- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 111 : ในยุคสมัยนี้ ใครจะเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านแบบมัน!
บทที่ 111 : ในยุคสมัยนี้ ใครจะเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านแบบมัน!
บทที่ 111 : ในยุคสมัยนี้ ใครจะเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านแบบมัน!
บทที่ 111 : ในยุคสมัยนี้ ใครจะเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านแบบมัน!
แววตาของปี่เล่อเก๋อฉายแวบหนึ่งของความชื่นชม แต่ก็แทนที่ด้วยความดูแคลนอย่างรวดเร็ว
….
“ตั้งขบวนทัพวงล้อ! บุก!”
นอกจากหวังจื๋อ จ้าวคังก็เป็นคนเดียวที่ฝึกกระดูกจนถึงขั้นสูงสุด
เขายืนอยู่แถวหน้า มือถือดาบยาวรูปต้นกล้า แล้วตะโกนก้อง
“บุก!”
ภายใต้สายตาที่ไม่อยากจะเชื่อของทหารม้าห้าพันนาย ทหารม้าฝ่ายตรงข้ามแค่สามร้อยนายก็พุ่งเข้าใส่พวกเขาโดยไร้ความลังเล
แม้ยุทโธปกรณ์ของพวกเขาจะดูธรรมดา แต่การตั้งขบวนทหารม้ากลับเป็นระเบียบและสมบูรณ์
ขณะเคลื่อนที่ พวกเขาดูเหมือนวงล้อขนาดยักษ์ที่มีใบมีดคมกริบ
“ปี่เล่อเก๋อ ให้ข้าจัดการไอ้หมอนี่เอง!”
แม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในอีกคนของเผ่าป่าเถื่อนก้าวออกมา
เขานำทหารม้าของตนเองเข้าโจมตี โดยตั้งขบวนเป็นรูปตัว “人”...ส่วนจำนวนก็ราวๆสามร้อยนายเช่นกัน
เเละนี่คือเหตุผลที่พวกเขาถูกบีบให้มาทางเล็ก…การปะทะกันในเส้นทางแคบๆ ทำให้ข้อได้เปรียบด้านจำนวนคนหมดไป
แม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในของเผ่าป่าเถื่อนนำหน้า ในมือถือค้อนขนาดใหญ่ เตรียมที่จะทุบคนต้าเซิ่งที่ตะโกนว่า "บุก" ให้ตาย
แต่ในขณะที่ทั้งสองกองทัพกำลังจะปะทะกัน จ้าวคังก็หยุดม้าอย่างกะทันหัน…จากนั้น​ เบื้องหลังเขาก็มีทหารม้าขี่ม้าขาวพุ่งออกมา
ในมือของทหารขี่ม้าขาวถือหอกยาว เขาพุ่งเข้าใส่ศัตรูด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัวอย่างถึงที่สุด​
หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ​หนึ่ง​ แม่ทัพเผ่าป่าเถื่อนก็รีบเหวี่ยงค้อนขนาดใหญ่ออกไป
เขาคิดว่าตัวเองน่าจะป้องกันการโจมตีนี้ได้ แต่เขากลับรู้สึกเย็นวาบที่อก ถูกแทงทะลุจนเป็นรู
เมื่อแม่ทัพตาย ทหารม้าเผ่าป่าเถื่อนที่เหลือต่างก็ขวัญกระเจิง
พวกเขา​ถอยทัพอย่างอลหม่าน ถูกฆ่าไปสามสิบกว่านาย…เเต่โชคดีที่กองทัพหลักอยู่ด้านหลัง จึงไม่ถึงกับแตกพ่าย เเละรีบตั้งขบวนทัพใหม่ได้อย่างรวดเร็ว
“ระดับหลอมอวัยวะภายในขี่ม้าขาว เเถมฆ่าแม่ทัพของเราได้ด้วยหอกเดียว?”
“นี่มัน…หรือว่าจะเป็นคนที่ท่านอาหมู่กู่ไปไล่ล่า แล้วทำไมมันรอดกลับมาได้?!” ปี่เล่อเก๋อตกตะลึง
เขาอดไม่ได้ที่จะถามต่อ
“ท่านอาหมู่กู่ล่ะ?!”
“โดนผู้​บัญชาการ​ซุน​ฆ่าไปแล้ว!” เฉินซานซือตะโกนเสียงดัง
“อีกครึ่งชั่วโมง ผู้​บัญชาการ​ซุน​จะนำกองทัพโหยวโจวมาที่นี่ ถ้าพวกเจ้ายังไม่ยอมแพ้ ก็มีแต่ทางตายเท่านั้น!”
“ผู้บัญชาการซุน กองทัพโหยวโจว?!” ปี่เล่อเก๋อพยายามตั้งสติ
“เจ้าพูดเหลวไหล โหยวโจวจะส่งคนมาที่นี่ได้ยังไง!”
“เพราะพวกเจ้าที่สามเมืองทางตะวันตกเฉียงเหนือพ่ายแพ้แล้ว!” เฉินซานซือพูดอย่างหนักแน่น
“ไม่งั้น พวกเจ้าคิดว่า คนแค่นี้ของข้า จะกล้ามายืนขวางพวกเจ้าได้ยังไง?”
“พ่ายแพ้?” ปี่เล่อเก๋อมองท่าทางมั่นใจของเฉินซานซือด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
ตามหลักเหตุผลแล้ว โอกาสที่ผู้บัญชาการซุนจะปรากฏตัวที่นี่มีน้อยมาก
แต่ก็ไม่แน่ว่า กองทัพทางตะวันตกเฉียงเหนืออาจจะถอนทัพก่อนกำหนด
นอกจากนี้ ปกติการส่งข่าวสารมีความล่าช้าอยู่แล้ว ข้อมูลที่ทุกคนได้รับไม่ใช่ข้อมูลแบบเรียลไทม์ ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวหลายวันก่อน
หรือไม่ก็… ผู้บัญชาการซุนอาจจะรู้เรื่องพิธีกรรมบูชายัญ เลยตั้งใจมาตรวจสอบด้วยตัวเอง
ไม่งั้น ถ้าไม่มีระดับเปิดเส้นชีพจรขึ้นไปมา ท่านอาหมู่กู่จะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้ยังไง?
“ผู้บัญชาการซุน…เขามาหยุนโจวแล้วเหรอ? เขามาที่นี่ได้ยังไง?”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ กองทัพเผ่าป่าเถื่อนก็แตกตื่น ทุกคนร้อนรนและหวาดกลัว
กลยุทธ์ชั้นยอด คือการโจมตีจิตใจ
เช่นเดียวกับที่ผอหยาง ข่าวลือที่จริงบ้างเท็จบ้าง มักจะสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูได้มากที่สุด
เเต่เฉินซานซือก็รู้ดีว่าในสถานการณ์แบบนี้ แค่คำพูดไม่กี่คำหลอกอีกฝ่ายไม่ได้หรอก…แต่ถึงจะถ่วงเวลาได้แค่หนึ่งนาทีมันก็ยังดีกว่าไม่ทำ
เขาพาทุกคนมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อมาตาย…แต่เพื่อถ่วงเวลา
เมื่อถ่วงเวลาได้นานพอแล้ว ค่อยหาทางฝ่าวงล้อมออกไป
“พวกเจ้าตกใจอะไรกัน!” ในที่สุดปี่เล่อเก๋อก็ตั้งสติได้
“เขาพูดอะไร พวกเจ้าก็เชื่อหมดหรอ? ถ้าเป็นแบบนั้นจริง พวกทหารโง่ๆพวกนี้จะมาตายที่นี่ทำไม?”
“ถูกต้อง!” แม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในคนอื่นๆพูดเสริม
“มันแค่ขู่ไปอย่างนั้นแหละ!”
“ทุกคนฟัง! ห้ามถอยแม้แต่ก้าวเดียว! เข้าโจมตีเป็นระลอก…เเล้วใครฆ่าแม่ทัพม้าขาวได้ ข้าจะมอบรางวัลวัวแกะหมื่นตัว ทาสร้อยคน!”
ในที่สุดก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องสู้ซึ่งๆหน้าแล้ว
“ตั้งขบวนทัพ!….บุก!”
เฉินซานซือชูหอกขึ้น
เขาจ้องมองในกองทัพศัตรู แล้วจู่ๆก็เห็นเหล่าแม่ทัพทั้งหมด
แบบนี้…ดูเหมือนพวกเขาจะยังมีทางรอด
และทางนั้นมันก็ง่ายมาก
แค่ฆ่าแม่ทัพทั้งหมดก็พอแล้ว!
…
อีกด้าน
ณ แม่น้ำหงเจ๋อ
ในที่สุดชาวบ้านหลายหมื่นคนก็มาถึงจุดหมาย
เบื้องหน้าพวกเขาคือแม่น้ำขนาดใหญ่ที่ไหลเชี่ยวกราก มองไปฝั่งตรงข้ามก็จะเห็นภูเขาที่ดูเหมือนคิ้วสีเขียว เบื้องล่างมีเมืองเล็กๆ เเละนั่นคือเมืองฮวนเหวิน
พวกเขาต้องข้ามแม่น้ำกว้างสามร้อยจั้งนี้ ถึงจะไปถึงเมืองฮวนเหวินได้
โชคดีที่มีเรือและคนแจวเรือเตรียมไว้ให้ที่ท่าเรือแล้ว…ชาวบ้านจากผอหยางจึงรีบต่อแถวขึ้นเรืออย่างรวดเร็ว
“ท่านเฉินหายไปไหน?”
ไม่นานก็มีคนสังเกตเห็นว่า ทหารจากผอหยางที่คุ้มกันพวกเขามาตลอดทางหายไป
ซูเหวินไฉที่ถือพัดขนนก รีบตะโกนสุดเสียงว่า
“พวกเจ้ารีบข้ามแม่น้ำไป! ต้องรอให้พวกเจ้าข้ามไปได้ครึ่งทาง…ท่านเฉินถึงจะถอยทัพได้!”
“อะไรนะ? ทำไมต้องรอให้พวกเราข้ามไปครึ่งทางก่อน…ท่านเฉินมาเลยไม่ได้หรือ?”
“ก็เพราะด้านหลังพวกเจ้ามีกองทัพป่าเถื่อนอีกสองหมื่นนายไง ท่านเฉินจึงต้องนำคนพันกว่าคนไปสกัดพวกมันเพื่อถ่วงเวลาให้พวกเจ้าน่ะสิ!” ซูเหวินไฉร้อนรนจนหน้าแดงก่ำ
“สองหมื่นนาย? นั่นมันเกือบเท่าคนทั้งเมืองของพวกเราเลยนะ!”
จนถึงตอนนี้ พวกเขาถึงได้เข้าใจ
คำพูดที่สามีหรือลูกชายกลับมาหาพวกเขาเมื่อไม่นานมานี้ อาจเป็นคำสั่งเสียสุดท้าย
….
วันที่สิบหก เดือนสิบสอง
ในที่สุดหิมะก็ตกที่หยุนโจว
ลมหนาวพัดกระหน่ำ หิมะโปรยปรายลงมา ปกคลุมทั่วผืนดิน
ณ ริมฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อ
ชาวบ้านกว่าสี่หมื่นคน ต่างพากันอพยพด้วยเสียงร้องดังระงมไปทั่วทั้งสองฝั่งแม่น้ำ
“เร็วเข้า! เร็วกว่านี้อีก!”
บนเรือลำเล็ก ซุนหลีพยายามพายอย่างสุดแรง…แม้ทุกการเคลื่อนไหวจะทำให้แผลเจ็บปวด แต่เธอก็ไม่หยุดพักแม้แต่น้อย
“ไม่ต้องห่วงนะพี่ซินหลัน พอขึ้นฝั่งแล้วจะมีทหารประจำการอยู่ ข้าจะลองขอให้พวกเขาส่งกำลังไปช่วยพี่ซานซือ”
ความจริงแล้ว เธอรู้ว่านี่เป็นแค่การปลอบใจ
ไม่ต้องพูดถึงว่าเธอไม่มีอำนาจในการสั่งการ ต่อให้เธอโน้มน้าวพวกเขาได้ ทหารส่วนใหญ่ของเมืองฮวนเหวินก็คงถูกแม่ทัพหยุนโจวนำไปหมดแล้ว ที่เหลืออยู่คงมีไม่กี่พันคน แถมยังต้องเดินทางไกลและข้ามแม่น้ำอีก คงไปช่วยไม่ทันแน่
ซุนหลีเองก็อยากจะกลับไปช่วยทันที…แต่เธอมีบาดแผล แถมพลังของเธอคนเดียวมีจำกัด นอกจากนี้ยังสัญญาว่าจะพากู้ซินหลันไปที่ปลอดภัยก่อน ดังนั้นเธอต้องรักษาสัญญา
ส่วนกู้ซินหลันตอนนี้นั่งอยู่บนเรือ ในมือถือเธอถือกระดาษที่สามีทิ้งไว้ให้
บนกระดาษมีเพียงห้าคำ - รีบข้ามแม่น้ำไป
“พี่ซานซือต้องกลับมาแน่…” กู้ซินหลันไม่ได้ร้องไห้โวยวาย แต่แอบเช็ดน้ำตา
“ถ้าเขาไม่กลับมา ข้าก็จะลงไปหาเขาข้างล่าง”
…..
“พวกเจ้ามาจากไหน?”
ทันใดนั้นเสียงทุ้มก็ดังขึ้น เมื่อเรือใกล้ถึงฝั่ง
แม่ทัพคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น
เขาสูงเจ็ดฉื่อ ร่างกายกำยำราวกับภูเขา สวมชุดเกราะสีแดงดำ ในมือถือหอกยาว
“พวกเจ้าเห็นหญิงสาวสวมชุดสีแดงบ้างไหม?”
“ไม่เห็นขอรับ”
“ข้างหลังยังมีคนรอข้ามแม่น้ำอีกเยอะไหม?”
“หลายหมื่นคนขอรับ”
“พี่ใหญ่! ไม่ได้นะ! ก่อนอาจารย์จะออกไป ท่านสั่งไว้ว่า พวกเราต้องรักษาเหลียงโจวไว้ ห้ามออกจากที่นี่เด็ดขาด!”
“หยุนโจววุ่นวายขนาดนี้ แถมน้องหญิงหลีก็อยู่ที่นั่นอีก…ข้าจะไม่ไปหาได้ยังไง”
“พี่ใหญ่!”
“หลีกไป!”
แม่ทัพที่ถือหอกกระโดดพุ่งออกไปไกลถึงห้าสิบจั้ง ร่างของเขาร่วงลงบนแม่น้ำหงเจ๋อราวกับอุกกาบาต น้ำกระเซ็นขึ้นสูงหลายจั้ง จากนั้นเขาก็กระโดดอีกครั้ง ทำแบบเดิมซ้ำๆ
“ตูม!”
ทุกครั้งที่เท้าของเขาสัมผัสน้ำ เรือเล็กๆรอบๆ จะถูกแรงกระแทกจนพลิกคว่ำ ชาวบ้านหลายสิบคนตกลงไปในน้ำอย่างน่าเวทนา
“ขออภัยด้วยทุกท่าน! ข้ามีธุระด่วน! น้องสาม รีบช่วยคน! อย่าให้ใครจมน้ำตายเด็ดขาด! ถ้ามีคนตายแม้แต่คนเดียว ข้าจะเอาเรื่องเจ้า!”
…..
“พี่ใหญ่!” ซุนหลีมองเหตุการณ์นี้เเล้วตะโกนด้วยความตกตะลึง
“ท่านมาทำอะไรที่นี่?”
“น้องหญิงหลี? ดีจริงๆที่เจ้าไม่เป็นอะไร”
“ข้ากำลังจะไปหยุนโจวหาเจ้านะ!” หลี่จี๋รีบพุ่งมา เหยียบเรือลำเล็กข้างๆ ขณะเดียวกันก็มองชาวบ้านที่ตกลงไปในน้ำอย่างรู้สึกผิด
“น้องหญิง ข้าทำตัวเบาไม่ได้ ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ชาวบ้านลำบาก…ข้าจะช่วยพวกเขาข้ามแม่น้ำเอง!”
“เดี๋ยวก่อน น้องหญิงเจ้าบาดเจ็บเหรอ? เป็นอะไรมากไหม? บาดเจ็บตรงไหน?”
“ข้าไม่เป็นไร” ซุนหลีคำนับด้วยน้ำเสียงห่างเหิน
“แต่ข้าอยากจะขอร้องให้พี่ใหญ่ไปช่วยคนๆหนึ่ง”
หลี่จี๋มองท่าทางเหินห่างของซุนหลีด้วยสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย แต่ทันใดนั้นก็ปรับสีหน้ากลับมาอย่างรวดเร็ว
“น้องหญิงอยากให้ข้าช่วยใคร บอกมาได้เลย”
“น้องชายคนใหม่ ที่ยังไม่ได้เข้าจวนผู้บัญชาการอย่างเป็นทางการ” ซุนหลีพูดพลางใช้ปลอกดาบชี้ไปที่ฝั่งตรงข้าม
“เพื่อคุ้มกันพวกเราข้ามแม่น้ำ เขาพาคนพันกว่าคนไปสกัดกองทัพป่าเถื่อนสองหมื่นกว่านาย …เเต่คงจะต้านได้ไม่นานแน่ ข้าอยากให้พี่ใหญ่ส่งกำลังไปช่วยเขา”
“น้องชายคนใหม่?” หลี่จี๋ชะงักไป
“ทหารในเมืองฮวนเหวินมีไม่มาก ถึงส่งไปก็ไม่ทันหรอก ข้าไปเองก็ได้ ช่วยคนๆเดียวน่าจะไม่มีปัญหา…ว่าแต่น้องหญิงเจออาจารย์บ้างไหม?”
“ท่านพ่อหรือ?”
“ท่านพ่อมาเหรอ?”
“ไม่รู้สิ…เเต่ท่านไม่ได้อยู่ที่เหลียงโจว่า”
“เอาล่ะ ข้าไปช่วยน้องชายคนใหม่ก่อน”
“ปัง!”
หลี่จี๋กระโดดเพียงไม่กี่ครั้งก็ข้ามแม่น้ำหงเจ๋อที่กว้างสามร้อยจั้ง เเล้วหายวับไปกับตา
….
อีกด้านบน เนินเขาหวงถู่
“ฉึก!”
“หยุดมัน! หยุดมัน!”
ตอนนี้ปี่เล่อเก๋อตกใจจนแทบบสิ้นสติ
เขาเห็นเฉินซานซือสังหารแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในอีกคนต่อหน้าต่อตาเขา
“เร็วเข้า! ยิงธนูสัญญาณ! แจ้งทหารราบและทหารม้าอีกสามพันนาย! ให้มาล้อมฆ่ามันก่อน…แล้วค่อยไปตามล่าพวกต้าเซิ่งที่เหลือ!”
เขารีบสั่งการโดนไม่เข้าใจว่า ทำไมระดับหลอมอวัยวะภายในเหมือนกัน แต่กลับสู้เฉินซานซือไม่ได้แม้แต่สามกระบวนท่า!
ท่ามกลางฝูงชน เฉินซานซือใช้ขบวนทัพวงล้อม้าเป็นเกราะกำบัง เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกล้อม
หอกและดาบในมือของเขาตอนนี้ล้วนเปื้อนเลือดศัตรู เเละเป้าหมายของเขามีเพียงหนึ่งเดียว
แม่ทัพ!
ตั้งแต่เริ่มปะทะ เขาก็สังเกตเห็นว่าในกองทหารม้าห้าพันนาย ดูเหมือนจะไม่มีระดับเปิดเส้นชีพจรเลย
นั่นหมายความว่า…เขามีโอกาสสังหารแม่ทัพ!
ถ้าฆ่าแม่ทัพได้ กองทัพศัตรูก็จะแตกพ่าย พวกเขาก็จะมีโอกาสรอด
ถ้าเป็นคนเดียวคงทำไม่ได้
แต่เบื้องหลังเขามีทหารม้าสองร้อยนายและทหารราบเจ็ดร้อยกว่านายที่สามารถช่วยเขาแบ่งเบาภาระการถูกล้อมได้
เเละแค่นี้ มันก็เพียงพอแล้ว!
“หยุดมัน!”
เเต่ไม่ว่าปี่เล่อเก๋อจะตะโกนยังไง แม่ทัพม้าขาวยังคงพุ่งเข้ามาเหมือนกระแสน้ำเชี่ยวกราก
ปี่เล่อเก๋อจึงทำได้เเค่เตรียมรับมืออย่างเต็มกำลังเท่านั้น
“อูหลี่หาน นาริสง พวกเราร่วมมามือกัน! อย่าให้มันฆ่าแม่ทัพได้อีก!”
พันคนสู้กับห้าพันคน…แต่อีกฝ่ายยังสามารถฆ่าแม่ทัพของเขาไปได้สองคน (ช่องแคบมาทีเดียวสองหมื่นคนไม่ได้)
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น ไม่ใช่แค่แม่ทัพม้าขาวเท่านั้นที่น่าสะพรึงกลัว…แม้แต่ทหารที่เหลือ ทุกคนก็ดูเหมือนไม่เกรงกลัวความตายเลย!
โดยเฉพาะขบวนทัพที่หมุนวนเหมือนวงล้อ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงตอนนี้ ไม่ว่าจะสูญเสียกำลังพลไปเท่าไหร่ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะแตกแถว อย่างมากก็แค่ลดขนาดขบวนลง จนกระทั่งคนตายเยอะเกินไป ขบวนใหญ่ก็แตกออกเป็นขบวนเล็กๆ ยี่สิบกว่าขบวน
นอกจากนี้ ทหารราบทุกคนก็ประสานงานกันอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งรุกและรับ…ต่อให้มีคนตายต่อหน้า พวกเขาก็ไม่ลังเลที่จะเข้าไปแทนที่ เหมือนตั้งใจมาตาย!
[จิตวิญญาณของนักรบผู้กล้าหาญ!]
พลังรบและจิตวิญญาณที่น่ากลัวเช่นนี้ มีแค่กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นถึงจะมีได้
แต่พวกเขาเป็นแค่ทหารที่หนีออกมาจากเมืองเล็กๆไม่ใช่หรือ?
ถ้าไม่ใช่เพราะระดับพลังยุทธ์ที่ต่ำเกินไป ปี่เล่อเก๋อคงคิดว่านี่เป็นกองทัพหลักทั้งแปดไปแล้ว
เเละด้วยเหตุนี้ ขวัญกำลังใจของทหารเผ่าป่าเถื่อนก็เริ่มลดลง แถมที่นี่ยังไม่สามารถล้อมพวกเขาได้
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ถ้ามีแม่ทัพตายอีกคน กองทัพของพวกเขาอาจจะแตกพ่ายจริงๆ
“ฆ่าม้าขาว! ถ้ามันตาย พวกนี้ก็แค่เศษสวะ!”
แม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในสามคนของเผ่าป่าเถื่อนรุมโจมตีพร้อมกัน
ดาบโค้ง กระบองหนาม ขวานยักษ์
อาวุธร้ายกาจสามชนิด ฟาดฟันเข้ามาจากทิศทางต่างๆโดยพร้อมกันเพรียงกัน
พวกเขาล้วนเป็นระดับหลอมอวัยวะภายใน แถมยังเป็นระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย ใกล้จะถึงระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว!
ณ ตอนนี้…มันจึงกลายเป็นการต่อสู้ของระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อย กับระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นความสำเร็จเล็กน้อยสามคน
ถึงแม้เฉินซานซือจะสู้แบบตัวต่อตัวได้สบาย…แต่การถูกโจมตีจากทุกทิศทุกทางพร้อมกันแบบนี้ มันก็ยากที่จะป้องกันได้
เฉินซานซือใช้หอกปัดขวานยักษ์ ใช้ดาบที่เอวรับกระบองหนาม จากนั้นก็หลบดาบโค้งด้วยท่วงท่าแปลกๆ แล้วใช้แรงดีดอาวุธหนักสองชิ้นช่วยส่ง….ในจังหวะนั้น หอกของเขาก็กลายเป็นงูยักษ์พุ่งเข้าใส่คนที่ใช้ดาบโค้ง
“เคร้ง!”
ปี่เล่อเก๋อป้องกันการโจมตีอย่างทุลักทุเล เขารู้ดีว่าภายในสามกระบวนท่า เขาต้องตายแน่
แต่โชคดีที่เขาไม่ได้อยู่คนเดียว แม่ทัพอีกสองคนที่ถูกสกัดไว้เมื่อครู่โจมตีมาอีกรอบแล้ว
ขวานยักษ์และกระบองหนามพุ่งเข้ามาทางด้านหลังของเฉินซานซือ ถ้าไม่หลบก็ตายแน่…เเต่ถ้าหลบ ก็ต้องหลบไปเรื่อยๆจนไม่มีโอกาสสังหารพวกเขา
เเละพวกเขาแค่ถ่วงเวลาไว้ก็พอ
ลูกน้องของแม่ทัพม้าขาวไม่กลัวตาย แต่ก็ไม่ใช่เป็นอมตะ พวกมันตายได้เรื่อยๆ
ตอนนี้ จากพันกว่าคน เหลือแค่เจ็ดร้อยกว่าคน เเถมจำนวนยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้น หลังจากส่งสัญญาณแล้ว กองทัพที่ไล่ตามมาก็จะมารวมตัวกันที่นี่ กลายเป็นการล้อมฆ่าโดยคนสองหมื่นคน…อีกไม่นาน ทุกคนก็จะตายหมด แล้วแม่ทัพม้าขาวก็จะถูกล้อม จนตายในที่สุด
แต่ฉากต่อมากลับทำให้พวกเขาสับสน
เพราะเฉินซานซือไม่คิดจะหลบเลย
บูมมมม!!!
เขาปล่อยให้กระบองหนามและขวานยักษ์ฟาดลงมาที่หลังจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับระฆัง
อวัยวะภายในทั้งหมดสั่นสะเทือน จนเขาอาเจียนเป็นเลือด…แต่ถึงกระนั้นความเร็วในการแทงหอกของเขาก็ไม่ลดลง
ฉึกกกก!!!!
ในกระบวนท่าที่สาม หอกของเขาก็แทงทะลุคอของปี่เล่อเก๋อในที่สุด
สังหารอย่างรวดเร็ว!
เฉินซานซือไม่มีเวลาให้ถ่วง…มีแต่การสังหารอย่างรวดเร็ว ถึงจะเป็นทางรอด!
“กายาวัชระ?!” อูหลี่หานและนาริสงตกตะลึงสุดชีวิต
เเถมเมื่อไม่มีปี่เล่อเก๋อ แรงกดดันในการป้องกันก็ลดลงอย่างมาก
เฉินซานซือถือหอกด้วยมือขวา ถือดาบด้วยมือซ้าย ต้านทานการโจมตีของทหารหลายสิบนายที่ตามมา
ท่ามกลางอาวุธนับไม่ถ้วนที่พุ่งเข้ามา เฉินซานซือสามารถสังหารแม่ทัพอีกสองคนได้ภายในสิบกระบวนท่า
ณ เวลานี้ทั้งตัวของเขาอาบไปด้วยเลือดศัตรูจนราวกับเป็นเทพเจ้าแห่งความตาย
“วูบ!”
หลังจากฆ่าแม่ทัพศัตรูได้หมดแล้ว เฉินซานซือก็เหมือนกับสัตว์ร้ายที่หลุดออกมาจากกรง ไม่มีใครหยุดเขาได้อีกต่อไป
เขาไล่ฆ่าทหารม้าอีกเกือบสองร้อยนายในเวลาไม่นาน…ทำให้พวกมันหวาดกลัว จนพวกมันขวัญหนีดีฝ่อ จนขบวนทัพของพวกมันแตกพ่าย!
ทหารม้าที่เหลืออีกสี่พันกว่านาย ถอยทัพราวกับน้ำลด…ม้าหลายตัวชนกันเอง จนล้มกลิ้งลงไปพร้อมกับทหารบนหลัง
เฉินซานซือมองดูลูกน้องที่เหลืออยู่หกร้อยกว่าคน
จากนั้นเขาก็เป็นหอกนำขบวน ทุกที่ที่เขาผ่าน ทหารศัตรูต่างหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว
“ฝ่าวงล้อม!” เขาตะโกนสุดเสียง
เขาคำนวณเวลาแล้ว ตอนนี้น่าจะพอดี
อย่างน้อยชาวบ้านก็น่าจะข้ามแม่น้ำไปได้เกินครึ่งแล้ว
ตราบใดที่พวกเขาออกจากที่นี่ก่อนที่จะถูกล้อม ก็มีโอกาสรอดสูง
….
แต่ว่า….
ดูเหมือนจะไม่ทันแล้ว
ครืนนนนน!!!
เพราะเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารหลายหมื่นนายที่กำลังมาจากทางลัดด้านหลัง พวกมันจะมาปิดทางพวกเขาที่ทางแยกข้างหน้า
อาการบาดเจ็บของเฉินซานซือยังพอทนได้ เขายังมีพลังปราณเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง
ถ้าไม่มีแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในขึ้นไป ด้วยความเร็วของม้าขาว เขาก็น่าจะฝ่าออกไปได้ แต่ไม่รู้ว่าจะมีลูกน้องรอดไปได้กี่คน
ร้อยคน สิบคน หรือแค่เขาคนเดียว?
ในขณะที่เขากำลังจะเตรียมสู้ตาย เสียงฝีเท้าของทหารที่ไล่ตามมา จู่ๆก็หยุดลง…เหมือนกับว่าพวกมันถูกอะไรบางอย่างขวางไว้
พวกเขามาถึงฝั่งแม่น้ำหงเจ๋อได้อย่างปลอดภัย และเริ่มข้ามแม่น้ำ
“ไม่ตามมาแล้วเหรอ?”
ทุกอย่างหยุดลงอย่างสวยงาม ถึงตอนนี้เฉินซานซือยังรู้สึกเหมือนฝันอยู่เลย
…
“ท่านอาจารย์ บินช้าๆหน่อย!”
นักปราชญ์วัยกลางคนจับที่จับรถเข็นแน่น ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเพราะแรงลม
“ฮ่าๆๆๆ…เจ้าเห็นนั่นไหม?” ชายชราในชุดผ้าหยาบมีสีหน้าพึงพอใจอย่างมาก
“ไอ้เด็กบ้านี่มันกล้ามากจริงๆ เป็นเเค่ระดับหลอมอวัยวะภายในกลับกล้าไปสกัดทัพห้าพันคน…แถมยังสกัดได้จริงๆ มันเหมือนข้าตอนหนุ่มๆเลย”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น” นักปราชญ์วัยกลางคนเกือบตกจากกลางอากาศหลายครั้ง
“ประเด็นคือ มันหนีไปคนเดียวก็ได้ แต่มันเลือกที่จะสกัดกองทัพเพื่อช่วยชาวบ้านข้ามแม่น้ำ ในยุคสมัยนี้ ใครจะเสี่ยงชีวิตเพื่อชาวบ้านแบบมัน”
“เจ้าสี่” ชายชรามองไปข้างหน้าอย่างลุ่มลึก
“คราวนี้…มันจะสำเร็จไหม?”
“มีหวัง”
“ดี แค่มีหวังก็พอแล้ว”
“อาจารย์ ท่านจะลงมือได้หรือ? พลังชีวิตของท่าน…”
“แค่ขวางนิดหน่อย ไม่เป็นไรหรอก”
“คนที่ช่วยชาวบ้านข้ามแม่น้ำ ก็ควรจะมีคนช่วยมันข้ามแม่น้ำด้วย”
…
ณ เวลานี้
เบื้องหน้ากองทัพป่าเถื่อนหมื่นกว่านาย ปรากฏร่างสองร่างขวางทางอยู่
เป็นชายชราในชุดผ้าหยาบ ที่กำลังเข็นรถเข็นที่มีนักปราชญ์พิการนั่งอยู่
………………………….