- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 97 : ความตายของเซียงถิงชุน
บทที่ 97 : ความตายของเซียงถิงชุน
บทที่ 97 : ความตายของเซียงถิงชุน
บทที่ 97 : ความตายของเซียงถิงชุน
หลังจากการต่อสู้ ปกป้องกันเมืองอันดุเดือดติดต่อกันสองวัน
ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทหารและชาวบ้านทั่วทั้งเมือง พวกเขาก็สามารถต้านทานเอาไว้ได้สำเร็จ
ฝ่ายป่าเถื่อนเสียทหารไปอีกสองพันนาย รวมถึงแม่ทัพระดับหลอมอวัยวะภายในอีกหนึ่งคน
แถมยังสูญเสียอาวุธยุทโธปกรณ์ในการล้อมเมืองไปจำนวนมาก จนต้องถอยทัพกลับไปพักรบ ไม่กล้าบุกโจมตีอีกหลายวัน
เมื่อพิจารณาสถานการณ์โดยรวม
กองทัพป่าเถื่อนตอนนี้เหลือทหารประมาณหกพันนาย ส่วนเมืองผอหยางเหลือทหารหกร้อยนาย และชาวบ้านที่เต็มใจสู้ตายอีกสามพันคน
ชาวบ้านเหล่านี้ล้วนเป็นคนธรรมดา
หากต้องเผชิญหน้ากันในสนามรบ พวกเขาก็คงเป็นได้แค่เหยื่อบูชายัญ
แต่ในการรบแบบตั้งรับ พวกเขาแค่ทำหน้าที่สนับสนุน ซ่อมแซมกำแพงเมือง หรือแม้แต่เป็นโล่กำบังเนื้อก็ตาม
ขอแค่สามารถชะลอการบุกขึ้นกำแพงของศัตรู ให้เวลาทหารมีเวลาได้ตั้งรับ เเค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
พวกป่าเถื่อนคงไม่กล้าบุกโจมตีอีกในเร็วๆนี้…เพราะในบรรดาทหารหกพันนายที่เหลือ ครึ่งหนึ่งเป็นทหารม้า
ตราบใดที่กำแพงเมืองยังไม่แตก ทหารม้าก็ไร้ประโยชน์
จากนี้ไป หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น รอจนกว่าหวังจื๋อกลับมาพร้อมกำลังเสริม การปิดล้อมเมืองผอหยางก็จะคลี่คลายลง
สถานการณ์นี้ทำให้เฉินซานซือแทบไม่อยากจะเชื่อ
ผู้ที่มีคุณูปการมากที่สุดในครั้งนี้ กลับกลายเป็นชาวบ้านธรรมดาๆนี่เอง
"เปิดคลังเสบียง!"
เสบียงในกองทัพยังคงเหลือเฟือ
หลังจากเห็นประโยชน์ของชาวบ้าน เซียงถิงชุนก็รู้สึกชอบใจกับการใช้ชีวิตที่ไร้ค่าเหล่านี้แลกกับผลประโยชน์อันมหาศาล
เขาเริ่มเกณฑ์ชาวบ้านเพิ่ม ใครก็ตามที่เป็นผู้ชาย จะถูกเกณฑ์ขึ้นกำแพงเมืองทั้งหมด
ด้วยอารมณ์ที่เบิกบาน เซียงถิงชุนจึงรวมตัวนายทหารระดับนายร้อยขึ้นไปที่ยังมีชีวิตอยู่บนกำแพงเมือง รินเหล้าให้ทีละคนพลางกล่าวว่า
"พี่น้องทุกท่าน การที่เมืองผอหยางรอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนี้ พวกเราทุกคนล้วนมีส่วนร่วม…หลังจากสงครามยุติลง รับรองว่าทุกคนจะได้รับรางวัลอย่างงาม ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแน่นอน!"
"ฮ่าฮ่า ใช่แล้ว!" จี้กวงเสียนในชุดขุนนางสีแดงเอ่ยขึ้น
"หากองค์รัชทายาททรงทราบว่าที่ชายแดนอันห่างไกลของแคว้นต้าเฉิง ยังมีทหารกล้าหาญเช่นนี้ พระองค์คงจะทรงพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง! ส่วนความดีความชอบอันดับหนึ่ง ย่อมตกเป็นของท่านเซียงถิงชุน…ข้าขอแสดงความยินดีด้วย!"
“ฮ่าฮ่าฮ่า ท่านจี้กวงเสียน ท่านเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋นแท้ๆ แต่กลับยอมอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเรา ร่วมเป็นร่วมตายกับเมืองนี้ นี่ก็ถือเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ไม่ใช่หรือ?” เซียงถิงชุนรินเหล้าให้จี้กวงเสียนจนเต็มจอก
เห็นได้ชัดว่าหลังจากผ่านศึกครั้งนี้ ความบาดหมางระหว่างคนทั้งสองก็หายไปจนหมดสิ้น
….
บนกำแพงเมือง
ขณะที่เหล่าขุนนางกำลังหัวเราะร่าเริง ดื่มเหล้า และกล่าวแสดงความยินดีล่วงหน้ากับการเลื่อนขั้น
ชาวบ้านในชุดเสื้อผ้าขาดวิ่นบางคนกำลังขนย้ายศพและซ่อมแซมกำแพงเมือง บางคนก็นั่งอยู่บนพื้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ กินข้าวสวยที่นานๆจะได้กินสักครั้ง
ศึกยังไม่จบ แต่กลับฉลองกันเสียแล้ว!
เฉินซานซือไม่มีอารมณ์ร่วมในงานเลี้ยงฉลองชัยชนะแบบนี้สักนิด…เขาแสร้งดื่มเหล้าไปจอกหนึ่ง จากนั้นก็หันหลังเดินไปช่วยขนย้ายศพต่อ
…
กลางคืนวันนั้น
นับตั้งแต่เริ่มสงคราม เซียงถิงชุนก็แทบไม่มีเวลาว่างกลับบ้านไปพบภรรยาเลย
เขาถอดชุดเกราะหนักออก โอบกอดลูกชายตัวน้อยพลางพูดว่า
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัวแล้ว ศึกสงครามใกล้จะจบลงแล้ว”
“จริงหรือเจ้าคะ” ภรรยาของเขานามหลิวซื่อ ถามด้วยความหวาดหวั่น
“ข้ารู้สึกใจเต้นตลอดเลย พวกป่าเถื่อนจะส่งทหารมาอีกหรือไม่”
“เจ้าคิดว่าทหารป่าเถื่อนปั้นมาจากดินเหนียวหรือไง” เซียงถิงชุนแค่นเสียง
“กองทัพหมื่นนายนี่ก็แปลกประหลาดมากพอแล้ว ระยะเวลาสั้นๆแบบนี้ไม่มีทางเพิ่มกำลังพลได้อีก…เเละต่อให้ส่งมาเพิ่มอีกสองพันนายก็ไม่มีประโยชน์ เว้นแต่ว่าจะยอมทิ้งสมรภูมิหลักที่เหลียงโจว ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้น พวกเขาก็จะถูกโจมตีกลับทันที ซึ่งมันเป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ”
“ข้าเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะไปเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร” หลิวซื่อตบมือลงบนอก
“หากท่านพี่ว่าไม่เป็นไร ข้าก็สบายใจแล้ว”
“อืม พอสงครามจบลง ข้าก็น่าจะได้ย้ายไปประจำที่อื่น” เซียงถิงชุนกล่าวอย่างช้าๆ
“ความดีความชอบครั้งนี้มากพอสมควร ข้าอาจจะได้ย้ายไปเมืองใหญ่ทางใต้ที่เจริญรุ่งเรืองก็ได้”
“ดีเลยเจ้าค่ะ” หลิวซื่อกล่าวด้วยความยินดี
“ในที่สุดพวกเราก็ไม่ต้องทนอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้ว นอกจากจะต้องหวาดผวาทุกวันแล้ว ลูกก็ยังไม่มีครูสอนหนังสือดีๆ จะสอบได้ยศได้ตำแหน่งอย่างไร”
“อืม” เซียงถิงชุนหยิบตะเกียบขึ้นมา เตรียมกินข้าวเย็นก่อนจะออกไป
เเต่ทันใดนั้นเอง สาวใช้ก็รีบเข้ามารายงานอย่างกระวนกระวาย
“นายท่าน ท่านหลัวต้องการพบเจ้าค่ะ”
“เขามาทำอะไร” เซียงถิงชุนอุ้มลูกชายตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองพลางพูดว่า
“มีเรื่องอะไร หรือว่าพวกป่าเถื่อนบุกโจมตีอีกแล้ว”
“นายท่าน เรื่องสำนักยุทธขอรับ” หลัวตงเฉวียนรายงานด้วยท่าทางร้อนรน
“ไอ้แก่เหลียงเซิงจื๋อที่รับผิดชอบเฝ้าประตูเมืองด้านทิศใต้ อาศัยช่วงที่พวกป่าเถื่อนล่าถอย เปิดประตูเมืองพาครอบครัวหลบหนี ดูเหมือนว่าจะมุ่งหน้าไปเมืองเหิงคังขอรับ”
“หนี?!” เซียงถิงชุนปาตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง “ไอ้แก่บ้านั่น มันเบื่อชีวิตแล้วรึไง!”
เมื่อมีคนแรกที่กล้าหนี ก็ย่อมมีคนที่สองตามมา
สถานการณ์แบบนี้ยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!
เซียงถิงชุนสวมชุดเกราะ คว้าดาบประจำตัวขึ้นม้า แล้วควบม้าออกไปที่ประตูเมืองพร้อมกับหลัวตงเฉวียนทันที
“พวกมันมีกันกี่คน” เซียงถิงชุนเอ่ยถาม
“แค่เจ็ดแปดคน พร้อมกับรถม้าบรรทุกทองคำและอัญมณี น่าจะยังไปได้ไม่ไกลขอรับ…ข้าให้คนออกไปตามแล้ว อาจจะจับตัวพวกมันได้แล้วก็ได้”
“ดี! เอาหัวพวกมันมาเสียบประจานบนกำแพงเมือง ข้าจะดูซิว่าใครยังจะกล้าหนีอีก!” เซียงถิงชุนกล่าวด้วยความเดือดดาล
เรื่องบานปลายมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ต้องสนใจภูมิหลังอะไรพวกมันอีกต่อไป
การหนีทัพกลางศึก ถือเป็นความผิดร้ายแรง แม้แต่จี้กวงเสียนก็คงต้องเห็นด้วยกับเขา
คนทั้งสองควบม้าออกจากเมือง ไล่ตามไปห้าลี้
ในที่สุดก็เห็นรถม้าคันหนึ่งอยู่ข้างหน้า
“เหลียงเซิงจื๋อ! เจ้ากล้าหนีทัพกลางศึก เจ้าต้องโทษประหาร!” เซียงถิงชุนควบม้าแซงรถม้าไป ขวางทางเอาไว้
“ท่านเซียง” เหลียงเซิงจื๋อเปิดม่านรถม้าออก กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“การซุกซ่อนสมบัติเซียนต่างหากที่เป็นความผิดถึงตาย!”
“เจ้าพูดอะไรนะ!” เซียงถิงชุนขมวดคิ้ว
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นรอบทิศ
มีม้าสามตัวปรากฏตัวขึ้นจากความมืด ปิดทางหนีเอาไว้ทั้งหมด
“ท่านเซวี่ย?!” เซียงถิงชุนหรี่ตาลง
“นี่มันหมายความว่าอย่างไร”
“เซียงถิงชุน!”
เซวี่ยหยูผิงตวาดเสียงเย็น “ส่งสมบัติเซียนมาซะ แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!”
“สมบัติเซียน?!” เซียงถิงชุนสูดหายใจเข้าลึก มองไปที่รถม้า
“เหลียงเซิงจือ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ อยากจะตายตกตามกันไปกับข้ารึไง”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหลียงเซิงจื๋อก็ตะโกนเสียงดังสวนทันที
“แกยังกล้าพูดแบบนี้อีกหรือ! เเกใช้สมบัติเซียนมาข่มขู่พวกข้าก็เเย่พอแล้ว เเต่เเกยังฆ่าลูกชายข้าอีก…แล้วยังจะฮุบความลับของสมบัติเซียนเอาไว้คนเดียว ยังไงข้าก็ไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกับเจ้าได้!”
“ลูกชายของเจ้า?” เซียงถิงชุนไม่ได้แก้ตัวใดๆ ได้แต่ยิ้มแหยๆ
“ถ้าข้าบอกว่าสมบัติเซียนไม่ได้อยู่ที่ข้า ท่านเซวี่ยจะเชื่อหรือไม่”
“เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อหรือ” เซวี่ยหยูผิงหันไปมองหานเฉิงและถังหมิงที่อยู่ข้างๆ
“ในเมื่อท่านเซียงไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ก็ช่วยสั่งสอนเขาหน่อยก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซียงถิงชุนก็ค่อยๆชักดาบเหอเหมียวออกมาจากเอว
“ท่านเซียง!” หลัวตงเฉวียนรีบพูด
“ยอมส่งของนั้นไปเถอะ พวกเขาเป็นคนของราชสำนัก ต่อให้ฆ่าพวกเขาได้ เรื่องสมบัติเซียนก็คงปิดไม่มิด! หากยอมส่งไป ครอบครัวของพวกเราก็ยังมีทางรอด”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” เซียงถิงชุนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“หลัวตงเฉวียน ไม่นึกเลยว่าข้าจะเลี้ยงงูเห่าไว้ข้างกาย ข้าอุตส่าห์ปลุกปั้นเจ้ามาตั้งยี่สิบปี สุดท้ายเจ้ากลับทรยศข้า”
“นายท่าน?” หลัวตงเฉวียนทำหน้างง
“ท่านหมายความว่าอย่างไร”
“พอได้แล้วหลัวตงเฉวียน” เซียงถิงชุนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา พลางใช้ดาบเหอเหมียวเช็ดปลอกแขนตัวเองอย่างช้าๆ
“เลิกเสแสร้งได้แล้ว ลงมือเลย”
ก่อนออกจากเมือง หลัวตงเฉวียนบอกว่าให้คนไปดักรอแล้ว
แล้วคนพวกนั้นอยู่ที่ไหน?
ที่นี่ไม่มีทหารแม้แต่คนเดียว
มันหมายความว่ายังไง อธิบายเพิ่มคงไม่ต้องแล้วกระมัง?
“ปลุกปั้น?” หลัวตงเฉวียนเลิกเสแสร้งยิ้มแห้งๆ
“นายท่านเคยถามข้าว่า พอถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว จะมีใครเหลือรอดบ้าง? ในนั้นก็รวมถึงข้าด้วยใช่หรือไม่?
“ในสายตานายท่าน ทุกคนเป็นได้แค่บันไดให้เหยียบย่ำเพื่อให้ตัวเองก้าวขึ้นไป ข้าก็ไม่ต่างกัน”
“ในเมื่อเป็นแบบนี้ จะมาเสแสร้งทำเป็นคนดีไปทำไม!”
“ลงมือ!”
………………………….