เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 94 : พระราชโองการ

บทที่ 94 : พระราชโองการ

บทที่ 94 : พระราชโองการ


บทที่ 94 : พระราชโองการ

หลังจากเสียงกลองถอยทัพดังขึ้น

เหล่าทหารป่าเถื่อนใต้กำแพงเมืองก็เริ่มถอยทัพอย่างอลหม่าน

"ถอยแล้วงั้นเหรอ?"

เฉินซานซือปักหอกลงกับพื้น เอามือเช็ดเลือดเหนียวๆที่ใบหน้า แล้วมองดูสถานการณ์จากบนกำแพง

จริงๆแล้ว เมื่อครู่นี้เป็นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด

เเต่ทำไมพวกมันถึงถอยทัพไปกะทันหันแบบนี้?

มันต้องมีอะไรเกิดขึ้นแน่ๆ

และก็เป็นอย่างที่เขาคิด

เมื่อครู่ ขณะที่ทหารป่าเถื่อนกำลังบุกโจมตีประตูเมืองชายแดน​

แม่ทัพคนหนึ่งของพวกมันได้นำกำลังพลชั้นยอดสามร้อยนายบุกโจมตีจุดอ่อนทางทิศตะวันตก จนเจาะกำแพงเมืองชายแดน​เข้ามาได้

เหตุการณ์นี้ ทำให้นายร้อยสกุลเฉียนถูกฆ่าตายในที่รบ

โชคดีที่เซียงถิงชุนและซานหยวนจื่อมาสมทบทันเวลา จึงสามารถฆ่าแม่ทัพคนนั้นได้

เเละการเสียแม่ทัพไปหนึ่งคน หมายความว่าพวกป่าเถื่อนเหลือผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในแค่คนเดียว พวกมันจึงจำเป็นต้องถอยทัพไปตั้งหลัก

จริงๆแล้ว ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่จะนำทัพออกไปไล่ตีศัตรู

แต่น่าเสียดายที่กำลังพลของเมืองผอหยางมีน้อยเกินไป อีกทั้งพวกป่าเถื่อนก็มีทหารม้าคอยคุ้มกันอยู่ด้านหลัง…พวกเขาจึงไม่กล้าเสี่ยง

…..

หลังจากอีกฝ่ายล่าถอยไปจนหมด เหล่าทหารก็เริ่มทำความสะอาดสนามรบ

จนกระทั่งพลบค่ำ การตรวจสอบความเสียหายจึงเสร็จสิ้น

รอบนี้ พวกเขาฆ่าศัตรูได้หนึ่งพันนาย แต่เสียกำลังพลไปสองร้อยนาย

คนที่ตายส่วนใหญ่เป็นทหารใหม่ และลูกศิษย์สำนักยุทธอีกหนึ่งร้อยคน ส่วนลูกศิษย์ที่เหลือก็หนีกระเจิงไป ตอนนี้กำลังส่งคนออกไปตามตัว

นั่นหมายความว่า กำลังรบที่เหลืออยู่ของเมืองผอหยางตอนนี้มีเพียงเก้าร้อยนายเท่านั้น

"ท่านนายร้อยเฉิน ผู้พันเซียงเรียกทุกคนไปรวมตัวกัน"

ภายในเต็นท์

ทุกคนเหนื่อยล้าจากการต่อสู้มาทั้งวัน เเละส่วนใหญ่ก็ได้รับบาดเจ็บ

ใบหน้าขาวเนียนของซุนหลีเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด

ส่วนซุนปู้ฉีก็โดนฟันที่แขน

"ซานซือ"

"เจ้าคิดว่าต่อไปเราควรทำอย่างไร?" เซียงถิงชุนถาม

"ถอยทัพ" เฉินซานซือตอบ

"แนวรบบนกำแพง​ชายแดน​ยาวเกินไป กำลังพลของผอหยางมีน้อยเกินไป ถ้ายังคงตั้งรับแบบนี้ต่อ…สถานการณ์อันตรายแบบเมื่อครู่ก็จะเกิดขึ้นอีก”

“สู้ถอยทัพเข้าไปในเมือง เเล้วรวมกำลังพลป้องกันกำแพงเมืองสูง ยังมีโอกาสชนะมากกว่า”

"อืม ข้าก็คิดเหมือนเจ้า" เซียงถิงชุนไม่ได้ถามความเห็นคนอื่น เเล้วออกคำสั่งทันที

"เฟิงหยง จ้าวคัง พวกเจ้าสองคนรับผิดชอบพาชาวบ้านนอกเมืองเข้ามาในเมืองให้หมดก่อนรุ่งสาง ต้องไม่เหลือเสบียงไว้แม้แต่น้อย”

“ส่วนคนอื่นๆคืนนี้ให้ประจำการที่กำแพงเมืองต่อไป ห้ามออกจากตำแหน่งโดยไม่ได้รับอนุญาตเด็ดขาด!”

"รับทราบ!" เฟิงหยงและจ้าวคังรับคำสั่งแล้วออกไป

"ท่านจี้ สถานการณ์ที่อันติ้งเป็นอย่างไรบ้าง?" เซียงถิงชุนถามต่อ

เมื่อได้คำถามนี้ จี้กวงเสียนก็ถอนหายใจยาว

"ทางนั้นกำลังรบกันดุเดือด คงส่งกำลังเสริมมาไม่ได้หรอก ท่านผู้พันเลิกคิดเรื่องนี้ไปได้เลย”

“แต่อีกไม่นาน บ่าวระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นต้นของตระกูลข้าจะมาถึงผอหยาง…นั่นคงช่วยได้บ้าง”

"ต้องขอบคุณท่านจี้มาก" เซียงถิงชุนโล่งใจขึ้นมาหน่อย

แบบนี้ก็เท่ากับมีผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในถึงสี่คน รับมือกับหนึ่งคนของฝั่งป่าเถื่อนคงไม่ลำบากเเล้ว

บวกกับข้อได้เปรียบของการตั้งรับบนกำแพงเมืองสูง ก็น่าจะยื้อเวลาจนกว่าอันติ้งจะส่งกำลังเสริมมาได้

เเละการใช้กำลังพลแค่พันนายรักษาเมืองผอหยางเอาไว้ได้ นั่นก็นับเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่แล้ว

"ท่านผู้พันไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก" จี้กวงเสียนพูดอย่างใจเย็น

"องค์ชายรัชทายาตทรงเป็นห่วงบ้านเมือง ท่านคงไม่อยากให้ต้าเซิ่งเสียเมืองไปแม้แต่เมืองเดียวหรอก การที่ข้าช่วยท่าน ก็เท่ากับรับใช้ราชสำนัก"

จากนั้นทั้งสองก็อยู่คุยกันต่อ…ส่วนคนอื่นๆก็ทยอยกันออกไป

….

"ท่านนายร้อย!" ซูปินดักรออยู่ข้างนอก

"ท่านพอจะมีทาง…"

"เจ้ากลับไม่ได้หรอก…แม้เเต่ข้าก็กลับไม่ได้" เฉินซานซือรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร

ลูกของซูปินน่าจะเพิ่งคลอด แต่ตอนนี้ต้องอพยพชาวบ้านเข้าเมือง หมายความว่าชาวบ้านนอกเมืองต้องมาอาศัยนอนตามท้องถนนในเมืองเป็นเวลานาน เเละเขาคงเป็นห่วงครอบครัวมาก

เฉินซานซือก็เป็นห่วงกู้ซินหลันเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงไปหาซุนหลี เเละอีกฝ่ายก็เข้าใจในทันที

"ข้าไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร การออกไปชั่วคราวไม่ถือว่าละทิ้งหน้าที่ เจ้าวางใจได้เลย ข้าจะดูแลซินหลันให้ แล้วก็…ครอบครัวของลูกน้องเจ้าด้วย"

"ขอบคุณมาก!" เฉินซานซือประสานมือคำนับ

จากนั้น เขาก็กลับไปประจำตำแหน่งที่กำแพงเมือง แล้วตรวจสอบกำลังพล

เขาเสียทหารไปยี่สิบนาย

ส่วนใหญ่ตายตอนไปช่วยจ้าวคังรักษาแนวที่บันไดจู่โจม

บางครั้ง การที่จำทุกอย่างได้ก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป (จำลูกน้องได้ทุกคน)

หลังจากผ่านศึกนองเลือด บรรยากาศก็เคร่งขรึมขึ้น แม้แต่จูถงก็ไม่ได้ส่งเสียงโวยวายเหมือนเดิม…แต่นั่งหลับตาพักผ่อนอย่างเงียบๆ บนกำแพงเมือง

เฉินซานซือพักผ่อนเล็กน้อย แล้วก็กลับไปฝึกวิทยายุทธต่อ

โชคดีที่ชนเผ่าซีเหอไม่ได้บุกโจมตีตอนกลางคืน เมื่อฟ้าสาง ทุกคนจึงสามารถถอยทัพเข้าเมืองได้อย่างปลอดภัย

กำแพงเมืองผอหยางสูงสามจ้าง หนาสองจ้าง แข็งแรงมาก

แถมยังมีผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในประจำการอยู่ทั้งสี่ทิศ แทบเป็นไปไม่ได้ที่พวกป่าเถื่อนจะบุกเข้ามาได้เลย

น่าเสียดายเเค่หมู่บ้านนอกเมืองจะถูกเผาทำลาย…แต่มันก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

"ท่านนายร้อยเฉิน"

ชายวัยกลางคนร่างกำยำคนหนึ่ง เดินขึ้นมาบนกำแพงเมือง

"ท่านคือ?" เฉินซานซือถามอย่างระมัดระวัง

ชายคนนี้ลมหายใจลึก เดินอย่างมั่นคง ออร่าของเขาคล้ายกับเซียงถิงชุนมาก อาจเป็นผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในท่านหนึ่ง

"ท่านนายร้อยไม่ต้องกังวล" ชายวัยกลางคนกล่าวเเล้วแนะนำตัว

"ข้าแซ่หาน ชื่อเฉิง เป็นองครักษ์ของผุ้ตรวจการเซวี่ย เรียกข้าว่าองครักษ์หานก็ได้"

"ยินดีที่ได้รู้จัก" เฉินซานซือประสานมือคำนับ

ก่อนหน้านี้ที่บ้านสกุลเหลียง เขาแอบได้ยินมาว่าผู้ตรวจการเซวี่ยมีองครักษ์ระดับหลอมอวัยวะภายใน ที่แท้ก็เป็นเรื่องจริง

แต่ตอนที่สู้รบกันอย่างดุเดือด ก็ไม่เห็นคนผู้นี้ออกมา

"องครักษ์หานมีธุระอะไรกับข้าหรือ?"

"มีพระราชโองการมา" หานเฉิงผายมือเชิญ

"พระราชโองการ?"

เฉินซานซือเดาว่าน่าจะเป็นเรื่องขององค์ชายเก้า ราชสำนักคงส่งคำตอบกลับมาแล้ว

เขาจึงเดินตามหานเฉิงไป จนถึงหน้าคฤหาสน์ของผู้ตรวจการ

"ท่านนายร้อยเฉิน" หานเฉิงหยุดเดินกะทันหัน

"เดี๋ยว…ผู้ตรวจการเซวี่ยจะอ่านพระราชโองการ ท่านให้ทำอะไรก็รับปากไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น…ผู้บัญชาการซุนจะรับผิดชอบเอง จำไว้ ไม่ว่าอะไรก็ต้องรับปาก!"

"?"

เฉินซานซือสับสนอย่างมาก

แต่เขาก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่า หานเฉิงน่าจะเป็นคนของผู้บัญชาการซุน

ซุนหลีและซุนปู้ฉีเคยพูดกันว่า ผู้ตรวจการเซวี่ยเป็นคนของฮ่องเต้ แต่ข้างกายกลับมีคนของผู้บัญชาการซุนอยู่

แต่นี่มาให้เขาทำตามพระราชโองการ?

เรื่องราวมันซับซ้อนขนาดนี้เชียว?

เขาคงต้องเข้าไปข้างในถึงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

"ตกลง ข้าจะจำไว้"

เมื่อเฉินซานซือพยักหน้ารับ หานเฉิงจึงพาเขาเข้าไป

ในห้องโถง ผู้ตรวจการเซวี่ยสวมชุดข้าราชการนั่งอยู่บนเก้าอี้

ข้างกายเขามีองครักษ์ยืนอยู่อีกหนึ่งคน

หรือว่า…จะเป็นผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในอีกคน?

ผู้ตรวจการตัวเล็กๆ มีองครักษ์ระดับหลอมอวัยวะภายในถึงสองคน?

"ท่านนายร้อยเฉิน" ผุ้ตรวจการเซวี่ยเห็นพวกเขาเข้ามา จึงลุกขึ้นอย่างช้าๆ

"ข้าต้อนรับได้ไม่ดี ต้องขออภัยด้วย"

"ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว" เฉินซานซือประสานมือคำนับ

ถ้าดูจากยศ เขามียศสูงกว่าผู้ตรวจการขั้นเจ็ดเสียอีก

"งั้น…ข้าจะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน" ผุ้ตรวจการเซวี่ยกระแอม

หยิบม้วนผ้าไหมสีเหลืองทองที่เตรียมไว้ออกมา ค่อยๆคลี่ออก แล้วอ่านออกเสียงดังฟังชัด

"ฮ่องเต้แห่งต้าเซิ่งมีพระราชโองการ ด้วยความกล้าหาญของนายร้อยเฉินซานซือ ที่แม้มีระดับพลังเพียงหลอมกระดูก แต่ก็สามารถบุกเดี่ยวเข้าไปในเขตแดนข้าศึกสี่ร้อยลี้ จับองค์ชายเก้าหยูเหวินได้ นับเป็นความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ จึงทรงแต่งตั้งให้เป็นพันตรีพิเศษขั้นห้า พระราชทานยาหลอมกระดูกหนึ่งกล่อง และเหล้าหลวงหนึ่งไห"

"ข้าขอรับของพระราชทานด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ" เฉินซานซือรับพระราชโองการด้วยสองมือ

พันตรีพิเศษขั้นห้าเป็นยศขุนนางฝ่ายบู๊ เป็นเพียงยศเเต่ไม่มีตำแหน่งจริง

ในโลกนี้ ยศขุนนางฝ่ายบู๊จะสัมพันธ์กับระดับพลัง เขาเป็นขุนนางขั้นหก เเต่ได้รับยศขุนนางขั้นห้า ก็นับว่าเป็นกรณีพิเศษมากแล้ว

แต่นั่นไม่สำคัญ เขาไม่ได้สนใจเรื่องยศฐาบรรดาศักดิ์

สิ่งที่เฉินซานซือสนใจคือยาหลอมกระดูก

ของที่ฮ่องเต้พระราชทาน คงไม่ใช่ของธรรมดาเเน่ๆ

เเละถ้าเขารีบฝึกฝนจนถึงระดับหลอมกระดูกขั้นสูงสุดได้ ก็จะรับมือกับศึกในอนาคตได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแปลกๆในพระราชโองการ?

ทำไมผู้บัญชาการซุนถึงต้องส่งคนมาบอกว่าจะรับผิดชอบทุกอย่าง?

เขาจะรับผิดชอบอะไร?

"ท่านนายร้อยเฉิน" ผุ้ตรวจการเซวี่ยพูดด้วยรอยยิ้ม

"ท่านอายุยังน้อยก็ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ อนาคตต้องไกลแน่นอน!"

"ท่านผู้ตรวจการชมเกินไปแล้ว" เฉินซานซือพูดอย่างสุภาพ ตอนนี้เขาอยากได้ยาไวๆเเล้ว

แต่ผุ้ตรวจการเซวี่ยกลับไม่รีบร้อน เขาหยิบไหเหล้าจากถาดที่คนรับใช้ถือมารินใส่ถ้วยแล้วยื่นให้

"ท่านนายร้อย นี่เป็นเหล้าหลวงที่ฮ่องเต้พระราชทาน ตามธรรมเนียมต้องดื่มในทันที อย่าได้ขัดพระทัยเลย"

[พิษโลหิตน้ำค้าง: ไม่มีสีไม่มีกลิ่น เมื่อดื่มแล้วจะซึมเข้าสู่ร่างกาย ภายในสามเดือนจะไม่แสดงอาการ แต่เมื่อครบสามเดือน ถ้าไม่มียาแก้พิษ จะทำให้ลำไส้ทะลุ เลือดออกทางทวารทั้งเจ็ด]

เหล้าพิษ?!!

ข้าสร้างคุณงามความดี แต่ฮ่องเต้กลับพระราชทานเหล้าพิษให้ข้า?

ที่หานเฉิงบอกให้รับปากทุกอย่าง หมายถึงเรื่องนี้?

เฉินซานซือคิดอย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายก็ยังคงทำสีหน้าปกติ

'เหล้าพิษใช้เวลาสามเดือนถึงจะออกฤทธิ์'

'แสดงว่าฮ่องเต้ไม่ได้อยากฆ่าข้า'

'แต่คงอยากควบคุมข้า!'

เฉินซานซือเข้าใจทันที

ฮ่องเต้ไม่มีเหตุผลที่จะฆ่าเขา

ถ้าอยากฆ่าเขาจริงๆไม่จำเป็นต้องใช้วิธีวางยาพิษแบบลับๆ แถมยังต้องรอตั้งสามเดือนกว่าจะออกฤทธิ์

ถ้าเป็นการควบคุมเขาแบบลับๆ มันก็สมเหตุสมผลแล้ว

แต่จะควบคุมเขาไปทำไม?

หรือภายในสามเดือน ถ้าเขาทำตัวดีก็จะแอบให้ยาแก้พิษ เรื่องทั้งหมดก็จะหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

แต่ถ้าทำตัวไม่ดี ก็จะตายเพราะพิษ?

จะดื่มดีไหม?

เเต่ผู้บัญชาการซุนบอกว่าจะ "รับผิดชอบ" คงหมายถึงจะให้แก่ยาเเก้พิษแก่เขา ให้เขารับหน้าไปก่อน

แน่นอน เฉินซานซือจะไม่เชื่อใจใครฝ่ายเดียว

เพราะตอนนี้เขาก็เป็นแค่ทหารธรรมดา ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับผู้บัญชาการซุน

แต่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว…ไม่ดื่มก็ไม่ได้

นอกจากนี้ ยังไงเขาก็แก้พิษเองได้!

เมื่อคิดได้ดังนั้น เฉินซานซือก็ยกถ้วยเหล้าขึ้นดื่มจนหมด

………………………

จบบทที่ บทที่ 94 : พระราชโองการ

คัดลอกลิงก์แล้ว