เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 137 : หอกมังกรปกปักษ์!

บทที่ 137 : หอกมังกรปกปักษ์!

บทที่ 137 : หอกมังกรปกปักษ์!


บทที่ 137 : หอกมังกรปกปักษ์!

ลู่จี๋ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ ต้องเบียดตัวตะแคงเข้ามาในห้องอย่างทุลักทุเล

ด้านหลังเขามีชายอีกคนซึ่งเฉินซานซือไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเดินตามเข้ามา คาดว่าน่าจะเป็นศิษย์พี่สาม

“ศิษย์พี่ใหญ่ ศิษย์พี่สาม!” เฉินซานซือลุกขึ้นยืนเคารพ

“ศิษย์น้อง งานเลี้ยงนี้มันกะทันหันเกินไป ศิษย์พี่ก็เลยยังไม่ทันได้เตรียมอะไรมาให้เท่าไหร่หรอก” ลู่จี๋พูดพลางปลดกล่องใบใหญ่ที่แบกอยู่ด้านหลังลง

ถึงแม้กล่องจะดูใหญ่โต แต่เมื่อเทียบกับขนาดตัวของลู่จี๋แล้ว มันกลับดูเล็กและประณีตอย่างน่าประหลาด

เมื่อเปิดกล่องออก ภายในบรรจุธนูขนาดใหญ่อยู่

แต่ตัวธนูกลับไม่ใช่ธนูไม้ธรรมดา หากแต่เป็นธนูเหล็ก!

ดูจากลักษณะแล้วน่าจะทำจากเหล็กดำ มันจึงมีมูลค่ามหาศาลทีเดียว

“ได้ยินว่าศิษย์น้องชอบยิงธนู ศิษย์พี่ก็เลยหามาให้”

“แต่ว่าเวลามันกระชั้นชิดจริงๆเลยยังหาสายธนูที่เหมาะสมมาให้ไม่ได้ ถ้าได้สายธนูที่เข้าคู่กันเมื่อไหร่ล่ะก็ ธนูนี้จะกลายเป็นธนูร้อยศิลาเชียวนะ หวังว่าศิษย์น้องจะไม่ว่ากัน” ลู่จี๋พูดด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดเล็กน้อย

“ส่วนข้าเตรียมลูกธนูมาให้” ศิษย์พี่สาม-เนี่ยหยวน หยิบกระบอกลูกธนูออกมา

“หัวลูกธนูทำจากเหล็กดำ อาจจะดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ เเต่ถ้าศิษย์น้องอยากได้แบบไหนเป็นพิเศษก็บอกมาได้เลย เดี๋ยวศิษย์พี่จะไปหามาให้”

“ศิษย์พี่ทั้งสองพูดเกินไปแล้วครับ ของพวกนี้ล้วนแต่ล้ำค่าทั้งนั้น ข้าจะกล้าไม่รู้จักคุณค่าได้ยังไง” เฉินซานซือกล่าวอย่างสุภาพ ก่อนจะเชื้อเชิญให้ทั้งสองนั่งลง

“ศิษย์พี่ใหญ่ ช่วงนี้ท่านทำตัวแปลกๆไปนะ!” เหมิงกวงซิ่นเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“โอ๊ะๆๆ พระหนุ่ม นี่เจ้ากล้าพูดกับศิษย์พี่ใหญ่แบบนี้เชียวหรือ?” หรงเยี่ยนชิวพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน

“ศิษย์พี่ใหญ่ของเราน่ะ เคยเข้าวังหลวงมาแล้วนะ รู้ไหม? ใครจะไปรู้ บางทีอาจจะไปเกาะขาใหญ่ท่านใดท่านหนึ่งไว้ก็ได้ แถมยังเป็นคนเดียวในพวกเราที่ได้เป็นถึงขุนนางใหญ่ มีบรรดาศักดิ์สูงส่งเสียด้วย~”

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราชสำนักแต่งตั้งขุนนางเพียงไม่กี่คน และหนึ่งในนั้นก็คือลู่จี๋ ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นโหว่นั่นเอง

“เฮอะ! จะขาใหญ่ที่ไหนได้ ก็ขาของตระกูลเฉาไงเล่า” เหมิงกวงซิ่นเสริมส่ง

“ไม่แน่ อาจจะขายตัวให้ตระกูลเฉาไปแล้วก็ได้ …ถึงได้ยอมให้บรรดาศักดิ์เป็นขุนนางใหญ่”

“เจ้าห้า เจ้าเก้า…ศิษย์พี่ใหญ่เขามีเหตุผลของเขานะ พวกเจ้าอย่าพูดจามั่วซั่วนะ” ศิษย์พี่สามเนี่ยหยวนตวาดเสียงดัง

“เหตุผล?” หรงเยี่ยนชิวสวนขึ้น

“เขามีเหตุผลอะไรกัน? ก็แค่อยากรีบรับช่วงต่อไม่ใช่เหรอ?”

“ใช่เลย” เหมิงกวงซิ่นสบถ

“ถ้าศิษย์พี่สี่ไม่พิการล่ะก็ คงไม่มีวันได้เห็นท่านมาอวดเบ่งแบบนี้หรอก!”

ถึงจะโดนรุมต่อว่า ลู่จี๋ก็ไม่ได้โต้ตอบอะไร

เขาทำเพียงรินเหล้าจากไหที่เตรียมมาใส่จอกให้ทุกคนเงียบๆ

“พอได้แล้ว” ศิษย์พี่รองเฉิงเว่ย ออกมาห้ามทัพ

“นานๆทีเราจะได้มารวมตัวกัน จะทะเลาะกันทำไม ศิษย์พี่ใหญ่เขาก็ไม่ได้ทำอะไรลับหลังสักหน่อย แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ว่าอะไร”

ก่อนหน้านี้ เฉินซานซือพอจะจับน้ำเสียงความไม่พอใจที่ซุนปู้ฉีมีต่อศิษย์พี่ใหญ่ได้บ้างแล้ว

ตอนนี้ก็ยิ่งชัดเจนว่าไม่ใช่แค่ปู้ฉีคนเดียว…ดูเหมือนว่าที่ศิษย์พี่น้องคนอื่นๆก็ไม่ชอบหน้าลู่จี๋

คงเป็นเพราะเขาสนิทสนมกับตระกูลเฉามากเกินไป แถมยังอาจจะมีส่วนร่วมในการแย่งชิงอำนาจจากท่านผู้บัญชาการด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งกันขึ้น

ก่อนหน้านี้เฉาฝานก็เข้าใจกระบวนท่าหอกสามผสานได้อย่างทะลุปรุโปร่ง…ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องอะไรกับศิษย์พี่ใหญ่หรือเปล่า

แต่อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องแบบนี้มาทะเลาะกันกลางวงเหล้าก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไร

แถมมันยังทำให้เขาที่เพิ่งเข้าสำนักมาใหม่ๆรู้สึกอึดอัดใจอีกด้วย

“ศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน พวกเราล้วนเป็นพี่น้องกันทั้งนั้น มีเรื่องอะไรที่เราจะแก้ไขร่วมกันไม่ได้เชียวหรือ” เฉินซานซือลุกขึ้นยืน

“ข้าขอคารวะทุกท่านด้วยจอกนี้ หมดจอก!”

เหล้าแรงราวกับไฟแผดเผาเมื่อไหลลงสู่กระเพาะ

เหล้านี้ไม่ใช่เหล้าธรรมดา แต่ผ่านกรรมวิธีการหมักแบบพิเศษ ถึงจะเป็นจอมยุทธ์ก็เมาได้ถ้าดื่มมากเกินไป

“นั่นสิ นั่นสิ” เฉิงเว่ยเสริม

“ยังไงเขาก็เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเรา ข้าก็หมดจอกเหมือนกัน”

“ศิษย์น้องนี่คอทองแดงจริงๆ” ลู่จี๋ลุกขึ้นยืนดื่มหมดจอกเช่นกัน

“วันนี้เป็นงานเลี้ยงต้อนรับศิษย์น้องเข้าสำนัก ไม่ว่าพวกเจ้าจะมีความเห็นอะไรกับข้าในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็เก็บเอาไว้ก่อนเถอะ”

“ชิ! ศิษย์น้องอย่าไปหลงกลศิษย์พี่ใหญ่นะ คนผู้นี้ภายนอกดูเหมือนซื่อๆบื้อๆ แต่จริงๆแล้วเจ้าเล่ห์จะตาย” หรงเยี่ยนชิวพูดอย่างดูแคลน

“แต่เอาเถอะ วันนี้เห็นแก่หน้าศิษย์น้อง ข้าจะไม่ถือสาอะไรก็แล้วกัน”

“อะมิตาพุทธ ขอพระพุทธองค์โปรดเมตตาชี้ทางสว่างให้เจ้าด้วยเถิด” เหมิงกวงซิ่นสบถเบาๆ ก่อนจะยกเหล้าขึ้นดื่ม

ในที่สุดการทะเลาะเบาะแว้งก็สงบลง

แต่อารมณ์ในวงเหล้าก็ยังไม่ค่อยดีนัก มีเพียงเฉินซานซือที่คอยรินเหล้าไปมา ส่วนคนอื่นๆก็นั่งดื่มกันเงียบๆ

จนกระทั่งเหล้าหมดไปหลายไห เหล่าศิษย์พี่ก็เริ่มบ่นพึมพำ

“ลำบากเหลือเกิน สงครามครั้งนี้มันไม่มีความหมายอะไรเลย!”

“พวกเราสูญเสียพี่น้องร่วมรบไปมากมายกี่คนแล้ว พวกตระกูลเฉาที่ใช้พวกเราเสร็จแล้วกลับอยากจะเขี่ยทิ้ง”

“นั่นสิ ครั้งก่อนเกือบโดนย้ายไปประจำการที่ภาคใต้ให้ไปอยู่กับเจ้าพวกอ๋องอะไรนั่น…คิดจะแบ่งแยกแล้วก็กำจัดพวกเราชัดๆ”

“เฮ้อ…โชคดีที่ท่านอาจารย์ใช้ข้ออ้างเรื่องการปราบปรามชนเผ่าป่าเถื่อน ทำให้สถานการณ์สงบลงได้ชั่วคราว”

“นี่พวกเราต้องเสียสละพี่น้องร่วมรบไปอีกเท่าไหร่เพื่อผลประโยชน์ของตระกูลเฉา?”

“พอปราบชนเผ่าป่าเถื่อนได้แล้วล่ะก็ พวกเราก็คงไม่ต่างอะไรจากนกที่หมดประโยชน์แล้วก็โดนเก็บ หรือหมาล่าเนื้อที่หมดความสำคัญก็โดนฆ่าทิ้ง!”

“ท่านอาจารย์ทำไปก็เพื่อความถูกต้อง พวกเจ้าจะรู้เรื่องอะไร…”

“…”

เหล้าที่ดื่มกันเข้าไปนั้นแรงมาก เพียงไม่กี่ไห เหล่าแม่ทัพเอกแต่ละคนก็เริ่มเมาแอ๋

เหลือเพียงเฉินซานซือ ลู่จี๋ และเนี่ยหยวนที่ยังพอไหว

“ขออภัยที่ทำให้ศิษย์น้องต้องมาเห็นภาพแบบนี้” ลู่จี๋วางจอกเหล้าลง พูดด้วยน้ำเสียงประชดตัวเอง

“ข้าที่เป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ ครั้งแรกที่ได้เจอกันอย่างเป็นทางการ กลับโดนเหล่าศิษย์น้องด่าซะไม่มีชิ้นดี…น่าอายจริงๆ”

“ว่าแต่ ศิษย์น้องคิดเหมือนกับพวกเขาหรือเปล่า?”

“ข้ามิกล้าลบหลู่ศิษย์พี่ใหญ่หรอก” เฉินซานซือตอบอย่างใจเย็น

“ศิษย์น้อง เจ้ารู้จักคำว่าความรับผิดชอบไหม?” ลู่จี๋มองไปยังพระจันทร์นอกหน้าต่าง เเล้วถอนหายใจ

“ตอนข้าอายุแปดขวบ บ้านเกิดของข้าเกิดสงคราม ครอบครัวของข้าตายหมด…ท่านอาจารย์ยื่นมือมาถามข้าว่าอยากจะไปกับเขาไหม ข้าพยักหน้า จากนั้นก็ผ่านมาสามสิบกว่าปีแล้ว”

“ข้าเติบโตมากับท่านอาจารย์ ข้าอยู่ที่ตระกูลซุนมานานกว่าคุณชายใหญ่เสียอีก”

“ข้าถือท่านอาจารย์เป็นพ่อแท้ๆของข้า…แต่ท่านอาจารย์แก่แล้ว”

“ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ ข้าต้องแบกรับภาระของตระกูลซุน ดังนั้นบางเรื่องข้าก็จำเป็นต้องทำ”

“ศิษย์พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว” เฉินซานซือไม่รู้เรื่องราวทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องออกความเห็นอะไร

พูดมากก็ผิดมาก ฟังเอาไว้เงียบๆก็พอ

ลู่จี๋รินเหล้าให้เฉินซานซือ ก่อนจะถามต่อ

“ศิษย์น้องรู้หรือไม่…ว่าเจ้าเป็นศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาจารย์?”

“ข้ารู้…เเละรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง” เฉินซานซือตอบ

“ท่านอาจารย์อายุขนาดนี้แล้วยังยอมรับศิษย์อีกคน แสดงว่า…” ลู่จี๋คีบกับข้าวพลางถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก

“ท่านต้องมีเคล็ดวิชาลับอะไร ที่ต้องการจะถ่ายทอดสินะ?”

เปิดไพ่ในมือออกมาแล้ว!

ปูทางมาตั้งนาน ทั้งเรื่องความลำบากใจและเรื่องความสัมพันธ์

คงจะเป็นประโยคนี้แหละที่เป็นจุดประสงค์ที่แท้จริง

ท่านอาจารย์และศิษย์พี่สี่เคยกำชับเอาไว้ว่า เรื่องวิชาเซียนห้ามแพร่งพรายออกไปถึงบุคคลที่สี่ ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงลู่จี๋ด้วย

เฉินซานซือรู้สึกแปลกใจกับเรื่องนี้เล็กน้อย

ถ้าศิษย์พี่ใหญ่เป็นศิษย์เอกของท่านอาจารย์มานานขนาดนี้ เขาก็ไม่ต่างอะไรกับลูกชายแท้ๆ แต่ทำไมสามสิบกว่าปีมานี้ท่านอาจารย์ถึงไม่ยอมถ่ายทอดวิชาเซียนให้เขาเลย?

“ท่านอาจารย์ให้ข้ามาเยอะแล้ว” เฉินซานซือชี้ไปที่ห่อผ้าที่วางอยู่บนเก้าอี้ข้างฝา

“เคล็ดวิชาเป็นร้อยเล่ม แต่ละเล่มล้วนมีค่ามหาศาล!”

“โอ้?” ลู่จี๋มองไปที่ห่อผ้า แล้วมองกลับมาที่เฉินซานซือ พรางจิบเหล้าเงียบๆ

“ศิษย์พี่ใหญ่ช่วยดูให้หน่อยได้ไหม?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

“ท่านเป็นเทพยุทธ์ แน่นอนว่าต้องมีคำแนะนำดีๆ ให้ข้าได้บ้าง”

“ได้…ได้สิ ในเมื่อศิษย์น้องขอมา ศิษย์พี่ก็ไม่กล้าหวงวิชาหรอก” ลู่จี๋วางจอกเหล้าลง เดินไปเปิดห่อผ้าดูเคล็ดวิชาเหล่านั้น

ทว่ายิ่งพลิกดูนานเท่าไหร่ สีหน้าของเขาก็ยิ่งผิดหวังมากขึ้นเท่านั้น

ในที่สุดเขาก็ถอนหายใจแล้วพูดว่า

“ศิษย์น้อง กระบวนท่าหมัดชุดนี้พี่ก็เคยฝึกมาก่อน เคล็ดลับสำคัญก็คือ…”

ลู่จี๋อธิบายเคล็ดวิชาและวิธีฝึกของแต่ละเล่มให้เฉินซานซือฟังอย่างละเอียด

….

จากนั้นไม่นาน

“ขอบพระคุณศิษย์พี่ใหญ่ที่ชี้แนะ” เฉินซานซือประสานมือคาระวะ

“อืม” ลู่จี๋วางม้วนคัมภีร์ลงอย่างช้าๆ

“ศิษย์พี่มีธุระที่กองทัพ คงอยู่ต่อไม่ได้เเล้ว ขออภัยด้วย”

พูดจบ เขาก็บีบตัวออกจากห้องไป

“แล้วพบกันใหม่ ศิษย์น้อง” ศิษย์พี่สามเนี่ยหยวน รีบตามออกไป

เมื่อเดินออกมาได้สักพัก เนี่ยหยวนก็ถามขึ้น

“ศิษย์พี่ใหญ่ เป็นยังไงบ้าง?”

“ไม่มีอะไรเลย” ลู่จี๋ส่ายหน้า

“เคล็ดวิชาพวกนั้น แค่เป็นศิษย์สายตรงก็ฝึกได้ทั้งหมด”

“หรือว่า…” เนี่ยหยวนครุ่นคิด

“ท่านอาจารย์แค่แกล้งรับศิษย์คนสุดท้ายเฉยๆ จริงๆแล้วไม่ได้ตั้งใจจะถ่ายทอดวิชาเซียนให้?”

“ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่อีกอย่างเขาก็เพิ่งเข้าสำนักมาวันนี้เอง”

“ใครจะไปถ่ายทอดเคล็ดวิชาสำคัญในวันแรกที่เข้าสำนักกัน…รอดูไปก่อนเถอะ”

“ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่ใหญ่ ข้าจะคอยจับตาดูเขาให้ไหม? เผื่อเขาเอาเคล็ดวิชาไปซ่อนที่ไหนสักแห่ง”

“อืม”

…..

“อย่างที่เขาว่า ระวังคนไว้ก่อนไม่ถือว่าผิด” เฉินซานซือนั่งลงอีกครั้ง

ดูท่าแล้ว กระบวนท่าหอกของเขา…น่าจะเป็นลู่จี๋ที่แพร่งพรายออกไปจริงๆ

“ศิษย์น้องน้อย~” ขณะที่เฉินซานซือกำลังครุ่นคิด ทันใดนั้นก็มีกลิ่นหอมโชยมา พร้อมกับร่างของหรงเยี่ยนชิวที่พุ่งเข้ามาหา

“ไปส่งข้ากลับบ้านหน่อยสิ”

“ศิษย์พี่ ข้าจะไปเรียกสาวใช้ให้ก็แล้วกัน” เฉินซานซือรีบปัดมือที่กำลังลูบไล้เขาออก แล้วเก็บของออกจากห้อง

“ศิษย์น้องอย่าถือสาเลย” ฟางชิงหยุนที่นั่งรออยู่บนรถเข็นเงยหน้ามองพระจันทร์

“น้องเก้าแค่แกล้งเล่นเฉยๆ นิสัยนางเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”

“ข้ารู้ขอรับ”

“เเต่ไม่คิดเลยว่าเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องจะอายุยังน้อยกันขนาดนี้”

คิดคร่าวๆ ผู้บัญชาการซุนก็น่าจะอายุเก้าสิบกว่าปีแล้ว แต่ศิษย์ที่อายุมากที่สุดก็น่าจะราวๆสี่สิบปีเอง

“ก็เพราะท่านอาจารย์รับศิษย์ตอนอายุมากแล้ว” ฟางชิงหยุนอธิบาย

“ตอนก่อตั้งกองทัพหลักทั้งแปด ท่านอาจารย์กับอาจารย์ของเขาร่วมกันรับสมัครคนเข้ามา พออาจารย์ของท่านเสียชีวิต ก็เปลี่ยนเป็นพี่น้องร่วมรบ พอพี่น้องร่วมรบเสียชีวิตหมด ก็เปลี่ยนเป็นรุ่นลูก รุ่นหลาน…ท่านอาจารย์เริ่มรับศิษย์จริงๆจังๆ ตอนอายุหกสิบกว่าแล้ว”

“รวมถึงปู้ฉีด้วย”

“ท่านอาจารย์ครึ่งชีวิตแรกหมกมุ่นอยู่กับการฝึกฝนวิทยายุทธ์และสร้างผลงาน จนอายุหกสิบกว่าถึงเริ่มสร้างครอบครัว มีลูกทั้งหมดห้าคน ตอนนี้เหลือแค่ปู้ฉีกับซุนหลี”

“อายุหกสิบกว่าถึงแต่งงาน?” เฉินซานซือรู้สึกเหลือเชื่อ

ช่างเป็นคนที่มุ่งมั่นจริงๆ ถึงประสบความสำเร็จได้ถึงขนาดนี้

“ที่ข้ามารอเจ้า…เพราะอยากจะบอกว่า อีกสองวัน ข้าจะเดินทางเข้าเมืองหลวงพร้อมท่านอาจารย์” ฟางชิงหยุนอธิบายต่อโดยไม่รอให้เฉินซานซือถาม

“เรื่องการขยายกองทัพเป็นเรื่องใหญ่ แค่ส่งจดหมายไปอย่างเดียวคงไม่พอ ข้ากับท่านอาจารย์ต้องไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทด้วยตัวเอง เพื่อโน้มน้าวให้พระองค์เห็นด้วย”

การขยายกำลังพลเป็นสิบห้าหมื่นคน เป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่สามารถตัดสินใจได้เพียงลำพัง ต้องปรึกษาหารือหลายฝ่ายเสียก่อน

“ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ห้า และศิษย์พี่เจ็ดก็ต้องกลับไปประจำการที่ของตัวเอง” ฟางชิงหยุนพูดต่อ

“ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่สามจะอยู่ที่เหลียงโจว ส่วนศิษย์พี่เก้าจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าที่นี่อีกสักพัก…เจ้าเชื่อใจนางได้ ถ้ามีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกนางได้เลย”

“พวกท่านจะกลับมาเมื่อไหร่?”

“ครึ่งปีถึงปีนึง หรืออาจจะมากกว่านั้น เมื่อไหร่ที่เรื่องทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราก็จะกลับมา”

“อีกอย่าง…ในเมืองยังมีเรื่องวุ่นวายเกี่ยวกับลัทธิเทพวิญญาณ เจ้าต้องระวังตัวให้ดีล่ะ”

“ลัทธิเทพวิญญาณ?” เฉินซานซืออยากถามเรื่องนี้มานานแล้ว

“ศิษย์พี่ พวกท่านหาที่ซ่อนของคนพวกนี้ไม่เจอจริงๆเหรอ?”

ฟางชิงหยุนส่ายหน้า

“ตอนนี้ทางกองกำลังรักษาเมืองจะยังคงสืบสวนต่อไป กองกำลังสำรองของพวกเจ้าก็ต้องเข้าร่วมด้วย ใครก็ตามที่หาเบาะแสของลัทธิเทพวิญญาณเจอ…จะถือว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่เลย”

“ข้าเข้าใจแล้ว…ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวก่อนนะ ศิษย์พี่”

เฉินซานซือประสานมือลา แล้วแบกของพะรุงพะรังกลับบ้าน

กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนแล้ว

…..

“นายท่าน” ซือฉินจุดตะเกียงในห้องหนังสือ คอยดูแลรับใช้

เฉินซานซือวางของทั้งหมดที่ได้มาลงบนพื้น

ชุดเกราะเหล็กดำ…สิ่งนี้มีประโยชน์อย่างมากในสนามรบ

หอกวิญญาณห้าพยัคฆ์

เฉินซานซือพิจารณาดูอย่างละเอียด ถึงจะสู้ดาบเจิ้นเยว่ไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นอาวุธชั้นยอด สามารถส่งผ่านพลังภายในได้เป็นอย่างดี

เขาคงไม่ต้องกังวลเรื่องอาวุธไปอีกนาน จนกว่าจะเจออาวุธที่ดีกว่านี้

ส่วนธนูเหล็กดำก็ไม่เลว แต่ยังขาดสายธนู…ไว้ค่อยว่ากันทีหลัง

เขาหวังว่าในอนาคตจะสามารถใช้พลังภายในกับธนูได้ ไม่งั้นก็คงเสียของที่ยิงธนูแม่น

ส่วนเคล็ดวิชาพลังยุทธ์ขั้นเปลี่ยนพลังที่ท่านอาจารย์มอบให้ ชื่อว่า หอกมังกรปกปักษ์…เป็นกระบวนท่าหอกที่ท่านอาจารย์ดัดแปลงขึ้นมาเอง จุดเด่นคือพลังโจมตีที่รุนแรงแต่ก็ยืดหยุ่น

แต่อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเรื่องของอนาคต

สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการปิดด่านฝึกฝนจนบรรลุขั้นหลอมอวัยวะขั้นสมบูรณ์ให้ได้ก่อน ไม่งั้นก็จะโดนศิษย์สายตรงคนอื่นๆ ทิ้งห่างไปไกล

“ปิดด่านฝึกฝน!”

วันรุ่งขึ้น หลังจากรายงานตัวแล้ว เฉินซานซือก็ขอลาหยุดยาวกับลู่จี๋

มอบหมายงานฝึกฝนทหารทั้งหมดให้กับซูเหวินไฉและหวังจื๋อ จากนั้นก็เข้าสู่การฝึกฝนอย่างจริงจัง

….

เวลาผ่านไปเกือบเดือน

ด้วยสรรพคุณของยาและพลังจากหลิงเหอ ทำให้ความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว กระบวนท่าหอกสามผสานก็ฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด

ระเบิดโลหิต!

ตามชื่อเลย มันเป็นการระเบิดพลัง

ในสถานะนี้ จอมยุทธ์จะสามารถบีบอัดพลังชีวิตผ่านอวัยวะภายใน ทำให้ร่างกายอยู่ในสภาวะเกินขีดจำกัดชั่วคราว สามารถเพิกเฉยต่อบาดแผลได้ในระดับหนึ่ง และเพิ่มพลังต่อสู้โดยรวมขึ้นไปอีกขั้น

ใครสามารถรักษาสภาวะนี้ได้นานกว่า คนนั้นก็ย่อมแข็งแกร่งกว่า

แต่เนื่องจากสิ้นเปลืองพลังมาก จอมยุทธ์ส่วนใหญ่จึงสามารถรักษาสภาวะนี้ได้เพียงสิบกระบวนท่าเท่านั้น คนที่มีพรสวรรค์หน่อยก็ราวๆ สามสิบกระบวนท่า อัจฉริยะก็ประมาณสี่สิบกระบวนท่า ส่วนเฉาฟานน่าจะอยู่ที่ราวๆห้าสิบกระบวนท่า

ดังนั้น สภาวะระเบิดโลหิตมักจะใช้ในยามคับขันเท่านั้น

เฉินซานซือหมุนหอกวิญญาณห้าพยัคฆ์ไปมา เขารู้สึกได้ว่าพลังโลหิตช้างมังกรในร่างกายไหลเวียนอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ทุกอย่างก็หยุดลงกะทันหัน

โลหิตในกายหยุดไหลเวียนในทันที ราวกับน้ำนิ่ง

ความเจ็บปวดสุดจะบรรยายแล่นเข้ามาทั่วร่าง

นี่มัน…ความรู้สึกใกล้ตาย!

เฉินซานซือรู้สึกมืดแปดด้าน ร่างกายเบาหวิวราวกับลอยได้ สมองแทบจะหมดสติ แต่แขนทั้งสองข้างยังคงเคลื่อนไหวตามความเคยชิน จนกระทั่งก่อนจะหมดสติไป

โลหิตในกายก็เริ่มไหลเวียนอีกครั้ง แต่เป็นการไหลย้อนกลับอย่างเชื่องช้า หลังจากครบหนึ่งรอบการไหลเวียน ก็ระเบิดพลังชีวิตที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิมออกมา!

ถ้าก่อนหน้านี้พลังโลหิตในขั้นเคลื่อนย้ายโลหิตเหมือนกับกระแสน้ำเชี่ยวกรากในแม่น้ำหงเจ๋อ …ตอนนี้มันก็เหมือนกับคลื่นยักษ์ถล่มทลาย พลังทำลายล้างแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย เมื่อถ่ายทอดพลังนั้นออกไปด้วยกระบวนท่าหอก พลังต่อสู้ก็เพิ่มขึ้นไปอีกขั้น!

….

[เคล็ดวิชา: หอกสามผสาน (ขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่)]

[ความคืบหน้า: ไม่มี] (ขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ = สมบูรณ์)

[ผลลัพธ์: ห้าอวัยวะภายในซวนหยวน]

[ห้าอวัยวะภายในซวนหยวน: หัวใจกิเลนเเละอวัยวะภายในสี่อย่างของสัตว์เทพ รวมกันเป็นหนึ่ง…ไหลเวียนไม่สิ้นสุด]

ไหลเวียนไม่สิ้นสุด!

การระเบิดโลหิตเป็นการใช้พลังอย่างมหาศาล

แต่ตอนนี้เฉินซานซือรู้สึกได้ว่า ถึงแม้พลังชีวิตจะถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว แต่อวัยวะภายในทั้งห้าก็จะช่วยฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถคงสภาวะระเบิดโลหิตได้นานขึ้น

ส่วนจะนานแค่ไหนนั้น

เอาเป็นว่าไม่ว่าจะฝึกฝนหนักแค่ไหน เขาก็ไม่รู้สึกว่าพลังชีวิตใกล้จะหมดเลย

ร้อยกระบวนท่า สองร้อยกระบวนท่า หรือมากกว่านั้น?

เรื่องนี้…คงต้องดูกันในสถานการณ์จริง

แต่อย่างน้อย…ก็มากกว่าอัจฉริยะอย่างเฉาฟานสามถึงสี่เท่า!

ตอนประลองบนเวที เฉินซานซือก็เอาชนะเฉาฟานด้วยการทำให้พลังชีวิตของเขาเหือดแห้ง

ถ้าเฉาฟานมีพลังชีวิตมากมายแบบที่เขามีตอนนี้ เขาคงเป็นฝ่ายเเพ้ไปแล้ว

นี่แหละคือความสำคัญของความอึด

“ในที่สุดก็หลอมอวัยวะได้สมบูรณ์แบบแล้ว!”

เฉินซานซือไม่รอช้า ใช้เวลาอีกสองวันศึกษาพื้นฐานกระบวนท่าหอกหอกมังกรปกปักษ์ จนปรากฏบนแผงข้อมูล

[เคล็ดวิชา: หอกมังกรปกปักษ์ ขั้นเปลี่ยนพลัง (ยังไม่เริ่มฝึก)]

[ความคืบหน้า: 5/100]

[ผลลัพธ์: ไม่มี]

…..

เป้าหมายต่อไปคือ ขั้นเปลี่ยนพลัง

เมื่อถึงขั้นเปลี่ยนพลัง ก็จะมีระดับพลังยุทธ์เทียบเท่ากับผู้บังคับบัญชา (นายพล) ในกองกำลังชั้นยอด

เพียงแต่…หลังจากฝึกฝนมาสองวัน เขาสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเร็วในการพัฒนาของเขาช้าลง

หากเขายังคงทำเช่นนี้ต่อไป เขาจะไม่สามารถแปลงพลังของเขาได้สำเร็จภายในสองเดือน

ช้าเกินไป!

ท่านอาจารย์ตั้งเป้าหมายไว้ให้เขาบรรลุขั้นเทพยุทธ์ภายในสามปี แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป อย่างน้อยก็ต้องเจ็ดถึงแปดปีกว่าจะแตะขอบประตูได้

ฝึกยุทธ์สิบปีเพื่อบรรลุขั้นเทพยุทธ์ ใครได้ยินก็ต้องคิดว่ามันเว่อร์เกินจริง

แต่เฉินซานซือยังคงไม่พอใจ

เขามีอันตรายรอบด้าน ถ้าไม่มีพลังยุทธ์ที่แข็งแกร่งพอ เขาก็คงหลับตาไม่ลง

นับตั้งแต่หอค้นหาเซียนมาเยือนครั้งนั้น เฉินซานซือต้องนอนหลับโดยเปิดหูข้างหนึ่งไว้ แม้แต่เสียงหนูวิ่งผ่านเขาก็ยังตื่น…แต่อย่างน้อยก็ไม่มีใครมารบกวนอีก

“ดูเหมือนว่าต้องเริ่มการทดลองเตาหลอมพิเศษแล้ว”

“แต่ทดลองที่บ้านคงไม่ได้ ต้องหาที่ลับๆบนเขา”

“แต่ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวายเพิ่มขึ้นมาอีก…”

ช่วงนี้เฉินซานซือใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกยุทธ์ แต่ทุกครั้งที่ออกจากบ้านก็จะมีคนสะกดรอยตาม ทำให้เขาไม่สามารถออกไปไหนมาไหนคนเดียวได้

แต่เขาก็มีแผนอยู่ในใจแล้ว

หลังจากคิดหาวิธีรับมือได้ เขาก็วางหอกลงแล้วไปกินข้าว

กู้ซินหลันตั้งครรภ์ได้เดือนกว่าแล้ว ท้องยังไม่ใหญ่ แต่ก็มักจะรู้สึกเหนื่อยง่ายและมีอาการแพ้ท้อง…ซึ่งรักษาไม่ได้ ต้องทนเอา

หลังจากกินข้าวเสร็จ

เฉินซานซือก็สวมชุดเกราะเหล็กดำแล้วไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร

เพิ่งเข้ารับตำแหน่งก็ลาหยุดไปเดือนกว่าแล้ว ถ้าไม่ไปอีกก็คงไม่เหมาะสม

ท่านอาจารย์กับศิษย์พี่สี่ออกจากเหลียงโจวไปนานแล้ว เหล่าศิษย์พี่คนอื่นๆในกองทัพหลักทั้งแปดก็ทยอยกันออกไป

ตอนนี้เหลียงโจวมีเผยเทียนหนาน ขันทีโหว และลู่จี๋…ที่ร่วมกันดูแลกิจการบ้านเมืองและการทหาร

………………………..

จบบทที่ บทที่ 137 : หอกมังกรปกปักษ์!

คัดลอกลิงก์แล้ว