- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 105 : สถานการณ์เลวร้าย!
บทที่ 105 : สถานการณ์เลวร้าย!
บทที่ 105 : สถานการณ์​เลวร้าย!
บทที่ 105 : สถานการณ์​เลวร้าย!
สองวันต่อมา
ณ ด้านนอกกำแพงเมือง
ทหารชนเผ่าป่าเถื่อนที่แตกพ่ายไป ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งราวๆพันกว่าคน แต่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้กำแพงเมืองแม้แต่ก้าวเดียว
พวกมันถอยกลับไปตั้งค่ายที่ทุ่งหญ้าห่างออกไปหลายสิบลี้ แถมหน่วยสอดเเนมสองคนที่ส่งออกไปก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ยิ่งทำให้ไม่มีใครกล้าออกไปอีก
“ครืนนนนน—!”
ทันใดนั้น​ เสียงฝีเท้าม้าที่ดังสนั่นหวั่นไหวก็ลอยมาเเต่ไกล
ในวันเดียวกันนั้นเอง กองทัพใหญ่ที่ถูกดึงตัวมาจากสนามรบหลักที่เมืองเหลียงโจวก็เดินทางมาถึงเเล้ว
เเถมจำนวนมากกว่าที่ข่าวกรองรายงานไว้ เพราะมีมากถึงสี่หมื่นนาย!
…
“ไอ้พวกสารเลว!”
แม่ทัพระดับเปิดเส้นชีพจร​นามว่า อู๋เหลียงฮา ฟาดแส้ลงบนร่างทหารคนหนึ่ง
“พวกเจ้าควรจะล้อมเมืองอยู่ไม่ใช่รึไง! เเล้วทำไมถึงมาอยู่ที่นี่!?”
แส้เดียว…ร่างของทหารคนนั้นขาดเป็นสองท่อน!
ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่าแส้ไม่ได้โดนร่างของทหารเลย แต่มันกลับมีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นแผ่ออกมาจากแส้ แล้วฉีกกระชากร่างของทหารออกเป็นสองส่วน
“ท่านแม่ทัพไว้ชีวิตด้วย!”
ทหารชนเผ่าป่าเถื่อนคุกเข่าลงกับพื้น แล้วรีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อสองวันก่อนให้ฟังทันที​
“เหลวไหล!”
“ผู้บัญชาการซุนยังอยู่ที่สนามรบหลักเมืองเหลียงโจว ถ้าจะมาเมืองหยุนโจว ก็น่าจะอีกอย่างน้อยครึ่งเดือน!”
“เเบบนั้นเขาจะมาเมืองผอหยางได้ยังไง แล้วจะฆ่าแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในของเราได้ยังไง!?”
หลังจาก​พูด​จบ​ อู๋เหลียงฮาก็สั่งการ​อย่างเดือดดาล
“เคลื่อน​กองทัพบุกเมืองผอหยาง! ข้าจะไปดูซิว่าใครมันทำให้พวกเจ้าขี้ขลาด​ตาขาว​ได้ขนาดนี้!”
เมื่อกองทัพสี่หมื่นนายมาถึงหน้าประตูเมือง
สิ่งที่ปรากฏต่อหน้า…กลับเป็นเมืองร้าง
ไม่ใช่แค่ไม่มีทหาร แต่ไม่มีแม้แต่ชาวบ้านสักคน!
“โง่!...ไอ้พวกโง่เอ๊ย!”
อู๋เหลียงฮาตะโกน​ด้วยความโกรธ
“คนทั้งเมืองหลายหมื่นคน พวกเจ้าปล่อยให้หนีไปได้ยังไง!”
“ไม่ต้องบุก แค่ล้อมเมืองไว้ยังทำไม่ได้รึไง!”
“ไอ้พวกเวร…ไป…ไปเข้าเมือง ไปค้นให้ทั่ว!”
กองทัพชนเผ่าป่าเถื่อนหลั่งไหลเข้าเมือง
ส่วนอู๋เหลียงฮา เดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งเพียงลำพัง แล้วรออย่างเงียบๆ
ไม่นานนัก เหล่าสาวกของลัทธิ​เทพ​วิญญาณที่สวมชุดคลุมสีดำก็ทยอยเดินทางมาถึง
ผู้นำกลุ่ม เป็นถึงระดับเปิดเส้นชีพจร​โดยที่ในมือของเขาถือกระบองยาว
“แม่ทัพอู๋เหลียงฮา ทำไมเจ้าถึงส่งเมืองร้างมาให้ข้า!?”
“อู๋มู่เอ๋อร์มันไอ้พวกไร้ประโยชน์! ข้าส่งแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในไปช่วยมันมากมาย แต่กลับถูกตีเเตกจนเหลือแค่สองพันคน!”
อู๋เหลียงฮาพยายามระงับโทสะ เเล้วเอ่ยต่อ
“เราควรทำยังไงต่อดี? จะล้มเลิกเมืองผอหยางเลยไหม?”
“ไม่ได้!”
อามู่กู่ หัวหน้าสาขาลัทธิ​เทพ​วิญญาณกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แผนการที่วางไว้ เราต้องการคนจากหยุนโจวหกแสนคน แค่เมืองเดียวก็มีคนอย่างน้อยสามหมื่นคน ถ้าปล่อยพวกมันไป แล้วจำนวนคนไม่ครบจะทำยังไง!?”
“งั้นก็ไล่ตาม” อู๋เหลียงฮากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แม่ทัพในเมืองมันบ้าไปแล้ว ที่พาชาวบ้านไปด้วย…ยังไงความเร็วของพวกมันต้องช้ามากแน่ ข้าจะนำทัพไปตามทางหลวง ทหารม้าไม่กี่วันก็ตามทันแล้ว”
“งั้นส่งทหารม้าสามพันนายไปไล่ตามก็พอแล้ว ให้แม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในนำทัพไป ส่วนข้าจะนำกำลังพลอีกส่วนหนึ่งไปเมืองเหิงคังก่อน…ที่นั่นมีคนมากกว่า จัดการที่นั่นเสร็จ ข้าจะไปตามพวกมันเอง” อามู่กูจัดการอย่างเป็นระบบ
“ส่วนคนที่เหลือ เจ้าพาทั้งหมดไปตีเมืองอันติ้ง”
เหนือระดับหลอมอวัยวะภายใน คือระดับแปรเปลี่ยนพลัง
เหนือระดับแปรเปลี่ยนพลัง คือระดับเปิดเส้นชีพจร​!
“เมืองอันติ้ง?” อู๋เหลียงฮาสับสนเล็กน้อย
“เจ้าแน่ใจนะ? ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วเหรอ ว่าจะล้อมเมืองอันติ้งไว้เฉยๆ แล้วค่อยถอนทัพหลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น?”
“นี่เป็นคำสั่งของเจ้าสำนัก” อาหมู่กู่กล่าว
“เมืองเหิงคังกำลังจะแตกแล้ว…ดังนั้น ถ้าเราตีเมืองอันติ้งได้อีก ถึงแม้จะยึดหยุนโจวไม่ได้ เราก็ยังเรียกร้องผลประโยชน์ได้มากขึ้น”
“ตกลง!” อู๋เหลียงฮาตอบรับ
“แม่ทัพในเมืองนั้น เต็มที่ก็แค่ระดับหลอมอวัยวะภายใน หรืออาจจะยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ข้าฝากเจ้าจัดการด้วยล่ะ”
จากนั้นกองทัพใหญ่ก็กระจายกันออกไป
สำหรับพวกเฉินซานซือ ทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนสามพันนายก็ได้ออกเดินทางตามรอยที่กองทัพของเฉินซานซือทิ้งเอาไว้ทันที
...
อีกด้าน
“ฮู่ว—”
ในที่สุดพลังจากเหล้าเสือเขี้ยวดาบก็ถูกดูดซับจนหมด
เฉินซานซือปักหอกลงกับพื้น แล้วค่อยๆผ่อนลมหายใจออกมา
[วรยุทธ: วิชาหอกสามผสาน (ยังไม่เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 45/100]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร, เส้นเอ็นเก้ามังกร, กายาวัชรทองคำ]
หลังจากเริ่มฝึกเคลื่อนย้ายโลหิต ประสิทธิภาพในการใช้พลังจากหลิงเหอก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก…บวกกับเหล้าเสือเขี้ยวดาบ ทำให้การฝึกฝนของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
นับตั้งแต่ออกจากเมืองผอหยาง ก็ผ่านมาสองวันครึ่งแล้ว
อีกไม่เกินสองวัน เขาก็น่าจะเริ่มต้นระดับหลอมอวัยวะภายในได้
ถึงตอนนั้น ถ้าเจอแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายใน ตราบใดที่ไม่ใช่ขั้นสมบูรณ์…เขาก็ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเหมือนครั้งก่อนอีกต่อไป
แต่ว่า…ทหารม้าที่ไล่ตามพวกเขาก็น่าจะใกล้เข้ามาแล้ว
“ท่านเฉิน!”
หวังลี่ขี่ม้าเข้ามารายงาน
“ทหารจากนายร้อยหวังมาช่วยเหลือพวกเราแล้วครับ มีทั้งหมดสองพันนาย!”
เฉินซานซือเก็บหอกขึ้นม้า แล้วขี่ไปยังทางแยกข้างหน้า
ก่อนหน้านี้เขาเรียกม้าว่าเจ้าขาว แต่รู้สึกว่ามันยังขาดอะไรบางอย่าง เเละในเมื่อมันสามารถตามหาเขาได้ไกลเป็นพันลี้ ก็เลยเปลี่ยนชื่อให้เป็นเจ้าพันลี้…ถือว่าเป็นชื่อที่สมบูรณ์แบบ
…..
เมื่อมาถึงจุดนัดพบ
เขาก็เห็นกองทัพที่มีระเบียบวินัยค่อนข้างดี
ผู้นำขี่ม้าสีแดง เป็นถึงรองแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายใน เเละในมือถือหอกยาว
“ท่านคือเฉินซานซือสินะ ท่านนำทหารพันกว่านายเอาชนะชนเผ่าป่าเถื่อนหกพันนายได้ ช่างเป็นวีรบุรุษที่หาได้ยากยิ่ง ข้าขอคารวะ”
หวังจื๋อกล่าวแนะนำ “ผู้นี้คือรองแม่ทัพตูหรง ท่านเเม่ทัพเมืองเหิงคังส่งเขามารับพวกเรา”
“ท่านเฉิน…เมืองเหิงคังกำลังแย่ เชิญท่านรีบกลับไปช่วยเหลือโดยด่วน” ตูหรงที่นั่งอยู่บนหลังม้ากล่าวอย่างเร่งรีบ
“ท่านรองแม่ทัพตู เราจะกลับไปเหิงคังตรงๆไม่ได้…ซูเหวินไฉ เอาแผนที่มา”
จากนั้น​ เฉินซานซือก็ใช้หอกชี้ไปที่แผนที่
“ท่านรองแม่ทัพตู รบกวนท่านนำทหารไปตามเส้นทางนี้ แล้วส่งคนจำนวนหนึ่งกลับไปเมืองเหิงคัง เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย พวกเราค่อยตามท่านไป”
“ทำไมต้องเสียเวลาวนไปวนมาด้วย?...แบบนี้คงต้องเสียเวลาอย่างน้อยวันครึ่ง” ตูหรงขมวดคิ้ว
“ท่านเฉิน หรือว่าท่านคิดว่าเมืองเหิงคังแตกแล้ว?”
เฉินซานซือพยักหน้ารับ
“เป็นไปไม่ได้!”
“เมืองเหิงคังตั้งอยู่บนภูเขา ป้องกันได้ง่าย โจมตีได้ยาก”
“ถึงจะโดนกองทัพใหญ่โจมตี ก็น่าจะป้องกันได้อย่างน้อยห้าเดือน จะเป็นไปได้ยังไงที่เมืองจะแตกภายในไม่กี่วัน” ตูหรงกล่าวอย่างมั่นใจ
“รบกวนท่านรองแม่ทัพตูทำตามที่ข้าเสนอด้วย” เฉินซานซือประสานมือคำนับ
“ข้างหลังข้ามีชาวบ้านหลายหมื่นคน…ข้าไม่กล้าเอาชีวิตพวกเขาไปเสี่ยง ทำแบบที่ข้าบอกจะปลอดภัยที่สุด”
ป้องกันได้ง่าย โจมตีได้ยาก?
เมืองผอหยางก็ป้องกันได้ง่าย แต่ใครจะไปคิดว่าจะมีปัญหาภายใน?
ดั่งโบราณ​บอกไว้ ป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด มักจะถูกทำลายจากภายใน…เเล้วเขาก็ยังคงกังวลกับคำพูดของเซวี่ยหยูผิงด้วย
ตูหรงขมวดคิ้วครุ่นคิด สุดท้ายก็เอ่ยออกมา
“ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็ ข้ายิ่งไม่มีเวลามาเสียเวลาอยู่กับพวกเจ้า ข้าต้องรีบกลับไปเดี๋ยวนี้!”
“ท่านรองแม่ทัพตู โปรดระมัดระวังด้วย”
เฉินซานซือเอ่ยเตือนเป็นครั้งสุดท้าย
“โปรดนำทหารไปตามเส้นทางเล็กก่อน อย่างมากแค่สองวันก็ได้ข่าวแล้ว…ถึงตอนนั้น ท่านค่อยตัดสินใจก็ยังไม่สาย”
“ไม่ได้!” ตูหรงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด​
“หวังจื๋อ หลานชายของเจ้า ข้าจะทิ้งไว้ให้….เจ้าพาพวกเขา​ไปตามเส้นทางของท่านเฉิน ส่วนที่เหลือ ต้องรีบกลับไปกับข้าเดี๋ยวนี้!”
พูดจบ เขาก็นำทหารกลับไปทางเดิมทันที
กองทัพที่ยิ่งใหญ่เมื่อครู่ ผ่านไปไม่นาน ก็เหลือทหารอยู่ที่นี่แค่สองร้อยกว่านาย
“เฮ้อ” เฉินซานซือถอนหายใจเบาๆ
เขาเตือนเต็มที่​แล้ว ทำอะไรไม่ได้เเล้ว
เพราะบ้านเกิดกำลังตกอยู่ในอันตราย…เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายจะใจร้อน
เขาเองก็หวังว่าเมืองเหิงคังจะปลอดภัย แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ตู หรงคงไม่รอดกลับมาแน่
แต่ยังไงก็ดี เขาก็ได้กำลังพลเพิ่มมาอีกสองร้อยนาย
“ท่านลุงหวัง!”
“คารวะท่านอดีต​แม่ทัพหวัง!”
นายร้อยระดับหลอมกระดูกทั้งสาม คำนับหวังจื๋อ
“เอาล่ะ ลุกขึ้นเถอะ” หวังจื๋อเข้าไปพยุงพวกเขาทีละคน
“ท่านมีหลานชายเยอะขนาดนี้เลยหรือ?” เฉินซานซือถามอย่างแปลกใจ
“เรียนท่านเฉิน” เด็กหนุ่มคนหนึ่งพูดขึ้นก่อน
“พ่อของพวกเราเคยเป็นแม่ทัพในค่ายเสวียนอู่ เเละหลังจากเกิดเรื่อง ท่านแม่ทัพหวังก็พาพวกเรามาอยู่ที่เมืองเหิงคัง ทรัพยากรที่พวกเราใช้ฝึกฝน ล้วนมาจากท่านแม่ทัพหวัง…ถ้าไม่มีท่าน พวกเราคงไม่มีวันนี้”
“อย่าฟังพวกเขาพูดเหลวไหล ข้าต่างหากที่เป็นหนี้พวกเขา” หวังจื๋อกล่าวอย่างละอายใจ
“ตอนนั้นข้าบุกเมืองโดยพลการ ไม่ได้รายงานกองทัพใหญ่…แถมยังทำให้กองทัพทั้งหมดถูกทำลาย ไม่ใช่แค่ข้า แต่นายร้อยระดับหลอมกระดูกขึ้นไป ก็โดนปลดออกจากตำแหน่งทั้งหมด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
เฉินซานซือถึงบางอ้อ ตอนนี้​เขารู้​เเล้วว่าเงินของอ้วนนี่หมดไปกับอะไร
…..
เเละทันใดนั้น​เอง​
“รายงาน!”
อู๋ต๋า ผู้​นำหน่วยสอดแนมที่อยู่ด้านหลัง ขี่ม้าเข้ามารายงานอย่างรวดเร็ว
“แย่แล้วท่านเฉิน…ห่างออกไปห้าสิบลี้ พบกองทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนสามพันนาย, เเละดูเหมือนจะเป็นทหารระดับสูงด้วย!”
“อู๋ต๋า เจ้าจงนำคนอีกส่วนหนึ่งอยู่กับจวงอี้…หลังจากที่พวกเราเดินทางไปได้สิบลี้แล้ว ก็จุดไฟเผาป่าตรงนี้ซะ!” เฉินซานซือสั่งการอย่างเด็ดขาด
สองข้างทางตรงนี้ล้วนเป็นป่า…เเถมช่วงฤดูใบไม้ร่วงถึงฤดูหนาว ป่าไม้จะแห้งเเละติดไฟง่าย ถ้าเผาคงจะสามารถชะลอความเร็วของทหารม้าได้อย่างแน่นอน
จากนั้น​ไม่นาน
ตูมมม!
เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วลุกลามอย่างรวดเร็ว
ไม่นานก็ขยายกลายเป็นทะเลเพลิง ควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า พื้นที่โดยรอบหลายร้อยลี้กลายเป็นเถ้าถ่าน
เเละด้วยสิ่งนี้ ทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนก็จำเป็นต้องอ้อมไปทางอื่น
“นี่เป็นแค่แผนชั่วคราวเท่านั้น​” เฉินซานซือถอนหายใจ
การเดินทางครั้งนี้ทั้งยาวไกลและเต็มไปด้วยอุปสรรค เขาหวังว่าตัวเองจะคิดมากไปเอง และหลังจากผ่านเส้นทางเล็กนี้ไปแล้ว จะสามารถอ้อมไปยังเมืองเหิงคังได้
แต่น่าเสียดาย ที่ไม่นานข่าวร้ายก็มาถึง
“เมืองเหิงคังถูกตีแตกเเล้ว!”
“…”
…
หนึ่งวันต่อมา กองทัพเมืองเหิงคังสองพันนายที่เพิ่งเจอกัน กลับเหลือรอดมาแค่สิบกว่าคน
“สามวันก่อน รองเเม่ทัพคนหนึ่งแห่งเมืองเหิงคังทรยศ…เขาลอบโจมตีเเม่ทัพหม่าจนเสียชีวิต แล้วเปิดประตูเมืองให้ศัตรู​”
“ตอนนี้เมืองเหิงคังกำลังถูกชนเผ่าป่าเถื่อนสังหารหมู่! พวกเราที่รอดชีวิต ต่างก็หนีตายกันไปคนละทิศละทาง”
“…”
ทรยศ!?
“มันเกิดอะไรขึ้น!?” หวังจื๋อดึงคู่สนทนามาถามอย่างกังวล​
“เเม่ทัพหม่าเสียชีวิตแล้วงั้นรึ!?”
“เสียชีวิตแล้วขอรับ หัวของท่านถูกแขวนอยู่ที่ประตูเมือง…”
“ท่านหวังจื๋อ…หยุนโจวจบสิ้นแล้ว!”
“…”
ใจของเฉินซานซือหนักอึ้ง
เมืองเหิงคังแตก เมืองอันติ้งและอีกสามเมืองปิดประตูเมือง
เเบบนี้หมายความว่าส่วนที่เหลือของหยุนโจว จะถูกกองทัพเหยียบย่ำ…ชีวิตของชาวบ้านหลายแสนหรืออาจจะหลายล้านคน อาจจะถูกใช้เป็นเครื่องสังเวย!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือสถานการณ์ของพวกเขาจะยิ่งเลวร้ายลง
โหยวโจวอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ แต่ก็ต้องใช้เวลาเดินทางอย่างน้อยครึ่งเดือน ระยะเวลานี้เพียงพอสำหรับชนเผ่าป่าเถื่อนที่จะตามพวกเขาทัน
“กุกกู— กุกกู—”
เเต่ทันใดนั้นเอง
มันก็มีเสียงนกร้องมาจากป่าใกล้ๆ
จวนผู้บัญชาการ ส่งข่าวมาแล้ว?
…………………