- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 98 : ความเชี่ยวชาญด้านการบังคับบัญชา
บทที่ 98 : ความเชี่ยวชาญด้านการบังคับบัญชา
บทที่ 98 : ความเชี่ยวชาญด้านการบังคับบัญชา
บทที่ 98 : ความเชี่ยวชาญด้านการบังคับบัญชา
วันรุ่งขึ้น
ชนเผ่าซีเหอไม่ได้บุกโจมตีเมือง…แต่กลับกระจายกำลังพล ตั้งค่ายล้อมเมืองผอหยางเอาไว้ทั้งสี่ทิศ
ถ้าบุกโจมตีไม่สำเร็จ การปิดล้อมเมืองเเบบนี้ไร้ประโยชน์มาก
การล้อมเมืองที่ดี ต้องเปิดช่องโหว่ให้ศัตรูหนึ่งช่องทาง บีบให้พวกเขาละทิ้งเมืองแล้วหลบหนี นี่คือกลยุทธ์ในการล้อมเมืองขั้นพื้นฐาน
พวกป่าเถื่อนกลับบีบบังคับเช่นนี้ มีแต่จะทำให้คนในเมืองฮึดสู้จนตัวตาย
แต่ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ เซียงถิงชุน แม่ทัพของเมืองผอหยาง กลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
"ท่านเฉิน ท่านว่า...เรื่องนี้มันยังไงกัน?!" จี้กวงเสียนเอามือไพล่หลัง เดินวนไปวนมา
“อยู่ดีๆ คนเป็นๆจะหายตัวไปได้อย่างไร”
ข้างๆเขามีบ่าวรับใช้ระดับหลอมอวัยวะภายในคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา
“ข้าไม่ทราบ” เฉินซานซือตอบ
เเต่ในใจคาดเดาว่าคงเป็นเรื่องสมบัติเซียนที่แดงขึ้นมานั่นแหละ
เเละท่านเซียงคงจะไม่รอดแล้ว
แต่คนแบบเขาที่ไม่เคยเห็นชีวิตคนอื่นมีค่า ไม่จำเป็นต้องเสียดายเขาหรอก
“นายท่าน พวกเราสืบจนรู้แล้ว!” ทันใดนั้นต้วนหยูเหวียนรีบร้อนขึ้นมาบนกำแพงเมือง
“เมื่อคืนตอนเที่ยงคืน มีคนแอบเปิดประตูเมืองด้านทิศใต้เพื่อหลบหนี ท่านเซียงขี่ม้าตามไปเพียงลำพัง จนถูกพวกป่าเถื่อนซุ่มโจมตีนอกเมือง…ท่านเซียงเสียชีวิตในการรบ มีเพียงท่านหลัวที่นำทหารม้าที่เหลือรอดกลับมาได้เมื่อครู่นี้”
หลัวตงเฉวียนงั้นหรือ?
เจ้าหมอนี่ก็ร่วมมือด้วย แต่กลับรอดชีวิตกลับมาได้?
ทรยศงั้นหรือ?
หึๆ…คนผู้นี้ไม่เพียงแต่ร้ายกาจ เเต่ยังเป็นนกสองหัวอีกด้วย
เฉินซานซือกำหมัดแน่น ในใจเริ่มวางแผนว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี
เมื่อเซียงถิงชุนตาย หลัวตงเฉวียนก็คงจะได้ขึ้นเป็นแม่ทัพคนใหม่โดยอัตโนมัติ
หากไม่กำจัดมัน เขาคงนอนไม่หลับแน่!
ตอนนี้เฉินซานซือมีทั้งทักษะยิงธนูขั้นสูงสุดและกายาวัชรทองคำ หากต่อสู้กันจริงๆก็ไม่แน่ว่าใครจะชนะ
แต่ถ้าเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมาจริงๆ…เฉินซานซือมองลูกธนูเพลิงในกระบอกธนูที่เอว
เขายังมีอาวุธลับอย่างเพลิงเซียนเป็นไม้ตาย
แต่ทว่า ไม้ตายนี้ใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้ามใช้ในเมืองที่มีคนพลุกพล่านเด็ดขาด
เขาต้องหาโอกาสที่เหมาะสม
เฉินซานซือเก็บความคิดที่จะฆ่าหลัวตงเฉวียนเอาไว้ก่อน เขาลงจากกำแพงเมืองเพื่อตรวจนับจำนวนลูกน้องตามปกติ
ตอนนี้ เขามีลูกน้องสองร้อยแปดสิบคน
ก่อนหวังจื๋อไปได้ฝากฝังคนทั้งหมดไว้กับเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่มีนายร้อยเสียชีวิต เซียงถิงชุนก็จะแบ่งคนของนายร้อยที่ตายไปให้กับนายร้อยคนอื่นๆ จำนวนลูกน้องของเฉินซานซือจึงไม่ลดลง เเต่กลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ
และทหารเหล่านี้ล้วนผ่านสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชน ดวงตาแดงก่ำด้วยแรงโทสะ ทุกคนล้วนกล้าหาญดุร้าย แม้บางคนจะมีระดับพลังไม่สูงนัก แต่ก็ไม่มีใครขี้ขลาดแม้แต่คนเดียว
นอกจากนี้ ยังมีชาวบ้านที่แข็งแรงอีกกว่าห้าร้อยคน ที่ต้องการสมัครเข้าร่วมกองทัพ
ในเมื่อไม่ว่าเมืองจะแตกหรือไม่ พวกเขาก็ต้องสู้รบอยู่แล้ว…ทำไมถึงจะไม่ลองฝึกฝนวิชา อย่างน้อยก็ยังได้เงินเดือนและมีชื่อเสียง
ไม่เพียงเท่านั้น
คนกลุ่มนี้ ต่างก็ต้องการติดตามเฉินซานซือ
“ทุกท่าน ข้าเป็นขุนนางระดับหก รับคนมากขนาดนี้ไม่ไหวหรอก”
“นายท่าน พวกเรามีประโยชน์แน่ๆ…ท่านรับพวกเราไว้เถอะ!”
ทุกคนต่างร้องตะโกนพร้อมกัน
“ท่านเฉิน ติดตามท่านแล้ว พวกเรารู้สึกอุ่นใจ!”
“ใช่!”
“ติดตามท่านเฉิน อย่างน้อยก็มีคนจดจำชื่อของพวกเราได้ ต่อให้ตายก็ไม่เสียเปล่า”
เมื่อศัตรูมาประชิดเมืองแล้ว จะยึดติดกับกฎเกณฑ์ไม่ได้
เฉินซานซือจึงออกคำสั่ง อีกครั้ง
“หวังลี่ เจ้ารับผิดชอบสอนวิชาให้พวกเขา ใครที่มีพรสวรรค์ ข้าจะจัดหายาสำหรับระดับหลอมเลือดให้ไม่อั้น”
“ขอรับ!” หวังลี่รับคำสั่ง
อันที่จริง ตั้งแต่เริ่มการต่อสู้…ในยามว่างก็มีคนสอนวิชาพื้นฐานให้กับชาวบ้าน บางคนสามารถก้าวเข้าสู่ระดับหลอมเลือดได้แล้ว ไม่ต้องใช้เวลานาน ก็สามารถฝึกฝนทหารราบได้อีกจำนวนหนึ่ง
ในยามสงบ กองพันมักจะปิดบังวิชา หากไม่จ่ายเงิน ต้องทำงานหนักอย่างน้อยสองสามปีกว่าจะได้เรียนวิธีการหายใจ
แต่เมื่อเกิดสงคราม ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
…
“ซูเหวินไฉ ซูปิน พวกเจ้าต้องฝึกฝนกระบวนทัพม้าให้ดี เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน!”
ช่วงนี้ ทหารม้าของกองพันต้องมาช่วยป้องกันเมือง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก
ม้าศึกที่ไร้นายเหล่านั้น เฉินซานซือจึงนำมาฝึกระบวนทัพแบบเดียวกับที่ใช้ตอนไปทุ่งหญ้า จัดเป็นกลุ่มละสิบคนเเล้วเรียกว่า “กระบวนทัพรถม้าขนาดเล็ก”
กระบวนทัพรถม้าขนาดเล็ก เป็นรูปแบบที่เรียบง่ายที่สุดของกระบวนทัพรถม้า
กระบวนทัพรถม้าที่แท้จริง สามารถควบคุมทหารม้าได้หลายพันนายพร้อมกัน เเละแม้จะลดขนาดลง ก็ต้องมีอย่างน้อยสองร้อยคนจึงจะใช้งานได้
ตอนนี้ทั้งจำนวนคนและม้าพอจะรวบรวมได้แล้ว
ทว่า ไม่ว่ากระบวนทัพใดก็ล้วนต้องใช้เวลาฝึกฝน
โดยเฉพาะกระบวนทัพรถม้าขนาดใหญ่ ถือว่าค่อนข้างซับซ้อน ประกอบด้วยทหารหอก ทหารดาบ พลธนู และทหารประเภทอื่นๆอีกมากมาย
มันไม่เพียงแต่ต้องเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ยังต้องประสานงานกันอย่างราบรื่นอีกด้วย
เเต่สถานการณ์ตอนนี้คับขันมาก การฝึกกระบวนทัพยิ่งเรียบง่ายเท่าไหร่ยิ่งดี จะได้นำไปใช้ได้เร็วขึ้น…เขาจึงเลือกกระบวนทัพรถม้าขนาดเล็ก
หลังจากออกคำสั่ง ซูเหวินไฉก็ลงมือทำทันที
ไม่นานนัก แผงข้อมูลก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าเฉินซานซือที่อยู่บนกำแพงเมืองอีกครั้ง
ช่วงนี้ได้ออกรบจริงบ่อยครั้ง ทำให้ความเชี่ยวชาญด้านการบังคับบัญชาทหารเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขามัวแต่ยุ่งกับการฝึกฝนพลังยุทธและการต่อสู้ จนเกือบลืมไปว่าทักษะการบังคับบัญชาของเขาก็กำลังจะทะลุขั้น
[ทักษะ: การบังคับบัญชา (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 0/1000]
[ผลของทักษะ: แกนหลัก, ฝึกทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ]
[ฝึกทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ: การฝึกกระบวนทัพใดๆจะสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว]
….
สำเร็จได้อย่างรวดเร็ว!
การฝึกฝนกองทัพที่แข็งแกร่ง ไม่เพียงแต่ต้องใช้เงิน อาหาร เเละยาเท่านั้น…แต่ยังต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก
โดยเฉพาะกระบวนทัพขนาดใหญ่หรือซับซ้อน หากไม่ได้ฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน จนทุกขั้นตอนลงตัว ก็ไม่สามารถนำไปใช้ในการรบจริงได้
แต่หากสามารถฝึกฝนได้สำเร็จอย่างรวดเร็ว ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไป!
“ไม่ต้องฝึกกระบวนทัพขนาดเล็กแล้ว” เฉินซานซือรีบลงมาจากกำแพงเมือง เเล้วไปยังลานฝึกชั่วคราว
“เปลี่ยนไปฝึก ‘กระบวนทัพรถม้าขนาดใหญ่’ ถ้าคนไม่พอ ก็ลดขนาดลงตามสัดส่วน!”
“กระบวนทัพขนาดใหญ่?” ซูเหวินไฉถามอย่างสับสน
“นายท่านแน่ใจหรือ?”
“ข้าจะฝึกพวกเขาเอง!” เฉินซานซือขึ้นขี่ม้าขาว ลงมือฝึกฝนด้วยตัวเอง
ภายใต้การบัญชาการของเขา เพียงหกวัน กระบวนทัพรถม้าก็สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่ว อีกประมาณห้าวัน ก็น่าจะนำไปใช้รบได้แล้ว
ในบรรดาชาวบ้านกว่าห้าร้อยคน ได้คัดเลือกทหารราบมาได้สองร้อยนาย ทหารระดับสูงอีกสิบนาย ส่วนคนที่เหลือแม้จะฝึกวิชาไม่สำเร็จ เเต่ร่างกายก็แข็งแรงเเละมีกำลังขึ้นมาก
ด้วยเหตุนี้ ท่ามกลางการปิดล้อมของป่าเถื่อน กำลังรบของเมืองผอหยางกลับแข็งแกร่งขึ้น การจะต้านทานทหารป่าเถื่อนหกพันนาย ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
….
“คารวะท่านเฉิน!”
เมื่อเฉินซานซือมาถึงลานฝึกชั่วคราว ชาวบ้านหลายร้อยคนก็ร้องตะโกนพร้อมกัน
“อืม” เฉินซานซือพยักหน้า มองดูแถวทหารที่เป็นระเบียบเรียบร้อย รู้สึกได้ถึงพลังของความสามัคคี
ทันใดนั้น
ทักษะการบังคับบัญชาก็ส่งผลอีกครั้ง
[ความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้จนตัวตาย: ผ่านการรบมาหลายเดือน นำทัพออกรบด้วยตัวเองทุกครั้ง ทุกครั้งที่พบศัตรูจะต้องต่อสู้ด้วยเลือดเนื้อ จนลูกน้องซาบซึ้งในความกล้าหาญ…ตอนนี้ทุกคนล้วนพร้อมพลีชีพติดตาม]
พลีชีพติดตาม?!
เฉินซานซือตกตะลึงอย่างมาก
ทันใดนั้น เขาก็มองไปที่สายตาอันแน่วแน่ของคนหลายร้อยคน รู้สึกตื้นตันจนบอกไม่ถูก
คนกลุ่มนี้…ยอมตายเพื่อติดตามเขา?
และ [ความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้จนตัวตาย] นี้ ไม่ได้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของความเชี่ยวชาญในแผงข้อมูล แต่เกิดจากการที่เขาเสียสละตัวเอง บวกกับการร่วมเป็นร่วมตายกันมา จนเกิดเป็นความผูกพันธ์ที่แน่นแฟ้น
ผลของทักษะนี้จะส่งผลเฉพาะกับคนกลุ่มนี้เท่านั้น
กล่าวคือ นับจากนี้เป็นต้นไป
เฉินซานซือมีลูกน้องที่ภักดีต่อเขาจริงๆแล้ว
แต่ในใจเขากลับไม่ได้รู้สึกยินดีมากนัก มีแต่ความรับผิดชอบที่ต้องเเบกรับ
คนพวกนี้ ล้วนเป็นชีวิตของผู้คน
ในเมื่อพวกเขายอมพลีชีพเพื่อเขา ในฐานะแม่ทัพ ทุกการตัดสินใจ เขาต้องทำให้ดีที่สุด จึงจะไม่ทรยศความไว้วางใจของพวกเขา และไม่ต้องรู้สึกผิดในภายหลัง
“ซูเหวินไฉ เจ้าฝึกพวกเขาต่อไป”
หลังจากเฉินซานซือปูพื้นฐานให้แล้ว ก็มอบหมายให้ซูเหวินไฉเป็นคนฝึกต่อ
การฝึกฝนกระบวนทัพยังคงดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น แสดงว่าบัณฑิตแก่คนนี้มีความสามารถจริงๆ
เฉินซานซือไปหาซุนหลีแล้วเอ่ยขอร้อง
“พี่หญิงซุน ข้าขอยืมวิชาดาบดอกบัวแดงของพี่ได้หรือไม่?”
ตอนนี้ เขาฝึกวิชาจนถึงขั้นหลอมกระดูกขั้นสูงสุดแล้ว แต่ไม่มีวิชาสำหรับระดับหลอมอวัยวะภายในเลย
ซุนปู้ฉีก็ยังห่างไกลจากระดับหลอมอวัยวะภายใน แม้แต่วิชาหอกของตัวเองในขั้นต่อไปเขาก็ยังไม่รู้เลย…ยิ่งไม่ต้องพูดถึงวิชาหอกงูทองอมตะส่วนที่สอง
ตอนนี้ติดอยู่ในเมือง ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ออกไปหาวิชาใหม่
งั้นเขาฝึกวิชาดาบไปก่อนก็แล้วกัน…ดีกว่าอยู่เฉยๆ
“วิชาดาบ? ข้าไม่ได้พกตำรามาด้วย แต่สามารถสอนเจ้าได้”
“แต่ว่า…”
ซุนหลีไม่ได้ปฏิเสธ เธอมองธนูที่หลัง หอกในมือ และดาบที่เอวของเฉินซานซือ สุดท้ายก็พูดติดตลกว่า
“เจ้าแน่ใจหรือว่าจะแบ่งเวลาไหว”
“ก็ข้าไม่มีอะไรจะฝึกเเล้ว” เฉินซานซือตอบอย่างจนใจ
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซุนหลีก็เริ่มเล่าความหลัง
“ท่านพ่อก็เคยเป็นแบบเจ้า วันๆเอาแต่ฝึกวิชาจนมั่วไปหมด”
“ท่านแม่ทัพซุนเคยบอกหรือไม่ ว่าการฝึกวิชาหลายๆ อย่างมีประโยชน์อย่างไร” เฉินซานซือเอ่ยถามอย่างรวดเร็ว
“ไม่เคย” ซุนปู้ฉีเอ่ยตอบเเทน
“ตอนนั้นข้ากับพี่สาวยังเด็ก เอาแต่เดินตามหลังท่านพ่อ เเค่เห็นจนชินตา จึงจำได้แม่น”
“ถ้าข้าจำไม่ผิด…” ซุนหลีครุ่นคิด
“ช่วงนั้นเป็นช่วงก่อนที่ท่านพ่อจะถูกขังคุก”
ก่อนถูกขังคุก
นั่นก็คือ ก่อนที่จะก้าวสู่ระดับเทพยุทธ์!
เฉินซานซือจึงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที
“เเล้วพวกท่านไม่เคยถามหรือ ว่าการฝึกวิชาหลายๆ อย่างมีประโยชน์อย่างไร”
“เคยถาม” ซุนปู้ฉีกางมือออก “ท่านเเค่บอกว่าไม่มีอะไรทำ”
“…”
เฉินซานซือรู้ว่าถามไปก็เสียเวลาเปล่า
แต่ตอนนี้ เขายิ่งมั่นใจว่าการฝึกวิชาหลายๆ อย่าง มีความเกี่ยวข้องกับการก้าวสู่ระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ์
เขาจึงยิ่งกระตือรือร้น รีบขอคำแนะนำจากซุนหลี….จดจำท่าต่างๆทั้งหมด แล้วเริ่มฝึกฝน
และมันก็เป็นอีกครั้งที่เขาฝึกฝนวิชาจนสำเร็จอย่างรวดเร็ว
ห้าวันต่อมา
วิชาดาบก็ทะลุถึงระดับหลอมกระดูกขั้นสูงสุด
พลังปราณและเลือดยังคงเหลือเฟือ
นอกจากนี้ หากจะพูดให้ชัดเจน ก็คือเขาได้เรียนรู้วิชาอีกหนึ่งชนิด ต่อไปหากต้องสู้กับศัตรูที่ใช้ดาบ…ก็จะได้เปรียบมากขึ้น
เเละวันเดียวกันนั้นเอง หวังจื๋อก็กลับมา
เขาเต็มไปด้วยเลือด ในจำนวนลูกน้องแปดคนที่ออกไปด้วยกัน เหลือรอดกลับมาเพียงสองคน
เห็นได้ชัดว่าระหว่างทาง ถูกทหารม้าป่าเถื่อนกลุ่มเล็กๆสกัดเอาไว้
“เป็นอย่างไรบ้าง”
ที่ประตูเมือง ทุกคนมารวมตัวกันรอบๆหวังจื๋อ
“พวกป่าเถื่อนบุกไปถึงเมืองเหิงคัง เเละเริ่มโจมตีเมืองแล้ว” หวังจื๋อดูซูบผอมลงมาก รับกระติกน้ำจากคนข้างๆดื่มน้ำจนหมดกระติก
“แต่ท่านแม่ทัพหม่ายังคงส่งกำลังพลมาช่วยหนึ่งพันนาย ข้าอ้อมมาทางลัด พวกเขาต้องใช้เวลาอีกห้าวันจึงจะมาถึง…อีกห้าวัน การปิดล้อมเมืองผอหยางก็จะสิ้นสุดลง!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
….
ห้าวัน?
เฉินซานซือมองไปที่กองทัพป่าเถื่อนที่ล้อมเมืองอยู่ทั้งสี่ด้าน
ตอนนี้ เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ล้อมเมืองเอาไว้ แต่ไม่บุกโจมตี…ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังรออะไรบางอย่างอยู่
“ท่านเฉิน” ทันใดนั้นเอง หานเฉิงก็เดินเข้ามาหาเฉินซานซือ
“ท่านเซวี่ยต้องการพบท่าน”
…………………………