เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร

บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร

บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร


บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร

“วิชาหอกสามผสมผสาน…มันมีผลในการข่มขวัญศัตรูด้วยรึเนี่ย!”

เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าก่อนแม่ทัพศัตรูคนนั้นจะตาย อีกฝ่ายมีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จนทำอะไรไม่ถูก

นึกไม่ถึงเลยว่า วิชาหอกที่ผู้บัญชาการซุนคิดค้นขึ้น จะมีผลเเอบแฝงเช่นนี้

เหนือกว่าระดับเทพยุทธ​เเบบผู้บัญชาการ​ซุน…จะเป็นระดับไหนกันนะ

ทันใดนั้น​ ในหัวของเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบันทึกของจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง ที่เคยสังหารศัตรูได้ถึงสองพันสามร้อยคน

จักรพรรดิ​คนนั้นอยู่​ระดับไหนกัน?

แล้วศัตรู​สองพันสามร้อยคน เป็นกองทัพระดับไหน?

เป็นแค่กองโจร หรือเป็นกองทัพที่ถูกฝึกมาอย่าง​ดี?

เเล้วถ้าเป็นผู้บัญชาการซุน จะฆ่าได้สักกี่คน?

เเต่เอาเถอะ…ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาคิดเรื่องพวกนี้

เฉินซานซือควบม้าไปข้างหน้าอีกหลายลี้ แล้วหยุดรอ

พอเห็นอีกฝ่ายตามมาก็เริ่มระดมยิงธนูใส่อย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตาก็ยิงไปหลายดอก ภายในเวลาไม่นานก็สังหารทหารม้าไปได้สิบกว่านาย

ทหารม้าชนเผ่า​ป่าเถื่อน​ทั้งหลายต่างรู้สึกหดหู่ใจอย่างที่สุด

ตามก็ตามไม่ทัน หลบก็หลบไม่ได้!

สุดท้าย พวกมันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แม้แต่ครึ่งก้าว จึงตัดสินใจตั้งขบวนเป็นรูปลูกศร แล้วส่งคนอ้อมไปด้านข้าง เตรียมที่จะปิดล้อมเขา

เเต่เฉินซานซือมีทักษะ [สัมผัส​ทั้งห้า] อยู่แล้ว พอเข้าสู่ระดับหลอมอวัยวะภายใน ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ยิ่งเฉียบคมขึ้นไปอีก

เขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าตั้งแต่ระยะสองร้อยก้าว จึงรีบควบม้าขาวหนีไป อีกทางพร้อม​ทิ้งลูกธนูไว้ให้ดอกสองดอก

ทหารม้าสามพันนาย ไม่น่าจะมีแค่คนเดียวที่อยู่ในระดับหลอมอวัยวะภายใน…และต่อให้เฉินซาน​ซืออึดแค่ไหน ก็คงไม่สามารถรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ได้โดยที่พลังปราณเเละ​เลือด​ไม่หมด

ดังนั้น​ กลยุทธ์​โจมตี​เเละล่าถอยจึงเกิดขึ้น​

ณ ขณะนี้…คนคนเดียวกับม้าตัวเดียวได้ขัดขวางทหารม้ากว่าสามพันนาย

เเถมยังเป็นแบบนี้ไปจนถึงเช้า

สถานการณ์​นี้จึงทำให้ความเร็วในการเคลื่อนทัพของพวกมันช้ากว่าชาวบ้านหลายหมื่นคนเสียอีก

เเต่สุดท้าย​ เฉินซานซือก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไป

หลังจากขัดขวางพวกมันได้สักพัก เขาก็ควบม้ากลับไปสมทบกับขบวน พร้อมกับคอยสังเกตสถานการณ์ข้างหน้า โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ที่เป็นที่ตั้งของเมืองเหิงคัง

คราวนี้ มีผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ด้วย

เซวี่ยหยูผิงเคยบอกไว้ เขาไม่ลืมหรอก

เเละจากการสอบถามทหารม้าป่าเถื่อน​ที่จับมาได้ก่อนหน้านี้…เขาวิเคราะห์ได้ว่าพวกมันน่าจะไปที่เมืองเหิงคัง และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเส้นทางกลับมาไล่ล่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ

นี่แหละ….คือปัญหาใหญ่

กลยุทธ์กองโจรของเขานั้น จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงไม่มากนัก และไม่มีใครที่เหนือกว่าเขาอย่างขาดลอย

เเต่ถ้ามีระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ขึ้นไป สถานการณ์ของเขาก็จะอันตรายถึงชีวิต

เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงเตรียมคบเพลิงสำหรับจุดไฟเซียนไว้ที่อานม้า

แต่ก็หวังว่าจะไม่ต้องใช้มัน

...

“ม้าบ้าอะไร…ถึงเร็วปานนั้น!”

“มันไม่ใช่ม้าธรรมดาแน่ๆ หรือว่าจะเป็นอสูรร่างม้ากันนะ!”

แน่นอนว่าในหมู่ทหารม้าสามพันนาย ย่อมต้องมีแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในมากกว่าหนึ่งคน

กองหน้า กองกลาง กองหลัง…แต่ละกองก็มีแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในประจำการอยู่หนึ่งคน

“เอาไงดี? พวกเราตั้งสามพันคน…เเต่กลับถูกมันแค่คนเดียวขวางเอาไว้แบบนี้เนี่ยนะ?!”

“ใจเย็นๆก่อน” แม่ทัพอีกคนกล่าว

“ข่าวสารถูกส่งไปยังเมืองเหิงคังอย่างเร่งด่วนแล้ว ท่านอาหมู่กู่แห่งลัทธิ​เทพ​วิญญาณ คงจะส่งกองกำลังออกมาสกัดกั้นแล้ว”

“อีก​อย่าง​กองทัพต้าเซิ่งเคลื่อนที่ช้ามาก…หลังจากข้ามภูเขาไปก็จะถูกสกัดเอาไว้ ถึงตอนนั้นก็จะโดนโจมตีทั้งหน้าและหลัง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือชาวบ้าน ก็ไม่มีใครรอดไปได้!”

“เพราะฉะนั้น พวกเราแค่ค่อยๆตามไปข้างหลังก็พอ อย่าทำอะไรโง่ๆเหมือนอู๋มู่เอ๋อร์ก็แล้วกัน”

...

“ท่านเฉินช่วงนี้ทำอะไรอยู่นะ?”

“ใช่…เขาหายตัวไปบ่อยมากเลย”

จ้าวคัง เฟิงยง และคนอื่นๆกำลังพูดคุยกัน

“ที่แปลกกว่านั้นก็คือ ตามความเร็วแล้ว ทหารม้าป่าเถื่อน​น่าจะตามเรามาทันแล้ว ทำไมถึงยังไม่เห็นวี่แววเลย?”

“หรือว่า...เขาคนเดียวไปสกัดทหารม้าสามพันนายเอาไว้?!”

คิดได้ดังนั้น พวกเขาก็มองหน้ากัน เเล้วต่างก็สูดหายใจเข้าลึก

เรื่องนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

แต่นอกจากมัน…ก็ไม่มีอะไรมาอธิบายได้ว่าทำไมกองทัพไล่ล่าถึงยังมาไม่ถึง

เฉิน​ซาน​ซือ…เขาช่างน่ากลัวจริงๆ!

เเละโดยไม่รู้ตัว นายร้อยที่อายุน้อยที่สุดในกองพัน ก็ได้กลายเป็นผู้นำของพวกเขาไปแล้ว​

แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะเชื่อฟังเขา

ในอีกแง่หนึ่ง การที่พวกเขารอดชีวิตมาได้ถึงตอนนี้ ก็เพราะเฉินซานซือทั้งนั้น…ถ้าไม่มีเขา ทุกคน​คงตายไปนานแล้ว

“ดีนะ…ที่ข้าไม่เคยไปหาเรื่องท่านเฉิน” จ้าวคังรู้สึกขนลุก

“ส่วนพวกแก…ตายแน่!”

เฟิงยงชี้ไปที่หลิวจินไคว่และคนอื่นๆ แล้วนึกย้อนไปว่า

“ถ้าจำไม่ผิด ตอนรับทหารใหม่ พวกแกไปรับสินบนจากสำนักเทียนหยวน…จนไม่ยอมสอนวิธีการหายใจให้เขาใช่มั้ย?”

“ใช่ พวกแกนั่นแหละ!”

“รอรับผลกรรมได้เลย” จ้าวคังพูดอย่างสะใจ

“เรื่องนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าแกล้งเขาคนเดียวซะหน่อย มันเป็นกฎที่ท่านพันเอกหลี่คนก่อนทิ้งเอาไว้ เป็นสิบๆ ปีมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ใครที่กล้าสอนโดยไม่รับเงิน จะโดนท่านพันเอกหลี่ลงโทษ!”

หลิวจินไคว่ใจเริ่มเสีย

“เออ ถ้าจะตาย…ไอ้อ้วนหวังก็ต้องตายก่อนสิ!” เซียชิวอันก่มด่า

“พวกเราก็แค่ไม่สอน แต่ไอ้อ้วนนั่นรับเงินแปดตำลึงแล้วยังไม่ยอมสอน…พอสุดท้าย​เห็นว่ามีพรสวรรค์ ก็รีบเข้าไปเลียแข้งเลียขา ชาติชั่ว สมควรตาย!”

“พวกเเกด่าอะไรกัน?!” หวังจื๋อที่อยู่หน่วยสอดแนมกลับมาพอดี

“เเล้วใครจะฆ่าข้า!”

“ท่านเฉินจะฆ่าเเกไง” ทุกคนพูดพร้อมกัน

“แล้วไง?” หวังจื๋อหน้าด้านหน้าทนเช่นเคย

“จะฆ่าไม่ฆ่า ไม่ใช่เรื่องที่พวกเเกจะมาพูด…อีกอย่าง​ ข้าฝากชีวิตไว้กับเขาก่อนพวกเเกก็แล้วกัน!”

“ฮึ่มมม…พวกรองเเม่ทัพตูเรียกเเกว่าท่านแม่ทัพถัง หรือเเกเป็นคนตายจากปีหลงชิ่งที่ห้าสิบเจ็ด ที่ฟื้นคืนชีพมาอีกรอบ?”

“ปีหลงชิ่งที่ห้าสิบเจ็ด…หมายถึง​แม่ทัพใหญ่ของค่ายเสวียนอู่สินะ”

“เเบบนี้ต้องเป็นระดับไหนกัน?”

“แม่ทัพที่คุมทหารหมื่นกว่าคน อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นระดับเปิดเส้นชีพจร ถ้าเป็นทหารระดับสูงของกองทัพหลักทั้งแปด ก็คงเป็นระดับที่เหนือกว่านั้นอีก เเต่อยู่ใต้ระดับเทพยุทธ... งั้นก็เป็นขอบเขต​ลึกลับ​สิ?”

“แล้วไง ตอนนี้เขาก็แค่ระดับหลอมกระดูกเหมือนพวกเรา”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ หวังจื๋อก็เงียบไปทันที​

อวัยวะภายในเสียหาย​ เส้นชีพจรเสียหายหมด

ความจริง​ถ้ารักษาได้ ภายในไม่กี่ปีเขาก็คงกลับมาถึงจุดสูงสุดได้

แต่น่าเสียดาย ที่คงมีแต่เทพเซียนเท่านั้นที่รักษาอาการเเบบนี้ได้!

….

“ท่านเฉินกลับมาแล้ว”

ทันใดนั้น​ ม้าขาวก็วิ่งเข้ามาหาทุกคน​

“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

ทุกวันเขาจะส่งคนออกไปสอดแนมหลายกลุ่ม รวบรวมข้อมูลจากทุกทิศทาง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทันท่วงที

การบัญชาการคนหลายหมื่นคน…ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เเละที่จ้าวคังและคนอื่นๆมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพื่อรายงานสถานการณ์ต่างๆ

“ทางเมืองเหิงคังที่โดนยึดได้ส่งกำลังพลเกือบสองหมื่นคน มาดักโจมตีพวกเราจากทางลัดด้านหน้า”

“ดูท่าทางแล้ว คงไม่คิดจะปล่อยให้ใครรอดไปได้เลย!” หวังจื๋อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ขอแผนที่หน่อย!”

เฉินซานซือมองดูแผนที่ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

“ตรงนี้มีหุบเขา สามารถใช้ในการตั้งรับครั้งสุดท้าย…คงยื้อเวลาได้อีกประมาณสองวัน”

“เเต่หลังจากนั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต พวกเจ้ามีใครอยากจะไปกับชาวบ้าน​ก่อนไหม?”

“ท่านเฉิน…มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะพูดอะไรอีก”

“ยังไง…พวกข้าก็ยินดีที่จะอยู่กับท่านจนถึงที่สุด”

“ใช่ ภรรยากับลูกๆของพวกข้าก็อยู่ข้างหน้า…ถ้าไม่มีคนถ่วงเวลา​ให้ พวกเขา​จะรอดได้อย่าง​ไร”

“เป็นทหาร ฝึกวรยุทธ์มาขนาดนี้…ก็เพื่อครอบครัวไม่ใช่หรือ?”

“พูดได้ดี!”

จากนั้น​ เฉินซานซือก็เริ่มสั่งการ

“หวังจื๋อ เจ้าคุมคนสี่ร้อยนาย ไปล่อทหารเมืองเหิงให้พวกมันมาที่หุบเขานี้”

“เฟิงหยง จ้าวคัง พวกเจ้ารีบไปที่หุบเขานั้นให้เร็วที่สุด พอศัตรูตามมา ให้ระดมยิงธนู แล้วปล่อยก้อนหิน ท่อนซุงลงมา สุดท้ายก็จุดไฟเผาภูเขา…เสร็จแล้วก็รีบถอย”

แผนการของเขานั้น เป็นแค่กลอุบายเล็กๆน้อยๆที่อาศัยภูมิประเทศ

อีกแปดสิบลี้ข้างหน้า จะไม่มีที่กำบังหรือภูเขาให้เผาอีกต่อไป จะเข้าสู่ที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลนับพันลี้

ถึงตอนนั้น ทหารม้าป่าเถื่อน​ก็จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งพวกมันได้อีก

เขาได้แต่ทำเต็มที่เเค่​นี้…ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเเล้ว

“รับคำสั่ง!”

“รับคำสั่ง!”

ทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมกำลังพล

ส่วนเฉินซานซือก็กลับไปยิงธนูใส่ทหารม้าที่ตามมาด้านหลัง ทำให้พวกมันไม่กล้าตามมาสักพัก จากนั้นก็รีบไปที่หุบเขาเพื่อสนับสนุน

...

“มีคนซุ่มโจมตี ถอยเร็ว!”

“…”

พอพวกป่าเถื่อน​ตามมาถึงหุบเขา มันก็มีเสียงตะโกนดังลั่นมาจากด้านบน เเล้วลูกธนูตกลงมาราวกับสายฝน

ตามมาด้วยก้อนหินและท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ร่วงลงมาจากความสูงสิบกว่าจั้ง…ราวกับแผ่นดินถล่มจากฟ้า หลบไปไหนไม่ได้เลย

ทหารม้าป่าเถื่อน​ระดับต่ำถูกทับจนแหลกเหลว ส่วนพวกที่รับแรงกระแทกไหว ม้าที่ขี่มาก็ต้องเจ็บตัว จนเสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว

“พวกไร้ค่า!”

พอเห็นภาพตรงหน้า…อาหมู่กู่ ผู้นำทีมของลัทธิ​เทพ​วิญญาณที่มาถึงก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง

ทหารม้าชั้นยอดมากมายขนาดนี้ กลับไล่ล่ากองทัพของต้าเซิ่งที่พาชาวบ้านอพยพไม่ทัน…เเถมยังต้องมีการสูญเสียอย่างหนัก

เเละที่น่าโมโหที่สุดคือ ข่าวจากทหารม้าสามพันนายที่อยู่ด้านหลัง

พวกมันสามพันคน กลับถูกแม่ทัพหนุ่มระดับหลอมอวัยวะภายในคนเดียว ข่มขวัญจนไม่กล้าไล่ตาม!

น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุด!

“พวกแกมันพวกอ่อนหัด!”

“ภูมิประเทศแบบนี้ แม้แต่คนโง่ก็ดูออกว่ามีคนรอซุ่มโจมตี ทำไมยังจะตามไปอีก!”

“รีบถอยไป ไปตามทางใหญ่!”

อาหมู่กู่สั่งการ แต่ตัวเองกลับนำลูกศิษย์ของลัทธิ​เทพ​วิญญาณยี่สิบกว่าคนขี่ม้าชั้นยอด ฝ่าเข้าไปในหุบเขาโดยไม่กลัวลูกธนูและก้อนหินที่ร่วงลงมาแม้แต่น้อย

“ตูม!”

เขาใช้มือข้างเดียวรับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ร่วงลงมา…ก้อนหินนั้นระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย ก่อนจะถึงตัวเขาแค่คืบเดียว

“ระดับเปิดเส้นชีพจร...”

ที่ปลายหุบเขา หวังจื๋อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน…เขาจึงรีบตะโกนลั่นทันที​

“ถอย…ถอยเร็วเข้า!”

แต่มันสายไปเสียแล้ว

มีผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้นชีพจรนำทาง ลูกศิษย์ของลัทธิ​เทพ​วิญญาณยี่สิบกว่าคนก็ตามมาติดๆ

อาหมู่กู่ถือกระบองวัชระ ใครที่เจอกับเขาก็ต้องตายในการโจมตี​เดียว…เเถมยังถูกกระบองแทงทะลุหัวใจ แล้วเก็บเลือดเอาไว้ในกลไกภายในกระบอง

แค่ไม่กี่อึดใจ ก็มีคนตกม้าไปเจ็ดถึงแปดคน

“ระดับเปิดเส้นชีพจร...”

เฟิงหยง จ้าวคัง และคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนท้องถิ่น ไม่เคยออกจากเมืองผอหยาง…ระดับวรยุทธ์ที่สูงที่สุดที่พวกเขา​เคยเห็นก็แค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน พอเจอกับระดับเปิดเส้นชีพจรที่อยู่ในตำนาน ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก

“หนีไป หนีไปให้หมด!”

หวังจื๋อคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรู​

อาหมู่กู่มองด้วยแววตาดูถูก

เขายกกระบองขึ้นฟาด แต่ทันใดนั้น​เขาก็แปลกใจเล็กน้อยที่ฝีมือดาบของอีกฝ่ายเหนือกว่าระดับวรยุทธ์ที่ควรจะเป็น สามารถรับการโจมตีเเรกของเขาได้

แต่…ก็แค่นั้น

เมื่อพลังมหาศาลพุ่งเข้าใส่ ดาบในมือของหวังจื๋อก็กระเด็นออกไป

อาหมู่กู่ไม่ปล่อยให้หวังจื๋อมีโอกาสได้หายใจ เขาใช้มือซ้ายฟาดไปที่หน้าอก หวังจื๋อยกแขนขึ้นป้องกัน แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้

บูมมม!!!

หวัง​จื๋อกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างลอยละลิ่วไปหลายจั้ง แล้วกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนสลบไปทันที

ขณะที่​ อาหมู่กู่กำลังจะปลิดชีวิตหวังจื๋อ เขาก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวจากด้านข้าง

“ฟุ่บบบบ—”

เขายื่นมือออกไปรับลูกธนูที่พุ่งเข้ามา แล้วบดขยี้มันอย่างง่ายดาย

เมื่อมองไปยังต้นทาง ก็เห็นแม่ทัพหนุ่มขี่ม้าขาวที่ถือธนูขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล

“แกนี่เอง”

แม่ทัพหนุ่มต้าเซิ่งที่ทหารม้าพูดถึง

คนที่สกัดกองทัพสามพันนายเอาไว้คนเดียว ต้องเป็นคนนี้แน่ๆ

“มาได้ถูกเวลาดี ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา”

……………………

จบบทที่ บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร

คัดลอกลิงก์แล้ว