- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 114 : เทพยุทธในใต้หล้า
บทที่ 114 : เทพยุทธในใต้หล้า
บทที่ 114 : เทพยุทธในใต้หล้า
บทที่ 114 : เทพยุทธในใต้หล้า
สามวันต่อมา
นอกเมืองฮ่วนเหวิน มีผู้คนและม้าจำนวนมากมารวมตัวกัน
รถม้าสามคัน พร้อมด้วยทหารคุ้มกันหลายร้อยนาย พวกเขาก่อตัวเป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่
“หยุด! พวกเจ้าจะไปไหน?”
“พวกเราเป็นลูกน้องของท่านเฉินขอรับ”
“เรารู้ แล้วพวกเจ้าจะตามเรามาทำไม?”
“พวกเราไปด้วยได้ไหมขอรับ?”
“ไม่ได้”
ที่หน้าประตูเมือง ทหารหลายร้อยนายของเฉินซานซือมองขบวนรถม้าด้วยความสับสน
สำหรับจ้าวคัง หวังลี่ จูถง และคนอื่นๆ
หลังจากผ่านการต่อสู้มามากมาย พวกเขาจึงยึดถือเฉินซานซือเป็นผู้นำ…หากถูกทิ้งไว้ที่นี่ พวกเขาคงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันๆต้องทำอะไร
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้” ผู้พันลี่ ผู้รับผิดชอบการคุ้มกันก็ปฏิเสธโดยไม่ลังเลทันที
“ผู้พันลี่ ช่วยอะลุ่มอล่วยหน่อยไม่ได้หรือขอรับ?” เฉินซานซือมาขอร้องด้วยตัวเอง
“ข้ากำลังจะไปเข้าร่วมการคัดเลือกของกองทัพหลักทั้งแปด ต่อให้ผลการคัดเลือกไม่ดี ข้าก็ยังคงได้เป็นแม่ทัพระดับล่าง ยังไงก็ต้องมีลูกน้องบ้าง….ถึงตอนนั้นข้าก็จะใช้พวกเขา ไม่ต้องรบกวนกำลังพลของเหลียงโจว”
“ท่านเฉิน…” ผู้พันลี่พูดอย่างจนใจ
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากช่วย แต่มันผิดกฎ พวกเขาล้วนเป็นทหารสังกัดกองบัญชาการเมืองอันติ้ง เมื่อสงครามสิ้นสุดลง พวกเขาก็ควรกลับไปประจำการ จะมาไปๆมาๆแบบนี้ได้ยังไง ถ้าทำแบบนี้ มันจะวุ่นวายไปหมด”
“ผู้พันลี่ ข้าจำได้ว่ากองกำลังรักษาการณ์ที่เหลียงโจวยังขาดคนอยู่ไม่ใช่หรือ?” ซุนหลีที่ได้ยินเสียงก็รีบเข้ามา
“ให้พวกเขาย้ายไปประจำการที่เหลียงโจวก็ได้นี่”
“คุณหนู…” ผู้พันลี่พูดด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น
“ทำไมคุณหนูต้องมาบังคับข้าด้วย ต่อให้จะย้าย ได้…เเต่มันก็ต้องมีขั้นตอนไม่ใช่หรือขอรับ?”
เฉินซานซือรู้สึกปวดหัว
เขารู้ว่าอีกฝ่ายไม่ได้จงใจกลั่นแกล้ง
แต่มันผิดกฎจริงๆ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่อยากทิ้งลูกน้องกลุ่มนี้ไปจริงๆ
นี่เป็นทหารกลุ่มแรกที่เขาฝึกฝนขึ้นมา ตอนนี้ทุกคนล้วนมี【จิตใจมุ่งมั่นที่จะสู้จนตัวตาย】 หากต้องทิ้งพวกเขาไป เขาก็ทำใจลำบากมาก
“ถ้าอย่างนั้น…” เฉินซานซือหันไปมองทุกคน
“พวกเจ้านำหน้ากลับไปที่ผอหยางก่อนได้ไหม? ข้าจะพยายามทำผลงานในการคัดเลือกให้ดี แล้วจะหาทางย้ายพวกเจ้าไปที่นั่น”
“ภายในครึ่งปี ข้ารับรองว่าจะย้ายพวกเจ้าไปให้ได้”
“……” ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
….
“ให้พวกเขามาด้วยกันเถอะ”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวจะบอกลา มันก็มีคนรับใช้ที่กำลังเข็นรถเข็นไม้ซึ่งมีบัณฑิตวัยกลางคนในชุดคลุมยาวสีเขียวปรากฏตัวขึ้น
“ท่านแม่ทัพฟาง!”
“คารวะท่านแม่ทัพฟาง!”
แม้จะเป็นบัณฑิตพิการ แต่ผู้พันลี่และคนอื่นๆ ต่างแสดงความเคารพอย่างสูง
“ศิษย์พี่สี่!” ซุนปู้ฉีรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความดีใจ
“ท่าน ท่านมาทำอะไรที่นี่?”
“ก็มารับเจ้ากับน้องหลีกลับบ้านยังไงล่ะ” ฟางชิงหยุนยิ้ม
“เเล้วท่านพ่อล่ะ?” ซุนปู้ฉีมองซ้ายมองขวา
“ท่านมาด้วยหรือไม่?”
“ท่านมาแล้ว แต่กลับไปแล้ว” ฟางชิงหยุนพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ท่านผู้เฒ่ายุ่งมาก แต่ครั้งนี้ท่านเอ่ยชื่นชมเจ้ามาก”
“ท่านพ่อเห็นข้าฆ่าศัตรูหรือ?”
ซุนปู้ฉีตื่นเต้นมาก เขารีบถามด้วยความกระตือรือร้นทันที
“ท่านพ่อพูดถึงข้าว่าอย่างไรบ้าง?”
ฟางชิงหยุนอมยิ้ม เเล้วตอบ
“ท่านอาจารย์บอกว่า ถึงเจ้าจะไม่ได้เรื่องเหมือนเดิม…แต่ก็ยังมีเลือดนักสู้”
“แค่นั้น?”
ซุนปู้ฉีรู้สึกว่านั่นไม่ใช่คำชม
เพราะมันก็ยังแปลว่าไม่ได้เรื่องอยู่ดีนั่นแหละ
“ท่านแม่ทัพฟาง…” ผู้พันลี่เอ่ยอย่างสับสน
“ท่านบอกว่าจะพาพวกเขาไปด้วย? แบบนี้มันผิดกฎไม่ใช่หรือขอรับ?”
“ข้าเขียนฎีกาไปเจ็ดวันก่อน แล้วเพิ่งได้รับคำตอบวันนี้…ผู้พันลี่ลองดูสิ” ฟางชิงหยุนพูดพลางหยิบเอกสารคำสั่งออกมา
“คนกลุ่มนี้ต่อไปจะเป็นคนของกองทัพหลักทั้งแปด ตอนนี้ให้ประจำการอยู่ที่กองทัพชิงหลงของข้าชั่วคราว แล้วค่อยจัดสรรตำแหน่งให้ในภายหลัง”
กองทัพหลักทั้งแปด กองทัพชิงหลง?
เฟิงหยง จ้าวคัง และคนอื่นๆต่างมองหน้ากันด้วยความไม่อยากเชื่อ
พวกเขาคิดว่าแค่ได้เข้าร่วมกองกำลังรักษาการณ์ที่เหลียงโจว แล้วได้อยู่กับเฉินซานซือต่อก็พอแล้ว ไหงอยู่ๆ ถึงได้เข้าร่วมกองทัพหลักทั้งแปดเลยล่ะ?
ทุกคนต่างเคยได้ยินมาว่า…ในกองทัพหลักทั้งแปด ต่อให้เป็นแค่คนทำงานด้านหลัง ก็ยังมียาบำรุงให้กินอย่างเพียงพอ!
แบบนี้ นี่มันไม่ต่างอะไรกับการได้ขึ้นสวรรค์เลยหรือ?
“ขอบพระคุณท่านแม่ทัพ…เฉินซานซือจะจดจำบุญคุณนี้ไว้!” เฉินซานซือก้มคำนับอย่างจริงใจ
การที่อีกฝ่ายบอกว่าเขียนฎีกาไปเจ็ดวันก่อน แสดงว่าได้เตรียมการไว้ตั้งแต่วันที่พวกเขาข้ามแม่น้ำแล้ว
“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกน้องรอง” ฟางชิงหยุนเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“ข้าชื่อฟางชิงหยุน ถ้าไม่ถือสา ต่อไปเรียกข้าว่าพี่รองก็ได้”
“ขอบคุณพี่รองฟาง!” เฉินซานซือเปลี่ยนคำเรียกทันที
“ท่านคือเฟิ่งฉู่?” (น่าจะฉายาของพวกสายวางแผน)
ทันใดนั้นซูเหวินไฉวิ่งก็วิ่งเข้ามาอย่างตื่นเต้น
“ข้าน้อยชื่อซูเหวินไฉ ฉายาหวั่วหลง ได้ยินชื่อเสียงของท่านมานานแล้ว!”
“?”
ทุกคนต่างมีเครื่องหมายคำถามอยู่บนหัว
“หน้าด้านจริงๆ!” ซูปินเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“ฉายาที่เจ้าตั้งเอง จะเหมือนกับฉายาที่คนอื่นตั้งให้ได้ยังไง?”
“เจ้าแก่ รีบกลับมานี่ อย่ามาขายหน้าแถวนี้!” หลิวจินควนรีบตะโกน
พวกเขาอุตส่าห์ได้โอกาสไปเหลียงโจวด้วยกัน ตอนนี้จึงกลัวว่าบัณฑิตแก่จะไปทำให้ท่านแม่ทัพฟางไม่พอใจ
ถ้าอีกฝ่ายพูดคำเดียว ยังไงพวกเขาก็ต้องเก็บของกลับบ้านทันที
“หืมมม?”
ฟางชิงหยุนมองบัณฑิตแก่ที่ดูโทรมกว่าเขา เเละอายุมากกว่าเขาสักสิบกว่าปี
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าถูกดูหมิ่น แต่กลับยิ้มอย่างสนใจ
“เจ้าคือหวั่วหลง ส่วนข้าคือเฟิ่งฉู่ ถ้าอย่างนั้น การที่เราสองคนมาพบกันที่นี่ ก็ถือเป็นวาสนาอย่างยิ่ง”
“ท่านฟาง…” ซูเหวินไฉพูดอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
“พูดตามตรง ถึงแม้ข้าน้อยจะมีฉายาว่าหวั่วหลง แต่ก็รู้ตัวดีว่าความรู้ความสามารถยังน้อย มีหลายเรื่องที่อยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน”
“ได้สิ” ฟางชิงหยุนพูดอย่างยินดี
“พอออกเดินทางแล้ว เจ้าก็ขึ้นรถม้าของข้ามา…บางที ข้าอาจจะเป็นฝ่ายขอคำชี้แนะจากท่านซูก็ได้!”
“เอาล่ะ…น้องรองเฉิน คนครบแล้วหรือยัง?”
“ยังขาดอีกคน” เฉินซานซือหันกลับไปมองท้ายขบวน
“เจ้าหกสินะ”
“เจ้าหก อย่าเอาเเต่หลบอีกเลย…ออกมาเถอะ” ฟางชิงหยุนพูดพลางส่ายหัว
หวังจื๋อที่เพิ่งหายจากอาการบาดเจ็บ เดินออกมาด้วยความรู้สึกผิด
เขาก้มหน้า หลบสายตา…สุดท้ายก็ถามอย่างหวาดหวั่น ใจสั่นสะท้าน
“ข้า….ข้าไปด้วยได้หรือ?”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ?”
“เจ้าคิดว่า เจ้ารอดชีวิตจากอาการบาดเจ็บสาหัสขนาดนั้นมาได้อย่างไร?”
“เป็นท่านอาจารย์หรือ?”
หวังจื๋อตัวสั่น จนเกือบจะคุกเข่าลง
“ท่าน ท่านไม่โกรธข้าแล้วหรือ?”
“โกรธสิ ทำไมจะไม่โกรธ เจ้าพากองทัพเสวียนอู่ไปตีเมืองเพราะคำว่า ‘มิตรภาพ’ ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายขนาดนั้น?”
ฟางชิงหยุนได้เเต่ถอนหายใจ
“แต่ท่านอาจารย์ก็ไม่ได้ตัดขาดจากเจ้าหรอก ตอนนี้เจ้าอยู่กับน้องเฉินไปก่อน รอท่านผู้เฒ่าอารมณ์ดีขึ้นเมื่อไหร่ ข้าจะช่วยพูดให้”
“ขอบคุณมากขอรับศิษย์พี่สี่”
“แต่ศิษย์พี่สี่ ขาของท่าน…”
หวังจื๋อมองไปที่ร่างกายส่วนล่างของบัณฑิตในชุดคลุมสีเขียว พลางถามด้วยความเป็นห่วง
“ในปีที่ 57 ของรัชศักราชหลงชิ่ง ท่านหายไปไหนมา?”
“ข้าหาท่านไม่เจอทั้งปี ตอนนั้นได้ยินว่าท่านใกล้จะทะลวงระดับเทพยุทธแล้ว ทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้? ถึงกับต้องละทิ้งวิทยายุทธ มาเป็นบัณฑิต เเล้วได้ฉายาอะไรก็ไม่รู้ว่า ‘เฟิ่งฉู่’”
“เรื่องในอดีต ไม่ต้องพูดถึงมันแล้ว” รอยยิ้มของฟางชิงหยุนมีแววขมขื่น
“เอาล่ะ คนครบแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถอะ”
“ออกเดินทาง!”
ผู้พันลี่โบกมือ ขบวนคนนับพันก็เริ่มออกเดินทาง
เนื่องจากผู้พันลี่และคนอื่นๆเป็นคนของกองทัพหลักทั้งแปด พวกเขาได้เดินทางโดยชูธงของกองทัพ จึงไม่มีใครในสามมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือกล้าหาเรื่อง
ตลอดทางจึงราบรื่นไร้อุปสรรค
เฉินซานซือไม่ได้นั่งรถม้า เขายกให้ภรรยาของซูปินและกู้ซินหลันนั่ง
เพราะทั้งสองคนเพิ่งคลอดบุตร และต้องเดินทางลำบากมานานกว่าหนึ่งเดือน อีกทั้งยังต้องให้นมบุตร การเดินตามขบวนจึงไม่สะดวกนัก
อีกอย่าง ลูกสาวที่ซูปินให้กำเนิดก็น่ารักดี
ซูเหวินไฉตั้งชื่อให้ว่า “ซูหยูหวน” ชื่อนี้ฟังดูคุ้นหูจริงๆ…
นอกจากนี้
ด้วยความกตัญญูที่ซูปินมีต่อเฉินซานซือ เขาจึงขอให้เฉินซานซือเป็นพ่อทูนหัวของลูกสาว
“ซูปิน เจ้าหน้าด้านพอๆ กับเจ้าอ้วนหวังเลย!” จ้าวคังด่าออกมาตรงๆ
“เจ้าคิดว่านี่เป็นการแสดงความกตัญญูเหรอ? นี่เจ้ากำลังหาผลประโยชน์ต่างหาก!”
“ในอนาคตถ้าท่านเฉินได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เจ้าจะได้อานิสงส์ไปด้วย!”
“ใช่” เซียชิวอันที่พันผ้าพันแผลเต็มตัว พูดเสริม
“หน้าไม่อายสมกับเป็นลูกน้องของหวังจื๋อจริงๆ”
“พวกสารเลว พวกเจ้าจะด่าใครก็ด่าคนนั้นสิ…จะลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วยทำไม?!” หวังจื๋อเอ่ยอย่างเคืองๆ
ซูปินในตอนนี้ ถูกทุกคนพูดจนหน้าแดงเเละอับอายขายหน้า
“ได้สิพี่ปิน”
เเต่เฉินซานซือก็ตอบตกลงทันที
“ข้ายินดีเป็นพ่อทูนหัวให้หยูหวน”
“เอ่อท่านเฉิน…ไม่เอาดีกว่าขอรับ” ซูปินเริ่มรู้สึกตัวว่ามันไม่เหมาะสม
“ข้ารับปากไปแล้ว เจ้ายังมาบอกว่าไม่เอาอีก เจ้ากำลังล้อข้าเล่นหรือไง?”
“ตกลงตามนี้แหละ เอาล่ะ…วันนี้ข้าก็มีลูกสาวบุญธรรมแล้ว”
“ดี ดีจริงๆ” ซูปินยิ้มแก้มปริ
“พอหยูหวนพูดได้ ข้าจะสอนให้เธอเรียกท่านว่าพ่อทูนหัวก่อนเลย ถ้าไม่มีท่าน ข้ากับภรรยาคงตายอยู่ในเมืองผอหยางไปแล้ว!”
วันนี้…ความสัมพันธ์พ่อทูนหัว-ลูกทูนหัว ก็เป็นอันว่าได้เริ่มต้นขึ้น
และมันก็ทำให้คนอื่นๆ ต่างอิจฉาตาร้อน
เฟิงยงจึงรีบตะโกนเช่นกัน
“ท่านเฉิน ข้าก็มีลูกสาวนะ!”
“ไปตายซะเฟิงยง ลูกสาวเจ้าโตขนาดนั้นแล้ว…ให้มาเป็นอนุของท่านเฉินยังได้เลยมั้ง”
“ไปๆ…ไปได้เเล้ว”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ”
ทุกคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ไม่ได้สนใจว่าเดินทางมากี่วันแล้ว
ช่วงนี้ ซูเหวินไฉจะขึ้นรถม้าของฟางชิงหยุนทุกวัน…เเละดูเหมือนเขาจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย
นับเป็นเรื่องดี
บัณฑิตแก่มีความสามารถ ถึงเวลาคับขันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แต่ด้วยข้อจำกัดทางชาติกำเนิด หลายๆอย่างเขาจึงยังขาดตกบกพร่อง
ถ้ามีแม่ทัพจากกองทัพหลักทั้งแปดคอยชี้แนะ ความสามารถของเขาก็น่าจะพัฒนาขึ้นอีกมาก
ว่าแต่…พี่รองฟางไม่มีท่าทีวางมาดเลย
เหมือนกับซุนหลีและซุนปู้ฉี
คนที่ท่านผู้บัญชาการซุนฝึกฝนมาด้วยตัวเอง มักจะไม่สร้างความลำบากให้ใครงั้นหรือ
“หวังจื๋อ” เฉินซานซือเดินเข้าไปหาหวังจื๋อ
“เจ้าบอกว่าพี่รองฟางเกือบจะทะลวงระดับเทพยุทธได้เเล้ว?”
“ใช่” หวังจื๋อพยักหน้า
“ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้อง เขาเป็นคนแรกที่ใกล้จะถึงระดับเทพยุทธ แต่ในปีที่ 57 ของรัชศักราชหลงชิ่ง ตอนที่อาณาจักรหนานซูบุกโจมตี เขากลับหายตัวไป…เเละตอนที่เขากลับมา เขาก็กลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
“ดังนั้น…ตอนนี้ในกองทัพหลักทั้งแปด จึงมีแค่ศิษย์พี่ใหญ่ที่เป็นเทพยุทธ ส่วนศิษย์น้องอีกคนก็ใกล้จะถึงระดับนั้นแล้ว…”
“ใต้หล้านี้ มีเทพยุทธกี่คน?” เฉินซานซือถามอย่างจริงจัง
“สิบห้าปีก่อนมีไม่มาก มีแค่สามถึงสี่คน”
หวังจื๋อคิดอย่างรอบคอบ แล้วตอบกลับมา
“แต่หลังจากที่ข้าออกจากกองทัพหลักทั้งแปด จำนวนเทพยุทธก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ได้ยินมาว่า ทั่วใต้หล้ามีเทพยุทธมากกว่าสิบคน…เเละไม่ใช่แค่ในราชสำนักนะ แต่ยังรวมถึงสำนักยุทธใหญ่ๆด้วย”
“เเต่แน่นอนว่า ระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธยังมีน้อยมาก”
“ท่านอาจารย์ของข้า…จึงแข็งแกร่งที่สุด”
“หืม…เพิ่มขึ้นเยอะขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ตอนนี้เฉินซานซือยังไม่เข้าใจระดับที่สูงขนาดนั้น
แต่เขาก็รู้ว่าถ้ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น มันย่อมต้องมีสาเหตุ
ปีที่ 57 ของรัชศักราชหลงชิ่ง…ฟางชิงหยุนกลับมาพร้อมกับความพิการ
ในปีเดียวกัน ท่านผู้บัญชาการซุนทะลวงระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ…เเละจำนวนเทพยุทธทั่วใต้หล้าก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในปีนั้น นอกจากกองทัพเสวียนอู่ที่ถูกทำลายล้างลง…มันต้องมีเรื่องสำคัญอื่นๆเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
……………………….