- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 119 : ธนูของผู้บัญชาการซุน!
บทที่ 119 : ธนูของผู้บัญชาการซุน!
บท​ที่​ 119 : ธนูของผู้บัญชาการ​ซุน!
บท​ที่​ 119 : ธนูของผู้บัญชาการ​ซุน!
“เจ้าแน่ใจหรือ ว่าจะใช้ทหารของตัวเอง​ทั้งหมด?” ฟางชิงหยุนถามย้ำอีกครั้ง
ช่วงนี้เขาได้พูดคุยกับคุณชายซูอยู่หลายครั้ง คุยกันถูกคอมาก…เเละอีกฝ่ายก็เป็นคนมีความสามารถ เพียงแต่ภูมิหลังทำให้มุมมองยังแคบไปหน่อย
หลายๆอย่างต้องเรียนรู้ใหม่ แต่หากให้เวลาสักหน่อย…อนาคตต้องยิ่งใหญ่แน่นอน
ส่วนทางด้านถังรั่วซาน ถึงแม้เส้นลมปราณจะพิการ แต่ก็เคยเป็นเเม่ทัพระดับ​นายพล ยังไงก็คงพอใช้งานได้…ส่วนคนอื่นๆเขาก็ไม่ได้รู้จักอะไรมากนัก
“ข้าแน่ใจ” เฉินซานซือตอบเสียงดังฟังชัด
ไม่ไกลนัก แม่ทัพใหญ่จ้าวอู๋จี๋เหลือบมองมาทางนี้ ก่อนจะเตือนด้วยความหวังดี
“เจ้าหนุ่ม ทหารของข้าถึงจะเทียบกับกองทัพหลักทั้งแปดไม่ได้ แต่ก็ล้วนผ่านสมรภูมิมามากนะ”
“ท่านแม่ทัพใหญ่จ้าวอย่าได้ถือสาเลย…ข้าแค่ชินกับการใช้ลูกน้องเก่าๆเท่านั้นเอง” เฉินซานซือประสานมือคารวะ
“เรื่องแค่นี้ ข้าจะถือสาไปทำไม” จ้าวอู๋จี๋พูดอย่างไม่ใส่ใจ
“ข้าแค่ไม่เข้าใจ คนอื่นเขาแย่งกันเลือกทหารชั้นยอด แต่เจ้ากลับเลือกเสียเปรียบแบบนี้…เเล้วขบวนทัพสี่ประตู ก็ต้องใช้คนตั้งห้าร้อยคน เจ้ามีคนพอรึ?”
“มีพอดีเลยขอรับ”
ตอนที่เฉินซานซือข้ามแม่น้ำมา เขามีคนอยู่ประมาณสี่ร้อยกว่าคน
เมื่อรวมกับคนที่ช่วยชาวบ้านข้ามแม่น้ำด้วย ก็น่าจะราวๆห้าร้อยคนต้นๆ…เเละตอนนี้พวกเขาถูกจัดให้อยู่ในกองทัพหลักทั้งแปด เพื่อทำหน้าที่เป็นทหารรับใช้ชั่วคราว
ซึ่งก็เป็นไปตามกฎ…ผู้เข้าร่วมการคัดเลือกทุกคน หากมีลูกน้องของตัวเองอยู่แล้ว ก็สามารถพามาร่วมรบได้
เพียงแต่ผู้เข้าร่วมการคัดเลือกมาจากทั่วทุกสารทิศ หลายคนยังไม่เคยผ่านสมรภูมิ จึงไม่มีลูกน้องเป็นของตัวเอง…บางคนก็มาจากแดนไกลเกินไป จึงไม่สามารถพาลูกน้องมาได้
ดังนั้น เพื่อความเป็นธรรมของการคัดเลือก ใครที่ไม่มีทหารก็สามารถเลือกจากกองกำลังรักษาการณ์เมืองเหลียงโจวได้
“ท่านแม่ทัพฟาง” เฉินซานซือเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ในการคัดเลือกครั้งนี้ ข้าตั้งใจจะใช้ลูกน้องของข้าตลอด หากพวกเขาผ่านการทดสอบได้ ก็จะสามารถอยู่ในกองทัพหลักทั้งแปด และเลื่อนขั้นเป็นนายทหารประจำการ​ได้ใช่หรือไม่?”
“แน่นอน” ฟางชิงหยุนตอบอย่างหนักแน่น
“ที่ให้พวกเขาเป็นทหารรับใช้ชั่วคราว ก็เพราะยังไม่รู้ความสามารถที่แท้จริงของพวกเขา หากพวกเขาผ่านการทดสอบได้ ก็ย่อมพิสูจน์แล้วว่ามีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเลื่อนขั้นเป็นทหารประจำการ​”
….
“คุณชายเฉิน ท่านคิดผิดแล้ว!” เหยียนฉางชิงรีบวิ่งเข้ามาห้าม
“ทหารที่ท่านพามาจากเมืองผอหยาง ล้วนเป็นทหารที่พ่ายแพ้มาแล้ว จะเอามาเข้าร่วมการคัดเลือกได้อย่างไร หากขบวนทัพแตกกระเจิง ท่านก็จะตกรอบแรก แล้วต้องไปแข่งตำแหน่งรองแม่ทัพ จะไม่มีทางได้ตำแหน่งแม่ทัพอีก!”
ผอหยาง?
มันเป็น​แค่เมืองเล็กๆในชนบทเท่านั้น!
กองกำลังรักษาการณ์ในชนบทของราชวงศ์ต้าเซิ่งเป็นอย่างไร ทุกคนต่างก็รู้ดีแก่ใจ
หลายๆแห่ง กินเงินเดือนเปล่ากันเกินครึ่ง บางที่ถึงกับเอาธนูและอาวุธไปขายเอาเงิน
เพิ่งไม่กี่ปีมานี้เอง หลังจากที่ผู้บัญชา​การซุนย้ายมาประจำการที่เมืองเหลียงโจว และเริ่มจัดระเบียบทางเหนือ สถานการณ์กินเงินเดือนเปล่าจึงค่อยๆลดลง…แต่ถึงกระนั้น​ประสิทธิภาพการรบก็ยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอยู่ดี
“คุณชายเฉิน” เหยียนฉางชิงกระซิบข้างหู
“ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนมีคุณธรรม แต่นอกจากจะนึกถึงลูกน้องเก่าแล้ว ท่านก็ต้องนึกถึงตัวเองด้วย หากท่านได้อันดับดีๆในการคัดเลือก ยึดฐานที่มั่นในกองทัพหลักทั้งแปดได้อย่างมั่นคง…วันข้างหน้าค่อยดึงพวกเขาขึ้นมาก็ยังไม่สาย”
“คุณชายเหยียนไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก”
“ที่ข้าใช้ลูกน้องเก่า ก็เพราะไม่อยากเสียเวลาปรับตัว แถมข้าก็มั่นใจในตัวพวกเขาด้วย” เฉินซานซือพูดอย่างเปิดเผย
จริงๆแล้ว อำเภอผอหยางนับว่าดีมาก
เซียงถิงชุนมีความทะเยอทะยาน หลังจากขึ้นเป็นผู้พัน มันก็พยายามฝึกฝนทหารอย่างเต็มที่…เเละสงครามครั้งใหญ่นั้นก็เปรียบเสมือนไฟที่หลอมทอง ตอนนี้คนที่รอดชีวิตมาได้ ล้วนมีความสามารถอย่างแท้จริง
“โอ้ จะเสแสร้งเป็นคนดีไปถึงไหน ไม่กลัวอนาคตดับวูบรึไง?” อีกด้านหนึ่ง หยินฮั่นเหวินจงใจพูดเสียงดัง
“ก็ช่วยไม่ได้นี่ คนหน้าไหว้หลังหลอก มักจะซื้อใจคนได้ดีเสมอ” เหวินชิวสือเอ่ยเสริม เเถมจงใจให้คนรอบข้างได้ยิน
“จริงๆแล้ว ข้าว่าไม่น่าจะเสแสร้งนะ”
เเต่ในบรรดาผู้เข้าร่วมการคัดเลือก มีคนที่มองเห็นความจริงอยู่ไม่น้อย
เป็นชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งที่กำลัง​พึมพำเบาๆ
“ท่านเฉินเกือบเอาชีวิตไปทิ้งเพื่อช่วยชาวบ้านข้ามแม่น้ำ จะเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกได้ยังไง?”
“ถังอิงเค่อ เจ้าเข้าข้างใครกันแน่?” หยินฮั่นเหวินจ้องเขม็ง
“ไปเข้าข้างคนพวกนั้น ระวังจะซวยไปด้วยนะ”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ ถังอิงเค่อก็รีบหุบปาก
ตั้งแต่งานเลี้ยงที่หอเซียนเหอ เขาก็เดินตามเฉาฟานตลอด เห็นได้ชัดว่าเลือกฝ่ายเรียบร้อย​แล้ว​
“เขาไม่กล้าพูด งั้นข้าพูดเอง!” ไป๋ถิงจือตะโกนด่า
“พวกเจ้าไม่ลงมือช่วยชาวบ้าน​เอง แล้วก็มาหาว่าคนอื่นเสเเสร้ง…พวกเจ้าเป็นบ้าอะไรกัน!”
“แล้วก็องค์ชายนี่ ข้าได้ยินมาว่าทหารของเขาล้วนเป็นทหารชั้นยอดที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวง…แล้วเเบบนี้​จะมาแข่งกันทำไม ให้เขาชนะไปเลยสิ!”
“เฮ้อ เริ่มอีกแล้ว…” เฉินซานซือรู้สึกเหนื่อยใจ
เเต่ปากคนอื่น…จะให้เขาไปห้ามได้ยังไง
คนของเฉาฟานล้วนคัดเลือก​มาจากเมืองหลวง?
เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าที่ไหนก็ไม่มีความยุติธรรมที่แท้จริง
และการจัดขบวนทัพเป็นแค่การทดสอบขั้นแรก ยังมีการทดสอบอีกหลายอย่าง
สุดท้าย ใครที่ได้คะแนนรวมสูงสุด ก็จะเป็นผู้ชนะ
“ไอ้สารเลว ยังกล้ามาลบหลู่ท่านอ๋องน้อยอีกเหรอ?!” หยินฮั่นเหวินโกรธมากจนเกือบจะชักอาวุธออกมา
แต่เฉาฟานรีบห้ามเขาไว้ เเล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
“เจ้าชื่อไป๋ถิงจือ?”
“ใช่ ข้าชื่อไป๋ถิงจือ!” ไป๋ถิงจือเชิดหน้าตอบ
“ดี…ใจกล้าดี” เฉาฟานหันไปมองเฉินซานซือและเหยียนฉางชิง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
“ไป๋ถิงจือ เจ้าเป็นหมาที่ดีที่รู้จักปกป้องนาย แต่เจ้ากำลัง​เลือกนายผิด เจ้าคิดว่าพวกเขาจะปกป้องเจ้าได้รึ?”
“ไม่ต้องมาขู่ข้า!” ไป๋ถิงจือพูดอย่างไม่เกรงกลัว
“หากท่านอ๋องน้อยอยากลงมือ ก็ลงมือได้เลย!”
“พอได้แล้ว!” ฟางชิงหยุนเอ่ยขึ้นขัดจังหวะการทะเลาะเบาะแว้ง
แม้เสียงของเขายังคงเบา แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง
“มีเรื่องอะไรก็ไปสะสางกันในสนามแข่ง ใครกล้าทะเลาะวิวาทกันข้างนอก…จะถูกตัดสิทธิ์การเข้าร่วมการคัดเลือก!”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ ทั้งสองฝ่ายจึงหยุด
จากนั้น​ เหล่าผู้เข้าร่วมการคัดเลือกก็แยกย้ายกันไป
เฉินซานซือเดินไปยังลานฝึกที่จัดสรรให้ เพื่อพบกับลูกน้องที่ไม่ได้เจอกันหลายวัน
ผ่านมาเนิ่นนาน ระดับพลังยุทธของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
จูถงและหวังลี่ เพิ่งจะทะลวงไปถึงระดับหลอมกระดูกได้ไม่นานมานี้…ส่วนคนอื่นๆก็มีพัฒนาการเช่นกัน
“ท่านแม่ทัพเฉินวางใจเถอะ” ทุกคนต่างพูดอย่างมั่นใจ
“เรื่องระดับพลังยุทธ พวกเราอาจจะสู้ไม่ได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการประสานงานในขบวนทัพ ใครเล่าจะสู้พวกเราได้?....อีกอย่าง​ คนที่ยืนอยู่ตรงนี้ ล้วนผ่านความเป็นความตายมาแล้วทั้งนั้น!”
“ใช่แล้ว ไม่ว่าขบวนทัพแบบไหน พวกเราก็เรียนรู้ได้เร็วที่สุด”
“ซานซือ เรื่องนี้ยกให้ข้ากับซูเหวินไฉเถอะ ไม่ต้องถึงเก้าวันหรอก แค่ห้าวัน พวกเราก็ฝึกขบวนทัพสี่ประตูจนพร้อมออกรบได้แล้ว” หวังจื่อเอ่ยรับประกัน
เเต่ถึงจะพูดแบบนั้น แน่นอนว่าเฉินซานซือต้องอยู่ดูด้วยตัวเองจนถึงบ่าย
หลังจากแน่ใจว่าไม่มีปัญหาแล้ว เขาจึงค่อยถือหอก ธนู และลูกธนูขึ้นเขา
ระหว่างนั้น เขาก็ได้สอบถามภูมิหลังของไป๋ถิงจือ
อีกฝ่ายมาจากอำเภอกว่างหลิง เมืองโหยวโจว พ่อเป็นบัณฑิต เเต่ตัวเขาชอบฝึกยุทธ จึงสมัครเข้าเป็นทหาร และถูกค้นพบว่ามีกายาพิเศษ​อย่างเเท้จริ​ง
เเต่ระหว่างนั้นก็ถูกกลั่นแกล้ง เพราะมีคนต้องการ​จะมาแย่งตำแหน่งผู้เข้าร่วมการคัดเลือกของเขา เขาจึงฆ่าคนๆนั้นทิ้ง ทำให้ขัดแย้งกับคนในท้องถิ่นมากมาย
โชคดีที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบการคัดเลือกมาถึงเมืองกว่างหลิง และพาเขาออกมา…เขาจึงปลอดภัย
ตอนนี้ไป๋ถิงจือก็ฝึกวิชาหลอมอวัยวะภายในจนถึงระดับเริ่มต้นแล้ว
นับว่าเป็นอัจฉริยะโดยแท้จริง
ความเร็วในการฝึกฝนของอีกฝ่ายไม่ช้าไปกว่าเฉินซานซือเท่าไหร่ เพียงแต่การวางตัวค่อนข้างบุ่มบ่าม มาถึงก็สร้างความขุ่นเคืองให้คนอื่น
เเละถึงแม้เฉินซานซือจะไม่อยากรับเขาเป็นลูกน้อง แต่คนอื่นคงคิดว่าเขาเป็นลูกน้องของเฉินซานซือไปแล้ว
….
การล่าสัตว์ครั้งนี้ มีทั้งซุนปู้ฉีและไป๋ถิงจือมาร่วมด้วย
ซุนปู้ฉีถือธนู ส่วนด้านหลังมีกล่องขนาดใหญ่อยู่ ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร
“เจ้าขาว เจ้าจะไปด้วยทำไม? ข้าไปล่าสัตว์นะ” เขามองไปที่ม้าขาวที่ตามมาด้วย แล้วลูบหัวเบาๆ
“เจ้าแค่อยากออกไปเล่นเองล่ะสิ ไปเถอะ ก่อนฟ้ามืดก็มาหาข้าที่เชิงเขาหลัวเทียนก็แล้วกัน”
เจ้าขาวพยักหน้า แล้ววิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
“ซานซือ” ซุนปู้ฉีมองม้าที่วิ่งเร็วเหมือนบินได้ตัวนั้น
“ม้าของเจ้านี่แปลกๆนะ เหมือนสัตว์อสูรเลย”
“มีม้าที่เป็นสัตว์อสูรด้วยเหรอ?” เฉินซานซือถือโอกาสเอ่ยถาม
“มีสิ” ซุนปู้ฉีพยักหน้า
“แต่มันหายากมากนะ แล้วรูปร่างหน้าตาก็จะต่างจากม้าทั่วไป อย่างเช่นม้าเพลิงของศิษย์พี่ใหญ่ ตอนที่มันวิ่ง ตาจะเป็นสีแดงก่ำ ตัวก็ร้อนระอุ ขนก็เป็นสีแดง เหมือนกับไฟที่กำลังลุกโชน…มันเลยได้ชื่อว่าม้าเพลิง”
“แต่ม้าขาวของเจ้า ภายนอกดูไม่ต่างจากม้าทั่วไป เเต่ทำไมมันถึงวิ่งเร็วขนาดนั้น? หรือว่าเป็นสายพันธุ์กลายพันธุ์ แล้วเจ้าบังเอิญเจอมันเข้า?”
จริงๆแล้วเฉินซานซือก็สงสัยเรื่องนี้มาตลอด
ม้าที่เก่งกาจที่สุด วิ่งวันละพันลี้ก็ถือว่าถึงขีดจำกัดแล้ว ต้องพักผ่อนนานกว่าจะหายเหนื่อย บางทีอาจจะเหนื่อยตายได้เลย
แต่เจ้าขาวไม่เป็นแบบนั้น
ตั้งแต่ออกเดินทางจากเมืองผอหยาง จนถึงเมืองโหยวโจว มันก็ไม่เคยหยุดวิ่งเลย เเถมวิ่งเต็มกำลังตลอด
ไม่ว่าจะเหนื่อยแค่ไหน แค่กินหญ้าแปปเดียวก็หายเหนื่อยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ตามการพัฒนาของทักษะ [ควบคุมม้า] ความเร็วของเจ้าขาวก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย​ๆ
หากเป็นแบบนี้ต่อไป ในอนาคตมันคงบินได้จริงๆแน่
ตอนนั้น เซียงถิงชุนให้ม้าดีๆกับเขามาตัวหนึ่ง
ตอนนี้คิดดูแล้ว ม้าขาวตัวนี้ตอนแรกไม่มีใครเอา เพราะมันฝึกยาก ก็เพราะสายเลือดของมันไม่เหมือนม้าทั่วไป วิธีฝึกม้าทั่วไปจึงใช้ไม่ได้ผล ตอนนั้นเขาต้องใช้เวลาฝึกมันนานมาก…นานกว่าฝึกยุทธเสียอีก
….
“ถึงแล้ว”
“ผ่านป่าข้างหน้าไป ก็จะเป็นเทือกเขาหลัวเทียนชั้นที่หนึ่งเเล้ว”
“เทือกเขาหลัวเทียนทอดยาวหลายหมื่นลี้ มีทั้งหมดสามสิบหกชั้น หากอยากเจอสัตว์อสูร อย่างน้อยต้องเข้าไปถึงชั้นที่เจ็ด เเละถึงเราจะเป็นผู้ฝึกยุทธ แต่กว่าจะไปถึงก็ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยหนึ่งวันเต็มๆ คืนนี้คงต้องค้างคืนบนเขาล่ะ”
“เเล้วตอนที่ข้าออกจากบ้าน พอท่านพ่อรู้ว่าข้าจะมาล่าสัตว์อสูรกับเจ้า ท่านไม่เพียงไม่ด่าว่าข้าไม่เอาการเอางาน แต่ยังให้ข้าเอาสิ่งนี้มาให้เจ้าด้วย”
“ข้าดีใจจนเกือบลืมไปเลย!” ซุนปู้ฉีเอ่ยอย่างตื่นเต้น
เขาพูดพลางหยิบกล่องไม้ที่สะพายอยู่ด้านหลังลงมาวางบนพื้น แล้ว ค่อยๆเปิดออก
ข้างในมีธนูขนาดใหญ่ที่ยังไม่ได้ประกอบ ดูเหมือนจะมีอายุไม่น้อยแล้ว
แต่เฉินซานซือดูออกทันทีว่าวัสดุที่ใช้ทำธนูนี้ไม่ธรรมดา…เหมือนเป็นของหายากที่หาซื้อไม่ได้ตามท้องตลาด แถมแรงดึงของธนูนี้ก็น่าจะสูงมาก
“ธนูที่ท่านพ่อเคยใช้สมัยหนุ่มๆ” ซุนปู้ฉีนำมาโชว์
“ธนู​ห้าสิบศิลา ลองขึ้นสายดูสิ”
………………….