- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก!
บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก!
บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!
บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!
“ถ้าอย่างนั้น...ข้าก็ต้องได้ที่หนึ่งให้ได้สินะ” เฉินซานซือพึมพำ
เฉินซานซือรู้ดีว่า คนที่มาจากตระกูลใหญ่ทั่วหล้า ย่อมต่างจากคนที่อยู่ในชนบทอย่างอำเภอผอหยาง
อย่างเช่นระดับหลอมโลหิต…คนส่วนใหญ่ในอำเภอผอหยางก็แค่ระดับธรรมดา​(ฝึกวิธีการ​หายใจระดับ​ต่ำ) …ส่วนเขานั้น พลังปราณ​เเละเลือด​สามารถ​ไหลเวียนไปทั่วร่าง มันจะเหมือนกันได้อย่างไร?
เเต่ในราชวงศ์หรือตระกูลใหญ่ อย่างน้อย​พวกเขา​ก็มีวิชาเเละทรัพยากรที่เพียงพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา
ในตระกูลใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องมีคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือระดับสูง บวกกับคนรวยมีลูกหลานเยอะ แต่ละรุ่นก็ต้องมีคนที่มีพรสวรรค์ดี โชคดีหน่อยก็อาจมีอัจฉริยะปรากฏขึ้นมา
การท้าประลองข้ามระดับเเบบที่เขาเคยทำ…พอมาเป็นเมืองใหญ่​ย่อมมีความยากลำบากเป็นธรรมดา
ยิ่งในระดับบ่มเพาะอวัยวะภายใน ยิ่งมีกระบวนท่าพิเศษ “ระเบิดโลหิต” ซึ่งเพิ่มได้พลังมหาศาล ยิ่งยากที่จะชนะเเบบข้ามระดับ​ได้
โดยเฉพาะ​เขาที่เพิ่งถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นเชี่ยวชาญ อย่างน้อยก็ต้องไปให้ถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อยเสียก่อน
เพียงแต่เวลามันกระชั้นชิดมากเกินไป
พอเกิดสงคราม ก็มีการเรียกตัวขุนนางฝึกหัดจากทั่วประเทศมาก่อนกำหนด ทำให้การคัดเลือกถูกเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่าเดิมมาก
ถ้าเขาอยากจะไปให้ถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย…เร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลายี่สิบกว่าวัน
เว้นแต่ว่าจะมีเนื้อสัตว์อสูร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์อสูรวิเศษ และต้องหาคนมาฝึกซ้อมด้วยทุกวันทั้งวันทั้งคืน ถึงจะเร็วขึ้นได้บ้าง
“เอาเถอะ ลองไปดูงานเลี้ยงก่อนแล้วก็แล้วกัน”
เฉินซานซือขึ้นรถม้าไปกับซุนปู้ฉี
เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เฉินซานซือได้เข้ามาในเมือง ระหว่างทางเขาจึงอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าออกไปมองทิวทัศน์สองข้างทาง เมื่อผ่านตลาด เขาก็เหลือบไปเห็นประกาศติดอยู่หลายแผ่น
ในนั้นมีสองแผ่นที่เขาสนใจเป็นพิเศษ
หนึ่งคือประกาศจับของลัทธิเทพวิญญาณ และอีกหนึ่งคือคำสรรเสริญวีรกรรมการพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำของเขา
“ที่เมืองเหลียงโจวก็มีลัทธิเทพวิญญาณด้วยเหรอ?”
“มีสิ” ซุนปู้ฉีกินผลไม้แปลกๆพลางเอนหลังพิงเบาะ
“ลัทธิเทพวิญญาณก่อความวุ่นวายไปทั่ว ไม่ใช่แค่เพิ่งเริ่มทำ พวกมันแทรกซึมไปทั่วทุกหนทุกแห่งในแผ่นดินนี้ ไม่ใช่แค่คนป่าเถื่อนเท่านั้นนะ พวกมันยังมีสาวกในดินแดนแถบกลางมากมาย แถมยังแยกแยะจากภายนอกได้ยากอีก พวกมันหลบซ่อนอยู่ในเงามืด คอยก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา
“อย่างเช่นสำนักเจ็ดพิษที่เมืองตงอี้ ข้าคิดว่าแปดในสิบส่วนต้องเป็นฝีมือของพวกมันแน่ๆ”
“อืม”
เฉินซานซือเคยได้ยินเรื่องที่ลัทธิเทพวิญญาณก่อความวุ่นวายมานานแล้ว ที่อำเภอผอหยางก่อนเกิดเรื่องสมบัติเซียนไม่มีลัทธิเทพวิญญาณ เพราะที่นั่นไม่คู่ควร
สถานที่เล็กเกินไป ไม่มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์มากพอ แม้แต่ลัทธิเทพวิญญาณก็ไม่อยากไป
“อีกอย่าง...” ซุนปู้ฉีนั่งตัวตรง แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง
“สาวกลัทธิในเมืองเหลียงโจวชอบฆ่าผู้ฝึกยุทธ ตอนแรกพวกมันฆ่าคนที่มีระดับพลังยุทธต่ำๆ แต่หลังๆ พวกมันเริ่มฆ่าคนที่มีระดับพลังยุทธสูงขึ้นเรื่อยๆ...ได้ยินมาว่าตอนที่เกิดสงครามที่แนวหน้า แม้แต่ศิษย์เอกที่มีพรสวรรค์ที่สุดของคฤหาสน์จันทร์เสี้ยวก็ยังถูกฆ่าตาย”
“ฆ่าผู้ฝึกยุทธ?” เฉินซานซือครุ่นคิด
ลัทธิเทพวิญญาณใช้เลือดของชาวบ้านนับล้านบูชายัญ แล้วยังกล้าฆ่านักผู้ยุทธอีกหรือ?
สิ่งที่พวกมันถืออยู่ในมือ ไม่เหมือนสมบัติเซียนเลยสักนิด กลับเหมือนสมบัติปีศาจที่ต้องใช้ชีวิตคนเป็นเชื้อเพลิงมากกว่า
“แต่เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก” ซุนปู้ฉีกล่าวเสริม
“คนที่ตายส่วนใหญ่เป็นศิษย์ของสำนักต่างๆกับชาวยุทธภพ พวกมันไม่ค่อยกล้าลงมือกับคนของกองทัพหลักทั้งแปดหรอก พอสงครามจบ พ่อข้าก็จะจัดการเรื่องนี้เอง”
ตอนที่อยู่ที่อำเภอผอหยาง โรงฝึกยุทธหลายแห่งจับชาวบ้านมาทดลองยา…ตอนนี้มาอยู่ที่เมืองเหลียงโจว แม้แต่สำนักต่างๆ ก็ยังถูกลัทธิเทพวิญญาณคุกคาม
“เรื่องที่อาหมู่กู่หายตัวไป...” เมื่อพูดถึงลัทธิเทพวิญญาณ เฉินซานซือก็อดคิดถึงยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรอย่างอาหมู่กู่ไม่ได้
ในใจเขาเริ่มรู้สึกกังวล ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะพูดต่อหน้าทหารม้าห้าพันนายว่าอาหมู่กู่ถูกผู้บัญชาการ​ซุนฆ่า และบังเอิญผู้บัญชาการก็ปรากฏตัวขึ้นจริงๆ…แต่มันก็ยังมีช่องโหว่อยู่ดี
ถ้าซุนเซี่ยงจงมาถึงที่นั่นก่อน พวกเขาก็ไม่ต้องไปปิดทาง จนทำให้มีคนตายและบาดเจ็บมากมายขนาดนั้น
โชคดีที่ต่อให้ลัทธิเทพวิญญาณสงสัยเขา พวกมันก็คงไม่เอาข้อมูลนี้ไปบอกราชสำนักหรอก
เพราะถ้าฮ่องเต้ได้สมบัติเซียนมา เขาก็คงไม่คืนให้คนป่าเถื่อนแน่ พวกมันจึงทำได้แค่สืบหาอย่างลับๆ
เเต่ต่อไป เขาก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น
เเละถ้ามีคนของลัทธิเทพวิญญาณมาอีก เฉินซานซือจะพยายามจับเป็นมาให้ได้ เพื่อเค้นถามเรื่องสมบัติเซียนว่าตรงกับที่เขาคิดไว้หรือไม่
….
“ซานซือ” ซุนปู้ฉีขัดความคิดเขา
“ฝ่าบาททรงประกาศเกียรติคุณของเจ้าไปทั่วแผ่นดิน วันนี้คงมีคนมากมายอยากสร้างสัมพันธ์กับเจ้า”
“อืม” เฉินซานซือพยักหน้า
สถานที่จัดงานเลี้ยงชื่อว่า “หอเซียนเหอ” เปรียบเสมือนหอแปดสมบัติของเมืองเหลียงโจว แต่เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่​ ความหรูหราย่อมเทียบกับเมืองเล็กๆไม่ได้
ถึงอย่างนั้น วันนี้หอเซียนเหอก็ยังถูกจองไว้ทั้งหลัง
ตลอดทั้งถนนเต็มไปด้วยรถม้าหรูหรา แสดงให้เห็นถึงฐานะอันสูงส่งของแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้
“แค่กๆ” ซุนปู้ฉีกระแอม
“ซานซือ ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังคร่าวๆ คนที่มาร่วมงานวันนี้ แบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลักๆ”
“กลุ่มแรกคือคนของฝ่าบาท”
“กลุ่มที่สองคือคนขององค์รัชทายาท(พ่อของเฉาฟาน)​”
“กลุ่มที่สามคือคนของตระกูลต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้ก็แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายก็สนับสนุนคนละกลุ่ม”
งานเลี้ยงธรรมดาที่ไหนกัน มันคือการพบปะทางการเมืองต่างหาก
“เจ้าแยกแยะได้ด้วยเหรอเนี่ย?” เฉินซานซือรู้สึกทึ่งเล็กน้อย​
ในฐานะที่ต่างกัน มุมมองก็ต่างกันจริงๆ
ตอนนี้​ เขาต้องให้ซุนปู้ฉีช่วยจริงๆ ไม่งั้นเข้าไปข้างในแล้วคงงงเป็นไก่ตาแตก…ไม่รู้จักใคร เเละไม่รู้จะรับมืออย่างไร
“คนของสำนักต่างๆก็มาร่วมคัดเลือกได้ด้วยเหรอ?” เฉินซานซือถาม
“ได้สิ” ซุนปู้ฉีตอบ
“ที่ดิน ไร่ยา หรือแม้แต่ภูเขาทั่วทุกแห่ง ล้วนถูกยึดครองโดยตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ…เสบียงต่างๆก็ต้องพึ่งพาพวกเขา ดังนั้นก็ต้องให้โอกาสพวกเขาเป็นธรรมดา”
การยึดครองที่ดินและการแบ่งชนชั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่อำเภอผอหยางเท่านั้น…ทั่วทั้งต้าเซิ่งก็เป็นแบบนี้
ถ้าอยากให้สำนักต่างๆให้ความร่วมมือ ก็ต้องให้โอกาสพวกเขา พอได้เป็นขุนนางแล้ว ฐานะก็ยิ่งมั่นคง เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ
เเละถ้าไม่มีการควบคุม สำนักต่างๆก็จะกลายเป็นใหญ่คับแผ่นดิน
เฉินซานซืออดนึกถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชาติก่อนไม่ได้ จักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก “บุตรแห่งสวรรค์” หลิวซิ่ว ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ในดินแดนแถบกลาง จึงสามารถกอบกู้แผ่นดินได้…มันเหมือนกับเฉาเซี่ยในตอนนั้นไม่มีผิด
ระหว่างที่คุยกัน ทั้งสองคนก็เดินเข้ามาถึงหอเซียนเหอพอดี
เมื่อเข้าไปข้างใน มันไม่ได้​มีเสียงดังวุ่นวาย มีแต่เสียงพูดคุยเบาๆ และเสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ…แขกที่เดินไปมาก็ล้วนเป็นขุนนางและผู้มีอิทธิพล ไม่มีคนธรรมดาแม้แต่คนเด
ส่วนผู้เข้าร่วมการคัดเลือก ก็มีเพียงไม่กี่คน….เเละเฉพาะ​ที่มีระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขึ้นไปเท่านั้น ที่มาร่วมงานเลี้ยงนี้
เเน่นอนว่ามีคนที่เฉิน​ซาน​ซือ​รู้จักด้วย
เฉาฟานกับหยินฮั่นเหวิน
“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องน้อยและคุณชายหยินที่สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เมืองหยุนโจว!”
“……”
“……”
“คุณชายปู้ฉีมาแล้ว!”
“คุณชายปู้ฉี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”
มีหลายคนเข้ามาทักทายซุนปู้ฉี
“ท่านข้างๆนี่ ท่านเฉินสินะ?”
“ได้ยินว่าท่านพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำ…ข่าวนี้โด่งดังไปทั่วแผ่นดินเลย!”
“ท่านเฉินอายุยังน้อย เเต่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท อนาคตต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่ๆ”
“……”
ไม่นาน รอบตัวเฉินซานซือก็เต็มไปด้วยผู้คน เเละส่วนใหญ่เป็นขุนนางรุ่นเยาว์
ซุนปู้ฉีเริ่มแนะนำคนให้เฉิน​ซาน​ซือ​
“ผู้นี้คือประมุขรุ่นเยาว์ของสำนักดาบเทียนทง ลู่ซูหัว ส่วนผู้นี้คือฉู่เทียนชูจากสำนักหลิงซู เเละหอเซียนเหอนี้เป็นกิจการของท่านฉู่”
“ท่านลู่ ท่านฉู่” เฉินซานซือทักทายทีละคน
เขาเริ่มวางตัวอย่างเหมาะสม ไม่ได้ประจบสอพลอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ขุ่นเคืองใคร
“ลู่ซูหัวเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเจ้าคนหนึ่ง เขามีกายาหัวใจดาบ ระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นสูงสุดแล้ว ฝีมือดาบก็ยอดเยี่ยม”
หลังจาก​พูด​จบ​ ซุนปู้ฉีก็ชี้ไปที่ศิษย์สำนักต่างๆที่ยืนอยู่กับเฉาฟาน แล้วพูดเสียงเบาว่า
“คนนั้นคือประมุขรุ่นเยาว์ของคฤหาสน์จันทร์เสี้ยว เหวินชิวสือ ช่วงนี้เขาตามประจบอ๋องน้อยตลอด ส่วนคนที่อยู่ข้างๆก็เหมือนกัน”
จริงๆแล้ว มองไปทางไหนในหอเซียนเหอ คนรอบข้างเฉาฟานก็มีคนมากที่สุด
เเถมแขกทุกคนที่เข้ามา สิ่งแรกที่ทำคือไปคารวะเฉาฟาน จากนั้นถึงจะพูดคุยและทำความรู้จักกับคนอื่น
“เฮ้อ” ซุนปู้ฉีถอนหายใจ
“ตอนนี้มีทั้งผู้ตรวจการและขันทีผู้ตรวจการณ์ แม่ทัพประจำการของกองทัพหลักสองกองก็เป็นคนขององค์รัชทายาท…พวกเขารู้ว่าพ่อข้ากำลังจะวางมือ ก็เลยเริ่มทำตัวเหินห่างแบบนี้!”
วางมือ?
เฉินซานซือคิดว่าคงไม่ง่ายแบบนั้น
เเต่ยิ่งมองสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็ยิ่งคิดว่ามันคงจะเหมือนกับที่เขาคาดการณ์ไว้
….ผู้บัญชาการซุนคงอยู่ได้อีกไม่นาน
ส่วนคนพวกนี้ พวกเขา​มาที่นี่ก็เพื่อแบ่งแยกอิทธิพลของกองทัพหลักทั้งแปด
เเละที่ผู้บัญชาการซุนปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะต้องการหาทางลงให้ลูกๆทั้งสองคนที่เหลือ​
เเถมในช่วงเวลาอันใกล้ ดูเหมือนจะไม่มีศิษย์เอกคนไหนที่ทะลวงไปสู่ระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ์ และสามารถรับช่วงต่อจากผู้บัญชาการซุนเพื่อปกป้องครอบครัวได้
...
“เสแสร้ง!” หยินฮั่นเหวินสบถอย่างหัวเสีย
“ท่านอ๋องน้อย คนผู้นี้ล้วนหน้าไหว้หลังหลอก!”
“ข้าว่าแล้ว ทำไมมันถึงไม่ตามท่านไปทำสงคราม​เพื่อรับความดีความชอบ เเต่กลับเลือกที่จะอยู่คุ้มกันชาวบ้านข้ามแม่น้ำ”
“สุดท้าย​ มันก็แค่อยากสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง…ฮ่องเต้ก็ใจดีกับไอ้พวกเสเเสร้งนี้เหลือเกิน”
“ใช่แล้วท่านอ๋องน้อย” เหวินชิวสือเอ่ยเสริม
“ถึงตอนนี้ เขายังไม่ยอมมาคารวะท่านเลย ได้ยศขุนนางชั้นสามแล้วไง…ทำเป็นหยิ่งผยองไปได้”
เฉาฟานยกจอกสุราขึ้นจิบ แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า
“ไม่ใช่แค่ท่านปู่หรอก แม้แต่เสด็จพ่อก็ยังชื่นชมเขา ยังอยากให้ข้าคบค้าสมาคมกับเขาเลย”
“ข้าก็กลุ้มใจเหมือนกัน เเค่กายาเก้ามังกร มันจะเอาไปทำอะไรได้”
“ถูกต้องแล้ว ต้องอย่างท่านอ๋องน้อยที่มีกายาพยัคฆ์​หัวใจมังกรที่เป็นกายาเทพยุทธ์โดยกำเนิดถึงจะเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม​”
“การคัดเลือกครั้งนี้ ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของท่านได้หรอก” หยินฮั่นเหวินกล่าวด้วยความชื่นชม
“อืม แน่นอนอยู่แล้ว” เฉาฟานพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เสด็จพ่อคงไม่ได้กังวลเรื่องนี้ แต่คงอยากดึงตัวเขามาใช้งานมากกว่า”
“ข้าจะไปบอกให้เขามาคารวะท่านอ๋องน้อย!” เหวินชิวสือพูดจบก็จะเดินไป แต่เฉินซานซือกลับเดินเข้ามาหาเสียก่อน
“คารวะท่านอ๋องน้อย” เฉินซานซือคารวะก่อน แล้วจึงยกจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะ
เขาย่อมไม่ลืมว่าเฉาฟานเคยดูถูกเหยียดหยามเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อ…ไม่ให้โอกาสเขาพูด แล้วก็หาว่าเขาเป็นทหารหนีทัพ
แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ควรจะรักษาหน้าอีกฝ่ายเอาไว้บ้าง
“ท่านเฉิน มาคารวะช้าไปหน่อยหรือเปล่า?” เฉาฟานแสยะยิ้ม
“ท่านอ๋องน้อยโปรดอย่าถือสา ข้าพึ่งเคยมางานใหญ่แบบนี้ จึงมีอะไรผิดพลาดไปบ้าง ข้าขอดื่มสามจอกเป็นการลงโทษตนเอง” เฉินซานซือพูดจบ ก็ดื่มสุราไปสามจอกรวด
“คอแข็งดีนี่” เฉาฟานเริ่มพึงพอใจขึ้นมาเล็กน้อย​
ในงานนี้ ไม่ได้มีแต่คุณชายคุณหนูเท่านั้น ยังมียอดฝีมือที่มาจากต่างถิ่น หรือมีภูมิหลังยากจนมาร่วมด้วย
ถ้าเป็นการคัดเลือกครั้งก่อนๆ งานเลี้ยงนี้ก็คงเป็นแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดาๆ
แต่เนื่องจากเป็นการคัดเลือกครั้งสุดท้ายของผู้บัญชาการ​ซุน แถมองค์รัชทายาทก็ยังเสด็จมาด้วย
สถานการณ์จึงซับซ้อนขึ้น กลายเป็นงานสังคมทางการเมือง และเป็นโอกาสในการเลือกฝ่าย
จวนผู้บัญชาการ องค์รัชทายาท และเสนาบดี​เหยียน
มีสามฝ่าย แล้วแต่ว่าใครจะเลือกฝ่ายไหน
เเต่เนื่องจากผู้บัญชาการซุนมีบารมีมาก จึงมีคนเลือกเข้ากับจวนผู้บัญชาการอยู่ถึงครึ่งหนึ่ง
ส่วนที่เหลือเมื่อเเอบเห็นสถานการณ์ในอนาคต​ไม่ค่อยดี ก็จะเลือกเข้ากับเฉาฟาน หรือไม่ก็หลานชายของเสนาบดี​เหยียน
เมื่อรู้แล้วว่าใครบ้างที่จะมาร่วมการคัดเลือก เฉินซานซือก็เริ่มหมดสนุก
ยังไงเขาก็ต้องพยายามแย่งชิงตำแหน่งศิษย์เอก การเลือกฝ่ายจึงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับ​เขา
เขาวางจอกสุราลง เเละกำลังจะชวนซุนปู้ฉีออกไป
เเต่ทันใดเอง มันก็มีคนยกจอกสุราเดินเข้ามาหาเขา
อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เเละก้องกังวาน​ไปทั่วทั้งงาน
“ข้าไป๋ถิงจือจากอำเภอกว่างหลิง ได้ยินชื่อเสียงของท่านแม่ทัพเฉินมานาน!”
“ท่านแม่ทัพเฉินพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำ จนฟ้าดินยังประทับใจ เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ฝึกยุทธและทหารหาญ​!”
“ข้าขอคารวะด้วยใจจริง​!”
……………………