เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 135 : พิธีกราบไหว้อาจารย์!

บทที่ 135 : พิธีกราบไหว้อาจารย์!

บทที่ 135 : พิธีกราบไหว้อาจารย์!


บทที่ 135 : พิธีกราบไหว้อาจารย์!

ธูป...

กระถางธูปมีไอสีม่วงเต็มท้องฟ้า!

ชั่วขณะหนึ่ง เฉินซานซือถึงกับไม่รู้ว่าจะประเมินสถานการณ์อย่างไร

เรื่องที่ว่าบนโลกนี้ยังมีพลังศรัทธาอยู่ด้วย? อันนั้นต้องพักไว้ก่อน

ประเด็นสำคัญคือ ศาลเจ้าแม่กวนอิมเล็กๆแห่งนี้ ทำไมถึงมีสมบัติที่สามารถรวบรวมพลังสีม่วงได้?

เเล้วมันเอามาทำอะไร?

ถ้าบอกว่าใช้เพื่อเพิ่มพลังยุทธ ทำไมถึงมีแค่คนเดียวที่อยู่ในระดับเปลี่ยนพลังขั้นสมบูรณ์?

สมมติว่าเจ้าอาวาสที่ออกธุดงค์ไปถึงระดับเปิดเส้นชีพจรแล้ว มันก็ยังต่ำเกินไปอยู่ดี!

หลังจากวิเคราะห์แล้ว มันก็มีความเป็นไปได้เพียงสองอย่าง

อย่างแรก พวกเขาเพิ่งเริ่มรวบรวมพลังศรัทธาได้ไม่นาน

เหมือนกับเฉินซานซือ ที่มีสมบัติเซียนอยู่ในมือ แต่เนื่องจากเพิ่งได้มาไม่นาน จึงยังไม่สามารถเพิ่มระดับพลังยุทธได้มากนัก

อย่างที่สอง กระถางธูปนี้ไม่ใช่ของพวกเขา!

ไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้จักวิชามองเห็นพลัง หรือมีวิธีรับรู้พลังที่แตกต่างในโลก

ดังนั้นถึงแม้กระถางธูปจะตั้งอยู่ที่นี่และดูดซับพลังศรัทธา…นักพรตในศาลเจ้าแม่กวนอิมก็อาจจะไม่รู้เรื่องเลยก็ได้

ส่วนจะเป็นไปได้แบบไหน เขาก็ยังไม่สามารถบอกได้

เฉินซานซือจ้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์

เขาเห็นว่าบนพื้นผิวของกระถางธูปทองแดงมีรูปสัตว์ร้ายที่ไม่รู้จักสลักอยู่

มันอ้าปากกว้าง ดูดกลืนพลังศรัทธาที่ควรจะเป็นของรูปปั้น…มันดูโลภ น่าขนลุก เเละไม่เหมือนสิ่งของในโลกมนุษย์

"ไอ้กระถางนี่…มีโอกาสสูงที่จะทนความร้อนของเพลิงเซียนได้!"

หัวใจเขาเต้นแรง

แต่มันไม่ใช่ของของเขานี่สิ

เเละถ้าศาลเจ้าแม่กวนอิมรู้เรื่องพลังศรัทธา ก็คงไม่มีทางขายมันให้แน่ๆ

เเต่ถ้าไม่รู้ เจ้าของที่แท้จริงของกระถางธูปนี้เป็นใครล่ะ?

การไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องลึกลับแบบนี้ หากไม่มั่นใจว่าจะไม่ถูกจับได้…ก็อย่าเสี่ยงดีกว่า

และที่สำคัญที่สุด ศาลเจ้าแม่กวนอิมก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้เขา จะไปเอาของๆเขามาทำไม

ความคิดมากมายตีกันยุ่งเหยิง สุดท้ายก็ถูกกดข่มลงไป

ไปหาหม้อที่ทำจากอาวุธระดับลึกก่อนก็แล้วกัน อาจจะใช้ได้ผลก็ได้

"พี่ซานซือ มาไหว้พระกันเถอะ" กู้ซินหลันเอ่ย

“ใช่เเล้ว ท่านเฉิน” เซียวหยูจิงไหว้เสร็จแล้วลุกขึ้นยืน

“วิถีเซียนนั้นยากจะหยั่งถึง พวกเราต้องมีใจที่ศรัทธา ถึงจะมีโอกาสในอนาคต”

“อืม” เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ

ตอนนี้ถ้าเขาไม่ไหว้ ก็คงจะดูแปลกมาก

ด้วยวิชามองเห็นพลัง เขาอยู่ในสถานะรุก…เเต่ถ้าหากมีคนสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาจะตกเป็นฝ่ายรับ

เขาจึงไม่รอช้า จุดธูปแล้วสักการะ

เพียงแต่...มันไม่มีพลังสีม่วงออกมาจากตัวเขาเลย

คงเพราะ เขาไม่เคยเชื่อในเทพเจ้าหรือพระพุทธรูปมาก่อน

แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

ในนี้ก็มีคนมากมายที่ไม่ศรัทธา บางคนก้มหัวดังปังๆ เเต่ไม่ได้มีพลังสีม่วงออกมา

หลังจากไหว้รูปปั้นเสร็จ เฉินซานซือและภรรยาก็มุ่งหน้าลงเขา โดยไม่ลืมนำหม้อที่ทำจากอาวุธระดับลึกลับไปด้วย…และบอกนักพรตน้อยให้ไปรับตั๋วเงินที่จวนเฉิน

ตั๋วเงินห้าพันตำลึง เป็นจำนวนที่มาก เขาคงไม่พกติดตัวมาหรอก

“ท่านเฉิน ปลายเดือนนี้หากท่านสนใจ ก็สามารถมาฟังคำสอนของนักพรตฉิวหมิงจื่อได้นะ อาจจะเป็นประโยชน์ต่อท่านในอนาคตก็ได้” เซียวหยูจิงพูดขึ้น

“เจ้าสำนักเส้าอุตส่าห์ชวน ข้าก็ต้องมาอยู่แล้ว”เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ

เขาเองก็สนใจเรื่องพลังศรัทธามาก

การมีข้ออ้างมาที่นี่หลายๆรอบ อาจจะทำให้เขาค้นพบอะไรใหม่ๆก็ได้

ระหว่างทางกลับบ้าน เจ้าขาวก็มารอรับเเล้ว

เจ้าขาวเหมือนจะรู้ว่านายหญิงตั้งครรภ์ มันจึงเดินอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

เมื่อผ่านถนนที่พลุกพล่าน ป้ายหอนางโลมแดงก็สะดุดตาเขาทันที

หอนางโลมหกชั้น ยกเว้นชั้นบนสุด ทุกชั้นล้วนมีหญิงสาวมากมายส่งสายตาให้เขา

“อ๊ะ เพิ่งจะอดใจได้ไม่กี่วัน พี่ซานซือก็คิดถึงที่แบบนี้แล้วเหรอ?” กู้ซินหลันสังเกตเห็นสายตาของเขา

“เปล่า ข้ามีธุระต่างหาก”

หอค้นหาเซียน

น่าจะมีคนของหอค้นหาเซียนแฝงตัวอยู่ในหอนางโลมแดง…ไม่ใช่ทั้งหอเป็นของหอค้นหาเซียน

หญิงสาวในคืนนั้น ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง

แต่ถ้าท่านผู้บัญชาการจัดการไม่ได้ เขาก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี

อีกไม่กี่วันก็ถึงพิธีกราบไหว้อาจารย์ เมื่อได้พบกับท่านผู้บัญชาการแล้ว คงจะได้รู้ทุกอย่าง

ก่อนหน้านั้น ก็ฝึกฝนต่อไปก่อน ส่วนหม้อที่ทำจากอาวุธระดับลึกลับจะทนความร้อนของเพลิงเซียนได้หรือไม่ ก็ต้องค่อยๆหาที่ทดลอง

ความเคลื่อนไหวขนาดนั้น ถ้าทำการทดลองในบ้าน คงมีคนสงสัยแน่ๆ

….

ผ่านไปสี่วัน

นอกจากเวลาที่อยู่กับภรรยา เฉินซานซือใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกยุทธ

[เคล็ดวิชา: หอกสามผสาน (ความสำเร็จเล็กน้อย)]

[ความคืบหน้า: 1055/2000]

….

ในที่สุดความชำนาญก็เกินครึ่งแล้ว

ด้วยความเร็วนี้ ภายในสองเดือน ก็น่าจะถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์

นอกจากนี้ ช่วงนี้ก็ยังมีคนในสำนักตายเรื่อยๆ

แค่จำนวนก็ไม่มากเท่าเมื่อก่อน

“มันยิ่งแปลกเข้าไปทุกที”

ก่อนจะมีวิชาสังเกตพลัง เฉินซานซือก็เหมือนคนตาบอด ที่มองไม่เห็นความลับระดับสูง

จนถึงตอนนี้ เขายิ่งรู้สึกว่าทุกอย่างดูเหมือนจะแยกจากกัน แต่ก็เชื่อมโยงกัน

ในอนาคตอันใกล้…เหลียงโจว หรือแม้แต่ทั้งแผ่นดิน อาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นก็ได้

“นายท่าน คุณชายซุนมาขอรับ” ซือฉินมารายงาน

“เข้าใจแล้ว”

เฉินซานซือเปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีฟ้าที่ซินหลันตัดเย็บให้ใหม่ โดยมีโม่ฮวาคอยช่วยเหลือ

เขาหยิบธนูยาว หอก และดาบเจิ้นเยว่ ก่อนจะออกไปขึ้นรถม้า

“พิธีกราบไหว้อาจารย์ใกล้จะเริ่มแล้ว”

“ขั้นตอนวันนี้ก็คือ ศิษย์เอก ศิษย์สายใน และศิษย์สายนอก จะมารวมตัวกัน ดูศิษย์ใหม่คำนับ แล้วจัดเข้ากองกำลังสำรอง จากนั้นก็จะแบ่งตำแหน่งตามระดับพลังยุทธและผลการสอบคัดเลือก” ซุนปู้ฉีอธิบาย

“กองกำลังสำรอง?”

“ใช่” ซุนปู้ฉีพยักหน้า

“ตำแหน่งในกองทัพหลักทั้งแปดไม่เพียงพอ บวกกับที่ท่านพ่อต้องการขยายกองทัพ จึงต้องรวมศิษย์และทหารเหลียงโจวเข้าด้วยกันเป็นกองกำลังสำรองก่อน หลังจากขยายกองทัพแล้ว ก็จะคัดเลือกคนจากกลุ่มศิษย์ไปยังกองทัพใหม่ทั้งสี่”

กองทัพใหม่ทั้งสี่

หมายความว่ากองทัพของท่านผู้บัญชาการจะขยายเป็นสิบสองกองทัพ มีทหารมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย

แน่นอนว่าการขยายกองทัพต้องใช้เวลานาน

การเตรียมเสบียง อาวุธ การฝึกฝนทหาร การจัดกำลัง แม้จะดึงทหารจากกองกำลังรักษาการณ์มา ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งปีถึงหนึ่งปี

….

เมื่อมาถึงค่ายทหาร

ตั้งแต่ทางเข้า ก็มีทหารถืออาวุธเรียงแถวเป็นระเบียบ อาวุธในมือของพวกเขากลายเป็นเส้นทางดำเนินพิธี

มีคนมาร่วมพิธีกราบไหว้อาจารย์มากมาย แต่งานนี้ก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือย ไม่มีการประดับตกแต่งที่สิ้นเปลือง มีเพียงแท่นสูงที่ทำจากไม้ เเละศิษย์ใหม่ที่ยืนเรียงแถวตามลำดับคะแนน

เนื่องจากมีคนจำนวนมาก จึงไม่มีพิธีรีตองที่ซับซ้อน ทุกคนดื่มเหล้าพร้อมกัน ถือเป็นการเสร็จสิ้นพิธีกราบไหว้อาจารย์

จากนั้น…เป็นการแบ่งตำแหน่งหน้าที่

ตำแหน่งในกองทัพแตกต่างจากระบบกองกำลังรักษาการณ์อย่างมาก

มันมีความซับซ้อนกว่ามากเยอะ

สรุปง่ายๆคือ

กองกำลังสำรองมีทั้งหมดหนึ่งหมื่นสองพันคน

ผู้บังคับบัญชาสูงสุดคือแม่ทัพใหญ่และรองแม่ทัพ ส่วนทหารที่เหลืออีกหนึ่งหมื่นสองพันคน จะถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน ได้แก่ หน้า หลัง ซ้าย ขวา แต่ละส่วนมีผู้บังคับบัญชาหนึ่งคน รวมเป็นสี่คน

ถัดลงมาคือ ผู้พัน นายกองห้าร้อย นายกองร้อย นายกองสิบ

ในกองทัพหลักทั้งแปด ต้องมีระดับเปลี่ยนพลังถึงจะได้เป็นผู้พัน ระดับเปิดเส้นชีพจรถึงจะได้เป็นผู้บังคับบัญชา และระดับแก่นแท้สวรรค์ถึงจะเป็นแม่ทัพใหญ่ ส่วนรองแม่ทัพ อาจเป็นระดับแก่นแท้สวรรค์ หรือระดับเปิดเส้นชีพจรขั้นสมบูรณ์ก็ได้

ส่วนกองกำลังสำรอง เนื่องจากเป็นการรวบรวมคนมาชั่วคราว และเป็นโอกาสให้นายทหารได้ฝึกฝน ดังนั้นระดับจึงต่ำกว่าหนึ่งขั้น

เฉินซานซือได้ตำแหน่งผู้พัน ซึ่งตรงกับยศขุนนางขั้นห้าของเขา

ศิษย์สายในส่วนใหญ่อย่าง เฉาฟาน ลู่ซูหัว เหยียนฉางชิง ไป๋ถิงจือ และเซี่ยซือซู่ ก็ได้ตำแหน่งผู้พันเช่นกัน

ตำแหน่งของเหวินชิวสือถูกแทนที่โดยคนอื่น

ส่วนถังอิงเค่อ…เนื่องจากบาดเจ็บ จึงยังไม่ได้มา

….

ลูกน้องในกองพันใหม่ ของเฉินซานซือค่อนข้างหลากหลาย

สี่ร้อยคนมาจากผอหยาง อีกหกร้อยคนมาจากกองกำลังรักษาการณ์ของหยูโจว เหลียงโจว และเยี่ยนโจว

โชคดีที่ไม่ต้องฝึกใหม่ทั้งหมด พวกเขามีระบบที่สมบูรณ์อยู่แล้ว แค่ต้องทำความคุ้นเคยกัน เเละในอนาคตก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงคนอีกจำนวนหนึ่ง

“มอบชุดเกราะ!” ฟางชิงหยุนลงมามอบชุดเกราะให้ทุกคนด้วยตัวเอง

ผู้พันแต่ละคนจะได้รับชุดเกราะโซ่ตรวน คุณภาพดีกว่าชุดเกราะของกองกำลังรักษาการณ์มาก สามารถป้องกันทั่วทั้งร่างกาย เมื่อรวมกับพลังป้องกันของผู้ฝึกยุทธแล้ว ก็สามารถป้องกันการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธระดับต่ำกว่าได้สบายๆ

แต่ก็ไม่ได้หวังพึ่งชุดเกราะเพียงอย่างเดียว

พลังของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด ยิ่งระดับสูง ความสามารถในการทำลายล้างก็ยิ่งมาก ชุดเกราะธรรมดาป้องกันไม่ได้ ยกเว้นชุดเกราะหนักที่ทำจากเหล็กกล้าดำ บางชุดสามารถป้องกันพลังภายในและพลังลมปราณได้บางส่วน แต่ราคาแพงมาก โดยทั่วไปมีเฉพาะผู้บังคับบัญชาขึ้นไปเท่านั้นที่มี

หลังจากมอบชุดเกราะแล้ว ก็เป็นการมอบเคล็ดวิชา

ศิษย์สายนอกสามารถเลือกเคล็ดวิชาจากหอสมุดได้ตามใจชอบ และจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญระดับแก่นแท้สวรรค์ในระหว่างการฝึกฝน หากพวกเขามีเวลาว่าง

ส่วนศิษย์สายใน ผู้บัญชาการซุนจะเลือกเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับแต่ละคนให้ หากมีข้อสงสัยในการฝึกฝน ก็สามารถเขียนจดหมายส่งไปที่จวนผู้บัญชาการได้ ท่านผู้บัญชาการจะตอบทุกคำถาม

เเละหากอยู่ในช่วงใกล้จะทะลวงระดับ ท่านผู้บัญชาการจะเรียกตัวไปที่จวน และให้คำแนะนำด้วยตนเอง

ส่วนศิษย์เอก…

ศิษย์เอกจะไม่ได้รับการถ่ายทอดเคล็ดวิชาที่นี่ แต่จะได้รับการสอนแบบตัวต่อตัวที่จวนผู้บัญชาการ หลังจากพิธีกราบไหว้อาจารย์เสร็จสิ้น

การปฏิบัติต่อศิษย์แต่ละระดับนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไม่ใช่ว่าจะตั้งใจเลือกปฏิบัติ แต่เพราะท่านผู้บัญชาการซุนมีภารกิจมากมาย การสอนคนเป็นร้อยด้วยตัวเองนั้นเป็นไปไม่ได้ ยังไม่รวมถึงงานราชการทหารอีกมากมายที่ต้องจัดการ

“นอกจากนี้ ศิษย์สายในทุกคนสามารถเลือกอาวุธระดับลึกลับจากคลังอาวุธได้ ส่วนศิษย์สายนอก เมื่อทะลวงระดับหรือสร้างผลงาน ก็จะสามารถแลกเปลี่ยนอาวุธระดับลึกลับได้เช่นกัน” ฟางชิงหยุนเอ่ยอย่างใจเย็น

“ท่านแม่ทัพ!” ศิษย์ภายในร่างกำยำคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ

“ท่านยังมีอะไรที่ไม่ได้ประกาศอีกหรือเปล่า อย่าลำเอียงสิ”

“ข้ากำลังจะพูดใจเย็นๆ”

“สุดท้าย ศิษย์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นศิษย์สายในหรือสายนอก หากได้รับการประเมินว่ามีกระดูกระดับชั้นหนึ่งภายในสามปี จะมีโอกาสเลื่อนขั้นเป็นศิษย์เอก”

“เงื่อนไขการเลื่อนขั้นก็ง่ายมาก แค่ต้องเหนือกว่าศิษย์เอกสองระดับย่อย และมีผลงานทางทหารที่เหนือกว่า…หลังจากผ่านไปครึ่งปี พวกเจ้าก็สามารถท้าประลองกับเขาได้ และเขาจะต้องรับคำท้าเสมอ”

“หากชนะ ก็จะได้แทนที่เขา และกลายเป็นศิษย์เอก”

“ทรัพยากรของเขาก็จะเป็นของพวกเจ้า”

“ดังนั้น การสอบคัดเลือกที่พ่ายแพ้ เป็นเพียงเรื่องชั่วคราว….ศิษย์น้องทุกคนอย่าท้อแท้ จนรีบขยันฝึกฝน”

“ที่นี่คือกองทัพ ไม่ใช่สำนัก สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่ง”

กฎนี้มีมานานแล้ว มันถือเป็นวิธีกระตุ้นทุกคน

สิ้นเสียงอธิบายของฟางชิงหยุน

เฉาฟาน ลู่ซูหัว และคนอื่นๆต่างมองเฉินซานซือด้วยสายตาที่มุ่งมั่น

ดูเหมือนทุกคนจะเป็นผู้ท้าชิงที่แน่วแน่มาก

สำหรับคนส่วนใหญ่ วิธีการทะลวงระดับเหนือเทพยุทธนั้นไม่สำคัญมากนัก…ทรัพยากรที่ราชสำนักให้มาต่างหากที่น่าสนใจ

ศิษย์เอกจะได้รับการสนับสนุนไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่สามารถทะลวงระดับได้ภายในสามปี!

แม้แต่ตระกูลที่ร่ำรวยที่สุด…การจะสร้างเทพยุทธขึ้นมาหนึ่งคน ก็ต้องใช้ทรัพยากรทั้งหมดที่มี บางครั้งก็ยังไม่พอ ต้องอาศัยโชคด้วย

ในปีก่อนๆ จริงๆแล้วมีคนสนใจการแย่งชิงตำแหน่งศิษย์เอกไม่มาก

เพราะผู้ชนะการคัดเลือกมักจะชนะขาดลอย

แต่ปีนี้ต่างออกไป…เฉินซานซือเป็นแค่ระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อยเท่านั้น!

หลายคนเป็นระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ อีกไม่นานก็จะถึงระดับเปลี่ยนพลัง พวกเขาจึงมีโอกาสสูงที่จะสามารถแย่งชิงตำแหน่งศิษย์เอกได้

….

หลังจากพิธีไหว้อาจารย์เสร็จสิ้น ทุกคนก็แยกย้ายกันไป

ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเขาต้องมารายงานตัวที่ค่ายทหารทุกวัน เพื่อฝึกซ้อมหรือปฏิบัติภารกิจ

“ท่านอ๋อง ท่าน…ท่านใกล้จะถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้วหรือ?” หยินฮั่นเหวินถามด้วยความเป็นห่วง

“ท่านอ๋อง ท่านเคยบอกข้าว่าวิชาดาบมังกรสวรรค์อีกาทองคำจะช่วยเพิ่มระดับพลังยุทธได้เร็วขึ้น แต่มันก็จะบั่นทอนร่างกาย ท่านอ๋องยังหนุ่ม ไว้ในอนาคตค่อย….”

“สวรรค์ย่อมอวยพรผู้ที่ขยันหมั่นเพียร!” เฉาฟานขัดจังหวะ

“ตอนที่ข้าเหนือกว่าเขาหนึ่งระดับย่อย ยังเอาชนะไม่ได้…ถ้าข้าไม่พยายาม ก็คงไม่ได้อีกเเล้ว”

ก่อนหน้านี้ เขาอาศัยข้อได้เปรียบของขอบเขตในการประลองบนเวที ถึงจะสามารถกดเฉินซานซือไว้ได้ ไม่เช่นนั้นคงแพ้เร็วและยับเยินกว่านี้!

สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกกดดันและมีแรงผลักดันอย่างมาก

“และ…” เฉาฟานพูดต่อ

“อย่าลืมว่าครั้งนี้ข้ามาที่เหลียงโจว นอกจากจะมาเพื่อผู้บัญชาการซุนแล้ว ยังมาเพื่อสร้างชื่อเสียงในกองทัพ ถ้าได้อำนาจการบังคับบัญชากองทัพทางเหนือ ตำแหน่งของข้าก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น”

ราชวงศ์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีรัชทายาทเพียงคนเดียว

ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งรัชทายาท แม้แต่ตำแหน่งอ๋อง ก็ยังมีการแย่งชิงมากมาย!

ในบ้านเขายังมีน้องชายอีกหลายคน...

โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งล่าสุดที่เข้าวัง เขาพึ่งเห็นน้องชายคนเล็กขี่คอเสด็จปู่

ถ้าเขาสร้างผลงานในดินแดนทางเหนือได้ ตำแหน่งของเขาก็จะมั่นคง

“ท่านอ๋อง” หยินฮั่นเหวินทำหน้าเศร้าหมอง

ปกติเขาประจบสอพลอเฉาฟานก็จริง แต่เขาไม่เหมือนเหวินชิวสือ

เขากับเฉาฟานโตมาด้วยกัน จึงมีความรู้สึกพักดีที่แท้จริง

“ฮั่นเหวิน เจ้าไม่เข้าใจหรอก” เฉาฟานแสยะยิ้มอย่างขมขื่นปนเย้ยหยัน

“พวกเราตระกูลเฉา เกิดมาก็สูงส่ง แต่ก็เหนื่อยยากมากเช่นกัน หากแพ้ สิ่งที่เสียไปไม่ใช่แค่ตำแหน่ง แต่เป็นชีวิต…ถ้าไม่พยายาม ข้าจะอยู่ได้อย่างไร”

“ท่านอ๋อง!” หยินฮั่นเหวินกำหมัดแน่น

“สิ่งที่ฮั่นเหวินทำได้ ก็มีเพียงการใช้ชีวิตนี้เพื่อสนับสนุนท่านอ๋องอย่างเต็มที่”

“ฮั่นเหวิน ความสัมพันธ์ของเราสองคน เวลาส่วนตัวไม่ต้องเรียกข้าว่าอ๋องหรอก เรียกพี่เฉาก็พอ”

เฉาฟานตบบ่าเขา เเล้วพูดด้วยท่าทางของผู้ใหญ่

“ถ้าวันหนึ่ง ข้าได้ขึ้นเป็นใหญ่ ข้าก็ยังต้องพึ่งพาเจ้าเป็นมือขวาอยู่ดี”

“ข้าไม่กล้าขอรับ” หยินฮั่นเหวินคำนับอย่างนอบน้อม

เฉาฟานไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่มองเฉินซานซือที่กำลังเดินจากไป

เขาต้องชนะเฉินซานซือให้ได้!

...

“ศิษย์น้อง เชิญเข้ามา”

“ท่านอาจารย์รอเจ้าอยู่ที่สวนหลังบ้าน”

หน้าประตูจวนผู้บัญชาการ ฟางชิงหยุนพูดด้วยรอยยิ้ม

“ศิษย์พี่ ให้ข้าเข็นให้ท่านเถอะ”

เฉินซานซือรับรถเข็นจากบ่าว แล้วเข็นฟางชิงหยุนเข้าไป

“คุณชายปู้ฉี ท่าน…ทำรถมังกรกระดูกของข้าพังหรือ?”

“…”

ทันทีที่พวกเขาเข้ามา…ก็มีเสียงสาวใช้ดังขึ้น

น้ำเสียงสุภาพก็จริง แต่ก็ตำหนิเช่นกัน

“ข้าแค่ไปโดนมันเอง!” ซุนปู้ฉีแก้ตัว

“ของเจ้านั่นมันพังอยู่แล้วหรือเปล่า อย่ามาโทษข้าสิ”

“คุณชาย ท่านต้องซ่อมให้ข้า”

สาวใช้ดึงซุนปู้ฉีไปที่สวนด้านข้าง ก่อนไปก็ยังไม่ลืมคำนับพวกเขา

“…”

“ท่านแม่ทัพ!”

“คารวะท่านเฉิน!”

เหตุการณ์ทำนองนี้ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

บ่าวในจวนผู้บัญชาการทำตัวมีมารยาทมาก

แต่จากที่มอง เฉินซานซือไม่เห็นการกดขี่ใดๆ

มันให้ความรู้สึกเหมือนพี่เลี้ยงเด็กมากกว่า…ไม่ใช่ทาส

เมื่อเดินผ่านเรือนรับรอง เขาก็ได้ยินเสียงอ่านหนังสือดังออกมา

“ในจวนมีโรงเรียนด้วยหรือ” เฉินซานซือเอ่ยอย่างสงสัย

“ไม่ว่าจะเป็นสาวใช้หรือคนรับใช้ ทุกคนสามารถขอเรียนหนังสือได้ หากสอบผ่าน ก็สามารถถอดถอนสถานะทาส ไปสอบจอหงวนได้…หรือจะฝึกยุทธก็ได้ ในจวนมีผู้สอนโดยเฉพาะ” ฟางชิงหยุนอธิบาย

“แต่ช่วงนี้หยุดไปก่อน เพราะการทำแบบนี้ ทางเมืองหลวงจะคิดว่าเรากำลังสร้างคนสนิท ไปแทรกซึมราชสำนัก”

“ถึงพวกเขาจะอ่านหนังสือหรือฝึกยุทธ ก็ไม่สามารถถอดถอนสถานะทาสได้ พวกเขาทำเพราะความสนใจส่วนตัว”

“เจ้าคงรู้สึกแปลกใจ ที่นี่ค่อนข้างแตกต่างจากจวนขุนนางอื่นๆ”

เฉินซานซือพยักหน้าเล็กน้อย ภาพแบบนี้ไม่ควรปรากฏในโลกนี้จริงๆ

“ท่านอาจารย์เป็นทาสมาก่อน เคยเกือบถูกตีตายเพราะไม่ยอมเชื่อฟัง…โชคดีที่ฮ่องเต้ทรงไถ่ตัวท่าน และให้โอกาสท่านได้ฝึกยุทธ ท่านจึงมาถึงจุดนี้ได้”

“แต่พักหลัง…ท่านไม่เคยมีความสุขเลย”

“โดยเฉพาะยิ่งอยู่ในตำแหน่งสูงก็ยิ่งเห็นอะไรมากขึ้น ท่านก็ยิ่งไม่มีความสุข…แต่ท่านก็หาสาเหตุไม่เจอ ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไร”

“ต่อมา ท่านอาจารย์ได้พบกับเซียน เซียนชี้แนะแนวทางให้ท่าน…ท่านจึงเปลี่ยนจวนให้เป็นแบบนี้ หลังจากนั้น ท่านก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก”

“เซียน?” เฉินซานซือสังเกตเห็นคำสำคัญ

“บนโลกนี้มีเซียนจริงๆหรือ”

“ท่านผู้บัญชาการ…ท่านอาจารย์เคยพบหรือ?”

“ข้าก็ไม่เเน่ใจ แต่อย่างน้อยท่านอาจารย์ก็เรียกเขาแบบนั้น”

ฟางชิงหยุนหวนนึกถึงอดีต ด้วยน้ำเสียงที่เคารพนับถือ

“ท่านเหมย เขาปรากฏตัวในชีวิตท่านอาจารย์สามครั้ง ตอนหนุ่ม ตอนกลางคน และตอนแก่ ทุกครั้งจะให้คำแนะนำบางอย่างแก่ท่าน”

“ถึงจะไม่ได้ช่วยเหลือในด้านการฝึกยุทธ…แต่ช่วยยกระดับจิตใจของอาจารย์ได้อย่างมาก”

“ท่านอาจารย์เคยบอกว่า หากไม่มีท่านเหมย อาจารย์คงอยู่มาไม่ถึงทุกวันนี้”

“ถ้ามีโอกาส ข้าก็อยากพบท่านเหมยสักครั้ง”

“ไม่ได้ช่วยเพิ่มพลังยุทธ?…แล้วรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเซียน?” เฉินซานซือถามด้วยความสงสัย

ฟังดูไม่เหมือนเซียน แต่เหมือนพระอรหันต์ที่สามารถไขข้อข้องใจได้มากกว่า

“ไม่แก่” ฟางชิงหยุนเน้นย้ำ

“ทุกครั้งที่อาจารย์พบท่านเหมย เขาก็ยังคงดูหนุ่มอยู่เสมอ”

“มีเซียนจริงๆ ด้วย…” เฉินซานซือครุ่นคิด

ดูเหมือนเรื่องที่ฮ่องเต้พบเซียน อาจจะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน

………………………..

จบบทที่ บทที่ 135 : พิธีกราบไหว้อาจารย์!

คัดลอกลิงก์แล้ว