- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 134 : ศาลเจ้าเเม่กวนอิม!
บทที่ 134 : ศาลเจ้าเเม่กวนอิม!
บทที่​ 134 : ศาลเจ้าเเม่กวนอิม!
บทที่​ 134 : ศาลเจ้าเเม่กวนอิม!
หอค้นหาเซียนเป็นสำนักที่ลึกลับ
พลังของเฉินซานซือยังไม่เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องสร้างความบาดหมางกับพวกเขา
ส่วนเรื่องที่จะไปตามนัดหรือไม่ ค่อยว่ากันหลังพิธีกราบไหว้อาจารย์
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็พูดว่า
"เจ้าไปได้แล้ว"
"ฮือๆๆ..." หญิงชุดดำได้แต่ร้องไห้
เฉินซานซือเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขาทำให้หญิงสาวพิการ หากไม่มียาชั้นยอดรักษา นางก็จะเป็นอัมพาตไปอีกนาน
เขาคิดไปคิดมา จึงแบกหญิงสาวออกไปข้างนอก
"แค่ส่งข้าไปที่หอนางโลมแดงก็พอ" หญิงสาวเอ่ยอย่างไม่พอใจ
วันนี้เป็นวันที่โชคร้ายที่สุดในชีวิตของนาง
แค่มาส่งจดหมาย ทำไมถึงต้องมาเจอกับเทพยุทธด้วย
เเถมผู้ชายคนนี้ไม่ถามอะไรสักคำก็ลงมือทำร้ายนางอย่างโหดเหี้ยม ไม่เห็นเหมือนวีรบุรุษผู้ช่วยเหลือชาวบ้านที่เขาเล่าลือกันเลย
สักนิดก็ไม่เหมือน เป็นคนเลวโดยแท้จริง
โชคดีที่อีกฝ่ายไม่กล้าฆ่านาง ดูเหมือนชื่อเสียงของหอค้นหาเซียนยังคงมีประโยชน์อยู่บ้าง
"เดี๋ยว…นี่ท่านจะพาข้าไปไหน"
"..."
หญิงสาวที่เพิ่งจะโล่งใจ จู่ๆก็รู้ตัวว่าทิศทางไม่ถูก
"นี่ไม่ใช่ทางไปหอนางโลมแดง"
ชายที่แบกนางเริ่มวิ่ง ทัศนียภาพสองข้างทางเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว
ประมาณครึ่งชั่วโมงต่อมา ก็มาถึงจวนแห่งหนึ่ง ป้ายสีดำมีตัวอักษรเขียนว่า "จวนผู้บัญชาการ"
บ้านพักส่วนตัวของผู้บัญชาการซุน
….
ณ เวลานี้ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มสาง
น่าแปลกที่ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดในยามสงคราม กลับไม่มีทหารลาดตระเวน แม้แต่หน้าประตูก็ไม่มีคนเฝ้า มีเพียงสิงโตหินสองตัวเท่านั้น
"ท่าน...ท่านจะทำอะไร" หญิงสาวดิ้นรนสุดชีวิต
"ปล่อยข้า ปล่อยข้า! ไอ้เลว!"
จริงๆแล้วเฉินซานซือตั้งใจจะโยนนางทิ้งกลางถนน…แต่เมื่อคิดดูอีกที ก็ตัดสินใจพานางมาที่จวนผู้บัญชาการ
ถึงจะไม่ได้ฆ่านาง แต่นางก็ถูกเหวินจื๋อเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัส ถือว่าเป็นการสร้างความขัดแย้ง…ใครจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น หอค้นหาเซียนมาห
าเขาหลังจากการคัดเลือก แสดงว่าต้องเกี่ยวข้องกับผู้บัญชาการซุน
บวกกับพลังลมปราณสีเขียวจางๆนั้น เขาเกรงว่าเรื่องราวจะซับซ้อนเกินไป เกินกว่าที่เขาซึ่งเป็นแค่ระดับหลอมอวัยวะภายในจะรับมือได้
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องนี้ปกปิดไม่ได้
ถ้ามีคนรู้แค่สองคนก็พอว่า แต่นี่เจ้าสำนักเหวินก็เห็นแล้ว มันจึงไม่ใช่ความลับอีกต่อไป
"ก๊อกๆๆ!"
เฉินซานซือเคาะประตู
ครู่หนึ่ง ก็มีบ่าวคนหนึ่งมาเปิดประตูด้วยท่าทางงัวเงีย "ใคร…มีธุระอะไร"
"ข้าคือเฉินซานซือ" เฉินซานซือแนะนำตัว
"ข้าต้องการพบท่านผู้บัญชาการ"
"ท่านเฉิน รอสักครู่นะขอรับ"
บ่าวชายคนนั้นดูเหมือนจะเคยได้ยินเรื่องผู้ชนะการคัดเลือกปีนี้
เขาจึงรีบหันหลังกลับเข้าไปรายงานทันที
ประมาณหนึ่งถ้วยชาต่อมา บ่าวชายก็เข็นรถเข็นกลับออกมา
"ศิษย์น้องเล็ก ท่านอาจารย์ยังพักผ่อนอยู่ หากมีเรื่องอะไรก็บอกข้าได้" ฟางชิงหยุนมองหญิงสาวที่เปื้อนเลือดอยู่บนไหล่ของเฉินซานซืออย่างสงสัย
"นี่คือ..."
"ศิษย์พี่สี่" เฉินซานซือโยนหญิงสาวลงบนพื้น เเล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นคร่าวๆ
"ข้าก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รบกวนฝากท่านจัดการหน่อยนะขอรับ"
"หอค้นหาเซียน?" ฟางชิงหยุนพูดด้วยความสนใจ
"หลายปีมานี้ไม่เห็นพวกเขาโผล่มาเลย คิดไม่ถึงว่าจะมาหาเจ้าเร็วขนาดนี้"
"ศิษย์น้องเล็กไม่ต้องกังวล ทิ้งนางไว้ที่นี่เถอะ ต่อไปพวกนั้นจะไม่กล้ามายุ่งกับเจ้าอีก…ส่วนท่านอาจารย์ช่วงนี้ยุ่งมาก ยังไม่ว่างมาพบเจ้า รอหลังพิธีกราบไหว้อาจารย์ค่อยว่ากัน"
"ขอบคุณศิษย์พี่สี่" เฉินซานซือประสานมือลา
เขาเดินออกไปสองสามก้าว แล้วหันกลับมามองพลังลมปราณสีเขียวจางๆที่เหมือนหิ่งห้อยในร่างกายของหญิงสาว
ดูเหมือนว่าบนโลกนี้ไม่ได้มีแค่ท่านผู้บัญชาการซุนเท่านั้นที่มีวิธีดูดซับพลังลมปราณสีเขียว
หอค้นหาเซียนก็น่าจะพอรู้วิธีบ้าง เพียงแต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล อย่างน้อยก็ไม่ได้มีผลอะไรกับหญิงชุดดำคนนี้
เฉินซานซือยังรู้สึกเจ็บแผลภายในอยู่เล็กน้อย ไม่อยากเดิน จึงเรียกเจ้าขาวที่ยังหลับใหลอยู่ที่บ้านออกมารับ
ระหว่างทางกลับ เขาเห็นเจ้าสำนักเหวินนั่งอยู่ที่ร้านน้ำชาตลอดทั้งคืน
'นี่เฝ้าประตูให้ข้าทั้งคืนเลยหรือ?'
"เฉินซานซือ!" เหวินจื๋อเอ่ยถามทันทีที่เห็นเขา
"ชุดดำนั่นเป็นใคร มาจากสำนักไหน ทำไมถึงจะฆ่าเจ้า…บอกข้ามาเดี๋ยวนี้!"
"ไม่ต้องลำบากให้เจ้าสำนักเหวินมายุ่งด้วยหรอก" เฉินซานซือพูดโดยไม่หันกลับมามอง
"ข้าก็ไม่ได้อยากยุ่งหรอก!" เหวินจื๋อลุกขึ้นยืนทันที
อย่างน้อยในช่วงสองสามวันหลังจากการคัดเลือกเสร็จสิ้น…หากเด็กคนนี้ตาย เขาก็คงไม่พ้นความน่าสงสัย
"ข้าส่งคนนั้นไปที่จวนผู้บัญชาการแล้ว หากเจ้าสำนักเหวินอยากรู้ก็ไปถามเอาเองเถอะ"
เฉินซานซือเอ่ยตอบ แล้วรีบจากไป
"ฮึ่ม…มีผู้บัญชาการซุนคอยหนุนหลัง ถึงกล้าเมินข้าหรือ!" เหวินจื๋อคำราม จนโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าแหลกละเอียด
"ท่าน...ท่านนี่..." เจ้าของร้านน้ำชาชี้หน้าด้วยความตกใจ
"ข้าจะไปฟ้องท่านผู้บัญชาการ!"
"หุบปาก ข้าจะจ่ายค่าเสียหายให้!"
"..."
.…..
หลังจากนั้น เฉินซานซือก็ใช้เวลาสองวันรักษาอาการบาดเจ็บภายในด้วยยาชั้นยอดที่ศิษย์พี่เก้าให้มา
พอหายดีก็เริ่มฝึกฝนต่อ ตั้งใจจะทะลวงไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ก่อนสิ้นเดือนนี้
ระดับความสำเร็จ​เล็กน้อยกับระดับสมบูรณ์ ต่างกันราวฟ้ากับดิน
หากเขาสามารถใช้สภาวะ​คลั่งได้ การรับมือกับเฉาฟานก็คงไม่ยากลำบากอะไร
[เคล็ดวิชา: หอกสามผสมผสาน​ (ความ​สำเร็จ​เล็กน้อย)]
[ความคืบหน้า: 829/2000]
….
ยิ่งระดับพลังยุทธสูงขึ้น ความเร็วในการพัฒนายิ่งช้าลง…แม้จะมีร่างกายเทพยุทธ สำหรับคนอื่นๆมันก็ยังลำบาก​อยู่​ดี
ส่วนที่เฉิน​ซาน​ซือพัฒนาได้เร็วขนาดนี้ ต้องยกความดีความชอบให้กับหลิงเหอครึ่งหนึ่ง
หากคนนอกรู้ คงต้องตกใจกับความเร็วในการพัฒนาของเขา
แต่เฉินซานซือก็ยังไม่พอใจอยู่​ดี
นี่ไม่ใช่ว่าเขาโลภมาก แต่เพราะมันยังไม่เพียงพอจริงๆ
เฉาฟาน หอค้นหาเซียน และสำนักจันทร์​เสี้ยว​ ต่างก็จ้องจะเล่นงานเขา
เเละเขาคงไม่สามารถพึ่งพากองทัพหลักทั้งแปดและท่านผู้บัญชาการไปตลอดได้
แม้แต่เทพเซียนก็มีเวลาที่ช่วยเหลือผู้คนไม่ทัน…ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ยุ่งมากในแต่ละวัน
ช่วงนี้ที่แม่ทัพแต่ละกองทัพมารวมตัวกันก็เพราะสงครามเพิ่งจบ จึงต้องพักฟื้น และบังเอิญตรงกับการสอบคัดเลือกพอดี
คาดว่าอีกไม่นาน พวกเขาก็จะแยกย้ายกันไปประจำการตามเมืองต่างๆ ในสามมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือ
สุดท้าย…เฉิน​ซาน​ซือ​ก็ต้องพึ่งพาตัวเอง
"การใช้สมบัติเซียนยังไม่มีประสิทธิภาพพอ!"
การใช้เพลิงเซียนของเฉินซานซือก็เหมือนกับมนุษย์ยุคหินที่เพิ่งรู้จักใช้ไฟ
เขาเผาหลิงเหอจนเป็นเถ้าถ่านโดยตรง…ไม่รู้ว่าสูญเสียพลังวิเศษไปมากเท่าไหร่
ถ้ามีภาชนะที่ทนความร้อนของเพลิงเซียนได้ก็ดีสิ
หม้อเหล็กก็ลองแล้ว...
อาวุธ​ระดับ​ลึกลับ!
ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงอาวุธ​ระดับ​ลึกลับที่ซุนปู้ฉีเคยพูดถึง
โลหะที่ใช้สร้างอาวุธ​ระดับ​ลึกลับสามารถส่งผ่านพลังลมปราณได้…คุณภาพของมันย่อมไม่ธรรมดา ยกตัวอย่างเช่นดาบเจิ้นเยว่
หากใช้อาวุธ​ระดับ​ลึกลับมาสร้างภาชนะ
แม้จะไม่สามารถทนความร้อนของเพลิง​เซียนได้ทั้งหมด แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
ถึงเวลาที่เหมาะสม​ ค่อยเปลี่ยนใหม่ก็ได้
ในกองทัพหลักทั้งแปด มีแพทย์ระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ พวกเขาก็น่าจะใช้ภาชนะที่ทำจากอาวุธ​ระดับ​ลึกลับ
แน่นอนว่าตอนนี้เป็นแค่การคาดเดา
หากไม่ได้ผล...เขาก็คงต้องออกล่าสัตว์อสูร​
พอเฉินซานซือคิดไปคิดมา สิ่งเดียวที่สามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนได้ก็คือการล่าสัตว์อสูร​
ตอนนี้…ยา หลิงเหอ และเนื้อเสือเขี้ยวดาบก็ใกล้จะหมดแล้ว
มีเพียงการล่าสัตว์อสูรเท่านั้น ที่จะทำให้เขาฝึกฝนได้เร็วขึ้น
เเถมมันยังเป็นโอกาสที่เขาจะได้ตรวจสอบว่าสัตว์พิษในภูเขามีความเกี่ยวข้องกับพลังลมปราณสีเเดงดำในร่างของจางหวายหมินหรือไม่
เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเคล็ดวิชาอมตะบางอย่าง เเละจากที่เห็น พลังนั้นดูน่ากลัวอย่าง​มาก
ระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ ข้ามไปถึงระดับแก่นแท้สวรรค์โดยตรง!
หลังจาก​คิดฟุ้งซ่านจบ เฉิน​ซาน​ซือ​ก็ฝึกเพลงหอกอีกสองรอบ ก่อนจะกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องนอน แล้วออกไปที่ศาลเจ้าเเม่กวนอิม​กับกู้ซินหลัน
ตั้งแต่ตั้งครรภ์ กู้ซินหลันก็มักจะพูดถึงการไปขอพรให้ลูกปลอดภัย
นี่เป็นครั้งแรกที่นางจะเป็นแม่ ความกังวลจึงเป็นเรื่องปกติ…หากการไปศาลเจ้าช่วยให้นางสบายใจได้ ก็นับเป็นเรื่องที่ดี
เเละคู่สามีภรรยาตระกูลซูก็รออยู่ในสวนแล้ว
….
ระหว่างทาง
ซูปินได้เล่าเรื่องศาลเจ้าเเม่กวนอิมให้ฟังคร่าว​ๆ
"ท่านแม่ทัพ ตั้งแต่พวกข้ามาอยู่ที่เหลียงโจว ชีวิตก็ค่อนข้างสบาย ข้าจึงมักจะออกไปเดินเล่นข้างนอก เคยไปศาลเจ้าเเม่กวนอิม​สองครั้ง ที่นั่นมีผู้คนไปสักการะบูชามากมาย”
“เเถมไม่ใช่แค่ชาวบ้านทั่วไปนะขอรับ แต่ยังมีผู้ฝึกยุทธจำนวนมากด้วย”
"พี่ซู ชาวบ้านไปไหว้พระขอพร ข้าเข้าใจได้…แต่ทำไมผู้ฝึกยุทธถึงชอบไปสักการะที่นั่นด้วย"
เฉินซานซือคิดว่ามีความเป็นไปได้อย่างเดียว "หรือว่าที่นั่นจะมียาดีให้"
เรื่องพวกนี้ พีสะใภ้​ถงซึ่งเป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาคงไม่รู้ แม้จะถามนางไปก็เท่านั้น
"ท่านแม่ทัพคาดการณ์ถูกต้อง" ซูปินตอบ
"ผู้ที่ไปสักการะ หากยอมจ่ายเงินทำบุญสามสิบตำลึง ก็จะได้รับ 'น้ำแกงบำรุงจิต' ที่ปรุงด้วยสูตรลับ”
“ว่ากันว่าหลังจากดื่มแล้วจะทำให้จิตใจสงบ มีประโยชน์อย่างมากต่อการฝึกยุทธ เพียงแต่ราคาค่อนข้างแพง”
"มิน่าล่ะ" เฉินซานซือเริ่มสนใจ
ศาลเจ้าเเม่กวนอิม​ตั้งอยู่บนภูเขาหวังหวิน ห่างจากประตูเมืองเหลียงโจวไปทางทิศใต้สามสิบ​ลี้
เมื่อถึงตีนเขาแล้ว ก็จะต้องเดินเท้าขึ้นเขาไปอีกหลายสิบลี้
"ซินหลัน ให้ข้าแบกเจ้าดีกว่า"
"ข้าจะให้สามีแบกได้ยังไง…ข้า"
กู้ซินหลันยังพูดไม่จบ ก็ลอยขึ้นไปอยู่บนหลังที่แข็งแรงของเฉินซานซือ
นางรีบคว้าคอเขาไว้เพื่อไม่ให้ตัวเองตกลงไป
"ข้าไม่ได้แบกเจ้า ข้าแบกลูกต่างหาก!"
น้ำหนักร้อยกว่าจิน(50 กิโล)​ สำหรับเฉินซานซือแล้ว แทบจะไม่รู้สึกอะไรเลย
ระหว่างทาง เขาเห็นผู้ฝึกยุทธมาที่​นี่มากมายจริงๆ…เเถมบางคนยังเข้ามาทักทายเขาด้วย
"พี่ซู เล่าต่อเถอะ" เฉินซานซือเอ่ย
"เล่าที่มาของศาลเจ้าเเม่กวนอิม​ และระดับพลังยุทธของนักพรตในนั้นให้ฟังหน่อย"
"ว่ากันว่าศาลเจ้าเเม่กวนอิม​มีมาตั้งแต่สมัยก่อตั้งราชวงศ์ต้าเชิ่ง และตอนนั้นมีผู้คนมาสักการะบูชามากมาย”
“แต่พวกเขา​กลับไม่มีผู้ฝึกยุทธระดับสูงเลย…ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีเพียงเจ้าอาวาสคนปัจจุบันเท่านั้นที่ไปถึงระดับเปลี่ยนพลังขั้นสมบูรณ์ ใกล้จะทะลวงไปถึงระดับเปิดเส้น​ชีพจร​แล้ว” ซูปินอธิบาย
"ส่วนคนที่เหลือ สูงสุดก็แค่ระดับเปลี่ยนพลัง ดังนั้นศาลเจ้าเเม่กวนอิม​จึงถูกจัดเป็นสำนักระดับล่าง เว้นแต่จะเป็นคนท้องถิ่น ไม่เช่นนั้นคงไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน"
สรุปก็คือ มีของดี…แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญ
อย่างไร​ก็ตาม​ สำหรับเฉินซานซือในตอนนี้ ไม่ว่าจะระดับเปลี่ยนพลังหรือระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ก็ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้ว
….
เมื่อพวกเขา​มาถึงหน้าประตูศาลเจ้า​ ชายวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีขาวก็เข้ามาทักทาย
"ท่านเฉิน ยินดีด้วย ยินดีด้วย!”
“เมื่อท่านได้รับตำแหน่งผู้ชนะการคัดเลือก…อีกไม่นานก็จะได้เป็นศิษย์ของท่านผู้บัญชาการซุน อนาคตไกลแน่นอน!”
เฉินซานซือจำได้ว่าชายคนนี้ เคยยืนอยู่กับเหวินจื๋อ เขาจึง​รีบประสานมืออย่างสุภาพ
"ท่านคือเจ้าสำนักเซียว แห่งสำนักดาบสวรรค์สินะ ข้าน้อยขอคารวะ"
แม้แต่เทพยุทธอย่างเขายังมาด้วยตัวเอง…ไม่รู้ว่ายานี้จะมีสรรพคุณวิเศษขนาดไหน
"ข้าเป็นแค่คนธรรมดา รับการคารวะจากขุนนางไม่ไหวหรอก" เซียวหยูจิงยิ้มรับ
"ว่าเเต่….ท่านเฉินก็มาเพื่อน้ำแกงบำรุงจิตเช่นกันสินะ?"
"ใช่" เฉินซานซือตอบตรงๆ
"แม้แต่เจ้าสำนักเซียวยังมาด้วยตัวเอง ยานี้คงต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ"
"ฮ่าๆ น้ำแกงบำรุงจิตเป็นของดีจริงๆ หลังจากดื่มแล้วจะทำให้จิตใจสงบเหมาะสม​กับการฝึกวิชา​…ถือเป็นยาที่ดีที่สุดในเหลียงโจวเลย"
"ท่านเฉินเชิญทางนี้ ลองดื่มแล้วจะรู้เอง" เซียวหยูจิงผายมือเชิญ
​
เฉินซานซือมองไปทางศาลาเเล้วพูดว่า​
"ไม่ต้องไปสักการะก่อนหรือ?"
"ค่อยไปสักการะตอนกลับก็ได้"เซียวหยูจิงยิ้ม
"นักพรตฉิวหมิงจื่อกำลังปรุงน้ำแกงบำรุงจิตอยู่ในห้องปรุงยาข้างๆ หากไปตอนนี้ก็จะพอดี เเต่หากพลาดไปก็ต้องรออีกหลายชั่วโมง"
"เช่นนั้นก็ขอบคุณมาก"
เฉินซานซือพยักหน้าให้ซูปินและคนอื่นๆตามมา
หลังจากผ่านประตูศาลแล้ว ทั้งหมดก็เดินไปทางทิศตะวันออก
เเละ​เมื่อ​มาถึงลานกว้าง พวกเขาก็​เห็นสมุนไพรตากแห้งอยู่เต็มพื้น และเห็นฉิวหมิงจื่อที่กำลังปรุงยาอยู่หน้าเตาไฟ
ตรงหน้าเขามีหม้อสีเงินเข้มตั้งอยู่ ส่วนเตาไฟข้างใต้เป็นแบบพิเศษ…เปลวไฟที่ลุกโชนเกือบจะกลืนกินหม้อทั้งใบ
มือของฉิวหมิงจื่อปล่อยพลังภายใน​ที่มองไม่เห็นออกมาบังเปลวไฟไว้
จากนั้นก็ตีหม้อเป็นจังหวะ จนเสียง "อึมๆ" ดังขึ้น
"ใช้พลังภายใน​ปรุงยา?"
เฉินซานซือคิดไม่ถึงว่าจะได้เห็นที่นี่
"ท่านเฉินก็รู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?" เซียวหยูจิงพูด
"นี่เป็นทักษะเฉพาะทาง แม้แต่ข้า หากจะเรียนรู้จริงๆ ก็ต้องใช้เวลาไม่น้อย…ยิ่งไปกว่านั้น หม้อนี่ทำจากโลหะที่ใช้สร้างอาวุธ​ระดับ​ลึกลับ ราคาตั้งสามพันตำลึง"
ขณะที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ฉิวหมิงจื่อก็ตะโกนลั่น…ฟาดฝ่ามือลงบนหม้ออย่างแรง จนเกิดเสียงดังเหมือนระฆัง
ทันใดนั้น ลูกศิษย์ตัวน้อยก็รีบนำน้ำเย็นมาราดดับไฟทันที
"ซู่ๆๆ..."
ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาในชั่วพริบตา
ฉิวหมิงจื่อยกหม้อไปที่ศาลาข้างๆ จากนั้นก็กลับมาคารวะทุกคน
"ขออวยพรให้ทุกท่านโชคดี"
"นักพรต ท่านกับข้าเป็นคนรู้จักกันมานาน…ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก"
จากนั้น​ เซียวหยูจิงก็แนะนำเฉินซานซือให้รู้จักกับฉิวหมิงจื่อ ทั้งสองฝ่ายทักทายกันอย่างสุภาพ
ฉิวหมิงจื่อตักน้ำแกงบำรุงจิตให้ทุกคนคนละถ้วย
[น้ำแกงบำรุงจิต: หลังจากดื่มแล้วจะทำให้จิตใจสงบ ช่วยในการทะลวงระดับพลังยุทธ]
ณ ขณะนี้…ไม่ใช่แค่สรรพคุณเท่านั้น แต่สูตรและวิธีการทำ เฉินซานซือก็เข้าใจได้อย่างง่ายดาย
เพียงแค่รอให้ถึงระดับเปลี่ยนพลัง เขาก็สามารถปรุงยานี้ได้เอง (ต้องใจ​พลังภายใน​ปรุงยา)​
หลังจากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีปัญหา เขาก็ดื่มน้ำแกง จากนั้นก็ขอให้ฉิวหมิงจื่อตักให้ซูปินอีกถ้วย
สามสิบตำลึง
สำหรับเฉินซานซือแล้วไม่ถือว่าแพง แต่สำหรับซูปินในตอนนี้ก็ยังถือว่าแพงมาก…คิดว่าที่ผ่านมาคงแค่มาเขาคงมาเเค่ขอพร ไม่กล้าดื่มน้ำแกงนี้
และยานี้ดูเหมือนจะไม่ค่อยช่วยเพิ่มพลังยุทธเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะช่วยทำให้จิตใจสงบ!
ในสถานะนี้ จะช่วยในการทะลวงระดับได้จริง…แต่สำหรับเขาแล้ว มันไม่ได้มีประโยชน์มากนัก
"วิธีการปรุงยาด้วยพลังภายใน​ของนักพรตฉิวหมิงจื่อช่างวิเศษยิ่งนัก วันนี้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ!" เฉินซานซือเอ่ยชม
"ท่านชมเกินไปแล้ว วิชานี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ข้ายังห่างไกลนัก"
"ท่านนักพรต" เฉินซานซือวางมือบนหม้อ
"บอกตามตรง ข้าก็พอมีความรู้เรื่องการแพทย์อยู่บ้าง หลังจากถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้วก็อยากเรียนรู้วิธีปรุงยาด้วยพลังภายใน…เพียงแต่ขาดหม้อ ไม่ทราบนักพรตพอจะมีให้ข้าสักใบหรือไม่?"
"เเน่นอนว่าข้าจะถวายเงินทำบุญให้ห้าพันตำลึง"
"ท่านมีจิตศรัทธาเช่นนี้ ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร" ฉิวหมิงจื่อตอบตกลง​ทันที
"ในศาลเจ้ามีหม้ออยู่อีกหลายใบ ก่อนลงเขา…ข้าจะให้คนนำมาให้ท่าน"
"ขอบคุณ​ท่านนักพรตมาก"
เฉินซานซือลูบหม้อ สัมผัสที่แตกต่าง เเต่ก็ไม่รู้ว่าจะทนความร้อนของเพลิง​เซียนได้หรือไม่
ไม่ได้ก็ช่างมัน แค่เงินห้าพันตำลึงเอง
"เอ่อ…ท่านเฉินดูผิดหวังนะ แกงบำรุงจิตธรรมดาไปงั้นหรือ?"เซียวหยูจิงเหมือนจะเดาความคิดของเขาออก
"ของดีจริง แต่มันช่วยเพิ่มพลังยุทธได้น้อยมาก…เเต่สิ่งที่เทพยุทธ​อย่างพวกเราต้องการคือความสงบทางจิตใจ มีเพียงจิตใจที่สงบเท่านั้น ถึงจะบรรลุระดับ​ต่อไป​ได้!"
"เฮ้อ... พูดถึงเรื่องนี้ ข้าทะลวงไปถึงระดับเทพยุทธได้สิบกว่าปีแล้ว แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้ จึงอยากลองใช้วิธีนี้ดู"
"ศาลเจ้าเเม่กวนอิม​ยังจัดงานเทศนาธรรมทุกเดือนด้วย ผู้ฝึกยุทธในเหลียงโจวมากมายมักจะมาร่วมงาน"
"หลายปีมานี้ ข้าได้ประโยชน์จากการฟังธรรมมาก หากยังคงทำต่อไป วันหนึ่งข้าอาจจะบรรลุระดับ​ใหม่ก็ได้!"
"หากท่านเฉินสนใจ ครั้งหน้าก็มาร่วมงานด้วยกันได้นะ"
เฉินซานซือเข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
เมื่อวิธีปกติเลื่อน​ระดับ​ไม่ได้ผล ก็ต้องลองหาวิธีอื่น
"อิจฉาท่านเฉินจริงๆ" เซียวหยูจิงถอนหายใจ​
"อายุยังน้อย ก็ได้เป็นศิษย์เอกของท่านผู้บัญชาการซุน….ท่านผู้บัญชาการเป็นเป้าหมายของเทพยุทธทั่วหล้า ในอนาคตท่านเฉินคงมีโอกาสได้เห็นโลกที่กว้างใหญ่กว่านี้"
"เจ้าสำนักเซียว ข้ายังไม่ได้เข้าเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ ตอนนี้ยังเป็นแค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน ข้าไม่กล้าคาดหวังอะไรมากขนาดนั้น" เฉินซานซือเอ่ยอย่างถ่อมตัว​
…..
หลังจากดื่มน้ำแกงบำรุงจิตเสร็จ ทั้งสองก็ไปสักการะที่ศาลา
ที่นี่มีผู้คนมาสักการะไม่ขาดสาย ทั้งภายในและภายนอกศาลาศาลเจ้าคึกคักไปด้วยผู้คน…กลิ่นธูปตลบอบอวลไปทั่ว หลบยังไงก็ไม่พ้น
ในเมื่อแม้แต่เทพยุทธยังมาสักการะ ผู้ฝึกยุทธทั่วไปก็ย่อมอยากทำตาม
เมื่อคนที่มีสถานะสูงส่งมา ชาวบ้านก็เชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์
ภายในศาลาประดิษฐานรูปปั้นเทียนจุนผู้บุกเบิก​…เป็นสถานที่ที่ผู้มาสักการะทุกคนต้องมากราบไหว้​
ณ ขณะนี้​ กู้ซินหลันเตรียมเครื่องสักการะและธูปไว้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากจุดธูปสามดอก นางก็เดินไปที่หน้ารูปปั้น โค้งคำนับ จากนั้นก็ปักธูปตามธรรมเนียม เริ่มจากตรงกลาง ซ้าย ขวา ให้ธูปทั้งสามดอกสูงเท่ากัน สุดท้ายก็คุกเข่ากราบ
ทันใดนั้นเอง
มันก็มีลำแสงสีม่วงจางๆ ลอยออกมาจากศีรษะของกู้ซินหลัน ลอยไปยังกระถางธูปที่อยู่หน้าแท่นบูชา
กระถางธูปดูดซับลำแสงเข้าไปเปล่งแสงสีม่วงเจิดจ้า ก่อนจะกลับสู่สภาพเดิม
ดวงตาของเฉินซานซือเบิกกว้าง
เเละเมื่อเขามองไปที่คนอื่นๆ มันก็เป็นเช่นเดียวกัน
ตราบใดที่เป็นคนที่สักการะด้วยความศรัทธา ร่างกายก็จะปล่อยลำแสงสีม่วงออกมา แล้วลอยเข้าไปในกระถางธูป
…
นี่คืออะไร?
พลังศรัทธางั้นหรือ?
หลังจากที่รู้ว่ามีวิธีทะลวงระดับเหนือเทพยุทธ เฉินซานซือก็เปิดใจมากขึ้น
การได้เห็นพลังศรัทธาจึงไม่ทำให้เขาตกใจมากนัก
แต่ปัญหาคือ...พลังศรัทธาควรจะถวายแด่รูปปั้นไม่ใช่​หรือ?
ทำไม...ถึงถูกดูดเข้าไปในกระถางธูป!
…………………