- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 123 : เผชิญหน้าขบวนทัพสี่หมื่นคน!
บทที่ 123 : เผชิญหน้าขบวนทัพสี่หมื่นคน!
บทที่ 123 : เผชิญหน้าขบวนทัพสี่หมื่นคน!
บทที่ 123 : เผชิญหน้าขบวนทัพสี่หมื่นคน!
"พอฝึกฝนศิษย์รุ่นสุดท้ายเสร็จ ผู้บัญชาการซุนก็ได้วางมือ ได้กลับบ้านเกิดไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแล้ว"
"ข้าล่ะอิจฉาท่านจริงๆ" ขันทีโหวลากเสียงยาว
"ใช่" ผู้ว่าการหลิวเสริม
"ท่านผู้บัญชาการซุนรับใช้ราชสำนักมาทั้งชีวิตก็สมควรจะได้พักผ่อนเสียที ต่อไปภาระหนักอย่างเรื่องชายแดนทางเหนือและกองทัพหลักทั้งแปดก็คงต้องให้พวกเรารุ่นหลังรับช่วงต่อ"
ผู้บัญชาการซุนยกถ้วยชาขึ้นมาเป่า ใช้ฝาถ้วยชาเขี่ยใบชาที่ลอยอยู่ แต่ไม่ได้พูดอะไร
"ท่านผู้บัญชาการซุน" ผู้ว่าการหลิวโน้มตัวเข้ามาใกล้
"ช่วงนี้พวกหนานซูติดต่อกับพวกป่าเถื่อน​บ่อยๆ ดูท่าทางไม่น่าไว้วางใจ ส่วนแม่ทัพและรองแม่ทัพของค่ายทหารทั้งสาม คือ ค่ายมังกรฟ้า ค่ายพยัคฆ์ขาว และค่ายหงส์เพลิง พอการคัดเลือกเสร็จ ก็ควรจะส่งไปช่วยองค์ชายเจิ้นหนานที่ชายแดนทางใต้ได้แล้ว ทางใต้น่ะต้องการแม่ทัพเก่งๆแบบพวกเขานะ"
"เรื่องนั้น…ไว้ค่อยว่ากันอีกที" ผู้บัญชาการซุนจิบชาอย่างใจเย็น
"ท่านผู้บัญชาการซุน ท่านหมายความว่ายังไง?...เราก็ตกลงกันไว้แล้วนี่" ผู้ว่าการหลิวดูเหมือนจะไม่พอใจกับคำตอบนี้
"สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว" ผู้บัญชาการซุนวางถ้วยชาลง
"เมื่อสิบวันก่อน ถึงจะให้คนอย่างผู้ว่าการหลิวอยู่เฝ้าชายแดนทางเหนือ ก็ยังพอไหว เพราะยังมีกองทัพหลักทั้งแปดอยู่ แต่สิบวันหลังจากนี้ คงจะเอาไม่อยู่แล้วล่ะ"
ถึงจะพูดว่า "พอไหว" กับ "เอาไม่อยู่" แต่ผู้ว่าการหลิวก็ยังคงยิ้มแย้ม
"ถ้างั้น ท่านผู้บัญชาการซุนต้องการจะทำอะไรกันแน่?"
"พวกมันทำพิธีบูชายัญด้วยเลือดที่หยุนโจวเมื่อสิบวันก่อน เรื่องนี้พวกท่านก็น่าจะรู้ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้ พวกป่าเถื่อน​จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น จนสุดท้าย​พวกเราควบคุมไม่อยู่" ผู้บัญชาการซุนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ดังนั้น​ก่อนที่ข้าจะวางมือ ข้าจะกำจัดพวกป่าเถื่อน​อย่างน้อยสองเผ่า เพื่อรับประกันว่าในอีกห้าสิบปีข้างหน้าจะไม่มีใครกล้ามารุกรานชายแดนอีก"
"เเละศิษย์ของข้าต้องอยู่ช่วยข้า คงจะส่งไปไหนไม่ได้ในเร็วๆนี้หรอก"
"อีกอย่าง ข้าจะขยายกองทัพ"
"จากแปดค่าย เป็นสิบสองค่าย กำลังพลต้องมากกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นนาย"
"ส่วนเรื่องเสบียง ยา และทรัพยากรที่จำเป็น ข้าคำนวณไว้หมดแล้ว…หวังว่าทางราชสำนักจะให้ความร่วมมือ"
…
"ขยายกองทัพ?" ทั้งผู้ว่าการหลิวและขันทีโหวต่างตกใจ แล้วพูดขึ้นมาพร้อมกันว่า
"ท่านผู้บัญชาการซุน เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ท่านจะมาตัดสินใจเองคนเดียวไม่ได้นะ"
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ ผู้บัญชาการซุนก็ล้วงมือเข้าไปในเสื้อ หยิบจดหมายที่เขียนเตรียมไว้ออกมาอย่างช้าๆ
"ข้าเขียนฎีกาไว้แล้ว รบกวนท่านขันทีโหวนำไปถวายฝ่าบาทด้วย พอฝ่าบาทเห็น ก็น่าจะทรงอนุญาต"
"แล้วก็….พวกท่านจะตื่นเต้นกันขนาดนั้นทำไม?"
“ข้ามันคนใกล้ตายแล้ว แค่อยากทำอะไรเพื่อชาวบ้านก่อนตาย…เเถมพอข้าตายไป ไม่ว่าจะเป็นสิบสองค่ายหรือยี่สิบค่าย มันก็จะกลายเป็นของฝ่าบาท เป็นของราชสำนักทั้งนั้น จะกลัวข้าก่อกบฏหรือไง?” ผู้บัญชาการซุนกล่าวอย่างไร้อารมณ์​
“ท่านผู้บัญชาการซุนพูดแรงไปแล้ว ใครจะกล้าสงสัยความจงรักภักดีของท่านที่มีต่อราชสำนักกัน” ขันทีโหวเก็บจดหมายแล้วพูดต่อ
"ข้าจะรีบนำฎีกาฉบับนี้ไปถวายฝ่าบาทโดยเร็วที่สุด"
"เอาล่ะ… มาดูการคัดเลือกกันต่อเถอะ" ผู้บัญชาการซุนเอนหลังพิงเก้าอี้ เเล้วหลับตาลงครึ่งหนึ่ง
"อืม" ผู้ว่าการหลิวพยักหน้า
"ถ้าฝ่าบาทอนุมัติฎีกาของท่านผู้บัญชาการซุน เด็กพวกนี้ก็จะเป็นกำลังหลักของสี่ค่ายใหม่เลยนะ"
….
"ตึง!"
พร้อมกัน​นั้น​หลี่เชียนจงก็ตีกลองเเล้วตะโกนออกมา
"เข้าประจำที่!"
"เอี๊ยด~" ประตูไม้ของลานประลองถูกเปิดออก
ชุยหย่งผิง แม่ทัพฝึกหัดคนแรกเริ่มการทดสอบ
ไม่นานนัก หลังจากปรึกษากันแล้ว กรรมการทั้งสามก็ให้คะแนนระดับชั้นสอง
"ขบวนทัพก็ลื่นไหลดี แต่ตอนโดนโจมตีฉับพลันช่วงแรก กว่าจะตั้งหลักได้ก็นานเกินไป ถึงแม้สุดท้ายจะตั้งรับได้…แต่ก็ได้แค่คะเเนนระดับชั้นสอง"
"คนต่อไป!"
"เจี๋ยซือซู่!"
...
"คนต่อไป เฉินซานซือ!"
"..."
"เฉินซานซือ?" ผู้ว่าการหลิวเลิกคิ้ว
"นี่แม่ทัพหนุ่มที่พาชาวบ้านข้ามแม่น้ำไม่ใช่เหรอ?"
"ใช่แล้ว" ขันทีโหวพูดอย่างอารมณ์ดี​
"เเม่ทัพเฉินได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท จนได้รับพระราชทานยศขุนนางชั้นสาม…ถ้าสร้างผลงานได้อีก คงได้เป็นขุนนางชั้นสองแน่"
"ข้าอยู่ในราชสำนักมาครึ่งชีวิต ตอนนี้ยังเป็นแค่ผู้ว่าการมณฑลยศขุนนางชั้นสอง เขายังหนุ่มยังแน่นก็ได้ยศขุนนางชั้นสามแล้ว อนาคตน่าจะไป​ได้ไกลมากจริงๆ" ผู้ว่าการหลิวถอนหายใจ
"แต่เสียดายที่ไม่รู้จักวางตัว ไปคบค้าสมาคมกับคุณชายตระกูลเหยียน ต่อไปคงหนีไม่พ้นต้องจมลงไปด้วยกัน"
"ท่านผู้ว่าการหลิว ระวังคำพูดหน่อย" ขันทีโหวแย้ง
"ท่านเสนาบดีเหยียนเป็นขุนนางอาวุโส ท่านจะมาพูดเหมือน​เขาเป็นคนชั่วได้ยังไง?"
"แล้วไม่จริงหรือไง?" ผู้ว่าการหลิวแค่นเสียง
"คดีฆ่าล้างตระกูลในเมืองหลวงเมื่อสามสิบปีก่อน คดีทำลายเขื่อนเมื่อยี่สิบปีก่อน คดีต่างๆอีกมากมาย​... พวกพรรคเหยียนทำร้ายขุนนางผู้ซื่อสัตย์มามากแค่ไหน?”
“อาศัยที่เคยทำผลงานดี ฝ่าบาทก็เลยทรงไว้วางพระทัย แล้วก็เลยได้ใจ ใช้อำนาจมิชอบเสมอมา…เเบบนี้​ไม่เรียกคนชั่วแล้วจะเรียกว่าอะไร?”
“ส่วนเรื่องกำแพงเมืองที่เมืองอันติ้งพังทลาย แม่ทัพหลี่หยวนก็เคยเป็นศิษย์ของเหยียนเหลียง ใครจะไปรู้ อาจจะเป็นมันที่ทรยศต่อราชสำนักก็ได้!”
"ถ้าไม่มีหลักฐาน ท่านผู้ว่าการหลิวก็ไม่ควรพูดมั่วๆ แม้แต่คนในวังอย่างข้า ถ้าพูดพล่อยๆ ก็อยู่ได้ไม่เกินสามวันหรอก" ขันทีโหวเยาะเย้ย
"ท่านเสนาบดีเหยียนจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว ฝ่าบาททรงตัดสินได้ ส่วนท่านผู้ว่าการหลิว ข้าอยากจะเตือนท่านสักหน่อย…ฝ่าบาททรงศึกษาวิชาเซียน​ อีกไม่นานก็คงจะขึ้นสวรรค์ได้แล้ว พวกท่านไปติดต่อกับองค์รัชทายาทบ่อยๆ คิดจะทำอะไรกันแน่?”
“อย่าลืมว่า ไม่ว่าจะเป็นท่านเสนาบดีเหยียน ท่านเกา หรือองค์รัชทายาท….ทุกคนล้วนเป็นข้ารับใช้ของฝ่าบาท!”
"ไม่ต้องให้ท่านขันทีโหวมาเตือนหรอก" ผู้ว่าการหลิวแค่นเสียง
"พวกข้าจงรักภักดีต่อฝ่าบาท ฟ้าดินเป็นพยานได้!"
"เอาอาวุธคนละเล่มไปให้สองคนนั้น" ทันใดนั้นผู้บัญชาการซุนก็เอ่ยขึ้น
"ขอรับ ท่านอาจารย์!" แม่ทัพร่างกำยำ หัวโล้น แต่กลับห้อยสร้อยพระ เดินไปดึงมีดสั้นที่เอวทหารสองนายออกมา แล้วโยนไปให้คนทั้งสองที่กำลังทะเลาะกัน
"ท่านผู้บัญชาการซุน…ท่านหมายความว่ายังไง?" ผู้ว่าการหลิวตกตะลึง​อย่างมาก​
"ทะเลาะกันน่ารำคาญ!" แม่ทัพหัวโล้นตะคอก
"พวกเจ้ากัดกันจนท่านอาจารย์เบื่อจะฟังเเล้ว…ถ้าไม่ชอบหน้ากันนัก ก็สะบัดหรรมลงไปสู้กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย! อ้อ ข้าลืมไป ท่านขันทีโหวไม่มี..."
"แก!" ขันทีโหวโกรธจนหน้าเขียว ชี้นิ้วไปที่แม่ทัพหัวโล้น
"แม่ทัพเหมิง แกกล้าดูถูกข้าเหรอ?!"
เเน่นอนว่า เหมิงกวงซิ่นไม่ได้มีท่าทาง​หวาดกลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด
เเละพอเห็นสีหน้าเรียบเฉยของผู้บัญชาการซุน ทั้งคู่ก็เงียบลง แล้วหันไปสนใจการคัดเลือกต่อ
...
"พี่เฉิน ได้ระดับชั้นสองก็ไม่เป็นไร" เหยียนฉางชิงปลอบ
"พอข้าชนะการคัดเลือก ได้เป็นศิษย์​เอกเมื่อไหร่ ข้าจะช่วยเหลือพี่เอง"
"ขอบใจมากนะ" เฉินซานซือไม่ได้พูดอะไรมาก
เขานำกำลังพลของเขาเดินเข้าไปในลานประลองอย่างมั่นใจ​
ภายในลานประลองอันกว้างขวาง ที่จุคนได้นับหมื่น บนกำแพงเมืองมีคนมานั่งดูการคัดเลือกหลายร้อยคน…เเละทุกคนล้วนมีพลังยุทธที่แข็งแกร่ง
เฉินซานซือมองเห็นขันทีโหวกับคนอีกสองคน
คนหนึ่งใส่ชุดขุนนางสีแดง ส่วนอีกคนใส่ชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ
ดูจากตำแหน่งที่นั่งแล้ว ทั้งสามคนน่าจะเป็นกรรมการ คนที่ใส่ชุดสีแดงน่าจะเป็นผู้ว่าการหลิว ส่วนชายชราในชุดผ้าป่าน ก็น่าจะเป็นผู้บัญชาการซุน
ไม่คิดเลยว่า ผู้บัญชาการซุนผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง จะดูธรรมดาๆแบบนี้
ไม่ใช่แค่นั้น พลังลมปราณของเขาก็แปลกประหลาดกว่าคนอื่น
ผู้ฝึกยุทธคนอื่นๆ มีลมปราณสีใส ต่างกันแค่ความเข้มข้น เช่น ขันทีโหวมีลมปราณที่เข้มข้นมาก แทบจะมองเห็นเป็นรูปร่างได้ ผู้ว่าการหลิวก็ไม่ต่างกัน รวมถึงแม่ทัพหัวโล้นและแม่ทัพคนอื่นๆ ด้วย
แต่ทว่า...ลมปราณในร่างกายของผู้บัญชาการซุน กลับเป็นสีเขียว!
นี่ไม่เหมือนใครเลย
เเละมันค่อนข้างคล้ายกับลมปราณสีฟ้าของสัตว์อสูร…แต่เข้มกว่า เรียกว่าสีเขียวจึงจะถูกต้องกว่า
เหนือกว่าเทพยุทธ์ ช่างแตกต่างจริงๆ
แม้แต่วิธีฝึกฝนก็ยังต่างจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
แต่ว่า...
เมื่อเฉินซานซือมองไปรอบๆ ก็ไม่พบ "ลมปราณสีเขียว" แบบนี้เลย หรือว่ามันไม่ได้รับมาจากสวรรค์​เเละโลก…
แต่เกิดจากการฝึกฝน?
หรือว่าต้องไปถึงระดับหนึ่งก่อน ถึงจะมองเห็นได้?
…..
"ตึง!" หลี่เชียนจงที่ยืนอยู่บนเวที่ประกาศว่า
"แม่ทัพฝึกหัด เชิญ​ขึ้นมาบนเวที ให้บัญชาการลูกน้องจากบนเวที ห้ามลงไปร่วมต่อสู้ด้วยตัวเอง…การทดสอบจะเริ่มในอีกสองเค่อ"
การจัดขบวนทัพ สิ่งที่วัดก็คือความสามารถในการบัญชาการและควบคุมกำลังพล ถ้าต้องลงไปทำเองทุกอย่าง ก็ไม่ใช่แม่ทัพเเล้ว แต่จะเป็นแค่ทหารธรรมดาๆ
เมื่อเฉินซานซือขึ้นไปบนเวที เขาก็เห็นร่องรอยการต่อสู้บนพื้น รวมถึงรอยเลือดด้วย…ดูเหมือนว่าการซ้อมรบนี้จะมีคนตายจริงๆ ซึ่งนั่นก็พอเข้าใจได้ ถ้าไม่มีอันตรายถึงชีวิต ก็คงทดสอบความสามารถที่แท้จริงของทหารไม่ได้
"กรรรรร..."
ทันใดนั้น​ เฉินซานซือก็ได้ยินเสียงคำรามเบาๆ ดังมาจากในกำแพงเมือง
"เข้าใจแล้ว"
จากนั้น​ เฉินซานซือก็พยักหน้าให้ซูเหวินไฉที่อยู่ในกลุ่มคน เป็นสัญญาณว่าเริ่มได้
"จัดขบวน!" ซูเหวินไฉโบกพัดขนนก
ทหารกว่าห้าร้อยนายรีบจัดขบวนรบแบบง่ายๆทันที
"หลังจากเริ่มการทดสอบ จะมีทหารม้าของเหลียงโจวมาบุกตะลุยขบวนทัพพวกเจ้า…พวกเขาอาจจะทำให้พวกเจ้าบาดเจ็บ แต่จะไม่ฆ่าใคร วางใจได้" หลี่เชียนจงตะโกน
"ภารกิจของพวกเจ้ามีอย่างเดียว คือรักษาขบวนทัพเอาไว้"
จะไม่ฆ่าใครหรือ?...ไม่น่าจะใช่
ที่พูดแบบนี้ ก็คงอยากจะใช้การโจมตีอย่างรุนแรง​แบบฉับพลันมาทดสอบความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เฉพาะหน้า ดูว่าจะรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดคิดในสนามรบได้ดีแค่ไหน
แต่เฉินซานซือมั่นใจในลูกน้องของเขา จึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยเตือนอะไร
….
"พวกนี้ไม่ใช่ทหารจากเหลียงโจวสินะ?" ผู้ว่าการหลิวพูดขึ้น
ในฐานะผู้ว่าการที่คอยช่วยผู้บัญชาการซุนดูแลกองทัพทั้งสามมณฑล เขาจึงดูออกได้อย่าง​ง่ายดาย​
"จริงด้วย" ขันทีโหวเองก็แปลกใจ
"พวกนี้เป็นทหารจากที่ไหน?"
"เป็นทหารที่หนีมาจากเมืองผอหยางขอรับ" แม่ทัพจ้าวที่นั่งดูอยู่ด้วยตอบ
"ทหารหนีทัพ?“…เเม่ทัพเฉินคิดจะทำอะไร?” ผู้ว่าการหลิวอดหัวเราะไม่ได้
"ทำไมถึงให้เเม่ทัพเฉินใช้ทหารหนีทัพ?" ขันทีโหวหันไปมองแม่ทัพจ้าวด้วยสายตาเย็นชา
"แม่ทัพจ้าว เเม่ทัพเฉินเป็นถึงแม่ทัพที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง หรือว่ามีใครกล้ากลั่นแกล้งไม่ยอมให้กำลังพลเขา?"
"ท่านขันทีโหว ข้าไม่กล้าทำแบบนั้นแน่นอน" แม่ทัพจ้าวตอบอย่างรวดเร็ว
"เเม่ทัพเฉินยืนกรานจะใช้ทหารเก่าของเขาเอง หลายคนเป็นพยานได้ และข้าขอบอกเลยว่าอย่าดูถูกทหารบ้านนอกพวกนี้ พวกเขาถูกฝึกฝนมาอย่างดีเลยทีเดียว"
"งั้นเหรอ?" ขันทีโหวดูสนใจขึ้นมาอีกครั้ง
"เเม่ทัพเฉินนี่ คงอยากจะแสดงฝีมือการฝึกทหารให้พวกเราดูสินะ หึๆ…เเต่ระวังจะย้อนเข้าตัวเสียล่ะ" ผู้ว่าการหลิวพูดอย่างหมั่นไส้
ส่วนผู้บัญชาการซุนยังคงนิ่งเงียบเช่นเดิม
….
บทลานประลองที่ปิดล้อม จนเหมือนกับสนามต่อสู้ขนาดใหญ่
"ตึง! ตึง! ตึง!"
ทันใดนั้น เสียงกลองก็ดังขึ้น
เมื่อเสียงกลองดัง ประตูทั้งแปดก็เปิดออก เเล้วมีทหารม้าเข้ามาทางละยี่สิบนาย มุ่งตรงมายังขบวนทัพที่เฉินซานซือจัดไว้
ขบวนทัพของเฉินซานซือเริ่มเคลื่อนไหว ป้องกันการบุกของทหารม้าอย่างแข็งขัน ขบวนทัพไม่เเตกแถวแม้แต่เดียว
หลังจากบุกสี่รอบ ทหารม้าก็ถอยออกไป
"แค่นี้?…จบแล้วหรอ?" จ้าวคังพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
"อย่าเพิ่งประมาท รักษาขบวนทัพไว้ ห้ามแตกแถว!" ซูเหวินไฉที่อยู่ตรงกลางขบวนทัพตะโกน
"ก่อนที่กรรมการจะประกาศจบ ใครทำผิดพลาด กลับไปโดนท่านเฉินลงโทษทางทหารแน่!"
"ใช่ มันต้องมีอะไรมากกว่านี้" หวังจื๋อพึมพำในใจ
เขาอยู่ในกองทัพหลักทั้งแปดมานาน รู้ดีว่าการทดสอบต้องยากกว่านี้มาก
"กรรรรร!!!"
และแล้ว...
หลังจากทหารม้าคนสุดท้ายออกไป มันก็มีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายดังมาจากทุกทิศทาง
เเละสัตว์ร้ายเหล่านี้มีทั้งหมาป่า เสือ เสือดาว หมาใน…แต่พวกมันตัวใหญ่กว่าปกติ ดวงตาแดงก่ำ ฟันแหลมคม น้ำลายไหลยืด ดูท่าทางเหมือนจะหิวโซมานาน
พอพวกมันเห็นเหยื่อ ก็พุ่งเข้าใส่กลางลานประลองทันที
ในสายตาของทุกคน นี่มันฝูงสัตว์ร้ายที่ไม่มีทางหลบหนีได้ชัดๆ!
"หรือว่าพวกมันจะเป็นสัตว์อสูรทั้งหมด?"
คนส่วนใหญ่เพิ่งมาถึงเหลียงโจว คงยังไม่รู้จักคำว่า "สัตว์พิษ"
สิ่งแรกที่พวกเขานึกถึงก็คือ "สัตว์อสูร" พอเป็นสัตว์อสูรแล้ว พลังต่อสู้ก็จะเพิ่มขึ้นมหาศาล เเล้วแบบนี้ใครจะไปสู้ไหว
ตอนที่ทหารม้าเข้าโจมตีแล้วไม่มีใครเป็นอะไร ยิ่งทำให้พวกเขามั่นใจ…เเต่พอมาเจอแบบนี้ก็คงมีคนตื่นตระหนก พอตื่นตระหนกก็มีสิทธิ์เสียเลือดเสียเนื้อ พอเสียเลือดเสียเนื้อ ขบวนทัพก็จะแตกพ่ายทันที
"แค่สัตว์เดรัจฉาน อย่าแตกแถว ฆ่ามันซะ!" หวังจื๋อคำรามพลางชูดาบขึ้นบังคับแนวหน้า
นายทหารผู้ถือธงโบกสะบัดธงในมืออย่างคล่องแคล่ว สั่งการเปลี่ยนแปลงรูปแบบขบวนทัพ นำเอาข้อได้เปรียบของขบวนทัพสี่ประตูมาใช้อย่างเต็มที่
พวกเขาแบ่งสัตว์พิษสี่ร้อยกว่าตัวออกเป็นกลุ่มๆ แม้จำนวนคนจะใกล้เคียงกับสัตว์ร้าย แต่กลับดูเหมือนว่าจะมีกำลังพลมากกว่าหลายเท่า จนสามารถตรึงขบวนทัพของสัตว์ร้ายเอาไว้ได้อย่างมั่นคง
สัตว์พิษพวกนี้มีพละกำลังมหาศาล โดยเฉพาะเสือที่กลายพันธุ์เป็นสัตว์พิษจะมีพลังเทียบเท่ากับนักรบระดับหลอมกระดูก…เพียงแค่พุ่งเข้าใส่ก็สามารถคว่ำทหารได้หลายคน
แต่ถึงกระนั้น ขบวนทัพกลับไม่แตกแถวเลย
พวกเขามีคนเข้ามาเติมเต็มช่องว่างอย่างรวดเร็ว เหมือนไม่มีรูรั่วให้โจมตีได้ ทหารบางคนถึงกับยอมเอาตัวเข้ารับการโจมตี เพื่อถ่วงเวลาให้ขบวนทัพฟื้นตัว
นี่มันช่างเป็นจิตวิญญาณนักรบที่น่าทึ่ง
แค่การทดสอบ แต่ทุกคนกลับสู้เหมือนรบจริง ไม่มีใครกลัวตาย ต่างยอมพลีชีพเพื่อรักษาขบวนทัพกันถ้วนหน้า
ด้วยจิตวิญญาณนักรบที่พร้อมพลีชีพ บวกกับความสามัคคีของผลทักษะการบัญชาการ…แม้จะเผชิญหน้ากับฝูงสัตว์ร้าย พวกเขาก็ยังไม่เสียเปรียบเลยสักนิด
และสุดท้ายสัตว์เดรัจฉานก็ยังคงเป็นสัตว์เดรัจฉาน ในที่สุดก็ถูกโล่ของทหารเข้าปิดล้อม ต่อมาก็ถูกหอกและธนูระดมยิงใส่ จนทำให้ลานประลองกลายสภาพเป็นโรงฆ่าสัตว์
หากเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่นานสัตว์พิษทั้งหมดก็คงจะถูกฆ่าตายจนหมดเเน่
"หยุด!" หลี่เชียนจงรีบตีฆ้อง
"ถอยทัพ สัตว์พิษพวกนี้ต้องเก็บไว้ใช้ในการทดสอบรอบต่อไป อย่าให้พวกมันตายจนหมด"
"ตูม!"
ทันใดนั้นรองแม่ทัพระดับทะลวงชีพจรหลายคนก็ออกมาขับไล่สัตว์พิษทั้งหมดออกจากลานประลอง
ความจริงแล้ว พวกเขาก็แอบดูอยู่ตลอดเวลา คอยระวังไม่ให้ทหารคนไหนตาย ถ้ามีทหารบาดเจ็บสาหัส พวกเขาก็จะเข้าไปช่วยเหลือทันที
แต่ถ้าพวกเขาเข้าไปช่วยเหลือ ก็เท่ากับว่าไปรบกวนขบวนทัพ
อย่างไรก็ตาม ทหารกลุ่มนี้ของเฉินซานซือกลับไม่ต้องการความช่วยเหลือเลย
ตอนแรกอาจจะตกใจจนมีบาดเจ็บบ้าง แต่สุดท้ายก็สามารถตั้งรับและจัดการกับสถานการณ์ได้อย่างสวยงาม
"สมกับเป็นเหล่าทหารกล้าที่เคยร่วมกันช่วยชาวบ้านข้ามแม่น้ำ!" ขันทีโหวกล่าวชม
"ท่านผู้บัญชาการซุน ท่านเห็นหรือไม่ แค่การทดสอบ พวกเขายังยอมสละชีวิตได้ขนาดนี้ หากออกรบจริง พวกเขาต้องเป็นทหารที่แข็งแกร่งและกล้าหาญอย่างแน่นอน แข็งแกร่งกว่าทหารเหลียงโจวหลายกลุ่มที่ผ่านมาเสียอีก"
ตอนนี้การทดสอบผ่านไปเกินครึ่งแล้ว
มีผู้ที่ได้ระดับชั้นหนึ่งมีประมาณสี่สิบเปอร์เซ็นต์
จริงๆแล้วการทดสอบรอบนี้ไม่ได้ยากมาก แค่รักษาขบวนทัพเอาไว้ได้ก็ถือว่าผ่านแล้ว
แต่ทหารหลายคนคิดว่านี่เป็นแค่การทดสอบ ไม่ใช่การรบจริงๆแค่บาดเจ็บก็ไม่คุ้มแล้ว นับประสาอะไรกับการยอมสละชีวิต จึงเกิดความตื่นตระหนกกันไปบ้าง
การทำให้ลูกน้องเชื่อฟังคำสั่งกุนซือ ก็ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญอย่างหนึ่งของการเป็นแม่ทัพ
กรรมการทั้งสามคนต่างสังเกตเห็น
ผู้ที่บัญชาการขบวนทัพ กลับเป็นบัณฑิตชราผู้หนึ่งที่อยู่ตรงกลาง
บัณฑิตบัญชาการรบ?
ในกองทัพหลักทั้งแปด มีเพียงฟางชิงหยุนผู้เดียวเท่านั้น
นี่แสดงให้เห็นว่า เฉินซานซือมีความสามารถในการควบคุมบัญชาการทหารอย่างยอดเยี่ยม
"เเม่ทัพเฉินผู้นี้ต้องถือว่ามีความสามารถจริงๆ" แม่ทัพจ้าวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยชม
"แต่เสียดายที่ระดับพลังยังไม่ถึงขั้น ไม่เช่นนั้นก็คงเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวในการชิงตำแหน่งศิษย์เอก"
"เเต่ในอนาคตการจะได้เป็นแม่ทัพใหญ่ คงไม่ใช่เรื่องยากมากเกินไป"
…..
หลังจากนั้นกรรมการทั้งสามคนให้คะแนน "ระดับชั้นหนึ่ง" แก่เฉินซานซือโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
ทหารที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวลงไปรักษา ส่วนคนที่เหลือก็แยกย้ายกันไปตามคำสั่ง
"ท่านอาจารย์" ฟางชิงหยุนเข็นรถเข็นเข้ามาหาผู้บัญชาการซุน
"ท่านเห็นศิษย์น้องหกของข้าหรือไม่(หวังจื๋อ) หลายปีมานี้เขาดูสุขุมขึ้นเยอะ ถูกปลดลงมาอยู่เมืองเล็กๆเป็นแค่ร้อยเอก แต่เขาก็ยังคงทำหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็ง เขาช่างน่านับถือจริงๆ"
“…..”
ผู้บัญชาการซุยไม่ได้ตอบกลับอะไร
…
การทดสอบรอบแรกเสร็จสิ้นลงอย่างรวดเร็ว และมีการประกาศผลออกมาทันที
เฉินซานซือได้ระดับชั้นหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากนี้ยังมีเฉาฟานที่มากับกองกำลังจากเมืองหลวง, ลู่ซูหัว และ...คนอื่นๆ
อย่างไรก็ตาม มันมีบางคนที่เก่งกาจ แต่ความสามารถในการบัญชาการยังไม่ดีพอ เช่น เจี๋ยซือซู่จากมณฑลเอี๋ยน แม้เขาจะมีกายาเทพยุทธ์โดยกำเนิด แต่ในการทดสอบรอบนี้กลับได้เพียงระดับชั้นสาม เท่ากับว่าแทบจะตกรอบไปแล้วครึ่งหนึ่ง
"ท่านอ๋องน้อยคาดการณ์ได้แม่นยำจริงๆ…ไอ้แซ่เฉินมันได้ระดับชั้นหนึ่งจริงๆด้วย" เหวินชิวสือได้ยินผลการทดสอบก็เเอบรู้สึกประหลาดใจ
"ได้แล้วมันจะทำอะไรได้ การทดสอบมันไม่ได้มีแค่รอบเดียวเสียหน่อย" หยินฮั่นเหวินเอ่ยอย่างไม่พอใจ
ส่วนเฉาฟานมองไปที่ลานประลองที่กำลังเตรียมการทดสอบรอบที่สอง ตอนนี้ดวงตาเป็นประกายวาวโรจน์ด้วยแผนการบางอย่าง
หลังจากพักครึ่งชั่วยาม
ก็ถึงการทดสอบรอบที่สอง [การบุกตะลุยขบวนทัพ]
เเม่ทัพหลี่ประกาศกฎด้วยเสียงอันดังว่า
"ต่อไป เราจะนำทหารสี่หมื่นนายจากกองทัพหลักทั้งแปด มาจัดเป็นขบวนทัพเก้ายอดแปดทิศ เป้าหมายของพวกท่าน คือต้องบุกฝ่าขบวนทัพนี้ออกมาให้เร็วที่สุด!"
"พวกท่านไม่ต้องตกใจกับจำนวนคน การทดสอบรอบนี้ จะวัดกันที่ว่าพวกท่านจะรับมือกับการถูกล้อมอย่างไร จะจัดขบวนทัพอย่างไร จะหาทางออกจากขบวนทัพได้หรือไม่…ทหารในขบวนทัพจะเน้นจับเป็น จะไม่ฆ่าพวกท่าน และเนื่องจากคนเยอะ ระดับพลังยุทธสูงสุดในขบวนทัพก็แค่หลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ ไม่มีใครถึงระดับหลอมอวัยวะภายในเหมือนพวกท่าน พวกท่านแค่หาทางออกจากขบวนทัพให้ได้ก็พอ"
"ใครออกมาจากขบวนทัพเก้ายอดแปดทิศได้ภายในหนึ่งก้านธูป จะได้คะเเนนระดับชั้นหนึ่ง เกินครึ่งก้านธูปก็จะลดระดับลงไปหนึ่งขั้น ถ้าถูกจับได้ ก็จะตกรอบการคัดเลือกแม่ทัพ ไปร่วมคัดเลือกตำแหน่งรองแม่ทัพแทน…แต่ไม่ต้องเสียใจ ถ้าวันหลังได้หรือสร้างผลงาน ก็ยังมีโอกาสได้เป็นแม่ทัพอยู่"
"ขบวนทัพเตรียมพร้อมแล้ว ใครที่ข้าเรียกชื่อก็เตรียมตัวได้เลย!"
"ชุยหย่งผิง!"
"โครม!"
ขบวนทัพขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
ธงสะบัด กลองร้องดังกึกก้อง
ถ้ามองลงมาจากที่สูง จะเห็นว่าขบวนทัพนี้เหมือนกับภาพวาดแปดทิศที่กลับมามีชีวิต ทหารที่วิ่งไปมาสอดคล้องกับกระบวนทัพ เสริมพลังต่อสู้ให้กันและกัน
ขบวนทัพที่แปลกประหลาด!
มีแต่ขบวนทัพพิเศษเท่านั้น ถึงจะทำแบบนี้ได้
การทดสอบรอบนี้ไม่ได้ปิดล้อมเหมือนก่อนหน้า ทุกคนจึงสามารถดูการทดสอบของคนอื่นได้
เนื่องจากขบวนทัพเก้ายอดแปดทิศมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แถมยังห้ามยืนบนที่สูง จึงมองเห็นได้แค่ไม่กี่แถว
นอกจากนี้ ด้านหลังยังมีโล่เหล็กสูงแปดฉื่อบังเอาไว้อีกจนมองไม่เห็นข้างใน ยิ่งมองนานก็ยิ่งรู้สึกอึดอัด
ชุยหย่งผิงที่เป็นคนแรกขี่ม้าเข้าไป
ประมาณครึ่งก้านธูป ผลลัพธ์ก็อกมา
"ชุยหย่งผิงถูกจับ ตกรอบ!"
"..."
จากนั้นก็มีคนเข้าไปอีกแปดคน ตกรอบไปครึ่งหนึ่ง…ส่วนคนที่เหลือได้คะเเนนแค่ระดับชั้นสอง ไม่มีใครได้ระดับชั้นหนึ่งเลย
"เจี๋ยซือซู่จากมณฑลเอี๋ยน ที่มีกายาเทพยุทธ์โดยกำเนิด ก็ได้แค่ระดับชั้นสอง!"
"ขบวนทัพนี่มันเหมือนกับจะกินคน เข้าไปแล้วออกไม่ได้เลย!"
"ปีที่แล้วไม่ได้ทดสอบแบบนี้ไม่ใช่เหรอ?"
"ปีนี้ทำไมมันยากจัง..."
แม้แต่ลู่ซูหัว เฉาฟาน เหยียนฉางชิง ที่เป็นตัวเต็ง ก็ยังรู้สึกกดดัน…นี่มันขบวนทัพสี่หมื่นคน ถึงจะแค่ล้อม ไม่ต้องสู้ มันก็น่ากลัวอยู่ดี
"เฉินซานซือ!"
เฉินซานซือที่เตรียมตัวพร้อมแล้วก็เดินออกมา
"นี่ม้า นี่อาวุธ!"
การทดสอบรอบนี้ สิ่งสำคัญคือเวลา
ม้ายิ่งดี ก็ยิ่งได้เปรียบ
บางคนมาจากตระกูลใหญ่โต อาจจะมีม้าอสูร
ดังนั้นเพื่อความยุติธรรม ทุกคนห้ามใช้ม้าของตัวเอง ต้องใช้ม้าที่กองทัพจัดให้
เฉินซานซือได้ม้าสีดำ ถึงจะเทียบกับเจ้าขาวไม่ได้ แต่ก็ยังถือว่าเป็นม้าที่ดี
หลังจากตรวจสอบม้าแล้ว เขาก็ได้หอกที่ไม่ได้ลับคมมาอีกเล่ม
ประวัติของทุกคนถูกบันทึกไว้หมดแล้ว ใช้อาวุธอะไรก็รู้กันอยู่
ที่ให้อาวุธที่ไม่ได้ลับคม ก็เพื่อเพิ่มความยาก และป้องกันไม่ให้แม่ทัพฝึกหัดคลั่งจนฆ่าคนไปมากมาย
ถึงยังไงก็เป็นแค่การทดสอบ การบาดเจ็บเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ควรจะไม่สนใจชีวิตของเหล่าทหาร
แม้แต่การทดสอบรอบที่แล้ว ก็ยังมีผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดชีพจรคอยดูอยู่ ป้องกันไม่ให้มีคนตายเยอะเกินไป
ดังนั้น การทดสอบรอบนี้จึงใช้อาวุธที่ไม่ได้ลับคม เพื่อลดการบาดเจ็บ และเตือนให้แม่ทัพฝึกหัดให้รู้จักยั้งมือ
ดาบเจิ้นเยว่ก็เอาเข้าไปไม่ได้
เพราะอาวุธระดับนั้น มันไม่ยุติธรรม
เเต่เฉินซานซือก็ไม่สนใจ หลังจากทะลวงไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในแล้ว เขายังไม่ได้ฝึกฝนวิชาดาบเลย…ถึงจะเอาเข้าไปก็คงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมาก
ตอนนี้เขามั่นใจว่าม้าไม่มีปัญหา อาวุธก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหา
แต่ข้างในจะมีอะไรซ่อนอยู่หรือเปล่า ต้องลองของจริงถึงจะรู้
เขาไม่มีให้คิดอีกต่อไป เพราะตอนนี้ธูปบนโต๊ะถูกจุดแล้ว
ทุกนาทีทุกวินาทีมีค่า ห้ามเสียเวลาอีก!
"เริ่ม!"
"ฮี้รรร!"
เฉินซานซือขี่ม้าเข้าไปในขบวนทัพ คนกับม้า ตอนนี้เหมือนกับวิ่งเข้าไปในปากของสัตว์ร้าย
ขบวนทัพเก้ายอดแปดทิศ หรือที่เรียกว่าขบวนทัพแปดประตู ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อพันปีก่อนเเต่กลับสูญหายไปเก้าร้อยกว่าปี
จนกระทั่งสิบกว่าปีก่อน ฟางชิงหยุนถึงจะกู้คืนมาได้…และนำมาใช้จริง
ชื่อเสียงของเขา ก็มาจากตอนนั้น
ขบวนทัพนี้ซับซ้อน ยากที่จะเข้าใจ ถึงจะรู้รูปแบบของเก้ายอดแปดทิศ ก็ต้องแยกแยะให้ได้ว่าอันไหนจริงอันไหนหลอก
การที่แม่ทัพฝึกหัดหลายคนจะถูกจับก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
โชคดีที่เฉินซานซือเคยศึกษามันมาแล้ว
ถ้าเป็นแค่การทดสอบปกติ เขามั่นใจว่าจะออกมาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ประสาทสัมผัสของเขาไวมาก เขาสัมผัสได้ว่า เฉาฟานจ้องมองเขาด้วยสายตาเย็นชา
ถังอิงเค่อก็เคยเตือนเขา เขาจึงรู้ดีว่าการทดสอบรอบนี้อาจจะมีปัญหา
แต่ก่อนที่จะเกิดเรื่อง ต่อให้พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ
หรือจะไปหวังให้ฝ่ายตรงข้ามยอมรับผิดเองหรือไง?
"ช่างเถอะ เส้นทางของข้ามันก็ลำบากมาตลอดเเหล่ะ" เฉินซานซือกำหอกในมือแน่น ไม่หวั่นไหว
"เเต่ถึงจะมีแผนการร้ายอะไร…อาวุธที่ไม่ได้ลับคมของข้า ก็ฆ่าคนได้อยู่ดี!"
…………………………….