เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!

บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!

บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!


บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!

"ใกล้ถึงเหลียงโจวแล้ว!" เสียงผู้พันลี่ตะโกนบอกพลางควบม้ามา

"อีกแค่นิดเดียวก็ถึงแล้ว อดทนอีกหน่อย พวกเราก็จะได้พักกันแล้ว!"

"ในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้วสินะ"

เฉินซานซือพึมพำ​ขณะพาดกายอยู่บนหลังม้าขาว…เขาพลิกหน้าหนังสือไปมาอย่างเบื่อหน่าย

ตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรนักหรอก แต่การเดินทางที่ยาวนานโดยแทบไม่มีเวลาฝึกวิทยายุทธเลยนี่สิ ที่ทำให้รู้สึกเซ็งๆ

[วิชา: หอกสามผสาน(เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: 168/1000]

ผ่านมานาน เเต่ก็ยังเพิ่มขึ้นได้แค่นี้

และนี่ก็เพราะมีหลิงเหอช่วยด้วยนะ ถ้าไม่มีหลิงเหอ คงจะช้ากว่านี้อีก

ส่วนหนังสือในมือของเฉินซานซือ เป็นหนังสือต้องห้ามที่ได้มาจากฟางชิงหยุน

มันมีชื่อว่า "บันทึกสำนักใต้หล้า" ซึ่งรวบรวมข้อมูลของสำนักต่างๆทั่วใต้หล้าเอาไว้

แค่เมืองผอหยางเล็กๆ ยังมีโรงฝึกยุทธทั้งสี่คอยแผ่อิทธิพล…เหลียงโจวที่เป็นเมืองที่ใหญ่กว่ามาก แน่นอนว่าต้องมีองค์กรลักษณะนี้เช่นกัน

เพียงแต่ไม่ได้เรียกกันว่า "โรงฝึกยุทธ" แต่เรียกว่า "สำนัก"

เฉินซานซือวิเคราะห์ดูแล้ว พบว่าสำนักในโลกนี้ แทบจะเทียบเท่ากับตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในโลกที่ไม่มีการบ่มเพาะพลังเลยทีเดียว พวกเขาถือเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีความสำคัญอย่างมาก

และที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ใน "บันทึกสำนักใต้หล้า" นั้นแตกต่างจาก "หนังสือแห่งไท่เซิ่ง" อย่างสิ้นเชิง

"หนังสือแห่งไท่เซิ่ง" เน้นบันทึกเรื่องราววีรกรรมของจักรพรรดิไท่จู่ จักรพรรดิเฉาเซี่ย รวมถึงคุณงามความดีของเหล่าขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์

ส่วนเรื่องของสำนักต่างๆ ถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ "บันทึกสำนักใต้หล้า" กลับบันทึกไว้ว่า จักรพรรดิเฉาเซี่ยได้รับการสนับสนุนจากสำนักใหญ่ๆ ทั้งสามสิบหกสำนัก จึงมีโอกาสในการรวบรวมแผ่นดิน

สามร้อยปีก่อน บางสำนักถึงกับมีแคว้นเป็นของตนเอง จนมีอำนาจเทียบเท่ากับเจ้าผู้ครองแคว้น

ทว่าสุดท้าย  จักรพรรดิเฉาเซี่ยกลับเนรคุณ

ไม่กี่ปีหลังจากขึ้นครองราชย์ เขาก็ออกคำสั่ง "ม้าเหยียบยุทธภพ" กวาดล้างอิทธิพลของสำนักใหญ่ๆหลายสำนัก หลังจากนั้นก็ยังคงกดขี่เหล่าสำนักต่างๆ จำกัดจำนวนศิษย์และระดับการบ่มเพาะ

สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงยุคฟื้นฟูสมัยจักรพรรดิหยวนอัน สถานะของเหล่าสำนักต่างๆจึงดีขึ้นบ้าง

ทุกวันนี้ เวลาเกิดสงคราม ราชสำนักก็จำเป็นต้องเกณฑ์ศิษย์จากสำนักต่างๆเข้าร่วมรบ

นับว่าเป็นการให้สถานะบางส่วนคืนแก่สำนักเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่มากนัก อิทธิพลโดยรวมยังคงด้อยกว่าเหล่าตระกูลผู้มีอำนาจ

สำนักใดสำนักหนึ่งเพียงลำพังไม่อาจเทียบรัศมีของราชสำนักได้

เเละสิ่งที่น่าสนใจคือ เหลียงโจวมีสองสำนักใหญ่ที่มีเทพยุทธประจำการ เเละนั่นคือ สำนักดาบเทียนทง และคฤหาสน์จันทร์เสี้ยว

นอกจากสำนักทั่วไปแล้ว ยังมีสำนักลึกลับที่เฉินซานซือให้ความสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ หอค้นหาเซียน

หอค้นหาเซียนเป็นสำนักที่ลึกลับมาก พวกเขามีประวัติยาวนานนับพันปี แต่กลับแทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ แม้แต่ในช่วงเปลี่ยนราชวงศ์ก็ยังคงเก็บตัวเงียบ

เป้าหมายเดียวของสำนักนี้คือการตามหาเซียน ถือเป็นสำนักที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกโดยสิ้นเชิง

และอีกหนึ่งสำนักที่น่าสนใจ​ก็คือ ลัทธิเทพวิญญาณ

"ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อน เทพพยากรณ์ของลัทธิเทพวิญญาณได้เหาะเหินสู่สรวงสวรรค์ไปแล้ว…เหล่าสาวกจึงมีเป้าหมายที่จะตามหาเส้นทางสู่แดนเซียน เพื่อติดตามเทพพยากรณ์ไป"

"การสนับสนุนเผ่าหยูเหวิน ก็เพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง เพื่อใช้ในการตามรอยเซียน”

“ส่วนการหมายปองแผ่นดินอันมั่งคั่งของแดนมนุษย์ ก็เพราะเชื่อว่าที่นี่มีบุคคลสำคัญและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย​ที่มีโอกาสตามรอยเซียนได้ง่ายกว่า”

"ดูเหมือนว่า บุคคลระดับสูงสุดต่างก็มุ่งแสวงหาหนทางสู่ความเป็นเซียนกันทั้งนั้น แต่ข้ากลับยังคงวนเวียนอยู่กับวิทยายุทธ ความแตกต่างนี้มันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว"

"เเต่การมาที่จวนผู้บัญชาการซุนครั้งนี้ ก็ถือว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ตอนนี้แม้เทพยุทธจะมีอยู่ไม่น้อย แต่ระดับที่เหนือกว่านั้นยังคงหายาก หากข้าได้เข้าร่วมจวนผู้บัญชาการซุน และฝึกฝนจนใกล้ถึงระดับนั้น ก็อาจจะมีโอกาสที่จะได้รับคำชี้แนะพิเศษ​"

"ส่วนการเข้ารับใช้ฮ่องเต้ คงไม่ต้องคิด…แค่ข้าไม่ใช่คนสกุล 'เฉา' ก็ปิดโอกาสไปเรียบร้อย​แล้ว เเถมฮ่องเต้ยังหวาดกลัวท่านผู้บัญชาการซุนขนาดนั้น จะมายอมฝึกฝนคนอย่างข้าขึ้นมาอีกคนได้อย่างไร"

"สุดท้าย ในบันทึกสำนักยังบันทึกถึงร่างกายพิเศษสำหรับการฝึกยุทธ เรียกว่า 'กายาหมื่นแปร' คนที่มีกายาแบบนี้ ก่อนฝึกยุทธจะเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อเริ่มฝึก ไม่ว่าจะฝึกวิชาใด กายาก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวิชานั้นๆอย่างต่อเนื่อง คนที่มีกายาหมื่นแปร หากมีทรัพยากรเพียงพอ รับรองว่าไปถึงระดับเทพยุทธได้แน่นอน!"

"ด้วยเหตุนี้ กายาหมื่นแปรจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับกายาจักรพรรดิ และกายาหายากอื่นๆ เรียกรวมๆ ว่า 'กายาเทพยุทธโดยกำเนิด​'"

"ข้าเป็นกายาเทพยุทธโดยกำเนิด​งั้นเหรอ?" เฉินซานซือรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย

เขาไม่เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นเทพยุทธได้หรือไม่…เพราะมีทั้งแผงค่าสถานะและหลิงเหออยู่แล้ว จะเป็นเทพยุทธได้ก็เป็​นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น​

เพียงแต่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่แผงค่าสถานะมอบให้ จะมีผลลัพธ์​ที่แท้จริงคือกายาหมื่นแปร!

ตลอดการเดินทาง เฉินซานซือกังวลว่ากายาพิเศษหลายอย่างที่ผสมปนเปกันในร่างกาย จะถูกตรวจพบตอนตรวจสอบกระดูก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะคิดมากไปเองแล้ว

[ทักษะ: การอ่าน (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]

[ความคืบหน้า: (496/800)]

….

เมื่อเฉินซานซือปิดหนังสือ​เเล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏเมืองเล็กๆที่ขอบฟ้า

เมืองนี้เล็กกว่าเมืองผอหยางเสียอีก เหนือประตูเมืองมีป้ายเขียนว่า "เมืองตงอี้"

เมืองนี้อยู่ห่างจากเหลียงโจวเพียงสิบกว่าลี้ แต่กลับถูกกองทัพปิดล้อมอย่างแน่นหนา เเละบนธงทหารปรากฏสัญลักษณ์ของ "กองทัพเสวียนอู่" อย่างชัดเจน

หวังจื๋อมองเมืองนี้ด้วยอารมณ์ เเละรู้สึกแปลกๆในใจ

"ปิดล้อมเมืองนี้ไว้ทำไม?" เฉินซานซือถามอย่างสงสัย

"ท่านเฉินไม่รู้หรือ" ผู้พันลี่ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ

"ที่ผ่านมา พวกเราตอนต้องรับมือกับพวกป่าเถื่อนจึงกำลังพลไม่พอ เลยต้องขอให้ศิษย์จากสำนักต่างๆมาช่วยป้องกันเมือง”

“เเต่ปรากฏว่า 'สำนักเจ็ดพิษ' กลับแอบติดต่อกับพวกป่าเถื่อน คิดก่อกบฏหวังจะยึดเหลียงโจว”

"แน่นอนว่าพวกมันคิดผิด พอเริ่มลงมือก็โดนแม่ทัพลู่ปราบจนราบคาบ…สุดท้าย​ต้องพาสมุนพันห้าร้อยคน หนีมากบดานที่เมืองตงอี้"

"เมืองตงอี้กับเมืองซีอี้ เป็นเมืองหน้าด่านของเหลียงโจว สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ตั้งทัพ ในเมืองไม่มีชาวบ้าน เสบียงอาหารก็มีไม่มาก…ตอนนี้สงครามจบแล้ว จึงยังไม่ได้สนใจพวกมัน ปล่อยให้ปิดล้อมไว้ก่อน"

"ท่านผู้บัญชาการซุนของเรา เวลาออกรบจะให้ความสำคัญกับการลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด"

เฉินซานซือพยักหน้าเห็นด้วย

"ถูกต้องแล้ว แม้จะมีแค่พันกว่าคน แต่ถ้าบุกเข้าไปตรงๆก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ในเมื่อเสบียงในเมืองมีน้อย ยิ่งปล่อยไว้นาน พวกมันก็มีทางเลือกแค่สองทาง คือยอมแพ้ หรืออดตาย"

"บอกใบ้ให้น้องรองล่วงหน้าหน่อยแล้วกัน" ฟางชิงหยุนที่ถูกซุนหลีเข็นรถเข็นมาใกล้ๆเอ่ยขึ้น

"สำนักเจ็ดพิษ เป็นแค่สำนักระดับสองในเหลียงโจว ที่ยังปล่อยพวกมันไว้อยู่นี่ เพราะ​ท่านอาจารย์ตั้งใจจะใช้พวกมันเป็นบททดสอบในการคัดเลือก ส่วนจะทดสอบอะไร เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที"

"ขอบคุณพี่รองมาก" เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ

"จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าบอกใบ้หรอก คนอื่นๆก็รู้กันทั้งนั้น ที่บอกเจ้า ก็แค่ต้องการให้มันยุติธรรมมากขึ้นเท่านั้นเอง"

หลังจาก​พูด​จบ​ ฟางชิงหยุนก็ผายมือเชื้อเชิญ

"น้องรอง พี่ขอคุยเเบบส่วนตัวหน่อยได้หรือไม่?"

"ได้สิขอรับ" เฉินซานซือลงจากหลังม้า รับรถเข็นมาจากซุนหลี แล้วเข็นฟางชิงหยุนไปยังป่าข้างทาง

"พี่รอง มีอะไรจะแนะนำข้าหรือ?"

"นี่ สำหรับเจ้า" ฟางชิงหยุนหยิบขวดกระเบื้องขวดหนึ่ง​ออกมาจากแขนเสื้อ

"ภายในสองเดือนนี้ หากเจ้ารู้สึกไม่สบาย ให้ละลายผงนี้ในน้ำดื่ม…แต่ถ้าไม่เป็นไร ก็ทิ้งมันไปซะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

เฉินซานซือเปิดขวดออก ภายในบรรจุผงยาสีดำสนิท

[ยาแก้พิษโลหิตมรกต]

ยาแก้พิษ

ใช่แล้ว ท่านผู้บัญชาการซุนน่าจะรู้ว่าฮ่องเต้แอบวางยาพิษเขา ตอนนั้นถึงได้บอกให้ทำตามที่ฮ่องเต้สั่ง แสดงว่าเตรียมยาแก้พิษไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้บอกเฉินซานซือตรงๆ

และยังบอกให้รอสองเดือนค่อยดื่มยา นี่คงจะรอดูว่าฮ่องเต้จะส่งยาแก้พิษมาให้หรือไม่ ถ้าส่งมาก็ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และที่ทำแบบนี้ คงไม่อยากให้เฉินซานซือตั้งตัวเป็นศัตรูกับฮ่องเต้กระมัง?

"ข้าเข้าใจแล้ว" เฉินซานซือไม่ได้ซักถามอะไรต่อ

"อืม ไม่มีอะไรแล้ว" ฟางชิงหยุนพูดเบาๆ

"น้องรอง ช่วยพาข้ากลับไปที พวกเรา...ใกล้ถึงเหลียงโจวแล้ว"

….

สิบลี้ต่อมา เมืองใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน

เมืองนี้มีกำแพงเมืองสูงถึงหกจั้ง คาดว่าความหนาของกำแพงก็น่าจะเกินห้าจั้ง มองไปสุดลูกหูลูกตา แทบไม่เห็นขอบเขต ราวกับสัตว์ร้ายยักษ์ที่หมอบคลาน​อยู่บนที่ราบกว้างใหญ่

นี่คือด่านปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนเหนือ เมืองเหลียงโจว

"เปิดประตูเมือง!"

หลังจากตรวจสอบเอกสารเรียบร้อย กองคาราวานกว่าพันคนก็เข้าเมืองได้อย่างราบรื่น

แม้จะเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ใกล้กับพวกป่าเถื่อน และต้องเผชิญสงครามมาโดยตลอด แต่ความเจริญรุ่งเรืองภายในเมืองกลับเกินความคาดหมายอย่างมาก

เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าไป ก็จะพบกับร้านค้าและอาคารมากมาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องขายของ เสียงต่อรองราคาของชาวบ้าน รวมถึงเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังระงมเต็มไปด้วยบรรยากาศความมีชีวิตชีวา…รถราสัญจรไปมา ผู้คนต่างดำรงชีวิตอย่างสงบสุข

"ท่านเฉิน เชิญทางนี้" ผู้พันลี่กล่าว

"ที่พักของท่านและภรรยา แม่ทัพฟางได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ส่วนลูกน้องของท่านก็จะถูกจัดให้อยู่ในเขตทหาร…วางใจได้ว่าสะดวกสบาย​มาก"

"ขอบคุณมากขอรับ" เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ​เเล้วบอกลาคนอื่นๆ

"เฮ้อ เดินทางมาเหนื่อยแทบแย่ ในที่สุดก็ถึงบ้านแล้ว" ฟางชิงหยุนพูดพลางไอสองสามครั้ง

"หลีเอ๋อร์ ช่วยเข็นพี่กลับบ้านที"

"ศิษย์พี่สี่" ซุนหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล

"เมื่อกี้ข้าเจอเฉาฟานและหยินฮั่นเหวิน พวกเขามาจากเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเลยหรือ?"

"ศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่านอาจารย์ ล้วนแต่หวังวิชาลับของท่านอาจารย์ทั้งนั้น มันก็ต้องขนาดนั้นแหละ" ฟางชิงหยุนหยุดรถเข็นแล้วซื้อลูกอมน้ำตา​ลมาสามไม้ แบ่งให้ซุนหลี ซุนปู้ฉี และตัวเองคนละไม้

"ไม่ใช่แค่พวกนั้นนะ ยังมีคนขององค์รัชทายาท เเละแม้แต่ฮ่องเต้ก็ส่งคนมาร่วมคัดเลือกด้วย"

"พวกนั้นมีทั้งกายาที่ดีและทรัพยากรชั้นยอด บางคนใกล้จะถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้ว การคัดเลือกครั้งนี้ คงจะดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา"

"ใกล้ถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้วเหรอ?" ซุนหลีกัดลูกอมน้ำตาลเข้าไปคำหนึ่ง แล้วหยุดเดิน

"น้องรองเพิ่งจะถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายใน จะเป็นคู่มือของพวกเขาได้ยังไง"

"หืม?" ฟางชิงหยุนหันมามองซุนหลี

เขาจ้องมองเธอนิ่งๆโดยไม่ได้พูดอะไร

"ศิษย์พี่สี่ มองข้าเเบบนั้นทำไม?" ซุนหลีถามอย่างงุนงง

"เปล่า ไม่มีอะไร" ฟางชิงหยุนยิ้มอย่างมีเลศนัย

"แค่รู้สึกว่า เจ้ากับน้องเฉินสนิทกันดีนะ…ถึงได้เป็นห่วงน้องเฉินมากขนาด​นี้​"

"ศิษย์พี่สี่" ซุนปู้ฉีที่เห็นทั้งสองก็วิ่งหน้าตั้งมาหา

"เฉาฟานกับคนอื่นๆ ดูท่าทางจะเก่งมากเลย หรือศิษย์พี่จะช่วยเฉินซาน​ซือ​หน่อย"

"ด้วยพรสวรรค์​ของเขา ถ้าเป็นปีก่อนๆคงได้เป็นศิษย์เอกแน่ๆ แต่ปีนี้ถ้าไม่ได้…มันไม่น่าเสียดายคนเเบบเขาแย่เหรอ?"

"เจ้าบ้า….เจ้าอยากให้ข้าโกงหรือไง?" ฟางชิงหยุนเอาหนังสือเคาะหัวซุนปู้ฉี

"เเละต่อให้ข้าอยากทำ เจ้าคิดว่านั่นเป็นการช่วยเฉินซานซือหรือ? นั่นมันเป็นการทำร้ายเขารู้ไหม!"

"อย่างเจ้า ถึงกายาจะธรรมดา แต่ก็มีพรสวรรค์ไม่ใช่น้อย ถ้าขยันฝึกฝน ก็ไม่น่าจะด้อยกว่าเฉาฝานเท่าไหร่…แล้วรู้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงยังวนเวียนอยู่ระดับบ่มเพาะกระดูกเเบบนี้"

"ก็เพราะเจ้าเอาแต่อาศัยอำนาจ​ของท่านอาจารย์ยังไงล่ะ!"

"ข้ายังจำได้ ตอนเด็กๆ เจ้าไปมีเรื่องกับคนอื่นที่โรงเรียนสอนหนังสือ พอสู้ไม่ได้ก็อ้างว่าพ่อข้าเป็นเทพยุทธ ศิษย์พี่ข้าเป็นเเม่ทัพ ข้าจะไปฟ้องให้พวกเขามาถล่มบ้านเจ้าให้หมด"

"โดยเฉพาะถังรั่วซาน ทุกครั้งมันก็ไปข่มขู่คนอื่นตามที่เจ้าขอจริงๆ ไม่ทุบรูปปั้นสิงโตหิน ก็ไปถอนต้นหลิว….จนกว่าจะทำให้คนอื่นร้องไห้มันถึงจะยอมเลิก นั่นแหละ ที่ทำให้เจ้าเสียคน!"

"น่าเบื่อพี่สี่ เรื่องอะไรก็โยงมาหาข้าได้หมดเลย" พูดจบซุนปู้ฉีก็รีบเผ่นแน่บหายไป

"เดี๋ยว​นะ" ฟางชิงหยุนนึกอะไรขึ้นได้ เเละเริ่มขมวดคิ้ว

"หลีเอ๋อร์ ถ้าพี่จำไม่ผิด น้องเฉินมีภรรยาแล้วใช่ไหม?"

"ใช่" ซุนหลีตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร

"พี่ซินหลันเย็บปักถักร้อยเก่งมาก เเถมเป็นคนเรียบร้อย เเละยังจิตใจดีอีกต่างหาก"

"แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว!"

ฟางชิงหยุนที่ได้ยินคำชมไม่ขาดสาย ก็ร้องเสียงหลง

สุดท้าย เขาก็ได้เเต่ถอนหายใจ

"ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว"

"ศิษย์พี่สี่ วันนี้พี่เอาเเต่พูดอะไรแปลกๆ ข้าฟังพี่ไม่รู้เรื่องเลย"

…………………

จบบทที่ บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!

คัดลอกลิงก์แล้ว