เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่​ 118 : กฎการคัดเลือก!

บทที่​ 118 : กฎการคัดเลือก!

บทที่​ 118 : กฎการคัดเลือก!


บทที่​ 118 : กฎการคัดเลือก!

เสียงของคนผู้นี้ดังกึกก้อง จนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว​

“คนนี้มาจากไหน ทำไมไร้มารยาทแบบนี้?”

“ดูจากการแต่งกาย คงมาจากชนบท...”

“เข้ามาแล้วก็น่าจะไปคารวะท่านอ๋องน้อยก่อนสิ อยากสร้างสัมพันธ์กับท่านเฉินก็ควรจะทำอย่างเงียบๆ มาตะโกนเสียงดังแบบนี้ เท่ากับว่า...”

การเลือกฝ่าย!

ปัญหาคือ เฉินซานซือยังเป็นดาวรุ่งหน้าใหม่ ระดับพลังยุทธก็ไม่ได้สูงส่ง ภูมิหลังก็ไม่มี…ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะตั้งฝ่ายของตัวเอง

“เดี๋ยว” เวินชิวสือหรี่ตามอง

“ท่านอ๋องน้อยยืนอยู่ตรงนี้ ทำไมไม่ไปคารวะท่านก่อน?”

“ท่านอ๋องน้อย?” ไป๋ถิงจือพูดอย่างซื่อๆ

“ข้าไม่รู้จักท่านอ๋องน้อย รู้จักแต่ท่านแม่ทัพเฉิน!”

ตอนนี้เฉินซานซือได้รับแต่งตั้งเป็นแม่ทัพขุนนางชั้นห้า เป็นแม่ทัพจริงๆ

“ไอ้บ้านนอก!” หยินฮั่นเหวินตะโกนอย่างโกรธเคือง

“ท่านเฉินยังต้องคารวะท่านอ๋องน้อยเลย เจ้ารู้จักมารยาทบ้างไหม?!”

“น้องไป๋ รีบไปคารวะท่านอ๋องน้อยเร็ว” เฉินซานซือเองก็ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“อย่ามัวแต่ยืนเฉยอยู่สิ”

เขามองออกทันทีว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นคนซื่อๆ ไม่รู้จักมารยาท

เเต่แบบนี้ ก็จะเท่ากับทำให้ท่านอ๋องน้อยผู้หยิ่งยโสขุ่นเคือง

“ท่านเป็นอ๋องน้อย? ท่านแม่ทัพเฉินบอกให้ข้าคารวะท่าน!” ไป๋ถิงจือพูดอีกประโยคที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง

“ดื่มให้ท่าน!”

‘ทำไมคนๆนี้ถึงได้ซื่อบื้อเหมือนจูถง?’ เฉินซานซือแทบไม่กล้ามอง

แน่นอนว่าฉากนี้ทำให้เฉาฟานโมโหจนปากสั่น

“หมาที่ไหน ถึงกล้ามาดื่มเหล้ากับข้า?”

“ท่านไม่ดื่มก็ไม่ดื่มสิ จะมาด่าข้าทำไม?” ไป๋ถิงจือจ้องกลับ

“อยากมีเรื่องหรือไง?”

“เจ้าบ้านนอก ไสหัวไป!”

ทันใดนั้นก็มีคุณชายอีกคนเดินเข้ามา

เขาแต่งกายด้วยชุดหรูหรา เเละเขาคือหลานชายของเสนาบดีเหยียน เหยียนฉางชิง

“ท่านอ๋องน้อย คนนี้ดูก็รู้ว่าเป็นคนบ้านนอก ไม่มีมารยาท ท่านอย่าไปถือสามันเลย”

เฉินซานซือส่งสายตาให้ไป๋ถิงจือ ไป๋ถิงจือจึงยกมือไหว้แล้วเดินออกไป

“เหยียนฉางชิง อย่างแกมีสิทธิ์มาพูดด้วยหรือ?” เฉาฟานไม่ปิดบังความเกลียดชังในน้ำเสียง

“แกกล้าดียังไง มาแย่งตำแหน่งศิษย์เอกกับข้าถึงเมืองเหลียงโจว?”

“การคัดเลือกนี้เป็นการแข่งขันที่ยุติธรรม ข้าเองก็มาตามคำสั่งของฝ่าบาท” เหยียนฉางชิงก้มหน้า พูดด้วยน้ำเสียงนอบน้อม แต่น้ำเสียงกลับราบเรียบมาก

“ขอท่านอ๋องน้อยอย่าถือสา”

“ดี งั้นก็รอดูกัน” เฉาฟานแสยะยิ้ม แล้วหันไปมองเฉินซานซือ

“ท่านเฉิน ข้าขอเตือนท่านไว้ก่อน ตระกูลเหยียนเหมือนตั๊กแตนฤดูใบไม้ร่วง พวกเขาอยู่ได้อีกไม่นาน…ท่านจงอย่าเลือกฝ่ายผิด ไม่งั้นจะต้องเสียใจภายหลัง”

ดูเหมือนว่าเขาถูกมองเป็นคนของเสนาบดีเหยียนไปเสียแล้ว

จริงๆแล้ว ต่อให้เหยียนฉางชิงไม่เข้ามาช่วย เขาก็หนีความสัมพันธ์นี้ไม่พ้น

การชิงดีชิงเด่นในราชสำนักซับซ้อนมาก

ที่เห็นได้ชัดคือฝ่ายเสนาบดีเหยียนกับฝ่ายเสนาบดีเกา

เรื่องนี้พูดในที่สาธารณะไม่ได้…แต่จริงๆแล้ว คนในราชสำนักรู้ดีว่าเบื้องหลังทั้งสองฝ่ายคือฮ่องเต้กับองค์รัชทายาท

เฉินซานซือเพิ่งได้รับพระราชทานรางวัล จึงถูกมองเป็นคนของฮ่องเต้ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเสนาบดีเหยียนมากกว่า

เเละต่อให้เขาไม่อยาก เเต่ก็ต้องเข้าไปพัวพันกับการชิงอำนาจ…นี่เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับขุนนาง

โชคดีที่เขาไม่ได้อยู่เมืองหลวง อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดวางแผนทุกวัน ไม่งั้นเวลาเข้าเฝ้าก็ต้องคิดให้ดีว่าจะก้าวเท้าไหนเข้าวังก่อน

นี่คงเป็น...ความตั้งใจของฮ่องเต้

แบ่งคนออกเป็นหลายฝ่าย คานอำนาจกันเอง เพื่อให้ฮ่องเต้ควบคุมได้ง่าย

“ท่านเฉิน เมื่อกี้ข้าไม่ได้ทักทายท่าน ขออภัยด้วย” หลังจากเฉาฟานไปแล้ว เหยียนฉางชิงก็หันมาพูดกับเขาอย่างใจเย็น

“แต่อีกหน่อย ท่านต้องดูแลลูกน้องของท่านให้ดี…ยังดีที่นี่เป็นงานเลี้ยงส่วนตัว ถ้าเป็นในราชสำนักล่ะก็...”

“เขาไม่ใช่ลูกน้องข้า” เฉินซานซือตอบอย่างเซ็งๆ

“แต่ก็ต้องขอบคุณคุณชายเหยียนมาก ที่ช่วยพูดให้”

“ท่านเฉินไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก” เหยียนฉางชิงเดินเข้ามาใกล้ เเล้วพูดเบาๆด้วยรอยยิ้ม

“เราต่างก็เป็นข้ารับใช้ของฝ่าบาท ต่อไปการคัดเลือกก็ต้องช่วยเหลือกัน ถ้าข้าได้เป็นศิษย์เอก…ท่านแม่ทัพเฉินก็จะเป็นแม่ทัพใหญ่ภายใต้บังคับบัญชาของข้า”

“ท่านเหยียน” ซุนปู้ฉีขัดขึ้น

“แล้วถ้าซานซือได้เป็นศิษย์เอกล่ะ?”

“โอ้?” เหยียนฉางชิงแสยะยิ้ม

“ข้าไม่ได้ดูถูกนะ แต่ท่านเฉินน่าจะเพิ่งไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในได้ไม่นานมานี้ไม่ใช่หรือ? ส่วนพวกคนอื่นๆอย่างน้อยก็ระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย…ส่วนข้า ถึงแม้จะด้อยกว่าท่านอ๋องน้อย แต่ถ้าข้าทะลวงไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นสมบูรณ์ได้ ก็มีโอกาสชนะท่านอ๋องน้อย”

คนๆนี้ก็ใกล้จะถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จขั้นสมบูรณ์แล้วงั้นหรือ

เฉินซานซืออดถอนหายใจไม่ได้

ดูเหมือนว่ายังไงเขาก็ต้องทะลวงไปถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อยให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่งั้นโอกาสชนะการคัดเลือกจะมีน้อยมาก

….

งานเลี้ยงดำเนินไปจนดึก

เเต่เฉินซานซือออกมาก่อน

“ปู้ฉี ข้าเคยอ่านบันทึก ที่เทือกเขาหลัวเทียนแถวๆเมืองเหลียงโจว มีสัตว์อสูรเยอะมากใช่ไหม?”

“ใช่ เเละข้ารู้ว่าด้วยว่าอยู่ที่ไหน” พอได้ยินเรื่องล่าสัตว์ ซุนปู้ฉีก็ดูตื่นเต้นอย่างมาก

“เจ้าจะไปล่าสัตว์อสูรเพื่อเพิ่มพลังยุทธงั้นเหรอ?”

เฉินซานซือพยักหน้า

ตอนนี้ เขากินยาจนถึงขีดจำกัดแล้ว

ถ้าอยากเพิ่มพลังยุทธให้เร็วขึ้น ก็ต้องกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง

สัตว์อสูรก็เหมือนกับสมุนไพรล้ำค่า

ส่วนใหญ่มีแต่ผู้ฝึกยุทธที่จะไปล่า ได้มาก็ต้องกินเองก่อน ส่วนที่เหลือถึงจะเอาออกมาขาย

เเถมสัตว์อสูรหลายชนิดต้องกินตอนสดๆถึงจะได้ผลดี…ถ้าเก็บไว้นาน คุณค่าก็จะลดลงอย่างรวดเร็ว

“สุดท้าย ข้าก็ต้องกลับมาทำอาชีพเดิม” เฉินซานซือพึมพำ จากนั้นก็ตถามถึงรายละเอียดในเทือกเขาหลัวเทียน

“มีเยอะเลย อย่างเสือเขี้ยวดาบ เลือดของมันเอามาทำเหล้าช่วยเสริมสร้างอวัยวะภายใน ส่วนอื่นๆของมันก็มีประโยชน์…แต่มันดุร้ายมาก เสือเขี้ยวดาบหนึ่งตัว เทียบเท่ากับระดับหลอมอวัยวะภายในเลย” ซุนปู้ฉีนับนิ้วแล้วพูดต่อ

“นอกจากนี้ยังมีลิงยักษ์ หมีดุร้าย เสือดำเงา และอื่นๆอีกมากมายหลายชนิดมาก แต่ละชนิดล้วนมีประโยชน์มาก แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน แถมยังหายากอีก”

“เเละตอนล่าสัตว์ช่วงนี้ ต้องระวังอย่าเข้าไปในป่าลึก

“ข้างในเริ่มมีสัตว์พิษเยอะมาก”

“สัตว์พิษ?” เฉินซานซือสะดุดกับคำนี้ทันที

“เล่าให้ฟังหน่อย”

“สัตว์พิษเพิ่งจะปรากฏตัวเมื่อไม่กี่ปีมานี้” ซุนปู้ฉีลูบคาง แล้วเล่าต่อ

“สัตว์พิษต่างจากสัตว์อสูร พวกมันมีพลังต่อสู้เหมือนสัตว์อสูร แต่เนื้อกินไม่ได้ กินแล้วจะทำลายอวัยวะภายในและเส้นลมปราณ”

“ในป่าลึก บางครั้งยังมีสัตว์พิษอยู่เป็นฝูง ถ้าเจอพวกมันรุม ไม่ใช่แค่อันตรายนะ ต่อให้ฆ่าพวกมันได้หมด ก็ไม่ได้อะไรเลย…เเล้วใครจะอยากเสียแรงเปล่าๆ”

“แถมสัตว์พิษยังเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เหมือนติดต่อเชื้อกันได้…มีพื้นที่หนึ่ง แต่เดิมมีลิงแก่ที่ชอบเลียนแบบมนุษย์ เเต่ตอนนี้ตัวมันมีพิษเต็มไปหมด”

“สุดท้าย…ว่ากันว่าใจกลางเทือกเขาหลัวเทียน มีงูยักษ์อาศัยอยู่ หลายสิบปีก่อนมีคนเคยเห็น มันยาวตั้งห้าสิบกว่าจั้ง อ้วนตั้งหนึ่งจั้ง!”

นี่…ตัวใหญ่ขนาดนี้มันยังเป็นงูอยู่ไหมเนี่ย?

เเต่เฉินซานซือสนใจเรื่องก่อนหน้านี้มากกว่า

“อยู่ๆก็มีสัตว์พิษเกิดขึ้นแบบนี้…ไม่มีใครมาตรวจสอบเหรอ?”

“มีสิ แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้” ซุนปู้ฉียักไหล่

“สุดท้ายก็ปล่อยเบลอ และมันก็ไม่ค่อยมีใครไปที่นั่นอีกเลย”

….

เรื่องผิดปกติแบบนี้ ต้องมีอะไรแปลกๆแน่

เฉินซานซือจดจำไว้ในใจ มีโอกาสเขาจะต้องไปดูให้รู้

ตั้งแต่รู้ว่าฝึกยุทธจนถึงขั้นสูงสุดแล้วจะมีโอกาสเข้าสู่วิถีเซียน เขาก็สนใจเรื่องพวกนี้มากเป็นพิเศษ

“ยังมีอีกเรื่องที่เจ้าไม่รู้” ซุนปู้ฉีชอบความรู้สึกที่ได้เป็นเหมือน “อาจารย์” สอนคนอื่น เขาจึงพูดอย่างน้ำไหลไฟดับ

“หลังจากถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้ว อาวุธที่ใช้ก็ต้องเป็นอาวุธระดับลึกลับระดับลึกลับ…ไม่ใช่อาวุธธรรมดา”

“ที่เรียกว่าเปลี่ยนพลัง ก็คือเปลี่ยนพลังปราณและโลหิตเป็นพลังภายใน”

“เเละตอนนี้ก็ต้องใช้กับอาวุธ”

“อาวุธบางชนิด สามารถถ่ายทอดพลังภายในได้ดี แทบไม่สูญเสียพลังเลย ส่วนอาวุธธรรมดา จะลดทอนพลังภายในมาก ทำให้ไม่สามารถแสดงพลังที่แท้จริงออกมาได้

“อย่างดาบเจิ้นเยว่ของเจ้าก็เป็นอาวุธระดับลึกลับ แต่หอกไม่ใช่ ต่อไปต้องเปลี่ยน”

“วัสดุบางอย่างจากสัตว์อสูรบนภูเขา สามารถใช้สร้างอาวุธระดับลึกลับได้”

“แต่เรื่องนั้นต้องรอให้เจ้าไปถึงระดับเปลี่ยนพลังก่อน และคงยังอีกนาน…ข้าแค่บอกเจ้าไว้ล่วงหน้า”

“พลังภายใน อาวุธระดับลึกลับ?” เฉินซานซือครุ่นคิด

“ความแข็งแกร่งสามารถใช้กับธนูได้ไหม?”

เขาคิดว่าธนูเริ่มไร้ประโยชน์มากขึ้นทุกที

การฆ่าคนระดับหลอมอวัยวะภายในด้วยธนูเริ่มทำได้ยากมาก ต้องใช้เวลาและพลังงานมากมาย…กว่าอีกฝ่ายจะรับมือไม่ไหว

ทำให้ช่วงหลังเขาต้องใช้หอกต่อสู้เเทน

แต่ถ้าใช้พลังภายในกับธนูได้...

เฉินซานซือยังจำขบวนทัพของอาหมู่กู่ ยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรของลัทธิเทพวิญญาณได้ดี การโจมตีหลายอย่างไม่จำเป็นต้องสัมผัสตัว แต่มีพลังที่มองไม่เห็น เเละนั่นน่าจะเป็นพลังภายใน

เเต่ถ้าใส่พลังภายในลงในลูกธนู ก็เท่ากับโจมตีระยะไกลด้วยพลังภายในได้?

ถ้าใช้กับธนูที่แข็งแรงกว่านี้ บางทีเขาอาจจะสามารถฆ่านักรบระดับเดียวกันได้ง่ายๆ เหมือนตอนที่อยู่ระดับหลอมกระดูกก็ได้

แต่คำตอบของซุนปู้ฉีกลับทำให้เขาผิดหวัง

“ไม่ได้หรอก” ซุนปู้ฉีตอบ

“พลังภายในจะส่งผ่านร่างกายหรืออาวุธในพริบตาเท่านั้น ต้องหลังจากขอบเขตลึกลับเท่านั้น ถึงจะควบคุมพลังภายในนอกร่างกายได้ แต่เจ้าลองถามพ่อข้าดูก็ได้…ท่านอาจจะรู้อยู่บ้าง”

เฉินซานซือพยักหน้า ตอนนี้เขาทำได้แค่ค่อยๆเป็นค่อยๆไป

อย่าเพิ่งตั้งความหวังไว้สูง ล่าสัตว์อสูรให้ได้ก่อน แล้วรีบไปให้ถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อยก่อนการคัดเลือกจะเริ่ม

เมืองเหลียงโจวครั้งนี้ มีเเต่มังกรและยอดราชสีห์มาต่อสู้กัน

ยอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศต่างมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อแย่งชิงวิชาที่เหนือกว่าเทพยุทธ์

“ปู้ฉี ศิษย์เอกของพ่อเจ้านี่ ไม่มีใครทะลวงไปถึงระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ์ได้เลยเหรอ? เป็นเพราะพรสวรรค์ไม่พอ หรือเป็นเพราะอย่างอื่น” เฉินซานซือถามลองเชิง

“ส่วนใหญ่เป็นเพราะพรสวรรค์ไม่พอ” ซุนปู้ฉีมีสีหน้าเศร้าหมองลง

“ศิษย์พี่ใหญ่เหมือนจะใกล้ถึงแล้ว แต่พ่อข้าไม่ยอมสอนเขา ข้าก็ไม่รู้ว่าทำไม”

“เเต่ก็สมน้ำหน้ามันเเล้ว ช่วงหลังๆมัวแต่ไปสนิทกับคนในราชสำนัก คอยช่วยพวกนั้นแย่งอำนาจพ่อข้า”

ศิษย์พี่ใหญ่

เฉินซานซือนึกถึงชายร่างกำยำที่ใช้ขวานฟ้าที่ริมแม่น้ำหงเจ๋อ

….

“ท่านเฉิน!” ไป๋ถิงจือที่สร้างความวุ่นวายในงานเลี้ยงเมื่อกี้ มาดักรอรถม้าของทั้งสอง

“ข้ามาขอโทษท่าน! พวกเขาบอกว่าที่ข้าทำแบบนั้น จะทำให้ท่านเดือดร้อนไปด้วย…ขออภัยด้วย”

“…”

เฉินซานซือพยักหน้า เขาไม่ได้พูดตอบอะไร แล้วให้สารถีขับรถออกไปทันที

“ท่านเฉิน ให้ข้าติดตามท่านเถอะ!” ไป๋ถิงจือวิ่งตามรถม้าอย่างไม่ยอมเเพ้

“ข้านับถือในตัวท่านมาก จะขอติดตามท่านไปตลอดชีวิต!”

“น้องไป๋” เฉินซานซือเอื้อนเอ่ย

“อย่าทำแบบนี้เลย ตอนนี้ข้ายังไม่มีตำแหน่งอะไรในกองทัพ…เจ้าจะมาติดตามข้าทำไม?”

“ท่านเฉิน ข้าพยายามฝึกยุทธมาตั้งแต่เด็กก็เพื่อตามหาคนที่คู่ควรแก่การจงรักภักดี ขุนนางในราชสำนักแต่ละคนก็ไม่ได้เรื่อง ข้าจึงอยากติดตามยอดขุนพลอย่างท่าน!”

“ไว้ผ่านการคัดเลือกก่อนเถอะ”

“ตั้งใจคัดเลือก บางทีเจ้าอาจจะได้ลำดับดีกว่าข้าก็ได้”

คนที่มาร่วมงานเลี้ยงได้ พรสวรรค์และระดับพลังยุทธของเขาย่อมไม่ธรรมดา

“ถึงอย่างนั้นข้าก็จะติดตามท่าน! ต่อให้ท่านไม่ได้ลำดับดี นั่นมันก็แค่ชั่วคราว…ข้าเชื่อว่าในอนาคตท่านต้องแซงทุกคนได้แน่!” ไป๋ถิงจือพูดอย่างมั่นใจ

“ท่านแม่ทัพ เรื่องวันนี้ข้าขอโทษ! ไว้ข้าจะล่าสัตว์อสูรมาให้ท่านเป็นการไถ่โทษ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินซานซือก็แปลกใจเล็กน้อย

“เจ้ารู้หรือ…ว่าที่ไหนมีสัตว์อสูรอยู่บ้าง?”

“รู้ขอรับ” ไป๋ถิงจือตอบ

“ข้ามาถึงเมืองเหลียงโจวได้สามเดือนแล้ว ข้าเป็นคนจนไม่มีเงิน อยากเพิ่มพลังยุทธก็ได้แต่เข้าป่า…เเละหลังจากเสาะหามาสองเดือน ข้าเจอร่องรอยของสัตว์อสูรบางตัวเเล้ว”

“งั้นก็ดี”

“พรุ่งนี้เจ้ามาหาข้าที่จวน เราจะไปล่าสัตว์ด้วยกัน”

“ครับท่านแม่ทัพเฉิน!” ในที่สุดไป๋ถิงจือถึงเลิกวิ่งตาม

“นี่มันอะไรกัน แฟนคลับข้าเหรอ?” เฉินซานซือมองแววตาเทิดทูนของอีกฝ่าย ด้วยความรู้สึกไม่ค่อยชิน

เรื่องที่แม่น้ำหงเจ๋อ บวกกับที่ฮ่องเต้ประกาศไปทั่วแผ่นดิน ทำให้เขากลายเป็นคนดัง…แต่ระดับพลังยุทธของเขายังต่ำเกินไป

ปกติคงไม่มีปัญหาอะไร…แต่ปีนี้เหล่ายอดฝีมือจากทั่วทุกสารทิศแห่กันมาที่เมืองเหลียงโจว ทำให้ระดับของการคัดเลือกสูงขึ้นเป็นเท่าตัว เขาจึงดูด้อยไปเล็กน่อย

….

เมื่อกลับถึงจวน ซือฉินกับโม่ฮวาก็เตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว

เฉินซานซือกินข้าวเสร็จ ก็เริ่มฝึกยุทธต่อ

[วิชา: หอกสามผสาน (เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: 423/1000]

….

เช้าวันรุ่งขึ้น

ไป๋ถิงจือมารอเฉินซานซืออยู่หน้าประตู

แต่ก่อนที่พวกเขาจะออกไปล่าสัตว์ ผู้พันหลี่ก็มาหาเสียก่อน

“ขอเชิญทั้งสองท่านไปที่กองทัพหลักทั้งแปด ท่านแม่ทัพฟางจะแจ้งโจทย์ข้อแรกของการคัดเลือกให้”

“การคัดเลือก…ไม่ใช่ว่าจะเริ่มหลังจากนี้สิบวันเหรอ?”

“ท่านเฉินไปแล้วก็จะรู้เอง”

กองทัพหลักทั้งแปดต่างจากทหารรักษาการณ์

พวกเขาเป็นทหารชั้นยอด ที่พักจึงไม่ใช่เต็นท์ แต่มีโซนเฉพาะที่เหมือนเมืองในเมืองอีกที

ทหารลาดตระเวนที่เจอระหว่างทาง ทุกคนสวมชุดเกราะอย่างดี เเถมถืออาวุธชั้นยอด

มีลานฝึกยุทธใหญ่น้อยหลายสิบแห่ง

ที่ลานฝึกกลาง ฟางชิงหยุนนั่งอยู่บนแท่น ส่วนด้านล่างมีผู้เข้าร่วมการคัดเลือกยืนอยู่

ทุกคนได้รับแผนผังขบวนทัพ

เฉินซานซือรับแผนผังมา จำได้ทันทีว่านี่คือแผนผังขบวนทัพสี่ประตู

ขบวนทัพนี้เรียงตามอักษรเลขเก้าของจีน หลังจากกางขบวนทัพแล้ว ทหารแต่ละช่องจะสอดประสานกัน ค่อยๆรวมเป็นหนึ่งเดียว…ไม่ว่าข้าศึกจะอยู่ทิศไหนก็จะรู้สึกเหมือนถูกปิดล้อม

มันเป็นขบวนทัพระดับสูง ที่ต้องอาศัยการประสานงานและความเข้าใจกันของทหาร รวมถึงความสามารถในการรักษาขบวน

“ทุกท่าน” ฟางชิงหยุนพูดเสียงดังฟังชัด

“การคัดเลือก เลือกแม่ทัพที่คุมทหาร ถ้าแม่ทัพคนไหนไม่รู้จักการจัดขบวนทัพ ก็เป็นได้แค่ทหารธรรมดา”

“ดังนั้นในการคัดเลือก…ข้อแรกจึงเป็นการจัดขบวนทัพ!”

“ในนี้ คนที่เคยอ่านตำราพิชัยสงครามคงจำได้ นี่คือขบวนทัพสี่ประตู เป็นขบวนทัพระดับสูง”

“ต่อไป แม่ทัพจ้าวจะส่งทหารมา พวกเขาล้วนเป็นทหารชั้นยอดจากกองกำลังรักษาการณ์เมืองเหลียงโจว พวกท่านสามารถเลือกทหารได้ตามใจชอบ”

“จากนั้น พวกเจ้ามีเวลาเก้าวันในการฝึก…เก้าวันต่อมา จะทำการคัดเลือกรอบเเรกที่นี่”

“ท่านผู้บัญชาการ ผู้ว่าราชการ ขันทีผู้ตรวจการณ์ และแม่ทัพระดับ​นายพลหลายท่านจะมาร่วมชม ใครจัดขบวนทัพได้ลื่นไหล แข็งแกร่ง ไม่แตกกระจาย คนนั้นก็ชนะไป!”

“เอาล่ะ พวกท่านไปหาแม่ทัพใหญ่จ้าวเพื่อรับทหาร เเล้วเริ่มฝึกได้ตั้งแต่วันนี้ได้เลย!”

หลังจาก​ประกาศกฎเสร็จแล้ว

ผู้เข้าร่วมการคัดเลือกต่างพากันไปหาแม่ทัพใหญ่จ้าว เพื่อไปเลือกทหารที่ลานฝึกอีกแห่ง

จัดขบวนทัพ!

เฉินซานซือมีทักษะ​ [ฝึกทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ] อยู่​เเล้ว…ต่อให้เป็นทหารใหม่ เขาก็มั่นใจว่าภายในเก้าวันจะฝึกขบวนทัพนี้ได้อย่างลื่นไหล

แต่เขาไม่รู้ว่าจะทดสอบความแข็งแกร่งของขบวนทัพด้วยวิธีไหน

ดังนั้น​ ยังไงเขาก็เชื่อใจลูกน้องของเขามากกว่า

ยังไงคนของเขาก็มี [ความ​มุ่งมั่นที่จะสู้จนตัวตาย] อยู่​เเล้ว

คิดได้ดังนั้น เฉินซานซือจึงเดินไปถามทันที​

“ท่านแม่ทัพฟาง ข้าใช้คนของข้าได้ไหม?”

“โอ? ได้สิ” ฟางชิงหยุนพยักหน้า

“แต่เจ้าต้องคิดให้ดี คนอื่นใช้ทหารชั้นยอดของกองกำลังรักษาการณ์เมืองเหลียงโจว พวกเขา​ผ่านสมรภูมิ​มามาก…ส่วนคนของเจ้า”

“ข้าตัดสินใจดีแล้วขอรับ!” เฉินซานซือพูดอย่างหนักแน่น

…………………….

จบบทที่ บทที่​ 118 : กฎการคัดเลือก!

คัดลอกลิงก์แล้ว