- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!
บทที่ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!
บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!
บท​ที่​ 115 : ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว!
"ใกล้ถึงเหลียงโจวแล้ว!" เสียงผู้พันลี่ตะโกนบอกพลางควบม้ามา
"อีกแค่นิดเดียวก็ถึงแล้ว อดทนอีกหน่อย พวกเราก็จะได้พักกันแล้ว!"
"ในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้วสินะ"
เฉินซานซือพึมพำ​ขณะพาดกายอยู่บนหลังม้าขาว…เขาพลิกหน้าหนังสือไปมาอย่างเบื่อหน่าย
ตัวเขาเองไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไรนักหรอก แต่การเดินทางที่ยาวนานโดยแทบไม่มีเวลาฝึกวิทยายุทธเลยนี่สิ ที่ทำให้รู้สึกเซ็งๆ
[วิชา: หอกสามผสาน(เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 168/1000]
ผ่านมานาน เเต่ก็ยังเพิ่มขึ้นได้แค่นี้
และนี่ก็เพราะมีหลิงเหอช่วยด้วยนะ ถ้าไม่มีหลิงเหอ คงจะช้ากว่านี้อีก
ส่วนหนังสือในมือของเฉินซานซือ เป็นหนังสือต้องห้ามที่ได้มาจากฟางชิงหยุน
มันมีชื่อว่า "บันทึกสำนักใต้หล้า" ซึ่งรวบรวมข้อมูลของสำนักต่างๆทั่วใต้หล้าเอาไว้
แค่เมืองผอหยางเล็กๆ ยังมีโรงฝึกยุทธทั้งสี่คอยแผ่อิทธิพล…เหลียงโจวที่เป็นเมืองที่ใหญ่กว่ามาก แน่นอนว่าต้องมีองค์กรลักษณะนี้เช่นกัน
เพียงแต่ไม่ได้เรียกกันว่า "โรงฝึกยุทธ" แต่เรียกว่า "สำนัก"
เฉินซานซือวิเคราะห์ดูแล้ว พบว่าสำนักในโลกนี้ แทบจะเทียบเท่ากับตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในโลกที่ไม่มีการบ่มเพาะพลังเลยทีเดียว พวกเขาถือเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีความสำคัญอย่างมาก
และที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ใน "บันทึกสำนักใต้หล้า" นั้นแตกต่างจาก "หนังสือแห่งไท่เซิ่ง" อย่างสิ้นเชิง
"หนังสือแห่งไท่เซิ่ง" เน้นบันทึกเรื่องราววีรกรรมของจักรพรรดิไท่จู่ จักรพรรดิเฉาเซี่ย รวมถึงคุณงามความดีของเหล่าขุนนางผู้ร่วมก่อตั้งราชวงศ์
ส่วนเรื่องของสำนักต่างๆ ถูกกล่าวถึงเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ "บันทึกสำนักใต้หล้า" กลับบันทึกไว้ว่า จักรพรรดิเฉาเซี่ยได้รับการสนับสนุนจากสำนักใหญ่ๆ ทั้งสามสิบหกสำนัก จึงมีโอกาสในการรวบรวมแผ่นดิน
สามร้อยปีก่อน บางสำนักถึงกับมีแคว้นเป็นของตนเอง จนมีอำนาจเทียบเท่ากับเจ้าผู้ครองแคว้น
ทว่าสุดท้าย จักรพรรดิเฉาเซี่ยกลับเนรคุณ
ไม่กี่ปีหลังจากขึ้นครองราชย์ เขาก็ออกคำสั่ง "ม้าเหยียบยุทธภพ" กวาดล้างอิทธิพลของสำนักใหญ่ๆหลายสำนัก หลังจากนั้นก็ยังคงกดขี่เหล่าสำนักต่างๆ จำกัดจำนวนศิษย์และระดับการบ่มเพาะ
สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงยุคฟื้นฟูสมัยจักรพรรดิหยวนอัน สถานะของเหล่าสำนักต่างๆจึงดีขึ้นบ้าง
ทุกวันนี้ เวลาเกิดสงคราม ราชสำนักก็จำเป็นต้องเกณฑ์ศิษย์จากสำนักต่างๆเข้าร่วมรบ
นับว่าเป็นการให้สถานะบางส่วนคืนแก่สำนักเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่มากนัก อิทธิพลโดยรวมยังคงด้อยกว่าเหล่าตระกูลผู้มีอำนาจ
สำนักใดสำนักหนึ่งเพียงลำพังไม่อาจเทียบรัศมีของราชสำนักได้
เเละสิ่งที่น่าสนใจคือ เหลียงโจวมีสองสำนักใหญ่ที่มีเทพยุทธประจำการ เเละนั่นคือ สำนักดาบเทียนทง และคฤหาสน์จันทร์เสี้ยว
นอกจากสำนักทั่วไปแล้ว ยังมีสำนักลึกลับที่เฉินซานซือให้ความสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือ หอค้นหาเซียน
หอค้นหาเซียนเป็นสำนักที่ลึกลับมาก พวกเขามีประวัติยาวนานนับพันปี แต่กลับแทบไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะ แม้แต่ในช่วงเปลี่ยนราชวงศ์ก็ยังคงเก็บตัวเงียบ
เป้าหมายเดียวของสำนักนี้คือการตามหาเซียน ถือเป็นสำนักที่หลุดพ้นจากกิเลสทางโลกโดยสิ้นเชิง
และอีกหนึ่งสำนักที่น่าสนใจ​ก็คือ ลัทธิเทพวิญญาณ
"ว่ากันว่าเมื่อหลายพันปีก่อน เทพพยากรณ์ของลัทธิเทพวิญญาณได้เหาะเหินสู่สรวงสวรรค์ไปแล้ว…เหล่าสาวกจึงมีเป้าหมายที่จะตามหาเส้นทางสู่แดนเซียน เพื่อติดตามเทพพยากรณ์ไป"
"การสนับสนุนเผ่าหยูเหวิน ก็เพื่อสร้างฐานอำนาจของตนเอง เพื่อใช้ในการตามรอยเซียน”
“ส่วนการหมายปองแผ่นดินอันมั่งคั่งของแดนมนุษย์ ก็เพราะเชื่อว่าที่นี่มีบุคคลสำคัญและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย​ที่มีโอกาสตามรอยเซียนได้ง่ายกว่า”
"ดูเหมือนว่า บุคคลระดับสูงสุดต่างก็มุ่งแสวงหาหนทางสู่ความเป็นเซียนกันทั้งนั้น แต่ข้ากลับยังคงวนเวียนอยู่กับวิทยายุทธ ความแตกต่างนี้มันราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว"
"เเต่การมาที่จวนผู้บัญชาการซุนครั้งนี้ ก็ถือว่ามาถูกทางแล้วล่ะ ตอนนี้แม้เทพยุทธจะมีอยู่ไม่น้อย แต่ระดับที่เหนือกว่านั้นยังคงหายาก หากข้าได้เข้าร่วมจวนผู้บัญชาการซุน และฝึกฝนจนใกล้ถึงระดับนั้น ก็อาจจะมีโอกาสที่จะได้รับคำชี้แนะพิเศษ​"
"ส่วนการเข้ารับใช้ฮ่องเต้ คงไม่ต้องคิด…แค่ข้าไม่ใช่คนสกุล 'เฉา' ก็ปิดโอกาสไปเรียบร้อย​แล้ว เเถมฮ่องเต้ยังหวาดกลัวท่านผู้บัญชาการซุนขนาดนั้น จะมายอมฝึกฝนคนอย่างข้าขึ้นมาอีกคนได้อย่างไร"
"สุดท้าย ในบันทึกสำนักยังบันทึกถึงร่างกายพิเศษสำหรับการฝึกยุทธ เรียกว่า 'กายาหมื่นแปร' คนที่มีกายาแบบนี้ ก่อนฝึกยุทธจะเหมือนคนทั่วไป แต่เมื่อเริ่มฝึก ไม่ว่าจะฝึกวิชาใด กายาก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามวิชานั้นๆอย่างต่อเนื่อง คนที่มีกายาหมื่นแปร หากมีทรัพยากรเพียงพอ รับรองว่าไปถึงระดับเทพยุทธได้แน่นอน!"
"ด้วยเหตุนี้ กายาหมื่นแปรจึงถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับกายาจักรพรรดิ และกายาหายากอื่นๆ เรียกรวมๆ ว่า 'กายาเทพยุทธโดยกำเนิด​'"
"ข้าเป็นกายาเทพยุทธโดยกำเนิด​งั้นเหรอ?" เฉินซานซือรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เขาไม่เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นเทพยุทธได้หรือไม่…เพราะมีทั้งแผงค่าสถานะและหลิงเหออยู่แล้ว จะเป็นเทพยุทธได้ก็เป็​นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น​
เพียงแต่ไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงที่แผงค่าสถานะมอบให้ จะมีผลลัพธ์​ที่แท้จริงคือกายาหมื่นแปร!
ตลอดการเดินทาง เฉินซานซือกังวลว่ากายาพิเศษหลายอย่างที่ผสมปนเปกันในร่างกาย จะถูกตรวจพบตอนตรวจสอบกระดูก แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะคิดมากไปเองแล้ว
[ทักษะ: การอ่าน (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]
[ความคืบหน้า: (496/800)]
….
เมื่อเฉินซานซือปิดหนังสือ​เเล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง
เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏเมืองเล็กๆที่ขอบฟ้า
เมืองนี้เล็กกว่าเมืองผอหยางเสียอีก เหนือประตูเมืองมีป้ายเขียนว่า "เมืองตงอี้"
เมืองนี้อยู่ห่างจากเหลียงโจวเพียงสิบกว่าลี้ แต่กลับถูกกองทัพปิดล้อมอย่างแน่นหนา เเละบนธงทหารปรากฏสัญลักษณ์ของ "กองทัพเสวียนอู่" อย่างชัดเจน
หวังจื๋อมองเมืองนี้ด้วยอารมณ์ เเละรู้สึกแปลกๆในใจ
"ปิดล้อมเมืองนี้ไว้ทำไม?" เฉินซานซือถามอย่างสงสัย
"ท่านเฉินไม่รู้หรือ" ผู้พันลี่ตอบด้วยน้ำเสียงสบายๆ
"ที่ผ่านมา พวกเราตอนต้องรับมือกับพวกป่าเถื่อนจึงกำลังพลไม่พอ เลยต้องขอให้ศิษย์จากสำนักต่างๆมาช่วยป้องกันเมือง”
“เเต่ปรากฏว่า 'สำนักเจ็ดพิษ' กลับแอบติดต่อกับพวกป่าเถื่อน คิดก่อกบฏหวังจะยึดเหลียงโจว”
"แน่นอนว่าพวกมันคิดผิด พอเริ่มลงมือก็โดนแม่ทัพลู่ปราบจนราบคาบ…สุดท้าย​ต้องพาสมุนพันห้าร้อยคน หนีมากบดานที่เมืองตงอี้"
"เมืองตงอี้กับเมืองซีอี้ เป็นเมืองหน้าด่านของเหลียงโจว สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ตั้งทัพ ในเมืองไม่มีชาวบ้าน เสบียงอาหารก็มีไม่มาก…ตอนนี้สงครามจบแล้ว จึงยังไม่ได้สนใจพวกมัน ปล่อยให้ปิดล้อมไว้ก่อน"
"ท่านผู้บัญชาการซุนของเรา เวลาออกรบจะให้ความสำคัญกับการลดการสูญเสียให้ได้มากที่สุด"
เฉินซานซือพยักหน้าเห็นด้วย
"ถูกต้องแล้ว แม้จะมีแค่พันกว่าคน แต่ถ้าบุกเข้าไปตรงๆก็ต้องมีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ในเมื่อเสบียงในเมืองมีน้อย ยิ่งปล่อยไว้นาน พวกมันก็มีทางเลือกแค่สองทาง คือยอมแพ้ หรืออดตาย"
"บอกใบ้ให้น้องรองล่วงหน้าหน่อยแล้วกัน" ฟางชิงหยุนที่ถูกซุนหลีเข็นรถเข็นมาใกล้ๆเอ่ยขึ้น
"สำนักเจ็ดพิษ เป็นแค่สำนักระดับสองในเหลียงโจว ที่ยังปล่อยพวกมันไว้อยู่นี่ เพราะ​ท่านอาจารย์ตั้งใจจะใช้พวกมันเป็นบททดสอบในการคัดเลือก ส่วนจะทดสอบอะไร เดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที"
"ขอบคุณพี่รองมาก" เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ
"จริงๆ ก็ไม่เชิงว่าบอกใบ้หรอก คนอื่นๆก็รู้กันทั้งนั้น ที่บอกเจ้า ก็แค่ต้องการให้มันยุติธรรมมากขึ้นเท่านั้นเอง"
หลังจาก​พูด​จบ​ ฟางชิงหยุนก็ผายมือเชื้อเชิญ
"น้องรอง พี่ขอคุยเเบบส่วนตัวหน่อยได้หรือไม่?"
"ได้สิขอรับ" เฉินซานซือลงจากหลังม้า รับรถเข็นมาจากซุนหลี แล้วเข็นฟางชิงหยุนไปยังป่าข้างทาง
"พี่รอง มีอะไรจะแนะนำข้าหรือ?"
"นี่ สำหรับเจ้า" ฟางชิงหยุนหยิบขวดกระเบื้องขวดหนึ่ง​ออกมาจากแขนเสื้อ
"ภายในสองเดือนนี้ หากเจ้ารู้สึกไม่สบาย ให้ละลายผงนี้ในน้ำดื่ม…แต่ถ้าไม่เป็นไร ก็ทิ้งมันไปซะ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น"
เฉินซานซือเปิดขวดออก ภายในบรรจุผงยาสีดำสนิท
[ยาแก้พิษโลหิตมรกต]
ยาแก้พิษ
ใช่แล้ว ท่านผู้บัญชาการซุนน่าจะรู้ว่าฮ่องเต้แอบวางยาพิษเขา ตอนนั้นถึงได้บอกให้ทำตามที่ฮ่องเต้สั่ง แสดงว่าเตรียมยาแก้พิษไว้แล้ว เพียงแต่ไม่ได้บอกเฉินซานซือตรงๆ
และยังบอกให้รอสองเดือนค่อยดื่มยา นี่คงจะรอดูว่าฮ่องเต้จะส่งยาแก้พิษมาให้หรือไม่ ถ้าส่งมาก็ทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
และที่ทำแบบนี้ คงไม่อยากให้เฉินซานซือตั้งตัวเป็นศัตรูกับฮ่องเต้กระมัง?
"ข้าเข้าใจแล้ว" เฉินซานซือไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
"อืม ไม่มีอะไรแล้ว" ฟางชิงหยุนพูดเบาๆ
"น้องรอง ช่วยพาข้ากลับไปที พวกเรา...ใกล้ถึงเหลียงโจวแล้ว"
….
สิบลี้ต่อมา เมืองใหญ่ก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน
เมืองนี้มีกำแพงเมืองสูงถึงหกจั้ง คาดว่าความหนาของกำแพงก็น่าจะเกินห้าจั้ง มองไปสุดลูกหูลูกตา แทบไม่เห็นขอบเขต ราวกับสัตว์ร้ายยักษ์ที่หมอบคลาน​อยู่บนที่ราบกว้างใหญ่
นี่คือด่านปราการที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนเหนือ เมืองเหลียงโจว
"เปิดประตูเมือง!"
หลังจากตรวจสอบเอกสารเรียบร้อย กองคาราวานกว่าพันคนก็เข้าเมืองได้อย่างราบรื่น
แม้จะเป็นเมืองชายแดนที่อยู่ใกล้กับพวกป่าเถื่อน และต้องเผชิญสงครามมาโดยตลอด แต่ความเจริญรุ่งเรืองภายในเมืองกลับเกินความคาดหมายอย่างมาก
เมื่อผ่านประตูเมืองเข้าไป ก็จะพบกับร้านค้าและอาคารมากมาย เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องขายของ เสียงต่อรองราคาของชาวบ้าน รวมถึงเสียงทะเลาะเบาะแว้งดังระงมเต็มไปด้วยบรรยากาศความมีชีวิตชีวา…รถราสัญจรไปมา ผู้คนต่างดำรงชีวิตอย่างสงบสุข
"ท่านเฉิน เชิญทางนี้" ผู้พันลี่กล่าว
"ที่พักของท่านและภรรยา แม่ทัพฟางได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ส่วนลูกน้องของท่านก็จะถูกจัดให้อยู่ในเขตทหาร…วางใจได้ว่าสะดวกสบาย​มาก"
"ขอบคุณมากขอรับ" เฉินซานซือกล่าวขอบคุณ​เเล้วบอกลาคนอื่นๆ
"เฮ้อ เดินทางมาเหนื่อยแทบแย่ ในที่สุดก็ถึงบ้านแล้ว" ฟางชิงหยุนพูดพลางไอสองสามครั้ง
"หลีเอ๋อร์ ช่วยเข็นพี่กลับบ้านที"
"ศิษย์พี่สี่" ซุนหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
"เมื่อกี้ข้าเจอเฉาฟานและหยินฮั่นเหวิน พวกเขามาจากเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมการคัดเลือกเลยหรือ?"
"ศิษย์รุ่นสุดท้ายของท่านอาจารย์ ล้วนแต่หวังวิชาลับของท่านอาจารย์ทั้งนั้น มันก็ต้องขนาดนั้นแหละ" ฟางชิงหยุนหยุดรถเข็นแล้วซื้อลูกอมน้ำตา​ลมาสามไม้ แบ่งให้ซุนหลี ซุนปู้ฉี และตัวเองคนละไม้
"ไม่ใช่แค่พวกนั้นนะ ยังมีคนขององค์รัชทายาท เเละแม้แต่ฮ่องเต้ก็ส่งคนมาร่วมคัดเลือกด้วย"
"พวกนั้นมีทั้งกายาที่ดีและทรัพยากรชั้นยอด บางคนใกล้จะถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้ว การคัดเลือกครั้งนี้ คงจะดุเดือดที่สุดเท่าที่เคยมีมา"
"ใกล้ถึงระดับเปลี่ยนพลังแล้วเหรอ?" ซุนหลีกัดลูกอมน้ำตาลเข้าไปคำหนึ่ง แล้วหยุดเดิน
"น้องรองเพิ่งจะถึงระดับบ่มเพาะอวัยวะภายใน จะเป็นคู่มือของพวกเขาได้ยังไง"
"หืม?" ฟางชิงหยุนหันมามองซุนหลี
เขาจ้องมองเธอนิ่งๆโดยไม่ได้พูดอะไร
"ศิษย์พี่สี่ มองข้าเเบบนั้นทำไม?" ซุนหลีถามอย่างงุนงง
"เปล่า ไม่มีอะไร" ฟางชิงหยุนยิ้มอย่างมีเลศนัย
"แค่รู้สึกว่า เจ้ากับน้องเฉินสนิทกันดีนะ…ถึงได้เป็นห่วงน้องเฉินมากขนาด​นี้​"
"ศิษย์พี่สี่" ซุนปู้ฉีที่เห็นทั้งสองก็วิ่งหน้าตั้งมาหา
"เฉาฟานกับคนอื่นๆ ดูท่าทางจะเก่งมากเลย หรือศิษย์พี่จะช่วยเฉินซาน​ซือ​หน่อย"
"ด้วยพรสวรรค์​ของเขา ถ้าเป็นปีก่อนๆคงได้เป็นศิษย์เอกแน่ๆ แต่ปีนี้ถ้าไม่ได้…มันไม่น่าเสียดายคนเเบบเขาแย่เหรอ?"
"เจ้าบ้า….เจ้าอยากให้ข้าโกงหรือไง?" ฟางชิงหยุนเอาหนังสือเคาะหัวซุนปู้ฉี
"เเละต่อให้ข้าอยากทำ เจ้าคิดว่านั่นเป็นการช่วยเฉินซานซือหรือ? นั่นมันเป็นการทำร้ายเขารู้ไหม!"
"อย่างเจ้า ถึงกายาจะธรรมดา แต่ก็มีพรสวรรค์ไม่ใช่น้อย ถ้าขยันฝึกฝน ก็ไม่น่าจะด้อยกว่าเฉาฝานเท่าไหร่…แล้วรู้ไหมว่าทำไมเจ้าถึงยังวนเวียนอยู่ระดับบ่มเพาะกระดูกเเบบนี้"
"ก็เพราะเจ้าเอาแต่อาศัยอำนาจ​ของท่านอาจารย์ยังไงล่ะ!"
"ข้ายังจำได้ ตอนเด็กๆ เจ้าไปมีเรื่องกับคนอื่นที่โรงเรียนสอนหนังสือ พอสู้ไม่ได้ก็อ้างว่าพ่อข้าเป็นเทพยุทธ ศิษย์พี่ข้าเป็นเเม่ทัพ ข้าจะไปฟ้องให้พวกเขามาถล่มบ้านเจ้าให้หมด"
"โดยเฉพาะถังรั่วซาน ทุกครั้งมันก็ไปข่มขู่คนอื่นตามที่เจ้าขอจริงๆ ไม่ทุบรูปปั้นสิงโตหิน ก็ไปถอนต้นหลิว….จนกว่าจะทำให้คนอื่นร้องไห้มันถึงจะยอมเลิก นั่นแหละ ที่ทำให้เจ้าเสียคน!"
"น่าเบื่อพี่สี่ เรื่องอะไรก็โยงมาหาข้าได้หมดเลย" พูดจบซุนปู้ฉีก็รีบเผ่นแน่บหายไป
"เดี๋ยว​นะ" ฟางชิงหยุนนึกอะไรขึ้นได้ เเละเริ่มขมวดคิ้ว
"หลีเอ๋อร์ ถ้าพี่จำไม่ผิด น้องเฉินมีภรรยาแล้วใช่ไหม?"
"ใช่" ซุนหลีตอบอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไร
"พี่ซินหลันเย็บปักถักร้อยเก่งมาก เเถมเป็นคนเรียบร้อย เเละยังจิตใจดีอีกต่างหาก"
"แย่แล้ว แย่แล้ว แย่แล้ว!"
ฟางชิงหยุนที่ได้ยินคำชมไม่ขาดสาย ก็ร้องเสียงหลง
สุดท้าย เขาก็ได้เเต่ถอนหายใจ
"ท่านอาจารย์ได้มีเรื่องให้ปวดหัวอีกแล้ว"
"ศิษย์พี่สี่ วันนี้พี่เอาเเต่พูดอะไรแปลกๆ ข้าฟังพี่ไม่รู้เรื่องเลย"
…………………