- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 122 : ความสำคัญของกายาพิเศษ!
บทที่ 122 : ความสำคัญของกายาพิเศษ!
บทที่ 122 : ความสำคัญของกายาพิเศษ!
บทที่ 122 : ความสำคัญของกายาพิเศษ!
ช่วงนี้ในเมืองมีการประกาศกฎอัยการศึก รอบๆเมืองมีป้ายประกาศจับติดอยู่ทั่วทุกแห่ง
และที่เป็นแบบนี้ ได้ยินมาว่ามีผู้ฝึกยุทธระดับสูงของสำนักต่างๆ ถูกฆ่าตายเป็นจำนวนมาก
สองสำนักใหญ่ในเจ็ดสำนักของเหลียงโจว คือสำนักถงเสวียนและสำนักลั่วเซีย ถูกฆ่าตายในคืนเดียวถึงห้าหกคน รวมทั้งศิษย์ระดับกลางอีกหลายสิบคน ในจำนวนนี้ยังมีอัจฉริยะที่มีร่างกายแข็งแกร่งอีกด้วย
เเต่เรื่องใหญ่โตขนาดนี้ กลับไม่มีพยานเหลือรอดแม้แต่คนเดียว
แถมหลังจากที่พวกเขาตาย เลือดที่หัวใจก็หายไป…จึงเชื่อกันว่าเป็นฝีมือของลัทธิเทพวิญญาณ
"ไม่น่าจะใช่นะ" เฉินซานซือคิดไม่ตก
การบุกเข้าไปในสองสำนักพร้อมกันและฆ่าคนมากมายขนาดนี้ แสดงว่าลัทธิเทพวิญญาณไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่เป็นกลุ่มคน
แต่ที่นี่คือเหลียงโจว มีค่ายทหารหลักทั้งแปด มีผู้บัญชาการ​ซุนอยู่
ถ้ามีสาวกลัทธิเทพวิญญาณซ่อนตัวอยู่มากมายขนาดนั้น ก็น่าจะมีที่ซ่อน…เเล้วทำไมถึงหาไม่เจอ
แม้แต่เซียงถิงชุน ตอนนั้นก็ยังหาเบาะแสจากวัดจินจงได้เลย
มันไม่มีเหตุผล
เว้นแต่ว่าลัทธิเทพวิญญาณจะมีวิธีพิเศษอะไรบางอย่าง
เเละนี่เฉินซานซือไม่ได้คิดฟุ้งซ่านไปเอง
เมื่อเขาได้เข้าประจำการที่ค่ายทหารหลักทั้งแปด ก็คงต้องมีส่วนร่วมในการตามล่าลัทธิเทพวิญญาณอย่างแน่นอน
นอกจากนี้​ เขาก็อยากจะถามสาวกระดับสูงของลัทธิเทพวิญญาณเกี่ยวกับ "สมบัติเซียน" ที่อยู่ของอุปกรณ์ต่างๆ รวมถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของพิธีบูชายัญด้วยเลือด และการฆ่าผู้ฝึกยุทธนั้นมีประโยชน์อะไร
ส่วนกลุ่มควันสีดำในภูเขานั่น...มันจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิเทพวิญญาณหรือเปล่า?
ในขณะที่กำลังครุ่นคิด เฉินซานซือก็มาถึงทางเข้าเมืองทหารในเขตเหลียงโ​จว​ แล้วลงจากหลังม้า เเละม้าของเขาก็ออกไปเที่ยวเล่นเองต่อ
มันเหมือนกับสุนัขที่เลี้ยงแบบปล่อย ถึงเวลาก็กลับมากินข้าวที่บ้าน ต่างกันตรงที่ว่าสามารถเรียกมันกลับมาได้ทุกเมื่อ ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีม้าขี่ตอนที่ต้องการ
บนลานประลอง ภายในเมืองทหาร
แม่ทัพที่เข้าร่วมการคัดเลือกได้มากันเกือบครบแล้ว
นั่นรวมถึงเฉาฟาน หยินฮั่นเหวินและคนอื่นๆ
เพียงแต่ฟางชิงหยุนพึ่งจะประกาศว่าหยินฮั่นเหวินสละสิทธิ์การคัดเลือก
"คุณชายหยิน!" เฉินซานซือตบไหล่หยินฮั่นเหวิน
"ทำไมท่านถึงสละสิทธิ์ล่ะ?"
"โอ๊ยยย!"
หยินฮั่นเหวินร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดจนหน้าตาบิดเบี้ยว
"ท่านเฉิน! ท่านทำอะไรน่ะ?!" เหวินชิวสือโกรธมาก เเล้วรีบเข้าไปพยุงสหาย​ไว้
"หืออออ?" เฉินซานซือทำหน้าตกใจ
"ขออภัยด้วย ข้าไม่รู้ว่าคุณชายหยินบาดเจ็บอยู่ มิน่าล่ะถึงสละสิทธิ์การคัดเลือก…นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเป็นฝีมือของลัทธิเทพวิญญาณ?"
เมื่อ​ได้ยิน​คำถาม​นี้ หยินฮั่นเหวินก็เหงื่อแตกพลั่กๆ
เขารีบกัดฟันพูดด้วยความเจ็บปวด ว่า
"ใช่ เมื่อวันก่อนตอนที่ข้ากำลังกลับจวนหลังจากกินเลี้ยงที่โรงเตี๊ยม ข้าเจอกับสาวกลัทธิเทพวิญญาณเลยโดนมันฟันไปหนึ่งดาบ น่าเสียดายที่ข้าจับพวกมันไม่ได้"
"ถ้าอย่างนั้น คุณชายหยินก็เป็นพยานคนเดียวสินะ!" เฉินซานซือถามต่อ
"ท่านเห็นพวกมันหนีไปทางไหนบ้าง? ตอนนี้ทั้งเมืองกำลังตามล่าลัทธิเทพวิญญาณอยู่ ถ้าหาพวกมันเจอ ท่านจะได้ความชอบครั้งใหญ่เลยนะ"
"เรื่องนั้น…ข้าไม่รู้"
"วิชาตัวเบาของพวกมันสูงส่งมาก แปปเดียวก็หายวับไปกับตา ข้าเลยตามไม่ทัน"
"อย่างนี้นี่เอง งั้นคุณชายหยินรีบรักษาตัวให้หายดีก็แล้วกัน" เฉินซานซือคารวะ แล้วหันหลังเดินจากไป
ดูท่า คนที่เขาฝากลูกธนู​เอาไว้ก็คือหยินฮั่นเหวินนี่เอง
ไหล่เป็นรู แถมกระดูกยังหายไปส่วนหนึ่ง ถึงจะมียารักษาอาการบาดเจ็บ ก็คงต้องพักฟื้นอีกนาน
...
"ท่านอ๋องน้อย!"
"ท่านเห็นหรือไม่ มันช่างอวดดียิ่ง!" หยินฮั่นเหวินร้องด้วยความเจ็บปวด
"เจ้าเป็นคนคิดแผนเอง เจ็บก็ต้องทนเอาไว้!" เฉาฟานพูดอย่างไม่ใส่ใจ
"แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะแก้แค้นให้เจ้า…
มันยิงเจ้าหนึ่งดอก ข้าจะตัดแขนมัน ทำให้มันพิการเลย"
"ขอบพระคุณท่านอ๋องน้อย" หยินฮั่นเหวินพูดอย่างเคียดแค้น
"หมอนั่นมันเเค่หลอมอวัยวะภายในขั้นเชี่ยวชาญ ไม่รู้ว่าเอาความกล้ามาจากไหน…รอถึงตอนประลอง ท่านอ๋องน้อยคงจัดการมันได้ภายในห้ากระบวนท่าแน่"
"ต้องให้ท่านอ๋องน้อยลงมือด้วยเหรอ? ข้าคนเดียวก็จัดการมันได้เเล้ว" เหวินชิวสือพูดอย่างดูถูก
"แต่คิดไปคิดมา ดูเหมือนว่าจะไม่จำเป็นต้องให้เราลงมือเอง ยังไงมันก็คงไม่ผ่านรอบแรกหรอก"
"จริงด้วย" หยินฮั่นเหวินเเสยะยิ้มเยาะเย้ย
"มันใช้เเต่พวกทหารบ้านนอก ต่อให้ฝึกยังไงก็เป็นแค่พวกขี้แพ้ ไม่ว่าขบวน​ทัพจะซับซ้อนแค่ไหน ต่อให้ใช้ได้จริง ก็คงโดนตีแตกกระเจิงได้ง่ายๆ"
"ข้าได้ยินมาว่าผู้บัญชาการ​ซุนก็รักทหารยิ่งกว่าลูกตัวเอง…หรือว่านี่เป็นแผนที่มันจะแสดงให้ผู้บัญชา​การซุนเห็น?"
"หมอนี่มันร้ายกาจจริงๆ รู้ว่าตัวเองมีพื้นเพต่ำต้อย พรสวรรค์ก็ไม่ได้โดดเด่น ถ้าอยากมีอนาคตที่ดี ก็ต้องดึงดูดความสนใจจากเบื้องบนด้วยวิธีการ​เเบบนี้​”
“ก่อนหน้านี้ก็พาชาวบ้านข้ามแม่น้ำจนได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ตอนนี้ก็อยากจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองรักและซื่อสัตย์ต่อลูกน้อง เพื่อเอาใจผู้บัญชาการ​ซุน​…ช่างเป็นแผนที่ยอดเยี่ยม​จริงๆ”
"เจ้าคิดมากไปแล้ว ถึงผู้บัญชาการซุนจะชอบคนซื่อสัตย์ก็จริง แต่มันพาพวกไร้ประโยชน์มา ท่านผู้บัญชาการซุนคงดูออกว่ามันเสเเสร้ง…ยิ่งทำแบบนี้ ยิ่งไม่ได้ผล"
"สุดท้ายสิ่งที่ถูกทดสอบก็คือความสามารถในการบัญชาการทหาร"
"ให้มันเสแสร้งไปเถอะ เรารอดูเรื่องตลกก็พอ"
เหล่าบริวารของท่านอ๋องน้อยต่างพูดคุยกันอย่างออกรสออก​ชาติ​
เเต่สำหรับ​เฉาฟาน เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
"นั่นก็ไม่แน่"
"ท่านอ๋องน้อยหมายความว่าอย่างไร?" เหวินชิวสือถามอย่างสงสัย
"ข้าส่งคนไปดูวิธีการฝึกทหารของมันแล้ว" เฉาฟานอธิบาย​อย่างใจเย็น
"ถึงทหารพวกนั้นจะมาจากเมืองเล็กๆในหยุนโจว แต่ภายใต้การบัญชาการของชายชราคนหนึ่ง พวกมันก็ฝึกขบวน​ทัพได้อย่างแข็งแกร่งและคล่องแคล่ว ถึงแม้จะเป็นคนบ้านนอก แต่ก็ผ่านการต่อสู้มาแล้ว ไม่ได้อ่อนแออย่างที่พวกเจ้าพูด ในการทดสอบครั้งแรกนี้ ข้าว่าพวกมันน่าจะผ่านไปได้"
ทางเมืองหลวงส่งจดหมายมาบอกเขา ให้หาโอกาสผูกมิตรกับเฉินซานซือ…เเละให้ลองดูว่าจะดึงตัวมาได้หรือไม่
ตอนแรกเขาก็แปลกใจ แค่กายาเก้ามังกร ถึงจะหายาก เเต่ก็ไม่ถึงกับไม่มี…เเล้วทำไมเขาถึงต้องลดตัวไปเอาใจคนบ้านนอกด้วย
จนกระทั่งไม่กี่วันก่อน เฉาฟานได้เห็นฝีมือธนูของเฉินซานซือบนภูเขา จึงเริ่มเปลี่ยนความคิด
ต่อมาก็ได้ไปดูการฝึกทหารด้วยตัวเอง พบว่าเฉินซานซือฝึกทหารได้ดีจริงๆ แสดงว่าเขามีความสามารถมาป…ถึงแม้พลังยุทธจะยังอ่อน เเต่ในอนาคตก็คงเป็นขุนพลที่แข็งแกร่งได้
แต่ก็น่าเสียดาย…อีกฝ่ายไม่มีทีท่าว่าจะยอมสวามิภักดิ์เเน่ๆ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องของเหยียนฉางชิง
ไอ้หมอนี่...ดูก็รู้​ว่ามันคิดจะแย่งตำแหน่งชนะเลิศกับเขาจริงๆ!
เฉาฟานมองเห็นได้จากแววตาของอีกฝ่ายว่ามีความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัย
ฮึ่ม…ช่างอวดดี
มันอยากตายนักรึไง!
ผู้บัญชาการ​ซุนกุมอำนาจมานานหลายปี ในที่สุดเขาก็ใกล้หมดไฟแล้ว…จะปล่อยให้วิชาที่เหนือกว่าเทพ​ยุทธ​ตกไปอยู่ในมือคนอื่นนอกจากตระกูลเฉาได้อย่างไร
แค่เรื่องนี้ ไอ้เเซ่เฉินนั่นก็สมควรตายแล้ว
โชคดีที่ถึงแม้หมอนี่จะมีความสามารถ แต่ระดับพลังยุทธยังต่ำเกินไป ตอนนี้ยังแค่หลอมอวัยวะภายในขั้นเชี่ยวชาญ ต่อให้ช่วงนี้จะทะลวงไปถึงขั้นความ​สำเร็จ​เล็กน้อย​ได้…ก็คงสู้คนที่หลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์​เเบบเขาไม่ได้หรอก
แต่จะดีที่สุดถ้าจัดการมันได้ก่อนถึงรอบประลอง เพราะเขาได้รับราชโองการมา ถ้าเขาลงมือเอง อาจทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยได้
เฉาฟานได้วางแผนไว้แล้ว
ต่อให้ไอ้เฉินผ่านรอบการจัดขบวน​ทัพไปได้ มันก็ต้องแพ้ในรอบการบุกตะลุยขบวน​ทัพ
"ท่านอ๋องน้อยช่างมีวิสัยทัศน์กว้างไกล!" เหวินชิวสือรีบประจบประแจง​
"รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง!"
"ใช่ๆๆ!"
"..."
ทุกคนเริ่มประจบสอพลออีกครั้ง
….
"คุณชายหยิน" ทันใดนั้น​ถังอิงเค่อก็เดินเข้ามาหาพวกเขา​
"อาการบาดเจ็บของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?"
"ไปให้พ้น!" หยินฮั่นเหวินตวาดลั่น
"ถ้าเจ้าไม่เปิดเผยตัว ข้าก็คงไม่โดนยิงหรอก รอให้การคัดเลือกจบ พอกลับเมืองหลวงเมื่อไหร่ เจ้าโดนแน่!"
"คุณชายเหวิน เมื่อวานข้า..."
"คุณชายเหยา..."
ไม่ว่าถังอิงเค่อจะพูดกับใครก็โดนดูถูกเหยียดหยาม หรือไม่ก็โดนเมินเฉยเสมอ
และเฉินซานซือเห็นเหตุการณ์นี้ทั้งหมด
แค่พูดแทนเขาไม่กี่คำก็ถูกปล่อยโดดเดี่ยว ดูท่าการคัดเลือกครั้งนี้คงไม่ง่ายเเล้ว
…
"นี่!" ไป๋ถิงจือเดินไปหาถังอิงเค่อที่ยืนอยู่คนเดียวในมุม
"คนพวกนั้นรังแกท่านขนาดนี้ ท่านยังจะไปง้อพวกมันทำไม?…มาร่วมกับข้า มาอยู่ใต้บัญชาท่านเฉินดีกว่า อนาคตต้องได้ดีแน่ๆ"
"ถิงจือ อย่าไปยุยงเขา" เฉินซานซือรีบห้ามปราม
"ขอบพระคุณคุณชายถังที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเมื่อคราวก่อน"
"ท่านเฉินเกรงใจไปเเล้ว เเละข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากมายเลย" ถังอิงเค่อถอนหายใจ
"ท่านไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก การมาคัดเลือกครั้งนี้ ข้าแค่มาหาประสบการณ์ ไม่ได้หวังตำแหน่งผู้ชนะเลิศ ถ้ารอบประลองเจอกับท่านอ๋องน้อย ข้าก็จะยอมแพ้ แต่ท่านเฉินต้องระวังตัวนะ วันนี้ข้าเห็นมีคนไปคุยกับคนที่รับผิดชอบด่านที่สอง... เอาเป็นว่าท่านระวังตัวไว้ก็แล้วกัน!"
พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเเล้วขอตัวจากไป
"ด่านที่สอง บุกตะลุยขบวน​ทัพ?" ยังไม่ทันที่เฉินซานซือจะได้คิด เสียงแตรและกลองก็ดังขึ้นทั่วลานประลอง มันเป็นสัญญาณเริ่มต้นการคัดเลือกอย่างเป็นทางการ
"ท่านแม่ทัพฝึกหัดทั้งหลาย!" ฟางชิงหยุนนั่งอยู่บนเวที เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดังก้องไปทั่วลานประลอง
"ข้าขอเริ่มการคัดเลือกการทดสอบข้อแรก การจัดขบวน​ทัพ!
"ต่อไปจะมีคนเรียกชื่อพวกท่านตามลำดับ
"เมื่อได้ยินชื่อ โปรดนำลูกน้องไปที่ลานประลองอีกแห่งที่อยู่ห่างออกไปห้าลี้ เพื่อทำการทดสอบ…มาตรฐานในการตัดสินคือดูว่าขบวน​ทัพของใครแข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้จริง”
"ผู้บัญชาการ​ซุน ผู้ว่าการหลิว ขันทีโหว จะเป็นผู้ตัดสินให้คะแนนเป็นระดับ แบ่งเป็น คะแนนชั้นหนึ่ง ชั้นสอง ชั้นสาม ชั้นสี่…หลังจากการทดสอบทั้งหมดเสร็จสิ้น จะนำคะแนนทั้งหมดมารวมกันเพื่อตัดสินลำดับ และตัดสินผู้ชนะเลิศในการคัดเลือกครั้งนี้”
"นอกจากนี้..." บัณฑิตในชุดสีเขียวอมฟ้าพูดต่อด้วยรอยยิ้มและน้ำเสียงที่ร่าเริง
"ขุนนางใหญ่หลายคนจากหยุนโจว เหลียงโจว และเยี่ยนโจวจะมาร่วมชมการคัดเลือกครั้งนี้ ในจำนวนนี้มีหลายท่านที่มีบุตรสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ฉะนั้นพวกท่านจงแสดงฝีมือให้เต็มที่ อย่าพลาดโอกาสที่จะได้เป็นเขยท่านขุนนางใหญ่ล่ะ!"
"..."
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรยากาศในลานประลองก็ผ่อนคลายลง
มีแม่ทัพบางคนที่เกิดในตระกูลต่ำต้อยหรือเป็นสามัญชน พวกเขาจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก…และตั้งใจที่จะคว้าโอกาสนี้เพื่อเปลี่ยนชีวิต
แค่เก่งอย่างเดียวมันไม่ได้อะไร
การจะอยู่ในสังคมได้ ต้องมีเส้นสาย มีแบ็ค
ยิ่งเป็นขุนนางในราชสำนัก ยิ่งสำคัญ
"เอาล่ะ มาเริ่มกันเลย"
หลังจากกล่าวเปิดงานเสร็จ ฟางชิงหยุนก็ถูกทหารเข็นรถออกไป
หลี่เชียนจงถือบัญชีรายชื่อ แล้วตะโกนว่า
"ชุยหย่งผิง!"
"มาขอรับ!"
"ทหาร…ออกเดิน!"
แม่ทัพหนุ่มนำลูกน้องห้าร้อยนาย เดินขบวนอย่างเป็นระเบียบไปทางทิศเหนือ
ที่ระยะห่างห้าลี้ มีลานประลองที่ปิดล้อมด้วยกำแพงสูงสามจั้ง คนข้างนอกมองไม่เห็นว่าข้างในเกิดอะไรขึ้น จึงไม่มีทางรู้วิธีการทดสอบขบวน​ทัพ
แม้แต่หลังการทดสอบ พวกเขาก็ไม่ได้ออกทางเดิม แต่ต้องออกอีกทางหนึ่ง
มาตรการรักษาความลับเข้มงวดมาก ก่อนที่จะประกาศผล จะไม่มีใครรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของการทดสอบ
...
ณ ลานประลองที่ถูกปิดล้อม
บนกำแพงสูงหลายจั้ง มีศาลาหลายหลัง
ศาลาเล็กๆสองหลังถูกม่านบัง ข้างในเป็นที่นั่งของขุนนางและครอบครัวที่มาร่วมชม ส่วนศาลาใหญ่กลางสุด เป็นที่นั่งของกรรมการทั้งสาม
ผู้บัญชาการ​ซุน ผู้ว่าการหลิว และขันทีโหว
ด้านหลังพวกเขาเป็นขุนนางจากทุกหัวเมือง เช่น ผู้ว่าการมณทล แม่ทัพ ตำแหน่งต่ำสุดคือผู้ว่าการอำเภอ เรียกได้ว่าล้วนแต่เป็นขุนนางระดับสูง และยังทำหน้าที่เป็นผู้คุมสอบด้วย
ในเมื่อเป็นการคัดเลือกแบบพิเศษ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผู้บัญชาการ​ซุนตัดสินใจคนเดียว
ต้องมีพยานหลายคนเพื่อรับประกันความยุติธรรม และเพื่อให้แม่ทัพที่เข้าร่วมการคัดเลือกรู้ว่าพวกเขาเป็นทหารของราชสำนัก ไม่ใช่ทหารของตระกูลซุน
กฎนี้เพิ่งมีขึ้นเมื่อสิบปีก่อน…ก่อนหน้านั้น ผู้บัญชาการ​ซุนมีอำนาจตัดสินใจทุกอย่าง
"ท่านผู้บัญชาการ​ซุน" ผู้ว่าการหลิววางถ้วยชาลง เเล้วพูดด้วยรอยยิ้ม
"หนุ่มๆในปีนี้ดูดีไม่น้อย ถ้าฝึกฝนอีกหน่อย ต้องได้เป็นขุนพลเอกแน่ๆ"
ผู้บัญชาการ​ซุนในชุดผ้าป่านเนื้อหยาบ หลับตาลงครึ่งหนึ่ง ขณะพิงพนักเก้าอี้
"นี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าจะรับศิษย์ หวังว่าจะได้เห็นอะไรที่น่าประหลาดใจบ้าง"
"ผู้ว่าการหลิว…ท่านคิดว่าใครจะชนะ?" ขันทีโหวพูดด้วยเสียงแหลมเล็ก มือที่ถือถ้วยชายกนิ้วขึ้นเล็กน้อย
"แน่นอนว่าต้องเป็นท่านอ๋องน้อย!" ผู้ว่าการหลิวเอ่ยอย่างมั่นใจ
"ท่านอ๋องน้อยทรงมีบุคลิกลักษณะและความสามารถของกษัตริย์ ใช้ดาบเขียวมังกรจันทร์เสี้ยวที่ฮ่องเต้พระราชทานได้อย่างเชี่ยวชาญ เเถมตอนนี้ฝึกฝนถึงขั้นหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์แล้ว อีกนิดเดียวก็จะถึงระดับเปลี่ยนพลัง…ตำแหน่งผู้ชนะเลิศต้องเป็นของพระองค์อย่างไม่ต้องสงสัย! ถ้าท่านผู้บัญชาการซุนรับท่านอ๋องน้อยเป็นศิษย์ ในอนาคตท่านอาจจะได้เป็นอาจารย์ของฮ่องเต้ก็ได้"
"ท่านหลิวด่วนสรุปเกินไป" ขันทีโหวไม่เห็นด้วย แล้วเอ่ยชื่อออกมาหลายชื่อ
"ข้าว่าเหยียนฉางชิง หลานชายของท่านเสนาบดีเหยียนก็ไม่เลว เมื่อวานเขาก็เพิ่งจะทะลวงไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์เช่นกัน”
"ในแง่ของกระดูก เขาก็มีคุณสมบัติที่จะเป็นเทพยุทธได้อย่างแน่นอน…เเถมในเมืองหลวง หลายคนเรียกเขาว่า[บุตรแห่งกิเลน]
"นอกจากนี้ยังมีลู่ซูหัว เจ้ผู้สืบทอดของสำนักดาบถงเทียน เขามีหัวใจดาบโดยกำเนิด อนาคตต้องได้เป็นปรมาจารย์ดาบอย่างแน่นอน”
"นอกจากนี้ยังมีเหวินชิวสือจากสำนักผ่าจันทร์ เวิ่นเส้าหยางจากสำนักลั่วหวิน เฟ่ยยี่เหลียงจากหยูโจว และเสี่ยซือซู่จากเยี่ยนโจว ก็ล้วนเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว”
"คนเก่งมากมายขนาดนี้ ท่านหลิวมองไม่เห็นหรือ?"
"ฮ่าฮ่า" ผู้ว่าการหลิวหัวเราะ
"ถึงจะมีคนเก่งมากมาย แต่คนที่ก้าวไปถึงระดับเทพยุทธได้มีแค่สองสามคน ขันทีโหวอย่าลืมว่าด่านสุดท้ายคือการตรวจสอบกระดูก…เเละมันมีผลต่อคะแนนรวม แถมยังมีน้ำหนักมากด้วย”
"คะแนนระดับชั้นหนึ่งของการตรวจสอบกระดูก เท่ากับคะแนนระดับชั้นหนึ่งของอีกสองด่าน”
"เพราะผู้ชนะเลิศจะได้รับการสนับสนุนที่ดีที่สุดจากราชสำนัก แค่ยาบำรุงก็ต้องใช้สมุนไพรล้ำค่ามากมาย แน่นอนว่าต้องเลือกคนที่เก่งที่สุด"
คนบางคน ช่วงแรกอาจจะฝึกฝนได้เร็วมาก แต่พอถึงระดับทะลวงชีพจรหรือขอบเขตลึกลับ…ความเร็วก็จะลดลง หรือถึงขั้นหยุดอยู่กับที่ เเละไม่มีทางทะลวงไปได้อีก
เช่น เฟ่ยยี่เหลียงจากหยูโจวที่มีกายาเทียนกัง, ด้วยพลังของกายา เขาจะก้าวไปถึงระดับขอบเขตลึกลับได้เร็วกว่าคนรุ่นเดียวกัน แต่จะไม่มีทางไปถึงระดับเทพยุทธไปตลอดชีวิต
คนแบบนี้ ถ้าได้เป็นผู้ชนะเลิศ ก็ไม่คุ้มที่จะทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไป
ดังนั้น การตรวจสอบกระดูกจึงมีน้ำหนักมาก
แน่นอนว่าร่างกายเทพยุทธโดยกำเนิดนั้นไม่ได้มีให้เห็นทุกปี
ปีก่อนๆ แค่มีร่างกายเทียนกังก็ถือว่าเป็นระดับท็อปแล้ว
แต่นี่เป็นการคัดเลือกครั้งสุดท้าย เป็นศิษย์คนสุดท้ายของผู้บัญชาการ​ซุน มันจึงดึงดูดอัจฉริยะจากทั่วทุกสารทิศ ทำให้ระดับของการคัดเลือกสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
"ถึงอย่างนั้น…เหยียนฉางชิง ลู่ซูหัว และเสี่ยซือซู่ ก็มีโอกาสเป็นเทพยุทธได้" ขันทีโหวยังคงยืนยัน
"หมดแล้วรึ?…พวกเจ้าดูแล้วคิดว่ามีตัวเต็งแค่นี้?" เสียงทุ้มต่ำของผู้บัญชาการ​ซุนดังขึ้น
"ท่านผู้บัญชาการซุนคิดว่ายังมีใครอีก?" ผู้ว่าการหลิวลูบเครา
"คนที่หลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ก็มีแค่นี้ ส่วนคนอื่นๆก็พอใช้ได้ แต่คงยากที่จะได้ที่หนึ่ง"
ผู้บัญชาการ​ซุนเคาะนิ้วที่ที่วางแขน เเล้วพูดอย่างไม่ใส่ใจว่า
"ข้าว่าต้องเปลี่ยนกฎแล้ว ร่างกายเทพยุทธโดยกำเนิดมันก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร ศิษย์ข้าสามคนก็มีร่างกายแบบนั้น แต่ก็มีแค่คนเดียวที่เป็นเทพยุทธ…ส่วนอีกสองคนไม่รู้ว่าจะติดอยู่ที่ระดับขอบเขตลึกลับอีกกี่ปี”
“ดังนั้น นอกจากร่างกายแล้ว ต้องดูที่พรสวรรค์ด้านความเข้าใจด้วย”
"ท่านผู้บัญชาการซุนก็ยังคงเรื่องมากเหมือนเดิม"
"แต่กฎคงไม่ใช่ว่าจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้"
"..."
…..
อีกด้าน
ฟางชิงหยุนที่เพิ่งขึ้นมาบนกำแพงก็เอ่ยถามว่า
"ปู้ฉี ถ้าข้าจำไม่ผิด เฉินซานซือน่าจะมีกายาเก้ามังกรใช่ไหม?"
"ใช่ขอรับ ตอนนั้นพี่สาวข้าเห็นมันฝึกเส้นเอ็นเก้ามังกรกับตา ไม่มีทางผิดแน่" ซุนปู้ฉีตบหน้าผากด้วยความหนักใจ
"ซานซือซวยแน่ กายาเก้ามังกรนั้น ถ้ามีทรัพยากร อย่างน้อยก็ไปถึงระดับขอบเขตลึกลับได้ แต่ก็ไปได้สุดแค่นั้น”
"กายาเก้ามังกร ปีก่อนๆ ได้คะแนนระดับชั้นหนึ่งในการตรวจกระดูกสบายๆ…เเต่ปีนี้ มีแต่คนที่มีกายเทพยุทธโดยกำเนิด แถมยังมารวมตัวกันในการคัดเลือกครั้งนี้ ทำให้ร่างกายเก้ามังกรดูด้อยค่า คงได้แค่ระดับชั้นสอง เหมือนกับเหวินชิวสือ…แบบนี้มันเสียเปรียบมาก ศิษย์พี่สี่ ท่านพอจะมีวิธีช่วยบ้างไหม"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟางชิงหยุนก็หันไปสั่งลูกน้องทันที
"ไปเอาหนังสือเกี่ยวกับ 'กายา’ ทั้งหมดในห้องข้ามา"
"หา?" ซุนปู้ฉีดูเหมือนจะไม่คิดว่าศิษย์พี่สี่จะมีปฏิกิริยาแบบนี้
"ศิษย์พี่สี่ ดูเหมือนว่าท่านก็อยากให้ซานซือชนะเหมือนกันนะ"
"คนที่อยากให้เขาชนะ ไม่ใช่ข้า" ฟางชิงหยุนมองไปที่ชายชราในชุดผ้าป่าน
"แต่เป็นท่านอาจารย์"
"พ่อข้าเหรอ?" ซุนปู้ฉียิ่งดีใจเข้าไปใหญ่
เขาไม่คิดเลย…ว่าพ่อจะชอบเฉินซานซือขนาดนี้
"เฮ้อ" ฟางชิงหยุนยังคงถอนหายใจ
"เสียดายที่กฎก็คือกฎ มีทั้งผู้ว่าการหลิว ขันทีโหว และขุนนางจากทุกหัวเมืองอยู่ที่นี่ ท่านอาจารย์คงลำเอียงไม่ได้”
"เเต่ข้าจะลองหาดู ถ้ามีบันทึกว่ามีคนที่มีกายาเก้ามังกรสามารถทะลวงไปถึงระดับเทพยุทธได้ ก็น่าจะให้คะแนนระดับชั้นหนึ่งได้"
มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
การที่เฉินซานซือจะชนะการคัดเลือกครั้งนี้ได้หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การเป็นศิษย์คนสุดท้าย แต่มันเกี่ยวข้องกับกลยุทธ์สำคัญที่จะส่งผลต่อค่ายทหารหลักทั้งแปด และทั่วทั้งแผ่นดิน
เกมกระดานนี้ มีแปดจุดตาย หนึ่งจุดพิการ และหนึ่งจุดรอด
จะเป็นตายร้ายดี ก็ขึ้นอยู่กับศิษย์น้องจากเมืองผอหยางคนนี้แล้วว่าจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน
……………………..