครจะรู้ว่ามันแอบฝึกอย่างหนักแค่ไหน เพียงแต่เจ้าไม่เห็นเท่านั้น!

“ถ้าข้าไม่พยายามให้มากขึ้น ก็อาจจะถูกมันแซงหน้าได้ทุกเมื่อ”

“ท่านอ๋อง…”

“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าตัดสินใจแล้ว!” เฉาฟานลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

“ข้าเชื่อในคำว่า สวรรค์จะช่วยผู้ที่ขยันหมั่นเพียร’ …ก่อนที่จะชนะการประลองครั้งต่อไป ข้าจะไม่หยุดฝึกฝน!”

“…”

หยินฮั่นเหวินรู้ว่าเกลี้ยกล่อมไม่ได้ จึงไปหาบ่าวเฒ่าที่ติดตามท่านอ๋อง

“ท่านขันทีเจิ้ง ท่านไม่ช่วยห้ามบ้างเหรอ? ท่านอ๋องเคยบอกข้าเมื่อนานมาแล้วว่า ดาบสุริยันโลหิตจะทำให้เสียอายุขัย ท่านอ๋องยังหนุ่มอยู่เลยนะ!”

“คุณชายหยิน เรื่องที่ท่านอ๋องตัดสินใจแล้ว ใครก็ห้ามไม่ได้….อีกอย่าง ท่านอ๋องก็เครียดมาก…” ขันทีเจิ้งพูดเบาๆ

“ครั้งนี้ที่ไม่ได้ตำแหน่งศิษย์เอก องค์รัชทายาทก็ไม่พอใจท่านอ๋องแล้ว ยิ่งกว่านั้น ท่านอ๋องน้อยคนใหม่ก็เป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ เว้นแต่… ไอ้เเซ่เฉินนั่นจะตาย ไม่งั้น ยังไงท่านอ๋องก็ต้องเสี่ยง”

“งั้นก็ทำให้ไอ้เเซ่เฉินนั่นตายซะสิ!”

“คุณชายหยิน ท่านอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม” ขันทีเจิ้งพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“การลอบสังหาร ถึงแม้ท่านผู้บัญชาการซุนจะไม่อยู่ แต่สักวันก็ต้องถูกตรวจสอบ…ถ้าถูกจับได้ จะพาให้ท่านอ๋องเดือดร้อนไปด้วย”

“ท่านขันทีวางใจ ข้ามีแผนแล้ว!” หยินฮั่นเหวินพูดจากใจจริง

“อายุขัยของท่านอ๋องมีค่ามาก จะมาเสียเวลาไปกับคนชั้นต่ำแบบนั้นได้ยังไง!”

อีกด้าน

ห้องยาของกองทัพหลักทั้งแปดไม่ใช่เพิงหญ้าอีกต่อไป

แต่ที่นี่เป็นบ้านหลังเดี่ยวๆที่ได้กลิ่นยาหอมโชยมาแต่ไกล

นายแพทย์ก็ไม่ใช่เสมียนไร้ตำแหน่งอีกต่อไป แต่เป็นขุนนางระดับสี่ ที่มีเงินเดือนสูงมาก

“คารวะท่านเจียง!”

“ผู้พันเฉิน เจ้าช่างน่าสนใจนัก” ผู้ตรวจการเจียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

“เหล่าศิษย์ใหม่ต่างก็คิดหาวิธีเพิ่มพลังยุทธ์ แต่เจ้ากลับอยากเรียนการปรุงยา ไม่กลัวเสียเวลาหรือไง?”

“แต่ในเมื่อเจ้าอยากเรียน ข้าก็จะถ่ายทอดให้เจ้าอย่างเต็มที่!”

การใช้พลังภายในในการปรุงยา ต้องรอให้ฝึกวิชาถึงขั้นเปลี่ยนพลังระดับเชี่ยวชาญเสียก่อน

จุดประสงค์หลักที่เฉินซานซือมาวันนี้ คือการนำหม้อเหล็กดำสองใบกลับไป

หลังจากเขาได้เป็นศิษย์เอก เขามีสิทธิ์ได้รับอาวุธระดับสูงหนึ่งชิ้น เขาจึงเลือกแลกเป็นหม้อ ส่วนอีกใบ เขาจ่ายเงินซื้อมาสามพันตำลึง…ถือว่าแพงเอาเรื่อง

ถึงแม้ที่บ้านจะมีเงิน แต่ก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือยแบบนี้…แต่มันก็จำเป็นเพื่อเพิ่มพลังยุทธ์

หลังจากจัดการเรื่องจุกจิกเสร็จ เฉินซานซือก็ออกจากค่ายทหาร ไปเยี่ยมชมวัดและศาลเจ้าทุกแห่งในเมืองเหลียงโจว

ควันธูปสีม่วงมีอยู่ทุกที่…เพียงแต่เทียบกับศาลเจ้าแม่กวนอิมแล้ว มันน้อยมาก แถมยังมีคนเฝ้าอยู่ ไม่มีทางทดลองได้เลย

จนกระทั่งพลบค่ำ เขาถึงพบศาลเจ้าบนภูเขาแห่งหนึ่งที่ทรุดโทรม ควันธูปน้อยมากจนแทบมองไม่เห็น…เเต่ในศาลเจ้าก็ไม่มีคน หลังจากมืดแล้วก็ยิ่งไม่มีใครเลย

“ท่านจ้าวภูเขา ข้าขอยืมควันธูปท่านหน่อยนะ”

เฉินซานซือนั่งขัดสมาธิ เเล้วลองฝึกวิชาดาบพลังวิญญาณ

“ควันธูปใช้ได้จริงๆด้วย!”

“แต่...ข้าแย่งมาไม่ได้!”

เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ในขณะที่กำลังร่ายวิชา "รากฐาน" ในร่างกายที่เชื่อมต่อกับเส้นชีพจร กำลังพยายามดึงดูดควันธูปสีม่วงจากรูปปั้นเข้าสู่ร่างกาย

แต่สุดท้ายก็ล้มเหลว

เจ้าภูเขากอดควันธูปสีม่วงจางๆไว้บนรูปปั้น ไม่ยอมแบ่งให้เขาสักนิด

“ขี้เหนียวจริงๆ”

“ข้ายังคิดว่า ถ้าท่านยอมแบ่งให้ ข้าจะให้ลูกน้องข้าพันกว่าคนมาไหว้ท่านซะหน่อย”

ถึงจะติดสินบน…เเต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยา

“ดื้อด้านจริงๆ ไม่รู้จักปรับตัวเอาเสียเลย”

เฉินซานซือลุกขึ้นอย่างจนใจ

เเต่วันนี้ ก็ถือว่าได้ข้อสรุปแล้ว

ควันธูปสามารถใช้แทนพลังวิญญาณในการฝึกฝนได้จริงๆ เพียงแต่ต้องมีเครื่องมือในการขโมยควันธูปของเทพเจ้า…อย่างเช่น กระถางธูปของศาลเจ้าแม่กวนอิม

น่าเสียดายที่เขาไม่มีความสามารถที่จะไปยุ่งกับมัน

“ดูเหมือนว่าพรุ่งนี้ต้องไปหอค้นหาเซียนสักหน่อยแล้ว”

คิดได้ดังนั้น

เฉินซานซือก็เก็บของกลับบ้าน แต่พอมาถึงก็เห็นทหารม้าจำนวนมากถือคบเพลิงยืนอยู่หน้าบ้าน

ซือฉินและโม่ฮวากำลังยืนอธิบายอะไรบางอย่างอยู่ที่หน้าประตู

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ท่านเฉิน!”

จ้าวคัง ก้มคำนับอย่างนอบน้อม

“ท่านรองแม่ทัพหยูสั่งให้ท่านรีบนำพวกเราไปที่ทิศตะวันออกของเมือง เพื่อร่วมกันปราบปรามสำนักซูหยาง!”

…………………..

จบบทที่ บทที่ 139 : ขอควันธูปหน่อยได้ม้ายยยยย!!!

คัดลอกลิงก์แล้ว