เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 136 : ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!

บทที่ 136 : ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!

บทที่ 136 : ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!


บทที่ 136 : ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!

ดูเหมือนเรื่องที่ฮ่องเต้พบเซียน อาจจะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน

“ศิษย์น้อง”

เสียงหญิงสาวดึงสติเฉินซานซือกลับมา

เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นซุนหลีในชุดกระโปรงสีขาวอมชมพู กำลังทักทายเขา แถมยังทำความเคารพเล็กน้อย…ทำเอาเขาเกือบจำไม่ได้

“ศิษย์พี่ ข้ารับความเคารพจากท่านไม่ได้หรอกเฉินซานซือตกใจ

เขาไม่คิดว่าซุนหลีจะมีมุมแบบนี้

ตอนนี้เธอดูเป็นกุลสตรี แตกต่างจากตอนอยู่ข้างนอกอย่างสิ้นเชิง

จริงสิ

ตอนนั้น ซินหลันก็เคยบอกว่านางร้องไห้เพราะกลัวว่าจะมีแผลเป็น

ถึงจะแข็งแกร่ง เเต่ในใจก็ยังเป็นเด็กสาวอยู่ดี

“น้องสาวข้า เพิ่งเริ่มฝึกยุทธเมื่อปีที่แล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยออกจากบ้าน ไม่ต้องพูดถึงการออกรบเลย” ฟางชิงหยุนเอ่ย

“วิถียุทธนั้นลำบาก ตอนแรกจึงไม่มีใครอยากสอน…แต่พอนางมาขอร้องข้าทุกวัน ข้าจึงจำใจต้องสอนนางฝึกดาบ”

ทันใดนั้น เขาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ต่างจากท่าทางสุขุมเยือกเย็นในยามปกติเเล้วเน้นย้ำว่า

“ศิษย์น้อง ถึงตอนนี้พี่จะเป็นคนพิการ แต่ตอนหนุ่มๆพี่เป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งในกองทัพหลักทั้งแปด แม้แต่พี่ใหญ่ก็ยังสู้ข้าไม่ได้”

“ศิษย์น้องทราบ” เฉินซานซือรู้ดี

ไม่เช่นนั้นคนพิการ ก็คงไม่ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ และลูกน้องก็คงไม่เชื่อฟังขนาดนี้

“ถึงแล้ว!”

เมื่อผ่านซุ้มประตูเเละเดินตามทางเดินกรวดไปจนสุดทาง ก็เห็นทะเลสาบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา

ผู้บัญชาการซุนนั่งอยู่บนก้อนหิน มีเบ็ดตกปลาอยู่ในมือ

“ท่านอาจารย์!” เฉินซานซือเปลี่ยนคำเรียก

“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์”

“เบาๆหน่อย”

ผู้บัญชาการซุนวางเบ็ดตกปลาลง แล้วพาทุกคนไปที่ศาลาข้างๆ

บนโต๊ะหินตรงกลาง มีหนังสือวางซ้อนกันเป็นตั้งๆ

เฉินซานซือเหลือบมอง ดูเหมือนจะเป็นเคล็ดวิชาทั้งหมด เรียกว่ามีทุกประเภทเลย

เขารีบรินชาให้ท่านผู้บัญชาการก่อน

“ท่านอาจารย์ เชิญดื่มชา”

ไม่ว่าจะอย่างไร การรินชาให้ท่านก็เป็นสิ่งที่ควรทำ

ไม่ต้องพูดถึงสถานะเท่านั้น เเต่ท่านยังเคยช่วยชีวิตเขาด้วย

“อืม”

ผู้บัญชาการซุนมองกาน้ำชา เเล้วเอ่ยถามอย่างไม่ตั้งใจ

“ได้ยินมาว่าเจ้ารักภรรยามาก?”

“มากขอรับ”

เฉินซานซือตอบตามความจริง

“จริงหรือ?” ผู้บัญชาการซุนเลิกคิ้ว

“ข้ากำลังจะหาหญิงสาวที่เป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเจ้าให้ แล้วให้เจ้าเปลี่ยนภรรยาเป็นอนุ”

“ขอบคุณในความหวังดีของท่านอาจารย์ เเต่ศิษย์ไม่ต้องการ” เฉินซานซือประสานมือ

“ภรรยาติดตามข้ามาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรจะกิน หากข้าที่เพิ่งจะประสบความสำเร็จเล็กน้อยทิ้งนาง ข้าคงเป็นคนเนรคุณที่สุดในโลก”

ในขณะที่เขาพูด เขาก็รู้สึกว่ามันแปลกๆ

ทำไมอาจารย์ถึงมาคุยเรื่องนี้ก่อน

“ดี ดีมาก”

ผู้บัญชาการซุนถือถ้วยชา เเล้วเปลี่ยนเรื่องคุย

“คนของหอค้นหาเซียนมาหาเจ้าแล้ว?”

“ใช่ขอรับ พวกเขานัดข้าไปพบที่หอนางโลมแดง”

เฉินซานซือเอ่ยถามสิ่งที่อยากรู้ต่อ

“ไม่ทราบว่าท่านอาจารย์จัดการนางอย่างไร”

“ปล่อยไปแล้ว” ฟางชิงหยุนตอบแทน

“ศิษย์น้อง ถ้าเจ้าอยากไปที่หอนางโลมแดงก็ไปได้เลย…พวกเขาจะไม่ทำร้ายเจ้า เเละอาจจะให้ผลประโยชน์กับเจ้าด้วยซ้ำ”

“ขอรับ” เฉินซานซือตอบรับ

“เอาล่ะ มาเข้าเรื่องกันเถอะ” ผู้บัญชาการซุนดื่มชาสองอึกแล้วเอ่ยอย่างจริงจัง

“เจ้าหนู บอกมาสิ ทำไมเจ้าถึงอยากเป็นลูกศิษย์ข้า?”

“ตอนแรก เพื่อไม่ให้ถูกคนอื่นรังแก” เฉินซานซือตอบอย่างไม่ลังเเก

“ส่วนตอนนี้ ก็เพื่อที่จะก้าวหน้าในวิถียุทธให้มากขึ้น….ข้างนอกลือกันว่าท่านอาจารย์มีวิชาเซียน ถ้ามีโอกาส ศิษย์เองก็อยากเรียน”

ผู้บัญชาการซุนและฟางชิงหยุนมองหน้าเเล้วหัวเราะพร้อมกัน

“ดีมาก ตรงไปตรงมาดี”

“ไม่เหมือนบางคน ในใจอยากได้ผลประโยชน์ แต่ปากก็พูดแต่เรื่องความถูกต้อง ข้าฟังแล้วรำคาญมาก”

“อยากเรียนอะไรก็บอกมา จะอ้อมค้อมกันไปทำไม”

“เอาล่ะ…เเล้วถ้าวันหนึ่งเจ้าก้าวหน้าไปไกลมาก เจ้าจะทำอะไร?” ผู้บัญชาการซุนถาม

“ไม่รู้ขอรับ”

“ข้ายังไม่ได้คิด” เฉินซานซือตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ยังไม่ได้คิด?….จริงสิ ตอนข้าอายุเท่าเจ้า ข้าก็ไม่ได้คิด คำถามนี้ยากไปหน่อย”

“เจ้าคิดว่าข้อบกพร่องที่ใหญ่ที่สุดของเจ้าคืออะไร?” ผู้บัญชาการซุนถามอีกครั้ง

“ข้า…”

เฉินซานซือครุ่นคิดอยู่นาน

“คงเป็น…บ้าเรื่องบนเตียงกระมัง”

“…” มือที่ถือถ้วยชาของผู้บัญชาการซุนสั่นเล็กน้อย

“ท่านอาจารย์” ฟางชิงหยุนรีบอธิบายเเทน

“วัยรุ่นก็แบบนี้เป็นเรื่องปกติ อีกอย่าง ชายใดเล่าจะไม่ชอบหญิงงาม ตอนหนุ่มๆข้าก็บ้าพลังจนสร้างปัญหาให้ท่านไม่น้อย”

“เจ้าหุบปากไปเลย แล้วทำไมตอนหนุ่มๆข้าถึงตั้งใจฝึกยุทธ ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับผู้หญิงเลยล่ะ?”

ผู้บัญชาการซุนจ้องพวกเขา

“แก้ไขตัวเองซะ บ้าตัณหาเป็นนิสัยที่ไม่ดี!”

“ท่านอาจารย์สั่งสอนถูกต้องแล้ว” เฉินซานซือรู้สึกเขินอายเล็กน้อย

“เอาล่ะ สิ่งที่เจ้าอยากเรียน ข้าจะสอนให้” ผู้บัญชาการซุนพูดอย่างจริงจัง

“แต่วิถีเซียนของข้าเป็นกระบวนการที่ยาวนาน เเละเจ้าต้องฝึกฝนวิทยายุทธให้ดีก่อน”

“ข้าให้เวลาเจ้าสามปี เมื่อเจ้าถึงระดับเทพยุทธแล้ว ข้าจะพาเจ้าเข้าสู่วิถีเซียน”

“สามปี?” เฉินซานซือคิดคำนวณ

“ท่านอาจารย์ มันเร็วไปหน่อยหรือเปล่า?”

“เจ้ามีเวลาแค่นี้ ถ้าไม่ได้…ก็ค่อยว่ากันอีกที”

หลังจากพูดจบ ผู้บัญชาการซุนก็ชี้ไปที่หนังสือที่กองอยู่บนโต๊ะ

“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องฝึกต่อไป เคล็ดวิชาหอกระดับเปลี่ยนพลังก็อยู่ในนี้…เมื่อเจ้าฝึกเสร็จแล้ว ค่อยมาขอเคล็ดวิชาขั้นต่อไปจากข้า”

“ฝึกทั้งหมด?”

เฉินซานซือประเมินด้วยสายตา มันน่าจะมีเป็นร้อยเล่ม แถมยังมีเคล็ดวิชาอาวุธชนิดเดียวกันหลายเล่มอีกด้วย

“มันจะเป็นประโยชน์กับเจ้าในอนาคต”

“ข้าคงไม่ต้องสอนเจ้าฝึกท่าพื้นฐานด้วยตัวเองหรอกนะ?”

“คงไม่ต้องขอรับ”

เฉินซานซือมองเคล็ดวิชาเหล่านั้นด้วยความรู้สึกกดดันอย่างมาก

“ท่านอาจารย์”

ฟางชิงหยุนมองมา เหมือนกำลังจะถามอะไรบางอย่าง

“ข้าไม่ลืมหรอก”

หลังจากพูดจบ ผู้บัญชาการซุนก็วางมือลงบนตัวเฉินซานซือ

เฉินซานซือตัวแข็งทื่อ ถึงจะไม่เจ็บ แต่ก็ขยับไม่ได้เลย

ฉับพลัน เขาก็เห็นพลังสีเขียวอมฟ้าไหลผ่านแขนของท่านอาจารย์ เข้าสู่ร่างกายของเขา วนไปรอบหนึ่ง แล้วก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย

“หือ?”

ผู้บัญชาการซุนแปลกใจเล็กน้อย จากนั้นก็พูดด้วยความยินดี

“เจ้าสี่ เขาทำได้ มันเหมือนกับเจ้าเลย”

“ยินดีด้วยศิษย์น้อง” ฟางชิงหยุนยกยิ้ม

“แบบนี้ เจ้าก็มีสองทางเลือกแล้ว”

“สองทาง?”

“ท่านอาจารย์ นี่หมายความว่าอย่างไร?”

“ทางหนึ่งคือทางที่ฮ่องเต้เลือก เเต่เคล็ดวิชานั้นเขาคงไม่ยอมมอบให้ใคร แม้แต่รัชทายาทก็ยังไม่ได้เห็น เจ้าก็ไม่ต้องคิดเลย”

ผู้บัญชาการซุนโบกมือ

“แต่มีวิชาเซียนเล็กๆน้อยๆนี้…เจ้าลองฝึกดูก็ได้”

“วิชาเซียน?” เฉินซานซือไม่ได้ปิดบังความคาดหวัง

ฟางชิงหยุนหยิบม้วนหนังสือเก่าๆ ออกมาจากอก พร้อมกับหนังสืออีกเล่ม

“ตอนนั้น ที่ศิษย์พี่สี่ของเจ้าเป็นแบบนี้ ก็เพราะไปแย่งของพวกนี้มา”

“เเต่อย่าคาดหวังมากเกินไป การฝึกมันยากมาก และของที่ต้องใช้ร่วม…ข้าก็ไม่มีแล้ว”

ปีที่ 57 ของรัชศักราชหลงชิ่ง?

เฉินซานซือจำได้ เพราะหวังจื๋อเคยเล่าให้ฟัง

ปีนั้น ฟางชิงหยุนหายตัวไปนาน…เมื่อเขากลับมาก็เป็นอัมพาตและสูญเสียพลังยุทธ

ที่แท้ก็ไปเเย่งชิงสมบัติมานี่เอง

เขารับม้วนหนังสือและหนังสือมา

ตัวหนังสือบนม้วนหนังสือแปลกประหลาด เหมือนกับลายเส้น ทำให้อ่านไม่ออกเลย

ส่วนหนังสืออีกเล่ม เป็นพจนานุกรมแปลภาษาโบราณ เเละดูเหมือนฟางชิงหยุนจะเป็นคนเขียนเอง

เมื่อเปรียบเทียบกันดู

บนม้วนหนังสือเขียนเกี่ยวกับ…เคล็ดวิชาเซียน!

“ข้าจะอธิบายอย่างไรดี” ฟางชิงหยุนกุมขมับ

“การฝึก ‘วิชาเซียน’ ต้องใช้ทรัพยากรพิเศษ…เจ้าสามารถเข้าใจว่าเป็น ‘ยาเซียน‘ ก็ได้”

“หากไม่มีมัน ก็ไม่มีทางฝึกสำเร็จ”

’ศิษย์พี่สี่หมายถึงพลังลมปราณหรือเปล่า?’ เฉินซานซือคิดในใจ

ท่านอาจารย์และศิษย์พี่ ไม่รู้ว่าเขามีวิชามองพลังปราณ…เเละเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้

แต่ฟังดูก็น่าจะหมายถึงพลังสีเขียวอมฟ้าในร่างกายของท่านอาจารย์!

“สามปี” ผู้บัญชาการซุนเอ่ยเสียงแผ่ว

“ภายในสามปี ข้าจะหาทรัพยากรมาให้เจ้า ก่อนหน้านั้น เจ้าก็พยายามฝึกไปก่อน…ถ้าฝึกสำเร็จก็ดี ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”

“นอกจากนี้ เจ้าสามารถไปพบคนของหอค้นหาเซียนได้ พวกเขาอาจจะมียาเซียนก็ได้”

ภายในสามปี จะหาพลังสีเขียวอมฟ้ามาให้?

“ขอบคุณท่านอาจารย์!” เฉินซานซือประสานมือคำนับ

“ศิษย์น้อง เคล็ดวิชาดูได้เเค่ที่นี่ ห้ามเอากลับนะ” ฟางชิงหยุนพูดอย่างจริงจัง

“ขอรับ”

เฉินซานซือจึงนั่งลงในศาลา เเล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ

ผ่านไปสักพัก ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าพลังสีเขียวอมฟ้านั้นคืออะไร

มันคือพลังวิญญาณ!

ไม่ว่าจะเป็นการฝึกฝนวิถีเซียนหรือวิชา พลังวิญญาณล้วนเป็นแหล่งพลังงานที่ขาดไม่ได้

แต่ไม่รู้ทำไม ในโลกนี้กลับไม่มีพลังวิญญาณเลย

อย่างน้อยตอนนี้เฉินซานซือก็ยังหาไม่พบ

ส่วนชื่อเต็มของวิชานี้ ก็คือ “วิชาดาบพลังวิญญาณ”

เป็นวิชาที่ทำงานโดยการดูดซับพลังวิญญาณผ่านเส้นลมปราณ แล้วปลดปล่อยออกมาในรูปแบบพิเศษเพื่อแปลงเป็นการโจมตีอันทรงพลัง

ในนั้นยังบอกอีกว่านี่เป็นวิชาขั้นต่ำสุดในวิถีเซียน…ดังนั้นแม้จะยังไม่ได้เริ่มฝึกวิถีเซียนอย่างเป็นทางการ หากร่างกายเอื้ออำนวย คนธรรมดาก็สามารถฝึกฝนได้

ในเมื่อท่านอาจารย์มอบสิ่งนี้ให้เขา ก็แสดงว่าร่างกายของเขาสามารถฝึกฝนได้

เฉินซานซืออ่านอย่างตั้งใจจนถึงบ่าย ในที่สุดก็เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด

หลังจากตรวจสอบว่าจำได้ถูกต้องแล้ว เขาก็นั่งขัดสมาธิ เเล้วเริ่มลองฝึกวิชาดาบพลังวิญญาณ

ครืนนนน!!!

ทันใดนั้นมันราวกับมีสวิตช์ในร่างกายถูกเปิด

มันเหมือนมีฐานบางอย่างเชื่อมต่อกับเส้นลมปราณในร่างกาย เเละเริ่มดูดซับพลังสีเขียวอมฟ้าจากสวรรค์และโลก

เส้นลมปราณ!

หลิงเหอก็ดูดซับผ่านเส้นลมปราณ…ทุกอย่างล้วนเชื่อมโยงกัน!

น่าเสียดายที่ในหลิงเหอไม่มีพลังสีเขียวอมฟ้า

เเถมในสวรรค์และโลก ก็ไม่มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อย

เฉินซานซือทำสมาธิฝึกฝนตามวิธีที่บันทึกไว้ พลังที่ยุ่งเหยิงก่อตัวเป็นวังวนรอบๆตัวเขา แต่ก็ดูดซับเข้าสู่ร่างกายไม่ได้

เส้นลมปราณอยากดูดซับแต่ก็ทำไม่ได้…พอนานเข้าก็เริ่มรู้สึกปวดแสบปวดร้อน เขาจึงรีบหยุด

จุดประสงค์หลักของรอบนี้…ก็แค่จำวิธีการฝึกฝนเท่านั้น

ตามที่บันทึกไว้ หากไม่มีพลังสีเขียวอมฟ้า ก็ไม่สามารถฝึกได้

“ศิษย์พี่ ขอคืนให้ท่าน”

เฉินซานซือยื่นม้วนหนังสือคืน

“ดูจบแล้วหรือ?”

ฟางชิงหยุนรับมา พรางเตือนว่า

“ศิษย์น้อง…เรื่องนี้ มีแค่เจ้า ท่านอาจารย์ และข้าเท่านั้ยที่รู้ ศิษย์คนอื่นๆรวมถึงปู้ฉีและหลีเอ๋อร์ก็ไม่มีใครรู้เลย”

“ดังนั้น เจ้าห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นมันจะนำภัยมาสู่ตัวเอง แม้แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ตลอดเวลา เจ้าเข้าใจไหม?”

“ข้าเข้าใจขอรับ”

เมื่อเฉินซานซือหันไปมอง ถึงได้รู้ว่าท่านอาจารย์กลับไปตกปลาที่ริมทะเลสาบแล้ว

เขาประสานมือ เเล้วพูดเสียงดัง

“ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาให้…ศิษย์จะกลับไปฝึกฝนอย่างขยันหมั่นเพียร หวังว่าจะประสบความสำเร็จโดยเร็ว”

“เจ้าหนู!”

“เสียงดังจนปลาของข้าหนีหมด ไสหัวไปได้แล้ว!” ผู้บัญชาการซุนดุเสียงต่ำ

“ขออภัยท่านอาจารย์…”

“เจ้าไปเถอะ” ฟางชิงหยุนเอ่ย

“วันนี้เจ้าได้ไหว้อาจารย์อย่างเป็นทางการแล้ว…ศิษย์คนอื่นๆคงกำลังรอฉลองให้เจ้าอยู่ที่เรือนรับรอง อีกไม่นานทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันไป ไม่รู้ว่าจะได้พบกันอีกเมื่อไหร่ รีบไปหาพวกเขาเถอะ”

“ขอรับ”

เฉินซานซือเก็บเคล็ดวิชาทั้งหมดใส่ในถุงที่เตรียมไว้…คำนับอีกครั้ง แล้วเดินจากไป

…..

เมื่อมองเฉินซานซือจนลับตา ฟางชิงหยุนก็เข็นรถเข็นมาที่ริมทะเลสาบ

“ท่านอาจารย์ ท่านมอบทุกอย่างให้ศิษย์น้องเลยหรือ…ไม่กลัวว่าเขาจะเปลี่ยนไป?”

“เชื่อใจใคร ก็ใช้คนนั้น…ใช้ใคร ก็เชื่อใจคนนั้น ข้าทำแบบนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรบหรือการสอนศิษย์!” ผู้บัญชาการซุนพูดอย่างจริงจัง

“อีกอย่าง คนที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อคุ้มครองชาวบ้านตาดำๆ…ถึงจะเลวร้ายขึ้น ก็คงไม่เลวร้ายไปกว่าคนอื่นๆหรอก”

“อืม”

ฟางชิงหยุนนึกถึงท่าทางของเฉินซานซือที่มีต่อบ่าวในจวน

“นิสัยของศิษย์น้องก็ดีมากจริงๆ เมื่อก่อนมีศิษย์น้องบางคนเห็นที่เราปฏิบัติต่อบ่าวแบบนี้ ถึงกับโวยวายว่าผิดธรรมเนียม”

“นิสัยดีอะไรล่ะ!” ผู้บัญชาการซุนโพล่งออกมาอย่างกะทันหัน

“เขายังยอมรับเองเลยว่าตัวเองตัณหากลับ! แล้วเเบบนี้ข้าจะไว้ใจมอบลูกสาวให้เขาได้อย่างไร”

“ยิ่งกว่านั้น เขายังมีภรรยาแล้ว! นี่ลูกสาวข้าจะต้องไปเป็นอนุของคนอื่นหรือ?”

“ท่านอาจารย์ผิดแล้ว” ฟางชิงหยุนแย้ง

“ถ้าศิษย์น้องยอมทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา ท่านอาจารย์ถึงควรพิจารณาใหม่ และพิจารณาตัวตนของเขาอีกครั้ง”

“เฮ้อ~” ผู้บัญชาการซุนถอนหายใจ

“เจ้าสืบเรื่องกู้ซินหลันมาแล้วหรือยัง?”

“สืบแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจน”

“ที่แน่ๆ คือไม่ใช่ลูกหลานของคนร้าย แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับคดีใหญ่ในเมืองหลวงเมื่อหลายปีก่อน สถานะของนางอาจจะสูงส่งกว่าหลีเอ๋อร์…ตำแหน่งภรรยาหลวงก็เหมาะสมแล้ว”

“แล้วเจ้าว่าข้าควรทำอย่างไร!”

“ข้ามีลูกสาวคนเดียวนะ!”

“เรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือความคิดของหลีเอ๋อร์”

“แล้วนางว่าอย่างไร?”

“ข้าเคยแอบถามนางดูแล้ว นางไม่ได้รังเกียจกู้ซินหลัน แถมยังชอบไปบ้านศิษย์น้องเพื่อพบนางบ่อยๆ…แม้แต่การดูแลเด็กก็ไม่เกี่ยงเลย”

“ลูกอกตัญญู…ไปบ้านผู้ชายเป็นว่าเล่น!”

“ทั้งลูกข้าและศิษย์ข้า ไม่มีใครกตัญญูเลย…เจ้าก็อกตัญญู!”

“ข้าเหรอ?”

“ท่านอาจารย์ ท่านอย่ามาด่าข้าสิ” ฟางชิงหยุนเอ่ยอย่างไม่พอใจ

“ไม่ต้องพูด”

สีหน้าผู้บัญชาการซุนเคร่งเครียด รีบยกเบ็ดขึ้นมา แต่กลับได้แค่สาหร่าย

นี่ยิ่งทำให้เขายิ่งหงุดหงิดมากขึ้น

“เพราะเจ้าเลย…แล้วก็ไอ้เฉินอีกคน ชอบเสียงดัง ทำให้ปลาของข้าตกใจหนีไปหมด!

“เจ้าสี่ วันนี้เจ้าต้องหาที่ตกปลาดีๆให้ข้าได้ปลา ไม่งั้นข้า…เจ้าสี่ เจ้าจะหนีไปไหน!”

“เอี๊ยดๆ”

ฟางชิงหยุนรีบเข็นรถเข็นหนีไปอย่างรวดเร็ว เเละหายวับไปในพริบตา

อีกด้านหนึ่ง

“คารวะศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่าน!”

ในห้องโถงของเรือนรับรอง มีอาหารเตรียมไว้เต็มโต๊ะแล้ว

ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่ห้า ศิษย์พี่เจ็ด และศิษย์พี่เก้า ล้วนอยู่ที่นี่กันหมด

“โอ้ ศิษย์น้องตัวน้อยของข้า พี่สาวคิดถึงจะแย่แล้ว~”

หรงเยี่ยนชิวพุ่งเข้ามากอดเขาอย่างสนิทสนม

“ศิษย์พี่…” เฉินซานซืออยากหลบก็หลบไม่พ้น

เขาถูกกดให้นั่งลงข้างๆนาง เพื่อทำความรู้จักกับศิษย์พี่คนอื่นๆและดื่มเหล้าด้วยกัน

“เอาล่ะ~” หรงเยียนชิวโอบคอเฉินซานซือ

“พวกเจ้าที่เป็นศิษย์พี่ ยังไม่รีบเอาของขวัญมาให้ศิษย์น้องอีก…พี่รอง เริ่มจากท่านก่อนเลย!”

“เหอะๆ~”

ศิษย์พี่รองที่มีร่างท้วม เดินเข้ามาพร้อมหยิบตั๋วเงินออกมาจากอก

“พี่คิดแล้วคิดอีก ไม่รู้จะให้อะไรดี สุดท้ายก็คิดว่าเงินน่าจะดีที่สุด”

“แค่ห้าร้อยตำลึง? พี่รอง ท่านขี้เหนียวไปหรือเปล่า!” เหมิงกวงซิ่นเอ่ยตำหนิ

“แถมการให้เงินมันธรรมดาเกินไปเเล้ว ของขวัญของข้ามีความหมายกว่าตั้งเยอะ”

เขาพูดพลางหยิบฆ้องไม้ขึ้นมาจากข้างที่นั่ง

“ศิษย์น้อง นี่คือฆ้องไม้ที่พี่ทำเอง เคาะทีนึงก็ได้บุญมากมายมหาศาล!”

“ขอบคุณศิษย์พี่ทั้งสอง ข้ายินดีรับไว้อย่างยิ่ง” เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ

“พวกเจ้าสองคน ให้อะไรที่มีประโยชน์หน่อยสิ!” หรงเยี่ยนชิวถลึงตาใส่พวกเขา

จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นไปที่ห้องข้างๆ เเล้วหยิบชุดเกราะมา

ดูจากแบบแล้วก็เหมือนชุดเกราะโซ่ตรวน แต่สีเข้มกว่าจนเกือบดำ เเถมวัสดุที่ใช้ก็ดูต่างจากปกติ

“ชุดเกราะที่ทำจากเหล็กกล้าดำ” ศิษย์พี่รองอุทาน

“ศิษย์น้องเก้า นี่ราคาหลายพันตำลึงเลยนะ?”

“ใครจะเหมือนพวกท่านล่ะ…พวกขี้เหนียว”

หรงเยี่ยนชิวมองมาที่เฉินซานซือด้วยรอยยิ้ม “ศิษย์น้อง ชอบไหม?”

“เจ้าเจ็ด แล้วเจ้าล่ะ?” เหมิงกวงซิ่นตะโกน

“ตอนนี้ยังไม่ได้ให้อะไรเลย อย่าบอกนะว่าไม่ได้เตรียมอะไรมา”

เย่เฟิงซิวขมวดคิ้วเล็กน้อย เเต่ไม่ได้สนใจจะตอบ

เขาแค่มองไปที่มุมห้อง ที่ตรงนั้นมีวัตถุยาวห่อด้วยผ้าหยาบๆอยู่

“อะไรน่ะ?”

เหมิงกวงซิ่นวิ่งไปหยิบมา เเล้วดึงผ้าออก

ทันใดนั้น หอกเงินเล่มใหม่ก็ปรากฏสู่สายตาทุกคน

หอกนี้ยาวกว่าสามเมตร ปลายหอกยาวเกือบ 40 เซนติเมตร ส่วนคมหอกยาวเกือบ 10 เซนติเมตร ทำจากเหล็กกล้าผสมเหล็กกล้าดำและทองคำ…แค่มองก็รู้สึกถึงความคมกริบและแข็งเเกร่ง

“นี่มัน…ราคาเจ็ดแปดพันตำลึงเลยมั้ง?”

เย่เฟิงซิวแย่งมา เเล้วโยนให้เฉินซานซือ

“ลองดูว่าถนัดมือไหม เวลาจำกัด ไม่ทันสั่งทำ ข้าซื้อมาจากช่างตีเหล็กที่ใช้หอก ชื่อ ‘หอกวิญญาณห้าพยัคฆ์”

“ขอบคุณศิษย์พี่ศิษย์น้องทุกท่านสำหรับของขวัญ …ข้าซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง!” เฉินซานซือกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจอีกครั้ง

“เเล้วพี่ใหญ่กับพี่สามล่ะ?” ศิษย์พี่รองเฉิงเว่ยเอ่ยถาม

“พวกเขาไม่มาเหรอ?”

“ไม่มาก็ช่างสิ ใครอยากเจอพวกเขากัน เห็นแล้วรำคาญตา” เหมิงกวงซิ่นพูดอย่างดูถูก

“เจ้าห้า…ยังไงข้าก็ยังเป็นพี่ใหญ่ของเจ้านะ”

ทันใดนั้น เสียงทุ้มก็ดังขึ้น

ตามมาด้วยร่างกายกำยำราวกับภูเขาก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน

……………………….

จบบทที่ บทที่ 136 : ถ่ายทอดเคล็ดวิชา!

คัดลอกลิงก์แล้ว