- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร
บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร
บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร
บทที่ 107 : ระดับหลอมอวัยวะภายในสู้กับระดับเปิดเส้นชีพจร
“วิชาหอกสามผสมผสาน…มันมีผลในการข่มขวัญศัตรูด้วยรึเนี่ย!”
เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าก่อนแม่ทัพศัตรูคนนั้นจะตาย อีกฝ่ายมีอาการหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด จนทำอะไรไม่ถูก
นึกไม่ถึงเลยว่า วิชาหอกที่ผู้บัญชาการซุนคิดค้นขึ้น จะมีผลเเอบแฝงเช่นนี้
เหนือกว่าระดับเทพยุทธ​เเบบผู้บัญชาการ​ซุน…จะเป็นระดับไหนกันนะ
ทันใดนั้น​ ในหัวของเขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบันทึกของจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่ง ที่เคยสังหารศัตรูได้ถึงสองพันสามร้อยคน
จักรพรรดิ​คนนั้นอยู่​ระดับไหนกัน?
แล้วศัตรู​สองพันสามร้อยคน เป็นกองทัพระดับไหน?
เป็นแค่กองโจร หรือเป็นกองทัพที่ถูกฝึกมาอย่าง​ดี?
เเล้วถ้าเป็นผู้บัญชาการซุน จะฆ่าได้สักกี่คน?
เเต่เอาเถอะ…ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เขาจะมาคิดเรื่องพวกนี้
เฉินซานซือควบม้าไปข้างหน้าอีกหลายลี้ แล้วหยุดรอ
พอเห็นอีกฝ่ายตามมาก็เริ่มระดมยิงธนูใส่อย่างบ้าคลั่ง ในชั่วพริบตาก็ยิงไปหลายดอก ภายในเวลาไม่นานก็สังหารทหารม้าไปได้สิบกว่านาย
ทหารม้าชนเผ่า​ป่าเถื่อน​ทั้งหลายต่างรู้สึกหดหู่ใจอย่างที่สุด
ตามก็ตามไม่ทัน หลบก็หลบไม่ได้!
สุดท้าย พวกมันก็ไม่กล้าเข้าใกล้ แม้แต่ครึ่งก้าว จึงตัดสินใจตั้งขบวนเป็นรูปลูกศร แล้วส่งคนอ้อมไปด้านข้าง เตรียมที่จะปิดล้อมเขา
เเต่เฉินซานซือมีทักษะ [สัมผัส​ทั้งห้า] อยู่แล้ว พอเข้าสู่ระดับหลอมอวัยวะภายใน ประสาทสัมผัสทั้งห้าก็ยิ่งเฉียบคมขึ้นไปอีก
เขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้าตั้งแต่ระยะสองร้อยก้าว จึงรีบควบม้าขาวหนีไป อีกทางพร้อม​ทิ้งลูกธนูไว้ให้ดอกสองดอก
ทหารม้าสามพันนาย ไม่น่าจะมีแค่คนเดียวที่อยู่ในระดับหลอมอวัยวะภายใน…และต่อให้เฉินซาน​ซืออึดแค่ไหน ก็คงไม่สามารถรับมือกับคนจำนวนมากขนาดนี้ได้โดยที่พลังปราณเเละ​เลือด​ไม่หมด
ดังนั้น​ กลยุทธ์​โจมตี​เเละล่าถอยจึงเกิดขึ้น​
ณ ขณะนี้…คนคนเดียวกับม้าตัวเดียวได้ขัดขวางทหารม้ากว่าสามพันนาย
เเถมยังเป็นแบบนี้ไปจนถึงเช้า
สถานการณ์​นี้จึงทำให้ความเร็วในการเคลื่อนทัพของพวกมันช้ากว่าชาวบ้านหลายหมื่นคนเสียอีก
เเต่สุดท้าย​ เฉินซานซือก็ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามเกินไป
หลังจากขัดขวางพวกมันได้สักพัก เขาก็ควบม้ากลับไปสมทบกับขบวน พร้อมกับคอยสังเกตสถานการณ์ข้างหน้า โดยเฉพาะทางตะวันตกเฉียงใต้ ที่เป็นที่ตั้งของเมืองเหิงคัง
คราวนี้ มีผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ด้วย
เซวี่ยหยูผิงเคยบอกไว้ เขาไม่ลืมหรอก
เเละจากการสอบถามทหารม้าป่าเถื่อน​ที่จับมาได้ก่อนหน้านี้…เขาวิเคราะห์ได้ว่าพวกมันน่าจะไปที่เมืองเหิงคัง และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนเส้นทางกลับมาไล่ล่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ
นี่แหละ….คือปัญหาใหญ่
กลยุทธ์กองโจรของเขานั้น จะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีผู้เชี่ยวชาญระดับสูงไม่มากนัก และไม่มีใครที่เหนือกว่าเขาอย่างขาดลอย
เเต่ถ้ามีระดับเปิดเส้น​ชีพจร​ขึ้นไป สถานการณ์ของเขาก็จะอันตรายถึงชีวิต
เพื่อความไม่ประมาท เขาจึงเตรียมคบเพลิงสำหรับจุดไฟเซียนไว้ที่อานม้า
แต่ก็หวังว่าจะไม่ต้องใช้มัน
...
“ม้าบ้าอะไร…ถึงเร็วปานนั้น!”
“มันไม่ใช่ม้าธรรมดาแน่ๆ หรือว่าจะเป็นอสูรร่างม้ากันนะ!”
แน่นอนว่าในหมู่ทหารม้าสามพันนาย ย่อมต้องมีแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในมากกว่าหนึ่งคน
กองหน้า กองกลาง กองหลัง…แต่ละกองก็มีแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในประจำการอยู่หนึ่งคน
“เอาไงดี? พวกเราตั้งสามพันคน…เเต่กลับถูกมันแค่คนเดียวขวางเอาไว้แบบนี้เนี่ยนะ?!”
“ใจเย็นๆก่อน” แม่ทัพอีกคนกล่าว
“ข่าวสารถูกส่งไปยังเมืองเหิงคังอย่างเร่งด่วนแล้ว ท่านอาหมู่กู่แห่งลัทธิ​เทพ​วิญญาณ คงจะส่งกองกำลังออกมาสกัดกั้นแล้ว”
“อีก​อย่าง​กองทัพต้าเซิ่งเคลื่อนที่ช้ามาก…หลังจากข้ามภูเขาไปก็จะถูกสกัดเอาไว้ ถึงตอนนั้นก็จะโดนโจมตีทั้งหน้าและหลัง ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือชาวบ้าน ก็ไม่มีใครรอดไปได้!”
“เพราะฉะนั้น พวกเราแค่ค่อยๆตามไปข้างหลังก็พอ อย่าทำอะไรโง่ๆเหมือนอู๋มู่เอ๋อร์ก็แล้วกัน”
...
“ท่านเฉินช่วงนี้ทำอะไรอยู่นะ?”
“ใช่…เขาหายตัวไปบ่อยมากเลย”
จ้าวคัง เฟิงยง และคนอื่นๆกำลังพูดคุยกัน
“ที่แปลกกว่านั้นก็คือ ตามความเร็วแล้ว ทหารม้าป่าเถื่อน​น่าจะตามเรามาทันแล้ว ทำไมถึงยังไม่เห็นวี่แววเลย?”
“หรือว่า...เขาคนเดียวไปสกัดทหารม้าสามพันนายเอาไว้?!”
คิดได้ดังนั้น พวกเขาก็มองหน้ากัน เเล้วต่างก็สูดหายใจเข้าลึก
เรื่องนี้ฟังดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
แต่นอกจากมัน…ก็ไม่มีอะไรมาอธิบายได้ว่าทำไมกองทัพไล่ล่าถึงยังมาไม่ถึง
เฉิน​ซาน​ซือ…เขาช่างน่ากลัวจริงๆ!
เเละโดยไม่รู้ตัว นายร้อยที่อายุน้อยที่สุดในกองพัน ก็ได้กลายเป็นผู้นำของพวกเขาไปแล้ว​
แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่ได้รับการเลื่อนขั้นอย่างเป็นทางการ แต่ทุกคนก็ยินดีที่จะเชื่อฟังเขา
ในอีกแง่หนึ่ง การที่พวกเขารอดชีวิตมาได้ถึงตอนนี้ ก็เพราะเฉินซานซือทั้งนั้น…ถ้าไม่มีเขา ทุกคน​คงตายไปนานแล้ว
“ดีนะ…ที่ข้าไม่เคยไปหาเรื่องท่านเฉิน” จ้าวคังรู้สึกขนลุก
“ส่วนพวกแก…ตายแน่!”
เฟิงยงชี้ไปที่หลิวจินไคว่และคนอื่นๆ แล้วนึกย้อนไปว่า
“ถ้าจำไม่ผิด ตอนรับทหารใหม่ พวกแกไปรับสินบนจากสำนักเทียนหยวน…จนไม่ยอมสอนวิธีการหายใจให้เขาใช่มั้ย?”
“ใช่ พวกแกนั่นแหละ!”
“รอรับผลกรรมได้เลย” จ้าวคังพูดอย่างสะใจ
“เรื่องนั้นมันก็ไม่ใช่ว่าแกล้งเขาคนเดียวซะหน่อย มันเป็นกฎที่ท่านพันเอกหลี่คนก่อนทิ้งเอาไว้ เป็นสิบๆ ปีมามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ใครที่กล้าสอนโดยไม่รับเงิน จะโดนท่านพันเอกหลี่ลงโทษ!”
หลิวจินไคว่ใจเริ่มเสีย
“เออ ถ้าจะตาย…ไอ้อ้วนหวังก็ต้องตายก่อนสิ!” เซียชิวอันก่มด่า
“พวกเราก็แค่ไม่สอน แต่ไอ้อ้วนนั่นรับเงินแปดตำลึงแล้วยังไม่ยอมสอน…พอสุดท้าย​เห็นว่ามีพรสวรรค์ ก็รีบเข้าไปเลียแข้งเลียขา ชาติชั่ว สมควรตาย!”
“พวกเเกด่าอะไรกัน?!” หวังจื๋อที่อยู่หน่วยสอดแนมกลับมาพอดี
“เเล้วใครจะฆ่าข้า!”
“ท่านเฉินจะฆ่าเเกไง” ทุกคนพูดพร้อมกัน
“แล้วไง?” หวังจื๋อหน้าด้านหน้าทนเช่นเคย
“จะฆ่าไม่ฆ่า ไม่ใช่เรื่องที่พวกเเกจะมาพูด…อีกอย่าง​ ข้าฝากชีวิตไว้กับเขาก่อนพวกเเกก็แล้วกัน!”
“ฮึ่มมม…พวกรองเเม่ทัพตูเรียกเเกว่าท่านแม่ทัพถัง หรือเเกเป็นคนตายจากปีหลงชิ่งที่ห้าสิบเจ็ด ที่ฟื้นคืนชีพมาอีกรอบ?”
“ปีหลงชิ่งที่ห้าสิบเจ็ด…หมายถึง​แม่ทัพใหญ่ของค่ายเสวียนอู่สินะ”
“เเบบนี้ต้องเป็นระดับไหนกัน?”
“แม่ทัพที่คุมทหารหมื่นกว่าคน อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นระดับเปิดเส้นชีพจร ถ้าเป็นทหารระดับสูงของกองทัพหลักทั้งแปด ก็คงเป็นระดับที่เหนือกว่านั้นอีก เเต่อยู่ใต้ระดับเทพยุทธ... งั้นก็เป็นขอบเขต​ลึกลับ​สิ?”
“แล้วไง ตอนนี้เขาก็แค่ระดับหลอมกระดูกเหมือนพวกเรา”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ หวังจื๋อก็เงียบไปทันที​
อวัยวะภายในเสียหาย​ เส้นชีพจรเสียหายหมด
ความจริง​ถ้ารักษาได้ ภายในไม่กี่ปีเขาก็คงกลับมาถึงจุดสูงสุดได้
แต่น่าเสียดาย ที่คงมีแต่เทพเซียนเท่านั้นที่รักษาอาการเเบบนี้ได้!
….
“ท่านเฉินกลับมาแล้ว”
ทันใดนั้น​ ม้าขาวก็วิ่งเข้ามาหาทุกคน​
“สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
ทุกวันเขาจะส่งคนออกไปสอดแนมหลายกลุ่ม รวบรวมข้อมูลจากทุกทิศทาง เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้ทันท่วงที
การบัญชาการคนหลายหมื่นคน…ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เเละที่จ้าวคังและคนอื่นๆมารวมตัวกันที่นี่ ก็เพื่อรายงานสถานการณ์ต่างๆ
“ทางเมืองเหิงคังที่โดนยึดได้ส่งกำลังพลเกือบสองหมื่นคน มาดักโจมตีพวกเราจากทางลัดด้านหน้า”
“ดูท่าทางแล้ว คงไม่คิดจะปล่อยให้ใครรอดไปได้เลย!” หวังจื๋อกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ขอแผนที่หน่อย!”
เฉินซานซือมองดูแผนที่ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ตรงนี้มีหุบเขา สามารถใช้ในการตั้งรับครั้งสุดท้าย…คงยื้อเวลาได้อีกประมาณสองวัน”
“เเต่หลังจากนั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามฟ้าลิขิต พวกเจ้ามีใครอยากจะไปกับชาวบ้าน​ก่อนไหม?”
“ท่านเฉิน…มาถึงขั้นนี้แล้ว ยังจะพูดอะไรอีก”
“ยังไง…พวกข้าก็ยินดีที่จะอยู่กับท่านจนถึงที่สุด”
“ใช่ ภรรยากับลูกๆของพวกข้าก็อยู่ข้างหน้า…ถ้าไม่มีคนถ่วงเวลา​ให้ พวกเขา​จะรอดได้อย่าง​ไร”
“เป็นทหาร ฝึกวรยุทธ์มาขนาดนี้…ก็เพื่อครอบครัวไม่ใช่หรือ?”
“พูดได้ดี!”
จากนั้น​ เฉินซานซือก็เริ่มสั่งการ
“หวังจื๋อ เจ้าคุมคนสี่ร้อยนาย ไปล่อทหารเมืองเหิงให้พวกมันมาที่หุบเขานี้”
“เฟิงหยง จ้าวคัง พวกเจ้ารีบไปที่หุบเขานั้นให้เร็วที่สุด พอศัตรูตามมา ให้ระดมยิงธนู แล้วปล่อยก้อนหิน ท่อนซุงลงมา สุดท้ายก็จุดไฟเผาภูเขา…เสร็จแล้วก็รีบถอย”
แผนการของเขานั้น เป็นแค่กลอุบายเล็กๆน้อยๆที่อาศัยภูมิประเทศ
อีกแปดสิบลี้ข้างหน้า จะไม่มีที่กำบังหรือภูเขาให้เผาอีกต่อไป จะเข้าสู่ที่ราบกว้างใหญ่ไพศาลนับพันลี้
ถึงตอนนั้น ทหารม้าป่าเถื่อน​ก็จะไม่มีอะไรมาหยุดยั้งพวกมันได้อีก
เขาได้แต่ทำเต็มที่เเค่​นี้…ส่วนผลจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับโชคชะตาเเล้ว
“รับคำสั่ง!”
“รับคำสั่ง!”
ทุกคนแยกย้ายกันไปเตรียมกำลังพล
ส่วนเฉินซานซือก็กลับไปยิงธนูใส่ทหารม้าที่ตามมาด้านหลัง ทำให้พวกมันไม่กล้าตามมาสักพัก จากนั้นก็รีบไปที่หุบเขาเพื่อสนับสนุน
...
“มีคนซุ่มโจมตี ถอยเร็ว!”
“…”
พอพวกป่าเถื่อน​ตามมาถึงหุบเขา มันก็มีเสียงตะโกนดังลั่นมาจากด้านบน เเล้วลูกธนูตกลงมาราวกับสายฝน
ตามมาด้วยก้อนหินและท่อนซุงขนาดใหญ่ที่ร่วงลงมาจากความสูงสิบกว่าจั้ง…ราวกับแผ่นดินถล่มจากฟ้า หลบไปไหนไม่ได้เลย
ทหารม้าป่าเถื่อน​ระดับต่ำถูกทับจนแหลกเหลว ส่วนพวกที่รับแรงกระแทกไหว ม้าที่ขี่มาก็ต้องเจ็บตัว จนเสียงร้องโหยหวนดังระงมไปทั่ว
…
“พวกไร้ค่า!”
พอเห็นภาพตรงหน้า…อาหมู่กู่ ผู้นำทีมของลัทธิ​เทพ​วิญญาณที่มาถึงก็โกรธจนหน้าดำหน้าแดง
ทหารม้าชั้นยอดมากมายขนาดนี้ กลับไล่ล่ากองทัพของต้าเซิ่งที่พาชาวบ้านอพยพไม่ทัน…เเถมยังต้องมีการสูญเสียอย่างหนัก
เเละที่น่าโมโหที่สุดคือ ข่าวจากทหารม้าสามพันนายที่อยู่ด้านหลัง
พวกมันสามพันคน กลับถูกแม่ทัพหนุ่มระดับหลอมอวัยวะภายในคนเดียว ข่มขวัญจนไม่กล้าไล่ตาม!
น่าอับอายขายขี้หน้าที่สุด!
“พวกแกมันพวกอ่อนหัด!”
“ภูมิประเทศแบบนี้ แม้แต่คนโง่ก็ดูออกว่ามีคนรอซุ่มโจมตี ทำไมยังจะตามไปอีก!”
“รีบถอยไป ไปตามทางใหญ่!”
อาหมู่กู่สั่งการ แต่ตัวเองกลับนำลูกศิษย์ของลัทธิ​เทพ​วิญญาณยี่สิบกว่าคนขี่ม้าชั้นยอด ฝ่าเข้าไปในหุบเขาโดยไม่กลัวลูกธนูและก้อนหินที่ร่วงลงมาแม้แต่น้อย
“ตูม!”
เขาใช้มือข้างเดียวรับก้อนหินขนาดใหญ่ที่ร่วงลงมา…ก้อนหินนั้นระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อย ก่อนจะถึงตัวเขาแค่คืบเดียว
“ระดับเปิดเส้นชีพจร...”
ที่ปลายหุบเขา หวังจื๋อเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน…เขาจึงรีบตะโกนลั่นทันที​
“ถอย…ถอยเร็วเข้า!”
แต่มันสายไปเสียแล้ว
มีผู้เชี่ยวชาญระดับเปิดเส้นชีพจรนำทาง ลูกศิษย์ของลัทธิ​เทพ​วิญญาณยี่สิบกว่าคนก็ตามมาติดๆ
อาหมู่กู่ถือกระบองวัชระ ใครที่เจอกับเขาก็ต้องตายในการโจมตี​เดียว…เเถมยังถูกกระบองแทงทะลุหัวใจ แล้วเก็บเลือดเอาไว้ในกลไกภายในกระบอง
แค่ไม่กี่อึดใจ ก็มีคนตกม้าไปเจ็ดถึงแปดคน
“ระดับเปิดเส้นชีพจร...”
เฟิงหยง จ้าวคัง และคนอื่นๆ ล้วนเป็นคนท้องถิ่น ไม่เคยออกจากเมืองผอหยาง…ระดับวรยุทธ์ที่สูงที่สุดที่พวกเขา​เคยเห็นก็แค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน พอเจอกับระดับเปิดเส้นชีพจรที่อยู่ในตำนาน ก็ถึงกับทำอะไรไม่ถูก
“หนีไป หนีไปให้หมด!”
หวังจื๋อคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่ศัตรู​
อาหมู่กู่มองด้วยแววตาดูถูก
เขายกกระบองขึ้นฟาด แต่ทันใดนั้น​เขาก็แปลกใจเล็กน้อยที่ฝีมือดาบของอีกฝ่ายเหนือกว่าระดับวรยุทธ์ที่ควรจะเป็น สามารถรับการโจมตีเเรกของเขาได้
แต่…ก็แค่นั้น
เมื่อพลังมหาศาลพุ่งเข้าใส่ ดาบในมือของหวังจื๋อก็กระเด็นออกไป
อาหมู่กู่ไม่ปล่อยให้หวังจื๋อมีโอกาสได้หายใจ เขาใช้มือซ้ายฟาดไปที่หน้าอก หวังจื๋อยกแขนขึ้นป้องกัน แต่ก็ไม่อาจต้านทานได้
บูมมม!!!
หวัง​จื๋อกระอักเลือดออกมาคำโต ร่างลอยละลิ่วไปหลายจั้ง แล้วกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนสลบไปทันที
ขณะที่​ อาหมู่กู่กำลังจะปลิดชีวิตหวังจื๋อ เขาก็สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวจากด้านข้าง
“ฟุ่บบบบ—”
เขายื่นมือออกไปรับลูกธนูที่พุ่งเข้ามา แล้วบดขยี้มันอย่างง่ายดาย
เมื่อมองไปยังต้นทาง ก็เห็นแม่ทัพหนุ่มขี่ม้าขาวที่ถือธนูขนาดใหญ่อยู่ไม่ไกล
“แกนี่เอง”
แม่ทัพหนุ่มต้าเซิ่งที่ทหารม้าพูดถึง
คนที่สกัดกองทัพสามพันนายเอาไว้คนเดียว ต้องเป็นคนนี้แน่ๆ
“มาได้ถูกเวลาดี ข้าจะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา”
……………………