- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 138 : ความลับของศาลเจ้า!
บทที่ 138 : ความลับของศาลเจ้า!
บทที่ 138 : ความลับของศาลเจ้า!
บทที่ 138 : ความลับของศาลเจ้า!
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา
ลูกน้องของเฉินซานซือก็มีความก้าวหน้าขึ้นบ้าง
จูถง หวังลี่ ซูปิน และอู๋ต๋า บรรลุขั้นหลอมกระดูกแล้ว ส่วนอู๋ต๋ายิ่งฝึกฝนก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่โดดเด่น ในอนาคตอาจจะบรรลุขั้นทะลวงชีพจรหรือสูงกว่านั้นก็ได้
ส่วนขั้นหลอมอวัยวะภายใน ก็มีเฟิงหยงกับจ้าวคัง
ทั้งสองคนฝึกฝนขั้นฝึกกระดูกมามากกว่าสิบปี ผ่านประสบการณ์การต่อสู้มานับไม่ถ้วน จนเกิดการรู้แจ้ง…เมื่อมาถึงเหลียงโจวเเล้วได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากรอย่างเต็มที่ แถมเฉินซานซือยังคอยให้ยาบำรุงอยู่เรื่อยๆ การที่พวกเขาทะลวงขั้นหลอมอวัยวะภายในจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ถึงจะไม่ได้แข็งแกร่งมากเมื่อเทียบกับเหล่าอัจฉริยะ แต่ก็เพียงพอสำหรับตำแหน่งผู้พันแล้ว
ส่วนจูถงและคนอื่นๆได้เป็นนายร้อย
สุดท้ายคือจ้าวเฉียว ด้วยอายุที่มากแล้ว การฝึกฝนจึงไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่
เขาจึงไปช่วยซูเหวินไฉดูแลด้านการพิชัยสงคราม…เเละด้วยความขยันซื่อสัตย์ เขาจึงเหมาะกับงานด้านนี้
ส่วนทหารคนอื่นๆ ที่ย้ายมาจากกองกำลังรักษาเมือง มีคนที่ชื่อเว่ยหยวนที่พอใช้ได้ ที่เหลือก็ธรรมดา
ทั้งหมดนี้คือลูกน้องของเขา
ส่วนหัวหน้าที่บังคับบัญชาเฉินซานซือชื่อหยูซ่ง มีระดับพลังยุทธ์ขั้นทะลวงชีพจร
เพื่อนร่วมงานของเขาก็คือ ไป๋ถิงจือ ลู่ซูหัว และเซี่ยซือชู่ ซึ่งเป็นผู้พันทั้งสามคน…โดยมีสองคนที่จ้องจะแย่งชิงทรัพยากรของศิษย์เอกไป
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เฉาฟานบรรลุขั้นเปลี่ยนพลังแล้ว เป็นคนที่พัฒนาได้เร็วที่สุดในบรรดาคนรุ่นเดียวกัน
“ผู้พันเฉิน ในที่สุดท่านก็มา” พลโทหยูซ่งสวมหมวกเหล็กแล้วเอ่ยคำสั่งทันที
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านต้องรับผิดชอบการลาดตระเวนและรักษาความปลอดภัยในเขตเมือง เพื่อตามหาเบาะแสของลัทธิเทพวิญญาณ”
“พลโทหยูซ่ง ช่วงนี้มีเบาะแสอะไรบ้างไหม?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“พอมีอยู่บ้าง”
“เเละเร็วๆนี้อาจจะจับตัวคนสำคัญได้ ผู้พันเฉินควรเตรียมพร้อมไว้ให้ดี อย่าพลาดโอกาสสร้างผลงานล่ะ”
“ขอรับ”
หลังจากรับคำสั่งแล้ว เฉินซานซือก็พาลูกน้องออกลาดตระเวน โดยแบ่งเป็นกลุ่มละสิบคน รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยกลุ่ม รับผิดชอบทั้งในและนอกเมือง
เขาพากลุ่มของตัวเองไปทางใต้ของเมือง ตั้งใจว่าหลังเลิกงานจะแวะไปที่ศาลเจ้าแม่กวนอิม…เพราะวันนี้เป็นวันบรรยายธรรมพอดี
เหล่าจอมยุทธ์ที่ได้รับเชิญจากทั่วเหลียงโจวจะมารวมตัวกัน ส่วนใหญ่เป็นระดับเจ้าสำนักที่มีระดับพลังยุทธ์ขั้นเปลี่ยนพลังขึ้นไป ส่วนเขาเป็นข้อยกเว้นเพราะได้รับคำเชิญมาจากเซียวหยูจิง
แค่ซุปบำรุงพลังคงไม่สามารถรักษาผู้ศรัทธาเอาไว้ได้ การบรรยายธรรมเดือนละครั้งนี้ต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ
นอกจากนี้ เฉินซานซือยังต้องการหาโอกาสศึกษาเรื่องควันธูปด้วย
ในโลกนี้ไม่มีพลังวิญญาณสำหรับฝึกฝนวิชาเซียน…เขาไม่รู้ว่าจะใช้ควันธูปแทนได้หรือเปล่า
คนที่ขโมยควันธูปไป จะเป็นเพราะเรื่องนี้หรือไม่?
แต่จนถึงตอนนี้ เขายังไม่พบพลังที่ผิดปกติจากนักพรตคนไหนเลย หรือจะเป็นเจ้าอาวาสที่ออกธุดงค์ไป?
……
“กองกำลังรักษาเมือง พวกเจ้ามันพวกไร้ประโยชน์!”
ขณะที่เขาเดินผ่านประตูสำนักแห่งหนึ่ง ก็มีคนตะโกนด่า
“เมื่อไหร่พวกเจ้าจะหาวิธีจัดการกับลัทธิเทพวิญญาณได้…พวกเจ้ารู้ไหมว่าพวกเราสูญเสียคนไปเท่าไหร่แล้ว!”
สำนักซูหยาง
พวกเขาเคยเป็นสำนักระดับกลางในเหลียงโจว มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าสองร้อยปี แต่เนื่องจากเจ้าสำนักสองรุ่นหลังมีระดับพลังยุทธ์แค่ขั้นเปลี่ยนพลัง จึงตกต่ำลงมาเป็นสำนักระดับล่าง…ตอนนี้ต้องเก็บภาษีจากชาวประมงเพื่อประทังชีวิต
ถ้าซุนจื่อเกิดที่เหลียงโจว คงต้องโดนรีดไถอีกต่อหนึ่ง
“ต้องหาวิธีช่วยซุนจื่อแล้ว” เฉินซานซือคิด
ตอนนี้เขาก็เป็นขุนนางแล้ว ถ้าใช้เส้นสายหน่อย ก็น่าจะช่วยคนได้ เเถมถ้าพาเขามาที่เหลียงโจวได้ ก็จะได้มีคนช่วยงานอีกคน
“ข้ากำลังพูดกับพวกเจ้าอยู่นะ!” ศิษย์คนหนึ่งถือฉมวกพุ่งเข้ามา
“แกหาเรื่องตายหรือไง!?” จูถงตวาดตาขวาง พร้อมจะลงมือฆ่าทันที
เหล่าทหารคนอื่นๆ ก็ชักดาบออกมาล้อมศิษย์คนนั้นเอาไว้
“หยุดนะ!” เฉินซานซือสั่งให้ลูกน้องถอย
ถึงเขาจะไม่ชอบหน้าคนพวกนี้ แต่ก็ไม่ถึงกับต้องฆ่ากัน
“เรื่องลัทธิเทพวิญญาณพวกเรากำลังสืบสวนอยู่ ถ้ามีความคืบหน้ายังไงจะแจ้งให้ทราบ”
“ไร้สาระ! นี่มันกี่วันแล้ว!” ศิษย์คนนั้นยังไม่ยอมเลิกรา
“ข้าว่า…พวกกองทัพหลักทั้งแปดเป็นคนทำเรื่องนี้เองมากกว่า!”
“ใช่ๆๆ!” ศิษย์คนอื่นๆพากันเห็นด้วย
“ไม่งั้นทำไมทหารในกองทัพถึงไม่ค่อยมีใครตาย มีแต่พวกเราที่เป็นศิษย์ของสำนักต่างๆที่ต้องตายกัน”
เฉินซานซือไม่อยากเสียเวลา จึงพาลูกน้องออกไป
ตกเย็น เขาเลี้ยงอาหารลูกน้องที่ร้านเหล้า ส่วนตัวเองก็ไปฟังธรรมที่ศาลเจ้าแม่กวนอิมเพียงลำพัง
“คุณชายเฉิน!” เจอเซียวหยูจิงและเหวินจื๋อที่หน้าประตู
“เจ้าสำนักเซียว”
“เจ้าสำนักเหวิน” เฉินซานซือทักทาย
“มาที่นี่ได้ยังไง?…เจ้าเรียกเขามาเหรอ?” เหวินจื๋อถามเซียวหยูจิง
เซียวหยูจิงพยักหน้ารับ
“หึ!” เหวินจื๋อกระแทกแขนเสื้อเดินหนีไป
“ฮ่าๆคุณชายเฉินอย่าถือสาเลย ถึงแม้การขึ้นเวทีประลองจะเท่ากับการเซ็นสัญญาชีวิต แต่เขาก็เสียลูกชายไป ใจของเจ้าสำนักเหวินก็ต้องมีเคืองกันบ้าง”
เซียวหยูจิงพูดจบก็เดินนำไป
“ไปกันเถอะ การบรรยายธรรมกำลังจะเริ่มแล้ว ทุกครั้งที่ข้าฟัง ข้าได้อะไรกลับไปเยอะมาก…อีกสามถึงห้าปี ข้าอาจจะบรรลุธรรมก็ได้”
“เจ้าสำนักเซียว เชิญท่านไปก่อนเลย ข้าจะไปไหว้พระก่อน” เฉินซานซือปฏิเสธอย่างสุภาพ
“คุณชายเฉินนี่ศรัทธาแรงกล้าจริงๆ” เซียวหยูจิงพูดจบก็เดินนำไปก่อน
เฉินซานซือเดินไปที่หน้าวิหารใหญ่ เห็นกลุ่มควันสีม่วงลอยออกมาจากร่างกายของผู้ที่มาสักการะ แล้วไหลเข้าไปในกระถางธูป
กลุ่มควันสีม่วงนี้ดูน่าหลงใหลยิ่ง
เขาอยากจะฝึก “วิชาดาบพลังวิญญาณ” เพื่อทดสอบว่าควันธูปสามารถแทนที่พลังวิญญาณได้หรือไม่
แต่ถึงแม้จะไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาก็ไม่กล้าเสี่ยง…เพราะไม่รู้ว่าถ้าควันธูปในกระถางลดลง คนที่อยู่เบื้องหลังจะรู้ตัวหรือไม่
เเละในเหลียงโจวยังมีวัดและศาลเจ้าอื่นๆอีก…เฉินซานซือวางแผนจะหาเวลาไปดู
หลังจากไหว้พระแบบขอไปที เขาก็เดินไปยังสถานที่บรรยายธรรม เพื่อดูว่านักพรตผู้ยิ่งใหญ่มีวาทศิลป์แบบไหน ถึงขนาดที่จอมยุทธ์ขั้นเทพยุทธ์ยังมาฟัง
สถานที่บรรยายธรรมอยู่ที่ลานกว้างหลังศาลเจ้าแม่กวนอิม บนพื้นหินมีเบาะรองนั่งเรียงรายกันอยู่ ทุกคนที่มานี้มีระดับพลังยุทธ์ขั้นเปลี่ยนพลังขึ้นไป แม้แต่เจ้าสำนักซูหยางก็มาด้วย
ทุกคนนั่งสมาธิฟังคำสอนของนักพรตชิวหมิงจื่ออย่างตั้งใจ
เฉินซานซือหาที่นั่งในมุมหนึ่ง ฟังไปสักพักก็รู้สึกว่าเป็นคำพูดที่เข้าใจยาก
“พลังปราณห้าชนิดแห่งสวรรค์ ก่อกำเนิดวิถีแห่งเต๋า ภาพลักษณ์ภายนอกมิใช่ตัวตนที่แท้จริง จงค้นหาความจริงในความจริง”
“…”
เขารู้สึกเบื่อจนเกือบจะหลับ เพราะสิ่งที่พูดล้วนเป็นนามธรรม
โชคดีที่การบรรยายธรรมไม่นานนัก ก่อนฟ้ามืดก็จบลง
“คุณชายเฉิน มาช้าไปหน่อยนะ” เซียวหยูจิงพูดพร้อมรอยยิ้ม
“ก่อนเริ่มบรรยายธรรม ทุกคนจะได้ดื่มซุปบำรุงพลังเพื่อให้จิตใจสงบ…จึงจะสามารถเข้าใจวิถีแห่งเต๋าได้”
“เจ้าสำนักเซียวพูดถูก” ชิวหมิงจื่อเดินเข้ามา
“ผู้คนในโลกนี้มักจะใจร้อน โดยเฉพาะเหล่าจอมยุทธ์ คุณชายเฉินครั้งหน้าควรมาก่อนเวลา อย่าพลาดช่วงเวลาสำคัญในการสงบจิตใจและอธิษฐาน”
“แน่นอน แน่นอน” เฉินซานซือรับปาก แต่ในใจก็ยังสงสัย
ถ้ามีแค่นี้ เซียวหยูจิงและคนอื่นๆก็เสียเวลามาที่นี่เปล่าๆ
การบำเพ็ญเพียรเซียนต้องใช้พลังวิญญาณ
แค่มานั่งฟังนักพรตพูดพล่ามจะมีประโยชน์อะไร? เขาไม่เห็นจะเอาควันธูปออกมาแบ่งปันให้ใครใช้เลย
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่นั้น เฉินซานซือก็เหลือบมองไปที่หม้อต้มยาที่ใช้ใส่ซุปบำรุงพลัง
ซุปในหม้อถูกแบ่งไปจนเกือบหมด เหลือเพียงกากยาอยู่เล็กน้อย…และกากยานี่เองที่ทำให้เขาตกตะลึง
[ซุปบำรุงพลัง: ช่วยให้จิตใจสงบ มีส่วนช่วยในการพัฒนาพลังยุทธ์]
[??: ???]
ในสายตาของเขา ภายในหม้อไม่ได้มีแค่ซุปบำรุงพลังเท่านั้น แต่ยังมียาอีกชนิดหนึ่งอยู่ด้วย
แถมยาชนิดนี้ เขายังไม่สามารถระบุได้!
ความสามารถ [เห็นยา รู้ตำรับ] ของเขา สามารถวิเคราะห์ตำรับยาได้ทุกชนิดในโลกมนุษย์
การที่ไม่สามารถระบุได้ แสดงว่า…
ยาอีกชนิดในหม้อ ไม่ใช่ยาของโลกมนุษย์!
เป็นยาเซียน!
เเต่ยาเซียนมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
เป็นมนุษย์ที่ใช้ยาเซียน หรือว่าที่นี่เคยเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อน?!
ศาลเจ้าแม่กวนอิมนี้มีบางอย่างไม่ชอบมาพากลจริงๆ
“คุณชายเฉิน?” เสียงแผ่วเบาของชิวหมิงจื่อดังขึ้น
“ช่วงนี้ข้าค่อนข้างว่าง อาจจะมีการบรรยายธรรมอีก คุณชายเฉินมาก่อนเวลาได้นะ หลังจากดื่มซุปบำรุงพลังแล้วค่อยฟังธรรม จะได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน”
“ได้ขอรับ” เฉินซานซือตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้แสดงท่าทีผิดปกติใดๆออกมา
“ถ้ามีเวลา ข้าจะมาแน่นอน”
การบรรยายธรรมจบลง
เหล่าจอมยุทธ์ทยอยกันลงจากเขา พร้อมกับพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ที่ได้รับ
เฉินซานซือยิ่งรู้สึกแปลกใจ…ชิวหมิงจื่อให้คนพวกนี้ดื่มอะไรกันแน่?
ยาพิษ? ยาเซียน?
เเล้วมันมีฤทธิ์อะไรบ้าง?
เฉินซานซือถามเซียวหยูจิง จึงได้รู้ว่าการบรรยายธรรมเพิ่งเริ่มต้นได้ครึ่งปี
เขาลองถามอ้อมๆว่าการดื่มซุปบำรุงพลังบ่อยๆ มีผลข้างเคียงอะไรหรือไม่ คำตอบที่ได้คือไม่มีเลย…มีแต่ทำให้รู้สึกสดชื่นและจิตใจสงบ
“ควันธูป ยาเซียน…”
“ศาลเจ้าแม่กวนอิมต้องการทำอะไร?”
“คงไม่ใช่ว่าหวังดี อยากช่วยให้จอมยุทธ์ทุกคนพัฒนาพลังยุทธ์หรอกนะ?”
เขามาศาลเจ้าแม่กวนอิมไม่ได้อีกแล้ว!
อย่างน้อยก็ก่อนที่จะบรรลุขั้นเปลี่ยนพลัง
ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่สี่เดินทางไปเมืองหลวงเป็นเวลาครึ่งเดือนแล้ว ถึงจะอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้จะอธิบายเรื่องนี้ยังไง เพราะ [วิชามองพลัง] และความสามารถอื่นๆของเขาอธิบายไม่ได้
แถมยังไม่รู้ว่าศาลเจ้าแม่กวนอิมกำลังทำอะไรอยู่ ตอนนี้ดูเหมือนจะยังไม่มีใครเป็นอันตราย ก็ได้แต่เฝ้าสังเกตการณ์ไปก่อน ต้องรอจนกว่าจะรู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของพวกเขา
…..
หลังจากลาเซียวหยูจิงแล้ว
เฉินซานซือเรียกเจ้าขาวมา แล้วแกล้งขี่ม้าวนไปวนมาบนถนนหลวงในเมือง
มีคนสะกดรอยตามเขาอีกแล้ว!
ฝีมือของอีกฝ่ายสูงกว่าเขามาก เขาจึงตรวจจับได้แค่พลังจาก [วิชามองพลัง] เท่านั้น แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร
อาจจะเป็นเฉาฟาน คนของสำนักจันทร์เสี้ยว หรือแม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็ได้
นี่เป็นเหตุผลที่เขายังไม่กล้านำเตาหลอมขึ้นเขาไปทดลองกับเปลวเพลิงแปลกประหลาด
ช่างน่ารำคาญจริงๆ!
หลังจากที่คนสะกดรอยตามม้าขาวมาหลายรอบ ก็รู้ตัวว่าถูกจับได้ จึงเลิกตามไป
เฉินซานซือจึงเปลี่ยนเส้นทางไปที่สำนักจันทร์เสี้ยว โยนกระดาษโน้ตให้ศิษย์เฝ้าประตู แล้วจึงกลับบ้าน
…..
เมื่อมาถึงก็พบซือฉินรออยู่หน้าบ้าน
“นายท่าน ขันทีโหวมาขอรับ…เขารอท่านอยู่ที่ห้องรับรองในเรือนหน้า”
“ขันทีโหวเหรอ? พาข้าไปสิ” เฉินซานซือพอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายมาทำอะไร
“คุณชายเฉิน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” ขันทีโหวยืนขึ้น
“ตั้งแต่ท่านชนะการประลอง ข้าก็ยังไม่ได้แสดงความยินดีเลย”
“ขันทีโหว เชิญนั่ง”
“ซือฉิน ไปตามพ่อครัวเก่งๆมา…ข้าจะเลี้ยงขันทีโหวสักหน่อย”
“ไม่ต้องลำบากหรอก ข้าแค่มาพูดคุยเล็กน้อย เดี๋ยวก็ไปแล้ว” ขันทีโหวใช้สายตาปรามสาวใช้ แล้วจึงพูดด้วยเสียงเบา
“ไม่ทราบว่าหลังจากคุณชายเฉินเข้าสำนักแล้ว ท่านผู้บัญชาการซุนได้ถ่ายทอดวิชาอะไรให้บ้าง?”
“…”
อย่างที่คิดจริงๆด้วย…เฉินซานซือเดาไว้ไม่ผิด
ขันทีแก่คนนี้ก็เหมือนกับลู่จี๋ มีจุดประสงค์เดียวกันคือมาสืบเรื่องวิชาเซียน
ต่างกันตรงที่ศิษย์พี่ใหญ่ต้องการวิชาเพื่อตัวเอง
ส่วนขันทีคนนี้ทำเพื่อฮ่องเต้!
วันนี้คงต้องทดสอบความจงรักภักดีของเขาอีกแล้ว
ฮ่องเต้แก่นั่น ช่างน่าเบื่อจริงๆ
“ทั้งหมดอยู่ที่นี่แล้ว” เฉินซานซือวางเคล็ดวิชาทั้งหมด รวมถึงของขวัญที่ได้รับจากศิษย์พี่ศิษย์น้อง แม้กระทั่งฆ้องไม้ก็เอามาวางไว้บนโต๊ะ
“นี่…”
ขันทีโหวหยิบไม้ตีฆ้องขึ้นมาเคาะเบาๆ สองครั้ง
“หมดแล้ว?”
“หมดแล้ว” เฉินซานซือตอบอย่างจริงใจ
“ทุกอย่างอยู่ที่นี่หมดแล้ว ท่านผู้บัญชาการซุนให้เคล็ดวิชามาแค่ไม่กี่เล่ม ไม่ได้ถ่ายทอดวิชาขั้นสูงกว่าเซียนให้ข้าเลย”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าอยากถามอะไร?” ขันทีโหวถามพร้อมรอยยิ้ม
“คุณชายเฉิน เจ้าช่างฉลาดหลักแหลมจริงๆ”
ในสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเฉินซานซือแสร้งทำเป็นไม่รู้ อีกฝ่ายก็ยิ่งจะสงสัยว่าเขากำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
การเปิดเผยตรงๆ น่าจะทำให้ดูบริสุทธิ์ใจมากกว่า และไม่เป็นที่น่าสงสัย
“คนทั้งใต้หล้าต่างก็ต้องการวิชาเซียน ข้าจะไม่รู้ได้ยังไง?” เฉินซานซือพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“รบกวนขันทีโหวแจ้งฝ่าบาทด้วยว่า หากวันใดท่านผู้บัญชาการซุนยอมถ่ายทอดวิชาให้ข้า ข้าจะนำมามอบให้ราชสำนักทันที ไม่กล้าเก็บไว้เป็นของส่วนตัวเด็ดขาด”
“คุณชายเฉินช่างเป็นขุนนางผู้ซื่อสัตย์ของราชวงศ์ต้าเซิ่งจริงๆ” ขันทีโหวกล่าวด้วยความพอใจ
“ถ้าฝ่าบาททรงทราบ คงจะพอพระทัยมาก ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวก่อน”
“ขันทีโหว โปรดรอสักครู่”
“คุณชายเฉินมีธุระอะไรอีกหรือ?”
“มีเรื่องสำคัญ” เฉินซานซือกระซิบข้างหู
พอพูดจบก็หยิบตั๋วเงินสามพันตำลึงส่งให้
“ส่วนนี่เป็นสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่ควรจะให้ท่านนานแล้ว โปรดรับไว้ด้วย”
“โอ้โห~” ขันทีโหวรับเงินแล้วยิ้มหน้าบาน
“คุณชายเฉินวางใจเถอะ พวกเราต่างก็เป็นข้ารับใช้ของราชสำนัก ข้าจะไม่นิ่งดูดายแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนท่านด้วย” เฉินซานซือประสานมือ
….
ตกดึก
เขากินอาหารง่ายๆพร้อมกับจิบเหล้าในครัว รอคอยเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
ราวๆตีสอง ก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ดังมาจากข้างนอก
แต่เสียงต่อสู้นั้นเกิดขึ้นไม่นานนัก ไม่ถึงเค่อชาด้วยซ้ำ
“จบแล้ว?” เฉินซานซือหยิบอาวุธแล้วรีบวิ่งออกไป
ตอนนี้ เขาเห็นเงาร่างสองร่างยืนอยู่ในตรอกใกล้บ้าน
เหวินจื๋อและขันทีโหว
ดูเหมือนว่าทั้งคู่เพิ่งจะร่วมมือกันต่อสู้กับใครบางคน และตอนนี้กำลังพูดคุยกันถึงระดับพลังยุทธ์ของคนๆนั้นอยู่
“เฉินซานซือ!” เหวินจื๋อเดินเข้ามาด้วยความโกรธ
“เจ้าเอาข้ามาเป็นหมาเฝ้าบ้านหรือไง!?”
วันนี้ เฉินซานซือส่งคนมาบอกเขาว่ามีคนจะมาฆ่า จึงให้เขามาช่วยดูแล เผื่อจะมีเรื่องเข้าใจผิด
ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงหลังงานประลอง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ผู้บัญชาการซุนกลับมาต้องเรียกเขาไปสอบสวนแน่…คิดไปคิดมา เขาก็เลยตัดสินใจมาดู
เขาเป็นถึงจอมยุทธ์ขั้นเทพยุทธ์ แต่กลับโดนคนที่มีระดับพลังยุทธ์แค่ขั้นหลอมอวัยวะหลอกใช้…มันช่างน่าขายหน้า!
“ขอบคุณเจ้าสำนักเหวินมากที่มาช่วย”
เฉินซานซือไม่ชอบความรู้สึกที่ศัตรูอยู่ในที่มืด ส่วนตัวเองอยู่ในที่สว่าง
การมีคนสะกดรอยตามเขา เขาจึงต้องรู้ให้ได้ว่าเป็นใครถึงจะวางใจได้
เเต่อีกฝ่ายมีฝีมือสูงกว่าตัวเองมาก ก็เลยต้องขอความช่วยเหลือ!
อีกอย่าง เขาไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะจนตรอกแล้วฮึดสู้…เพราะถ้าอีกฝ่ายกล้าลงมือจริง คงไม่มัวสะกดรอยตามเขาแบบนี้หรอก
ถ้าเหวินจื๋อไม่มา ก็แสดงว่าเหวินจื๋อมีส่วนเกี่ยวข้อง
ในเมื่อเหวินจื๋อกล้ามา ก็แสดงว่าเป็นคนอื่น
“คุณชายเฉิน คนๆนั้นมีระดับพลังยุทธ์แก่นนแท้สวรรค์ขั้นสมบูรณ์แบบ” ขันทีโหวพูดอย่างจริงจัง
“ข้ากับเจ้าสำนักเหวินร่วมมือกันยังจับไม่ได้เลย แต่ข้าก็ได้โอกาสตีฝ่ามือใส่เขาไป ฝ่ามือของข้ามีพิษ…เขาคงต้องพักฟื้นอย่างน้อยสองเดือน”
“แก่นแท้สวรรค์ขั้นสมบูรณ์แบบ?” เฉินซานซือพอจะเดาออกทันทีว่าเป็นใคร
ศิษย์พี่สาม!
ตอนนี้ศิษย์พี่รอง พี่ห้า และพี่เจ็ด ไม่อยู่ที่เหลียงโจว
ศิษย์พี่สี่ก็บอกว่าศิษย์พี่เก้าไว้ใจได้ ส่วนศิษย์พี่ใหญ่มีรูปร่างโดดเด่น ไม่น่าจะมาสะกดรอยตามเขา
สำนักอื่นๆที่มีจอมยุทธ์ขั้นแก่นแท้สวรรค์ก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกับเขา ไม่น่าจะมาสะกดรอยตาม
ถ้าอย่างนั้น ก็เหลือแค่ศิษย์พี่สาม
ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนสั่งการหรือเปล่านะ…
เขาจดจำเรื่องนี้เอาไว้ในใจไว้ก่อน
“ขันทีโหว” เหวินจื๋อพูดอย่างหัวเสีย
“ท่านก็เห็นกับตาแล้ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับข้า! ถ้าไอ้เฉินมันตายเพราะคนๆนั้น ก็อย่ามาโทษข้าล่ะ…ลาก่อน!”
ความจริงเขาจงใจไม่ใช้พลังทั้งหมด เพื่อปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไป…เขาไม่มีทางยอมเป็นเบี้ยให้กับคนที่ฆ่าลูกชายตัวเองหรอก
“คุณชายเฉิน”
“ให้ข้าอยู่เฝ้าท่านถึงเช้าไหม?” ขันทีโหวถาม
“ไม่ต้องหรอกขอรับ” เฉินซานซือปฏิเสธอย่างสุภาพ
“ขโมยคงโดนท่านขันทีโหวทำให้หวาดกลัว คงไม่กล้ากลับมาอีก”
เไม่ว่าคนสะกดรอยตามจะเป็นศิษย์พี่สามหรือไม่ อีกไม่กี่วันนี้คงไม่กล้ากลับมาอีก
ส่วนเรื่องหลังจากนั้น…ค่อยว่ากันอีกที
“ขันทีโหวกลับไปพักผ่อนเถอะ” เฉินซานซือกล่าว
“แล้วก็เรื่องของน้องชายข้าซุนจื่อ ท่านอย่าลืมนะขอรับ”
“เรื่องนี้ข้าจัดการเอง วางใจได้” ขันทีโหวพูดอย่างมั่นใจ
“ข้ามีเพื่อนสนิทเป็นผู้ตรวจการอยู่ที่ตันโจว ตราบใดที่น้องชายเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าต้องหาตัวเขาเจอแน่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก”
…
ณ จวนขุนนางแห่งหนึ่ง
เนี่ยหยวนนอนอยู่ที่พื้น พร้อมสำรอกเลือดออกมา
“ศิษย์น้อง” ลู่จี๋ที่กำลังฝึกยุทธ์อยู่กลางดึก รีบวิ่งเข้ามาพยุง
“เจ้าเป็นอะไรไป?”
“ศิษย์น้องคนใหม่นี่ เก่งกาจไม่เบา…” เนี่ยหยวนรีบกลืนยาถอนพิษและยาบำรุง
“ไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไงว่าข้าสะกดรอยตามอยู่ แถมยังเรียกเหวินจื๋อกับขันทีนั่นมาซุ่มโจมตีข้า”
“เป็นอะไรมากไหม?” ลู่จี๋ถามด้วยความเป็นห่วง
“พักสักสองสามวันก็หาย” เนี่ยหยวนตอบ
“ท่านจะให้ข้าตามต่อไหม?”
“ถ้าเจ้ายังตามต่อไปอีกอาจจะถูกเปิดเผย พักก่อนเถอะ อีกสักพักถ้ายังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็เลิกตามดีกว่า”
…
[เคล็ดวิชา: หอกมังกรปกปักษ์ ขั้นเปลี่ยนพลัง (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: 15/100]
หลายวันผ่านไป
ช่วงนี้ไม่มีใครมาสะกดรอยตามเฉินซานซืออีก
แต่ความคืบหน้าในการฝึกฝนวิชาขั้นเปลี่ยนพลังก็ยังล่าช้าอยู่มาก
“คงถึงเวลาแล้ว!”
เขาแบกเตาหลอมเหล็กดำออกจากบ้านในยามวิกาล มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาหลัวเทียน
ถ้าเตาหลอมทนความร้อนได้ ถึงจะใช้ได้แค่ครั้งเดียว พลังจากหลิงเหอที่ผ่านการหลอมก็น่าจะแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า
………………………