- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 108 : เปลวเพลิงเซียน!!
บทที่ 108 : เปลวเพลิงเซียน!!
บทที่ 108 : เปลวเพลิงเซียน!!
บทที่ 108 : เปลวเพลิงเซียน!!
“พาหวังจื๋อไป ข้าจะล่อมันเอง!”
“ท่านเฉิน?!”
จ้าวคังและคนอื่นๆมองไปที่ม้าขาวด้วยความกังวล
“มันเป็นระดับเปิดเส้นชีพจรนะขอรับ!”
“อย่าพูดมาก ท่านเฉินสั่งให้ทำอะไรก็ทำไป!” เฟิงหยงรีบแบกหวังจื๋อขึ้นหลัง แล้วนำทหารถอยทัพทันที
ขณะเดียวกัน​ผู้นำทีมของลัทธิ​เทพ​วิญญาณก็​กำลังไล่ตามม้าขาว
“จริงด้วย ม้าขาวตัวนั้นเร็วมากนี่นา…
น่าจะพาท่านเฉินหนีพ้น”
หลังจาก​พูด​จบ​ จ้าวคังก็รีบตามเฟิงหยงไป
…
“แค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน กลับกล้ามาขวางกองทัพข้าตั้งสามพันคน ข้าจะดูซิว่าเจ้าจะมีฝีมือแค่ไหน!”
อาหมู่กู่หมดความสนใจในคนอื่นๆ สั่งให้ลูกน้องไปจัดการ ส่วนตัวเองก็ไล่ตามแม่ทัพหนุ่มไปอย่างสุดกำลัง
“ม้านี่...”
เเต่ไม่นานเขาก็รู้สึกได้ถึงความพิเศษของม้าขาว
ทั้งความเร็วและความอึดของม้าตัวนี้ ล้วนเหนือกว่าม้าธรรมดามาก
“มันเป็นของข้าแล้ว!”
ในขณะที่​ ระยะห่างระหว่างทั้งสองยิ่งห่างออกไป
อาหมู่กู่ก็คำราม ใช้ม้าตัวเองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดไปไกลกว่าสิบจั้ง พุ่งเข้าไปในป่าทึบ
มันคือการลัดเส้นทาง!
เเน่นอนว่าม้าขาว ไม่สามารถวิ่งในป่าด้วยความเร็วสูงสุดได้
แต่ถ้าลงจากม้า ถึงจะมีทักษะ [เท้าเบาเหมือนนกนางเเอ่น]...เเต่ก็คงหนีระดับเปิดเส้นชีพจรไม่พ้น
“ซู่ๆ——”
มีเสียงฝีเท้าที่รวดเร็ววิ่งไล่ตามมาจากเนินเขาทางขวามือ
ด้วยความเร็วชั่วขณะที่อาหมู่กู่ระเบิดออกมา มันทำให้เขาดูเหมือนเป็นเพียงภาพติดตา
ทุกครั้งที่กระพริบตา ระยะห่างก็จะแคบลง…ก่อนที่จะถึงที่โล่ง เขาต้องตาเฉิน​ซาน​ซือ​ทันแน่ๆ
“เจ้าขาว ไปก่อนเลย”
เฉินซานซือกระโดดลงจากหลังม้า ใช้หินไฟจุดคบเพลิงที่ติดตัวมา จุดไฟลูกธนูที่ห่อด้วยผ้าชุบน้ำมัน แล้วยิงใส่ภาพติดตาอย่างต่อเนื่องด้วยความ​รวดเร็วปานสายฟ้า
“ฝีมือธนูไม่เลว!”
อาหมู่กู่มองดูลูกธนูที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย พรางเอ่ยชมจากใจจริง
“ทั้งการขี่ม้าและยิงธนู ล้วนเป็นเลิศ น่าเสียดายที่เจ้าไม่ใช่คนทุ่งหญ้า”
“เเต่อย่าเสียแรงเลย ต่อให้เป็นธนูมากกว่า​สิบศิลา ก็ทำอะไรข้าไม่ได้!”
เขาใช้กระบองวัชระปัดป้องลูกธนูอย่างง่ายดาย เเล้วพุ่งเข้าใส่เฉินซานซือราวกับพยัคฆ์ร้าย
“เคร้งง——”
หอกใบหญ้าปะทะกับกระบองวัชระ
ทันใดนั้น เฉินซานซือก็รู้สึกได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่ส่งผ่านมาจากปลายหอก
พลังนี้ส่งผ่านแขน จนเลือดช้างมังกรปั่นป่วนไปทั่วร่าง
เเน่​นอน​ว่าในเวลานี้​เขาเปิดใช้กายาวัชรทองคำตั้งแต่หัวจรดเท้า เเต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ด้ามหอกที่ทำจากไม้เนื้อแข็งโค้งงอเหมือนยาง จนเขาต้องปล่อยมือจากหอก
“ตายซะ!”
อาหมู่กู่พุ่งเข้ามาประชิดตัว กระบองวัชระแทงตรงไปที่หัวใจอย่างรวดเร็ว​
“ปังงงง!!!”
เสียงโลหะกระทบกันอีกครั้ง ดังก้องเหมือนระฆังใบใหญ่
เฉินซานซือยกดาบเจิ้นเยว่ขึ้นมากัน รับการโจมตีนี้ไว้ได้ เเต่เขาก็รู้สึกเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่พุ่งชน จนร่างเสียหลักลอยไปข้างหลังหลายจั้งเเละกระแทกกับต้นไม้
อวัยวะภายในทั้งหมดกระเพื่อมอย่างรุนแรงจนมีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก
เขาต้องปักดาบเจิ้นเยว่ลงพื้นเพื่อพยายามทรงตัว
ตั้งแต่ฝึกวรยุทธ์มา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส​
ไม่ใช่เพราะเขาอ่อนแอ…แต่เป็นเพราะคู่ต่อสู้เป็นถึงระดับเปิดเส้นชีพจร!
เปิดเส้นชีพจร, ขอบเขตลึกลับ, เทพยุทธ
นั่นหมายความว่า ผู้นำลัทธิ​เทพ​วิญญาณ​ตรงหน้า อยู่ห่างจากระดับเทพยุทธแค่สองขั้น
“ไม่เลว รับการโจมตีของข้าไปสองกระบวนท่าแล้วยังไม่ตาย…เก่งมาก!”
อาหมู่กู่พูดพลางพุ่งเข้าใส่อีกครั้งด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
“ฟุ่บ—”
เฉินซานซือปักคบเพลิงลงพื้น เปลี่ยนอาวุธเป็นธนูอีกครั้ง
เขาจุดไฟ ง้างธนู ยิงธนู…กระบวนการทั้งหมดทำในรวดเดียว
เเต่อาหมู่กู่รับลูกธนูเพลิงไว้ได้อย่างง่ายดาย
ฝ่ามือของเขาปล่อยพลังที่มองไม่เห็นออกมาดับไฟที่ลูกธนู แล้วบีบลูกธนูเหล็กจนบิดเบี้ยว
“ฟุ่บ—”
ยังมีลูกธนูเพลิงอีกดอกพุ่งเข้ามา
“ยังไม่เข็ดอีกเหรอ?”
อาหมู่กู่ใช้ท่าเดิม รับลูกธนูได้อย่างง่ายดายเเละตั้งใจจะหักมันทิ้ง
แต่ทันใดนั้น เขากลับรู้สึกว่าลูกธนูนี้มันร้อนผิดปกติ
“หืม?”
“ตูม——”
เปลวเพลิงสีแดงฉานพุ่งออกมา เเละกลายเป็นมังกรไฟสูงหลายจั้ง
ผู้นำลัทธิ​เทพ​วิญญาณ​ไม่ทันได้กรีดร้อง ก็ถูกเปลวเพลิงสีแดงกลืนกิน จนกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา
“แฮ่กๆ” เฉินซานซือถอนหายใจเฮือกใหญ่
เขาทรุดลงนั่งกับพื้น เริ่มใช้วิธีหายใจเพื่อระงับอาการบาดเจ็บ
สุดท้ายก็ต้องใช้ไม้ตาย
เขาเตรียมแผนสำรองไว้แล้วถึงสองเเผน
ต่อให้ลูกธนูนี้ไม่ได้ผล…ดาบเจิ้นเยว่ก็ถูกเคลือบด้วยน้ำมันเซียนไว้แล้ว แค่จุดไฟก็สามารถฟันทุกอย่างขาดได้
แต่เขารู้สึกเสียดาย จึงเก็บไว้ใช้เป็นที่สุดท้าย
ดาบธรรมดา ไม่อาจต้านทานเปลวเพลิงเซียนได้
ดังนั้น ดาบดีๆแบบนี้…ถ้าถูกเผาไปก็น่าเสียดายแย่
ส่วนเรื่องที่อาจจะถูกจับได้
เขาคอยสังเกตลูกศิษย์ของลัทธิเทพวิญญาณคนอื่นๆอยู่ตลอด เขาจึงรู้ว่าพวกมันไม่ได้ตามมา
เเละต่อให้ตามมาก็คงมีแค่สิบกว่าคน หลังจากฆ่าระดับเปิดเส้นชีพจรได้แล้ว พวกที่เหลือก็เหมือนไก่กับหมา
ถือว่าพวกมันโชคดีต่างหาก…ที่ไม่ได้ตามมา
“ระดับเปิดเส้นชีพจร...”
เฉินซานซือเห็นว่าคนผู้นั้นสามารถใช้พลังพิเศษที่แตกต่างออกมาได้
ซึ่งมันน่าจะเป็นพลังภายในที่สามารถควบคุมให้ปกคลุมร่างกายหรืออาวุธได้
“ไม่รู้ว่าจะสามารถทำให้ปกคลุมลูกธนูได้ไหม”
“ไม่งั้นพลังทำลายของธนูที่มีต่อระดับสูงคงไม่พอ”
ถึงตอนนี้ เขายังชอบการต่อสู้แบบยิงธนูทีเดียวตายมากกว่า
“เอาล่ะ…ไม่ใช่เวลาคิดเรื่องนี้”
เฉินซานซือกินยารักษาอาการบาดเจ็บที่เตรียมไว้ ลุกขึ้นยืนเเล้วไปโปรยเถ้ากระดูกของอาหมู่กู่ไม่ให้เหลือร่องรอย จากนั้นก็จุดไฟเผาป่าแถวนั้น
เจ้าขาวเห็นว่าการต่อสู้จบลงแล้ว ก็วิ่งกลับมาหาเขา…เอาขนนุ่มๆมาถูที่หน้า เหมือนจะแสดงความเป็นห่วง
“ข้าไม่เป็นไรมาก เราไปกันเถอะ”
เฉินซานซือขึ้นขี่ม้า แล้วจากไป
...
วันรุ่งขึ้น ที่กองทัพใหญ่
“อะไรนะ?”
“ระดับเปิดเส้นชีพจร?!”
ซุนปู้ฉีมองร่างสะบักสะบอมของถังรั่วซาน เเล้วตะโกนเสียงดังทันที
“ซานซืออยู่ไหน พวกเจ้าทิ้งให้เขาสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจรคนเดียวรึ?!”
“เขาสั่งให้พวกเรารักษาชีวิตหวังจื๋อ แล้วล่อผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้นชีพจรของลัทธิเทพวิญญาณไป...”
จ้าวคังและคนอื่นๆ ก็แสดงความเป็นห่วงออกมาเช่นกัน…แต่ในกองทัพ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเชื่อฟังคำสั่ง
เมื่อตัดสินใจยอมรับเฉินซานซือเป็นผู้นำแล้ว พวกเขาก็ต้องทำตามคำสั่ง ไม่ว่าจะให้ไปตายหรือให้ถอยก็ต้องฟัง
“ข้าจะไปดูหน่อย” ซุนปู้ฉีพูดพลางจะควบม้าออกไป
“ไม่ได้นะคุณชาย!” ทุกคนรีบเข้ามาห้าม
“ม้าขาวของท่านเฉินเร็วมาก เขาอาจจะหนีมาได้แล้วก็ได้ ถ้าคุณชายไป อาจจะกลายเป็นตัวถ่วงเสียเปล่าๆ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซุนผู้ฉีก็ลังเลทันที
….
“ข้าไม่เป็นไร!”
ทันใดนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยและม้าขาวก็ปรากฏขึ้น
ฉากนี้ทำให้ทุกคนโล่งใจอย่างมาก
“หวังจื๋อเป็นไงบ้าง” เฉินซานซือเอ่ยถาม
จ้าวคังเอามือแตะที่คอของหวังจื๋อ “ยังหายใจรวยรินอยู่ แต่คงไม่รอด”
เฉินซานซือเอายาทั้งหมดที่มีในตัวออกมา เเล้วให้หลานชายของหวังจื๋อดูแล
ส่วนจะรอดหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาของหวังจื๋อเอง
สถานการณ์แบบนี้ เป็นเรื่องปกติ…ในสนามรบ ไม่มีใครไม่เสี่ยงตาย
“สมน้ำหน้า” ซุนผู้ฉีสบถ แต่แววตาไม่ได้มีความยินดีแม้แต่น้อย
ความทรงจำเกี่ยวกับไอ้อ้วนนี่ ยังคงอยู่ในวัยเด็ก
เขาชอบเดินตามหลังถังรั่วซานเพื่อดูอีกฝ่ายฝึกวรยุทธ์ เเถมบางครั้งเจ้านี่ก็พาเขาไปเที่ยวเล่นปีนต้นไม้…ถงรั่วซานปีนเก่งมาก ทำให้เขากลัวจนฉี่ราดทุกครั้ง
ความสัมพันธ์ค่อนข้างดี จนกระทั่งพี่สามตามเขาไปรบแล้วก็ไม่กลับมาอีก...
เอาเข้าจริง ที่พี่สาวพูดก็ถูก
บางครั้งก็โทษถังรั่วซานไม่ได้ เขาทำไปเพื่อช่วยพ่อ…ถ้าจะโทษ ก็ต้องโทษไอ้ฮ่องเต้บ้านั่น
….
“ทหารที่ไล่ล่ามาเป็นยังไงบ้าง?” เฉินซานซือถาม
“เรียนท่านเฉิน” จ้าวคังตอบ
“การซุ่มโจมตีที่หุบเขาทำให้ยื้อเวลาได้สักพัก ส่วนชาวบ้านก็เร่งฝีเท้า อีกประมาณสองวันก็จะถึงแม่น้ำหงเจ๋อ…ข้ามแม่น้ำไปก็ถึงเมืองฮวนเหวินแล้ว”
“แต่...มันน่าจะไม่ทัน”
“ทหารม้าป่าเถื่อนจำนวนกว่าสองหมื่นคนจากเมือวเหิงคัง มีโอกาสสูงที่จะอ้อมภูเขาเเล้วมาดักรออยู่ข้างหน้า ตรงจุดที่ชาวบ้านจะผ่าน”
“พวกมันไม่คิดจะปล่อยให้ใครรอดจริงๆ”
“สองหมื่น...”
ตลอดทาง เฉินซานซือสูญเสียกำลังพลไปมาก ตอนนี้จึงเหลือทหารไม่ถึงพันคน รวมทั้งหลานชายของหวังจื๋อด้วย…เเถมในจำนวนนั้น ยังมีหลายคนที่ไม่มีประสบการณ์
“ท่านเฉิน...”
ขณะที่กำลังคิดหาแผนการ เสียงของซูเหวินไฉก็ดังขึ้น
เขาขี่ม้าไม่เป็น จึงให้จูถงขี่ ส่วนเขานั่งซ้อนท้าย…เเต่ก็ดูเหมือนจะตกม้าได้ทุกเมื่อ
“ท่านเฉิน…รอดแล้ว พวกเรารอดแล้ว!”
“รอดอะไร?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“มีกองกำลังเสริมมาหรือ?”
“มีห้าหมื่นนายขอรับ!” ซูเหวินไฉชูมือขึ้นหนึ่งข้าง
“ข้างหน้า มีกองทัพจำนวนมากมาจากเมืองฮวนเหวิน พวกเขาชักธงของกองกำลังพิทักษ์มณฑลโหยวโจว บอกว่ามาช่วยเหลือมณฑลหยุนโจว…ตอนนี้กำลังถามชาวบ้านเกี่ยวกับสถานการณ์ในหยุนโจวอยู่ขอรับ”
กองกำลังพิทักษ์โหยวโจวที่หานเฉิงพูดถึง…รวมถึงแม่ทัพฝึกหัด ได้มาถึงก่อนกำหนด!
“ดี ข้าจะไปดูพวกเขา​”
หลังจาก​พูด​จบ​ เฉินซานซือก็ควบม้าออกไปทันที
….
ตลอดทางที่หนีมา…กลอุบายต่างๆล้วนถูกใช้ไปจนหมดแล้ว
ต่อให้เป็นเทพเจ้าแห่งสงครามมาก็ต้องสู้แบบประจันหน้า ไม่มีทางยื้อเวลาได้อีก
อย่างไร​ก็ตาม​ ถ้ามีกองกำลังเสริมห้าหมื่นนายมารับช่วงต่อ…ทุกคนก็จะรอด!
...
อีก​ด้าน​
บนที่ราบอันกว้างใหญ่
ชาวบ้านนับหมื่นแบกสัมภาระ เดินทางไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก
“ตึกๆๆๆๆ——”
เเละทันใดนั้น พื้นก็สั่นสะเทือนจนฝุ่นควันลอยขึ้นมาจากข้างหน้า
ไม่นานนัก ทหารม้าจำนวนมากก็ปรากฏขึ้นในระยะสายตา
ชาวบ้านใจหายแว็บ คิดว่าทหารป่าเถื่อน​ตามมาทันแล้ว
แต่สุดท้าย​ ทุกคนก็รู้ตัวอย่างรวดเร็ว
นี่ไม่ใช่ทหารม้าป่าเถื่อน…แต่มันคือ ทหารม้าแห่งต้าเซิ่ง!
ธงที่โบกสะบัดอยู่ด้านหน้า มีตัวอักษร “เซิ่ง” ขนาดใหญ่…ซึ่งก็คือเซิ่งแห่งความเจริญรุ่งเรือง
เหล่าแม่ทัพที่อยู่แถวหน้า ยิ่งดูองอาจสง่างาม…ดูก็รู้ว่าพวกเขา​ล้วนเป็นบุคคลผู้มีฝีมือ!
“หยุดดด!!!”
เมื่อเจอกับชาวบ้าน กองทัพก็ชะลอความเร็ว เเล้วส่งทหารม้าเข้ามาใกล้
“ท่านนายทหาร!”
“…”
ชาวบ้านเห็นผู้ช่วยชีวิต ต่างก็แสดงความดีใจออกมาสุดชีวิต​
เเถมพวกเขายังรีบหยิบเสบียงที่เหลืออยู่ออกมาทันที​
“ท่านนายทหารเดินทางเหนื่อย ทานอะไรหน่อยนะ”
“ขนมปังนี่มีงาดำด้วย ข้าไม่เคยกินขนมปังอร่อยๆแบบนี้มาก่อน ลองชิมดูสิ”
“…”
แม่ทัพหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปี รูปร่างสง่างาม ได้มองลงมาที่ชาวบ้านที่สวมเสื้อผ้าปอนๆ…พรางพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“พวกเจ้ามาจากไหน?”
“เรียนท่านนายทหาร​ พวกข้ามาจากเมืองผอหยาง มณฑลหยุนโจว ท่านเฉิน​เป็น​คนพามา”
“ผอหยาง? มันอยู่ที่ไหนหรือ?”
“เมืองอันติ้ง น่าจะขึ้นกับเมืองอันติ้งขอรับ”
“เมือง? ข้าไม่ได้สนใจ​เรื่องนี้ ข้าอยากรู้​ว่าสถานการณ์ในหยุนโจวเป็นยังไงต่างหาก”
“สถานการณ์เป็นยังไง ท่านหมายความว่ายังไง?”
“เรื่องสงครามน่ะ พวกข้าก็ไม่รู้เรื่องหรอก”
“เเค่ได้ยินว่ามีพวกป่าเถื่อน​เต็มไปหมด”
“เเถมมีพวกมัน กำลังไล่ตามพวกเรามาด้วย!”
“แต่ตอนนี้ท่านมาแล้ว พวกเราก็ปลอดภัยแล้ว!”
“…”
แม่ทัพหนุ่มเห็นว่าถามอะไรก็ไม่ได้ความ เขาจึงเริ่มหมดความอดทน เเล้วกำลังจะไปถามคนอื่น
“เดี๋ยวก่อนท่าน ลองชิมเนื้อแห้งนี่สิ เป็นของที่ทหารป่าเถื่อน​ทิ้งไว้ อร่อยมากนะ”
“หลีกไป” แม่ทัพหนุ่มทำเป็นไม่ได้ยิน
“เอาติดตัวไปกินระหว่างทางก็ได้ขอรับ”
“ไปให้พ้น!”
แม่ทัพหนุ่มขมวดคิ้ว จากนั้นก็ใช้ด้ามหอกฟาดชาวบ้านจนล้มลง
“อั่ก...” ชายผอมแห้งกระอักเลือดออกมาชุดใหญ่​
“ทำไมท่านถึงทำร้ายเขา?”
“ทำไม...ทำไมถึงทำแบบนี้?”
“หรือว่าพวกท่านเป็นพวกป่าเถื่อน​ปลอมตัวมา?!”
“…”
ไต้จื่อโถวอยู่แถวนั้น ตะโกนด่ามาแต่ไกล
“เฮ้ย…พวกเเกบังอาจมาก!”
“เพี๊ยะ——”
“ใช่บังอาจ​มาก…ข้าก็จะตีพวกเจ้า พวกกระดูกสันหลังยาว!”
แม่ทัพหนุ่มฟาดแส้ไปที่ชายชราจนเสียชีวิต แล้วตะโกนเสียงดังใส่คนอื่​น
“พวกเจ้า…พวกเจ้ารู้ไหมว่าขวางทางกองทัพข้า!
“รีบหลีกไป!
“ถ้าพวกเจ้าถูกเหยียบตายก็ช่าง! แต่ถ้าทำให้ม้าของข้าสะดุด พวกเจ้าชดใช้ไม่ไหวเเน่!”
คำพูด​นี้​ ทำให้​สถานการณ์​รอบๆเงียบกริบ
ชาวบ้านหลายหมื่นคนต่างหยุดเดิน เกือบแสนคู่ตามองไปที่แม่ทัพบนหลังม้า
ความดีใจและตื่นเต้นหายได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่พวกเขาควรจะคุ้นเคย
ในที่สุดพวกเขาก็นึกขึ้นได้…ว่าพวกเขาเป็นแค่ชนชั้นล่าง
ภาพของความสามัคคีระหว่างทหารและประชาชน จะปรากฏก็ต่อเมื่อต้องการให้พวกเขาสละชีวิต!
บนโลกนี้ คงมีแค่ท่านเฉินเท่านั้นที่พูดกับพวกเขาว่า “ใครที่สมัครใจ ก็มาด้วยกัน พวกเราทหาร จะคุ้มกันให้พวกเจ้าเอง!”
“ท่านนายทหารไว้ชีวิตด้วย——”
ในวินาทีนั้น ผู้คนก็นึกถึงความหวาดกลัวที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือด
ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ต่างก็แตกตื่นเหมือนสัตว์ที่ตื่นตกใจ หลีกทางให้ทหารม้าที่ชักธง “ต้าเซิ่ง” ผ่านไปอย่างเย่อหยิ่ง​
………………….