เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!

บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!

บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!


บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!

“ถ้าอย่างนั้น...ข้าก็ต้องได้ที่หนึ่งให้ได้สินะ” เฉินซานซือพึมพำ

เฉินซานซือรู้ดีว่า คนที่มาจากตระกูลใหญ่ทั่วหล้า ย่อมต่างจากคนที่อยู่ในชนบทอย่างอำเภอผอหยาง

อย่างเช่นระดับหลอมโลหิต…คนส่วนใหญ่ในอำเภอผอหยางก็แค่ระดับธรรมดา​(ฝึกวิธีการ​หายใจระดับ​ต่ำ) …ส่วนเขานั้น พลังปราณ​เเละเลือด​สามารถ​ไหลเวียนไปทั่วร่าง มันจะเหมือนกันได้อย่างไร?

เเต่ในราชวงศ์หรือตระกูลใหญ่ อย่างน้อย​พวกเขา​ก็มีวิชาเเละทรัพยากรที่เพียงพออยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดา

ในตระกูลใหญ่ อย่างน้อยก็ต้องมีคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือระดับสูง บวกกับคนรวยมีลูกหลานเยอะ แต่ละรุ่นก็ต้องมีคนที่มีพรสวรรค์ดี โชคดีหน่อยก็อาจมีอัจฉริยะปรากฏขึ้นมา

การท้าประลองข้ามระดับเเบบที่เขาเคยทำ…พอมาเป็นเมืองใหญ่​ย่อมมีความยากลำบากเป็นธรรมดา

ยิ่งในระดับบ่มเพาะอวัยวะภายใน ยิ่งมีกระบวนท่าพิเศษ “ระเบิดโลหิต” ซึ่งเพิ่มได้พลังมหาศาล ยิ่งยากที่จะชนะเเบบข้ามระดับ​ได้

โดยเฉพาะ​เขาที่เพิ่งถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นเชี่ยวชาญ อย่างน้อยก็ต้องไปให้ถึงขั้นความสำเร็จเล็กน้อยเสียก่อน

เพียงแต่เวลามันกระชั้นชิดมากเกินไป

พอเกิดสงคราม ก็มีการเรียกตัวขุนนางฝึกหัดจากทั่วประเทศมาก่อนกำหนด ทำให้การคัดเลือกถูกเลื่อนขึ้นมาเร็วกว่าเดิมมาก

ถ้าเขาอยากจะไปให้ถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย…เร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลายี่สิบกว่าวัน

เว้นแต่ว่าจะมีเนื้อสัตว์อสูร โดยเฉพาะเนื้อสัตว์อสูรวิเศษ และต้องหาคนมาฝึกซ้อมด้วยทุกวันทั้งวันทั้งคืน ถึงจะเร็วขึ้นได้บ้าง

“เอาเถอะ ลองไปดูงานเลี้ยงก่อนแล้วก็แล้วกัน”

เฉินซานซือขึ้นรถม้าไปกับซุนปู้ฉี

เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เฉินซานซือได้เข้ามาในเมือง ระหว่างทางเขาจึงอดไม่ได้ที่จะชะโงกหน้าออกไปมองทิวทัศน์สองข้างทาง เมื่อผ่านตลาด เขาก็เหลือบไปเห็นประกาศติดอยู่หลายแผ่น

ในนั้นมีสองแผ่นที่เขาสนใจเป็นพิเศษ

หนึ่งคือประกาศจับของลัทธิเทพวิญญาณ และอีกหนึ่งคือคำสรรเสริญวีรกรรมการพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำของเขา

“ที่เมืองเหลียงโจวก็มีลัทธิเทพวิญญาณด้วยเหรอ?”

“มีสิ” ซุนปู้ฉีกินผลไม้แปลกๆพลางเอนหลังพิงเบาะ

“ลัทธิเทพวิญญาณก่อความวุ่นวายไปทั่ว ไม่ใช่แค่เพิ่งเริ่มทำ พวกมันแทรกซึมไปทั่วทุกหนทุกแห่งในแผ่นดินนี้ ไม่ใช่แค่คนป่าเถื่อนเท่านั้นนะ พวกมันยังมีสาวกในดินแดนแถบกลางมากมาย แถมยังแยกแยะจากภายนอกได้ยากอีก พวกมันหลบซ่อนอยู่ในเงามืด คอยก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมืองอยู่ตลอดเวลา

“อย่างเช่นสำนักเจ็ดพิษที่เมืองตงอี้ ข้าคิดว่าแปดในสิบส่วนต้องเป็นฝีมือของพวกมันแน่ๆ”

“อืม”

เฉินซานซือเคยได้ยินเรื่องที่ลัทธิเทพวิญญาณก่อความวุ่นวายมานานแล้ว ที่อำเภอผอหยางก่อนเกิดเรื่องสมบัติเซียนไม่มีลัทธิเทพวิญญาณ เพราะที่นั่นไม่คู่ควร

สถานที่เล็กเกินไป ไม่มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์มากพอ แม้แต่ลัทธิเทพวิญญาณก็ไม่อยากไป

“อีกอย่าง...” ซุนปู้ฉีนั่งตัวตรง แล้วพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจัง

“สาวกลัทธิในเมืองเหลียงโจวชอบฆ่าผู้ฝึกยุทธ ตอนแรกพวกมันฆ่าคนที่มีระดับพลังยุทธต่ำๆ แต่หลังๆ พวกมันเริ่มฆ่าคนที่มีระดับพลังยุทธสูงขึ้นเรื่อยๆ...ได้ยินมาว่าตอนที่เกิดสงครามที่แนวหน้า แม้แต่ศิษย์เอกที่มีพรสวรรค์ที่สุดของคฤหาสน์จันทร์เสี้ยวก็ยังถูกฆ่าตาย”

“ฆ่าผู้ฝึกยุทธ?” เฉินซานซือครุ่นคิด

ลัทธิเทพวิญญาณใช้เลือดของชาวบ้านนับล้านบูชายัญ แล้วยังกล้าฆ่านักผู้ยุทธอีกหรือ?

สิ่งที่พวกมันถืออยู่ในมือ ไม่เหมือนสมบัติเซียนเลยสักนิด กลับเหมือนสมบัติปีศาจที่ต้องใช้ชีวิตคนเป็นเชื้อเพลิงมากกว่า

“แต่เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก” ซุนปู้ฉีกล่าวเสริม

“คนที่ตายส่วนใหญ่เป็นศิษย์ของสำนักต่างๆกับชาวยุทธภพ พวกมันไม่ค่อยกล้าลงมือกับคนของกองทัพหลักทั้งแปดหรอก พอสงครามจบ พ่อข้าก็จะจัดการเรื่องนี้เอง”

ตอนที่อยู่ที่อำเภอผอหยาง โรงฝึกยุทธหลายแห่งจับชาวบ้านมาทดลองยา…ตอนนี้มาอยู่ที่เมืองเหลียงโจว แม้แต่สำนักต่างๆ ก็ยังถูกลัทธิเทพวิญญาณคุกคาม

“เรื่องที่อาหมู่กู่หายตัวไป...” เมื่อพูดถึงลัทธิเทพวิญญาณ เฉินซานซือก็อดคิดถึงยอดฝีมือระดับเปิดชีพจรอย่างอาหมู่กู่ไม่ได้

ในใจเขาเริ่มรู้สึกกังวล ถึงแม้ตอนนั้นเขาจะพูดต่อหน้าทหารม้าห้าพันนายว่าอาหมู่กู่ถูกผู้บัญชาการ​ซุนฆ่า และบังเอิญผู้บัญชาการก็ปรากฏตัวขึ้นจริงๆ…แต่มันก็ยังมีช่องโหว่อยู่ดี

ถ้าซุนเซี่ยงจงมาถึงที่นั่นก่อน พวกเขาก็ไม่ต้องไปปิดทาง จนทำให้มีคนตายและบาดเจ็บมากมายขนาดนั้น

โชคดีที่ต่อให้ลัทธิเทพวิญญาณสงสัยเขา พวกมันก็คงไม่เอาข้อมูลนี้ไปบอกราชสำนักหรอก

เพราะถ้าฮ่องเต้ได้สมบัติเซียนมา เขาก็คงไม่คืนให้คนป่าเถื่อนแน่ พวกมันจึงทำได้แค่สืบหาอย่างลับๆ

เเต่ต่อไป เขาก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น

เเละถ้ามีคนของลัทธิเทพวิญญาณมาอีก เฉินซานซือจะพยายามจับเป็นมาให้ได้ เพื่อเค้นถามเรื่องสมบัติเซียนว่าตรงกับที่เขาคิดไว้หรือไม่

….

“ซานซือ” ซุนปู้ฉีขัดความคิดเขา

“ฝ่าบาททรงประกาศเกียรติคุณของเจ้าไปทั่วแผ่นดิน วันนี้คงมีคนมากมายอยากสร้างสัมพันธ์กับเจ้า”

“อืม” เฉินซานซือพยักหน้า

สถานที่จัดงานเลี้ยงชื่อว่า “หอเซียนเหอ” เปรียบเสมือนหอแปดสมบัติของเมืองเหลียงโจว แต่เนื่องจากเป็นเมืองใหญ่​ ความหรูหราย่อมเทียบกับเมืองเล็กๆไม่ได้

ถึงอย่างนั้น วันนี้หอเซียนเหอก็ยังถูกจองไว้ทั้งหลัง

ตลอดทั้งถนนเต็มไปด้วยรถม้าหรูหรา แสดงให้เห็นถึงฐานะอันสูงส่งของแขกที่มาร่วมงานเลี้ยงในครั้งนี้

“แค่กๆ” ซุนปู้ฉีกระแอม

“ซานซือ ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังคร่าวๆ คนที่มาร่วมงานวันนี้ แบ่งออกเป็นสามกลุ่มหลักๆ”

“กลุ่มแรกคือคนของฝ่าบาท”

“กลุ่มที่สองคือคนขององค์รัชทายาท(พ่อของเฉาฟาน)​”

“กลุ่มที่สามคือคนของตระกูลต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้ก็แบ่งออกเป็นหลายฝ่าย แต่ละฝ่ายก็สนับสนุนคนละกลุ่ม”

งานเลี้ยงธรรมดาที่ไหนกัน มันคือการพบปะทางการเมืองต่างหาก

“เจ้าแยกแยะได้ด้วยเหรอเนี่ย?” เฉินซานซือรู้สึกทึ่งเล็กน้อย​

ในฐานะที่ต่างกัน มุมมองก็ต่างกันจริงๆ

ตอนนี้​ เขาต้องให้ซุนปู้ฉีช่วยจริงๆ ไม่งั้นเข้าไปข้างในแล้วคงงงเป็นไก่ตาแตก…ไม่รู้จักใคร เเละไม่รู้จะรับมืออย่างไร

“คนของสำนักต่างๆก็มาร่วมคัดเลือกได้ด้วยเหรอ?” เฉินซานซือถาม

“ได้สิ” ซุนปู้ฉีตอบ

“ที่ดิน ไร่ยา หรือแม้แต่ภูเขาทั่วทุกแห่ง ล้วนถูกยึดครองโดยตระกูลใหญ่และสำนักต่างๆ…เสบียงต่างๆก็ต้องพึ่งพาพวกเขา ดังนั้นก็ต้องให้โอกาสพวกเขาเป็นธรรมดา”

การยึดครองที่ดินและการแบ่งชนชั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่อำเภอผอหยางเท่านั้น…ทั่วทั้งต้าเซิ่งก็เป็นแบบนี้

ถ้าอยากให้สำนักต่างๆให้ความร่วมมือ ก็ต้องให้โอกาสพวกเขา พอได้เป็นขุนนางแล้ว ฐานะก็ยิ่งมั่นคง เป็นวัฏจักรแบบนี้ไปเรื่อยๆ

เเละถ้าไม่มีการควบคุม สำนักต่างๆก็จะกลายเป็นใหญ่คับแผ่นดิน

เฉินซานซืออดนึกถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ชาติก่อนไม่ได้ จักรพรรดิผู้ก่อตั้งราชวงศ์ฮั่นตะวันออก “บุตรแห่งสวรรค์” หลิวซิ่ว ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลใหญ่ในดินแดนแถบกลาง จึงสามารถกอบกู้แผ่นดินได้…มันเหมือนกับเฉาเซี่ยในตอนนั้นไม่มีผิด

ระหว่างที่คุยกัน ทั้งสองคนก็เดินเข้ามาถึงหอเซียนเหอพอดี

เมื่อเข้าไปข้างใน มันไม่ได้​มีเสียงดังวุ่นวาย มีแต่เสียงพูดคุยเบาๆ และเสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ…แขกที่เดินไปมาก็ล้วนเป็นขุนนางและผู้มีอิทธิพล ไม่มีคนธรรมดาแม้แต่คนเด

ส่วนผู้เข้าร่วมการคัดเลือก  ก็มีเพียงไม่กี่คน….เเละเฉพาะ​ที่มีระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขึ้นไปเท่านั้น ที่มาร่วมงานเลี้ยงนี้

เเน่นอนว่ามีคนที่เฉิน​ซาน​ซือ​รู้จักด้วย

เฉาฟานกับหยินฮั่นเหวิน

“ขอแสดงความยินดีกับท่านอ๋องน้อยและคุณชายหยินที่สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ที่เมืองหยุนโจว!”

“……”

“……”

“คุณชายปู้ฉีมาแล้ว!”

“คุณชายปู้ฉี ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ!”

มีหลายคนเข้ามาทักทายซุนปู้ฉี

“ท่านข้างๆนี่ ท่านเฉินสินะ?”

“ได้ยินว่าท่านพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำ…ข่าวนี้โด่งดังไปทั่วแผ่นดินเลย!”

“ท่านเฉินอายุยังน้อย เเต่ได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท อนาคตต้องก้าวหน้าอย่างรวดเร็วแน่ๆ”

“……”

ไม่นาน รอบตัวเฉินซานซือก็เต็มไปด้วยผู้คน เเละส่วนใหญ่เป็นขุนนางรุ่นเยาว์

ซุนปู้ฉีเริ่มแนะนำคนให้เฉิน​ซาน​ซือ​

“ผู้นี้คือประมุขรุ่นเยาว์ของสำนักดาบเทียนทง ลู่ซูหัว ส่วนผู้นี้คือฉู่เทียนชูจากสำนักหลิงซู เเละหอเซียนเหอนี้เป็นกิจการของท่านฉู่”

“ท่านลู่ ท่านฉู่” เฉินซานซือทักทายทีละคน

เขาเริ่มวางตัวอย่างเหมาะสม ไม่ได้ประจบสอพลอ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ขุ่นเคืองใคร

“ลู่ซูหัวเป็นคู่แข่งคนสำคัญของเจ้าคนหนึ่ง เขามีกายาหัวใจดาบ ระดับบ่มเพาะอวัยวะภายในขั้นสูงสุดแล้ว ฝีมือดาบก็ยอดเยี่ยม”

หลังจาก​พูด​จบ​ ซุนปู้ฉีก็ชี้ไปที่ศิษย์สำนักต่างๆที่ยืนอยู่กับเฉาฟาน แล้วพูดเสียงเบาว่า

“คนนั้นคือประมุขรุ่นเยาว์ของคฤหาสน์จันทร์เสี้ยว เหวินชิวสือ ช่วงนี้เขาตามประจบอ๋องน้อยตลอด ส่วนคนที่อยู่ข้างๆก็เหมือนกัน”

จริงๆแล้ว มองไปทางไหนในหอเซียนเหอ คนรอบข้างเฉาฟานก็มีคนมากที่สุด

เเถมแขกทุกคนที่เข้ามา สิ่งแรกที่ทำคือไปคารวะเฉาฟาน จากนั้นถึงจะพูดคุยและทำความรู้จักกับคนอื่น

“เฮ้อ” ซุนปู้ฉีถอนหายใจ

“ตอนนี้มีทั้งผู้ตรวจการและขันทีผู้ตรวจการณ์ แม่ทัพประจำการของกองทัพหลักสองกองก็เป็นคนขององค์รัชทายาท…พวกเขารู้ว่าพ่อข้ากำลังจะวางมือ ก็เลยเริ่มทำตัวเหินห่างแบบนี้!”

วางมือ?

เฉินซานซือคิดว่าคงไม่ง่ายแบบนั้น

เเต่ยิ่งมองสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็ยิ่งคิดว่ามันคงจะเหมือนกับที่เขาคาดการณ์ไว้

….ผู้บัญชาการซุนคงอยู่ได้อีกไม่นาน

ส่วนคนพวกนี้ พวกเขา​มาที่นี่ก็เพื่อแบ่งแยกอิทธิพลของกองทัพหลักทั้งแปด

เเละที่ผู้บัญชาการซุนปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็คงเป็นเพราะต้องการหาทางลงให้ลูกๆทั้งสองคนที่เหลือ​

เเถมในช่วงเวลาอันใกล้ ดูเหมือนจะไม่มีศิษย์เอกคนไหนที่ทะลวงไปสู่ระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ์ และสามารถรับช่วงต่อจากผู้บัญชาการซุนเพื่อปกป้องครอบครัวได้

...

“เสแสร้ง!” หยินฮั่นเหวินสบถอย่างหัวเสีย

“ท่านอ๋องน้อย คนผู้นี้ล้วนหน้าไหว้หลังหลอก!”

“ข้าว่าแล้ว ทำไมมันถึงไม่ตามท่านไปทำสงคราม​เพื่อรับความดีความชอบ เเต่กลับเลือกที่จะอยู่คุ้มกันชาวบ้านข้ามแม่น้ำ”

“สุดท้าย​ มันก็แค่อยากสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง…ฮ่องเต้ก็ใจดีกับไอ้พวกเสเเสร้งนี้เหลือเกิน”

“ใช่แล้วท่านอ๋องน้อย” เหวินชิวสือเอ่ยเสริม

“ถึงตอนนี้ เขายังไม่ยอมมาคารวะท่านเลย ได้ยศขุนนางชั้นสามแล้วไง…ทำเป็นหยิ่งผยองไปได้”

เฉาฟานยกจอกสุราขึ้นจิบ แล้วพูดอย่างเชื่องช้าว่า

“ไม่ใช่แค่ท่านปู่หรอก แม้แต่เสด็จพ่อก็ยังชื่นชมเขา ยังอยากให้ข้าคบค้าสมาคมกับเขาเลย”

“ข้าก็กลุ้มใจเหมือนกัน เเค่กายาเก้ามังกร มันจะเอาไปทำอะไรได้”

“ถูกต้องแล้ว ต้องอย่างท่านอ๋องน้อยที่มีกายาพยัคฆ์​หัวใจมังกรที่เป็นกายาเทพยุทธ์โดยกำเนิดถึงจะเรียกได้ว่ายอดเยี่ยม​”

“การคัดเลือกครั้งนี้ ไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของท่านได้หรอก” หยินฮั่นเหวินกล่าวด้วยความชื่นชม

“อืม แน่นอนอยู่แล้ว” เฉาฟานพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“เสด็จพ่อคงไม่ได้กังวลเรื่องนี้ แต่คงอยากดึงตัวเขามาใช้งานมากกว่า”

“ข้าจะไปบอกให้เขามาคารวะท่านอ๋องน้อย!” เหวินชิวสือพูดจบก็จะเดินไป แต่เฉินซานซือกลับเดินเข้ามาหาเสียก่อน

“คารวะท่านอ๋องน้อย” เฉินซานซือคารวะก่อน แล้วจึงยกจอกสุราขึ้นเพื่อคารวะ

เขาย่อมไม่ลืมว่าเฉาฟานเคยดูถูกเหยียดหยามเขาที่ริมฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อ…ไม่ให้โอกาสเขาพูด แล้วก็หาว่าเขาเป็นทหารหนีทัพ

แต่ในสถานการณ์แบบนี้ ควรจะรักษาหน้าอีกฝ่ายเอาไว้บ้าง

“ท่านเฉิน มาคารวะช้าไปหน่อยหรือเปล่า?” เฉาฟานแสยะยิ้ม

“ท่านอ๋องน้อยโปรดอย่าถือสา ข้าพึ่งเคยมางานใหญ่แบบนี้ จึงมีอะไรผิดพลาดไปบ้าง ข้าขอดื่มสามจอกเป็นการลงโทษตนเอง” เฉินซานซือพูดจบ ก็ดื่มสุราไปสามจอกรวด

“คอแข็งดีนี่” เฉาฟานเริ่มพึงพอใจขึ้นมาเล็กน้อย​

ในงานนี้ ไม่ได้มีแต่คุณชายคุณหนูเท่านั้น ยังมียอดฝีมือที่มาจากต่างถิ่น หรือมีภูมิหลังยากจนมาร่วมด้วย

ถ้าเป็นการคัดเลือกครั้งก่อนๆ งานเลี้ยงนี้ก็คงเป็นแค่การพบปะสังสรรค์ธรรมดาๆ

แต่เนื่องจากเป็นการคัดเลือกครั้งสุดท้ายของผู้บัญชาการ​ซุน แถมองค์รัชทายาทก็ยังเสด็จมาด้วย

สถานการณ์จึงซับซ้อนขึ้น กลายเป็นงานสังคมทางการเมือง และเป็นโอกาสในการเลือกฝ่าย

จวนผู้บัญชาการ องค์รัชทายาท และเสนาบดี​เหยียน

มีสามฝ่าย แล้วแต่ว่าใครจะเลือกฝ่ายไหน

เเต่เนื่องจากผู้บัญชาการซุนมีบารมีมาก จึงมีคนเลือกเข้ากับจวนผู้บัญชาการอยู่ถึงครึ่งหนึ่ง

ส่วนที่เหลือเมื่อเเอบเห็นสถานการณ์ในอนาคต​ไม่ค่อยดี ก็จะเลือกเข้ากับเฉาฟาน หรือไม่ก็หลานชายของเสนาบดี​เหยียน

เมื่อรู้แล้วว่าใครบ้างที่จะมาร่วมการคัดเลือก เฉินซานซือก็เริ่มหมดสนุก

ยังไงเขาก็ต้องพยายามแย่งชิงตำแหน่งศิษย์เอก การเลือกฝ่ายจึงไม่มีประโยชน์อะไรสำหรับ​เขา

เขาวางจอกสุราลง เเละกำลังจะชวนซุนปู้ฉีออกไป

เเต่ทันใดเอง มันก็มีคนยกจอกสุราเดินเข้ามาหาเขา

อีกฝ่ายพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เเละก้องกังวาน​ไปทั่วทั้งงาน

“ข้าไป๋ถิงจือจากอำเภอกว่างหลิง ได้ยินชื่อเสียงของท่านแม่ทัพเฉินมานาน!”

“ท่านแม่ทัพเฉินพาชาวบ้านข้ามแม่น้ำ จนฟ้าดินยังประทับใจ เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้ฝึกยุทธและทหารหาญ​!”

“ข้าขอคารวะด้วยใจจริง​!”

……………………

จบบทที่ บทที่ 117 : เเต่ละฝ่ายในราชสำนัก​!

คัดลอกลิงก์แล้ว