- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 90 : วิชาดาบเตียนชาง
บทที่ 90 : วิชาดาบเตียนชาง
บทที่ 90 : วิชาดาบเตียนชาง
บทที่ 90 : วิชาดาบเตียนชาง
เฉินซานซือชักดาบออกมา แล้วกรีดเบาๆที่แขน
เขารู้สึกเจ็บแปลบๆ เเละทันใดนั้น​มันก็มีรอยสีขาวปรากฏขึ้น แต่ก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
นี่เป็นดาบเจิ้นเยว่แท้ๆ
ถ้าเป็นดาบธรรมดา คงฟันไม่เข้าแน่
“แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งตลอดเวลา ต้องให้พลังปราณเเละเลือดไหลเวียนถึงจะทำให้หนังเหนียว​ได้”
เฉินซานซือทดลองอยู่หลายครั้ง
ในสถานการณ์ปกติ ถ้าไม่โคจรพลัง​ปราณ​เเละ​เลือด…ผิวหนังของเขาก็ยังคงเหนียวกว่าคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้เหนือมนุษย์อะไรขนาดนั้น
“ถ้าฝึกถึงขั้นสูงสุด ก็คงจะพัฒนา​เป็นถึงกายาวัชรทองคำ!”
“แต่ตอนนี้ ยาหมดอีกแล้ว!” เฉินซานซือถอนหายใจ
สุราเสือเขี้ยวดาบที่กระทรวงกลาโหมส่งมาเป็นรางวัล เซียงถิงชุนยกให้เขาไปสองไห แต่นั่นเป็นยาสำหรับระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์
ในตำราแพทย์บอกว่า ถ้าดื่มก่อนถึงเวลา จะไม่ได้ผล แถมยังเป็นโทษอีก…เขาจึงยังใช้ไม่ได้ในตอนนี้
“หึๆ…ไปขอยืมที่สำนักยุทธดีกว่า!”
….
หลังจากเฉินซานซือลงจากเขา ก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว
ตอนนี้เขากำลังตรงไปยังจวนตระกูลเหลียงของสำนักเทียนหยวน
เริ่มจากที่นี่ก่อนแล้วกัน
ถ้าหาไม่ได้ ค่อยไปที่ตระกูลพานแห่งสำนักหยุนเหอ และตระกูลจ้าว
ถึงแม้ร้านขายยาของสำนักเทียนหยวนจะไม่ได้ใหญ่โตอะไรมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าที่บ้านจะไม่มีของดีเก็บไว้
เฉินซานซือลอบผ่านคนรับใช้และศิษย์ที่กำลังลาดตระเวนตอนกลางคืน กระโดดขึ้นไปบนหลังคาอย่างคล่องแคล่ว
ภายใต้ผลของ [เท้าเบาเหมือนขนนก] มันจึงไม่มีเสียงดังเลยแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม วันนี้เขาไม่ได้ซ่อนแม้กระทั่งหอก ยังคงแบกมันไว้บนหลังอยู่เลย
หอก ธนู ดาบเจิ้นเยว่ เรียกว่าพกมาครบทุกอย่าง
ไม่ใช่เเค่ไม่กลัวถูกจับได้
เพียงแต่…ขอให้ตระกูลเหลียงภาวนาอย่าให้ใครมาเจอเขาเข้าล่ะ
ไม่งั้นเมืองผอหยางคงมีคดีฆ่าล้างตระกูลเพิ่มอีกคดี
หึๆ…ตอนนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว
ตอนที่เริ่มฝึกวิชาใหม่ๆ เจอคนของสำนักยุทธ เขายังต้องอดทนอดกลั้น
แต่ตอนนี้ แค่ขยับนิ้วเกี่ยวสายธนู เขาก็สามารถจัดการคนพวกนั้นได้อย่างง่ายดายแล้ว
แค่ยืมยามาใช้หน่อยเดียว…หวังว่าพวกตระกูลเหลียงจะรู้จักคิด
….
ไม่นานเฉินซานซือก็เจอห้องเก็บยา
คนที่เฝ้าอยู่กำลังหลับคาโต๊ะ นับว่าการนอนของเขาได้ช่วยชีวิตคนในตระกูลเหลียงไว้ได้หลายสิบคน
เขาเปิดหน้าต่างเข้าไปในห้องเก็บยา หยิบกระสอบมาใส่ยา…ไม่นานกระสอบก็เต็ม
“มีโสมดำจริงๆ แถมยังมีเยอะมากด้วย พอใช้ได้อีกนานเลย”
จากนั้นเฉินซานซือก็เจอกล่องสวยๆวางแยกไว้ในมุมห้อง พอเปิดออกดูก็เจอโสมกับเห็ดหลินจือ แถมยังมียาแก้พิษหายากอีกหลายชนิด
ไม่ว่าจะใช้ได้หรือไม่ได้ เขาก็เก็บไปทั้งหมด
….
ณ เวลานี้ในจวนตระกูลเหลียงที่เงียบสงบ
มีเพียงห้องหนังสือห้องเดียวที่ยังมีแสงเทียน
เฉินซานซือครุ่นคิดเล็กน้อย แล้วก็ตัดสินใจเดินไปตามชายคา เเอบแง้มประตูดูข้างใน
ในห้อง ที่โต๊ะเขียนหนังสือมีชายวัยกลางคนผมหงอกขาวนั่งอยู่
มันมีหนังสือวางระเกะระกะเต็มโต๊ะ ในมือถือพัด เเล้วมองไปรอบๆอย่างเหม่อลอย
“นี่มันพัดของเหลียงจ่านนี่”
“ไอ้แก่…คิดถึงลูกชายหรือไง”
เฉินซานซือลังเลว่าจะส่งพวกเขาทั้งครอบครัวไปอยู่ด้วยกันดีไหม (โหดจาด)
…..
“ไอ้ขยะ!”
ทันใดนั้นเอง เสียงด่าทอแหลมสูงก็ดังขึ้น
หญิงวัยกลางคนที่ดูเหนื่อยล้าวิ่งออกมาจากห้องนอน ตรงมาที่ห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว
“ไอ้ขยะหมาแก่! เเกมานั่งทำเป็นเศร้าโศกเสียใจอยู่แบบนี้มันจะมีประโยชน์อะไร! ถ้าเจ้ารักลูกชายจริงๆ ทำไมไม่ไปแก้แค้นให้มัน!”
“ข้าก็อยากแก้แค้น!” เหลียงเซิงจื๋อพูดอย่างแค้นเคือง
“แต่เซียงถิงชุนมันระดับหลอมอวัยวะภายใน…ข้าจะไปสู้มันได้ยังไง!”
“แถมเรายังไม่มีหลักฐานอีก ยังไงมันไม่มีทางยอมรับแน่!”
เซียงถิงชุน?
เฉินซานซือรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ที่แท้ท่านผู้พันก็รับเคราะห์แทนเขาอยู่นี่เอง
“แล้วไง!” หญิงวัยกลางคนตะโกนเสียงดัง
“เจ้าก็ไปขอความช่วยเหลือจากคนอื่นสิ!”
“เซียงถิงชุนมันจะเก่งที่สุดในโลกหรือไง!? ข้างกายท่านผู้ตรวจการ ข้างกายท่านนายอำเภอก็มีระดับหลอมอวัยวะภายในไม่ใช่หรือไง! เจ้าก็ไปขอร้องให้พวกเขาช่วยสิ!”
“ไม่มีใครช่วยข้าหรอก” เสียงของเหลียงเซิงจื๋อเหมือนจะร้องไห้
“จี้กวงเสียนกับเซียงถิงชุนมันพวกเดียวกัน จะมาช่วยข้าฆ่าเซียงถิงชุนได้ยังไง?”
“เเล้วต่อให้ขายบ้านขายช่อง ก็ไม่มีปัญญาจ้างคนมาฆ่ามันหรอก!”
“แล้วท่านผู้ตรวจการล่ะ?!” หญิงวัยกลางคนลดเสียงลง
“ช่วงนี้ท่านผู้ตรวจการเรียกพวกเจ้าไปพบหลายครั้งไม่ใช่หรือไง? ขอให้เขาช่วยไม่ได้หรือ?”
“ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่!”
“ท่านผู้ตรวจการเซวี่ยคนใหม่ได้ยินว่าเป็นคนของคณะเสนาบดี แม้แต่ของกำนัลของพวกเราก็ยังไม่ค่อยรับ”
“เเล้วคนเย่อหยิ่งมากเเบบนั้น จะมาช่วยฆ่าคนให้พวกเราได้ยังไง? แถมช่วงนี้ที่เขาเรียกพวกเราไปพบ ก็เพื่อถามเรื่องสมบัติเซียนต่างหาก!”
“ถ้าอยากให้เขาช่วย เว้นแต่…”
ทันใดนั้น เขาก็เหมือนจะเข้าใจความหมายของภรรยา
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ การซ่อนสมบัติเซียนเป็นความผิดร้ายแรงถึงประหารเก้าชั่วโคตร… ถ้าทำแบบนั้น ถึงจะแก้แค้นให้จ่านเอ๋อร์ได้… แต่อาณาจักรร้อยปีของตระกูลเหลียงก็จะพังทลายทันที!”
“อาณาจักร?” หญิงวัยกลางคนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“เหลียงเซิงจื๋อ ลูกชายเจ้าก็ตายไปแล้ว เเล้วเจ้าจะเก็บอาณาจักรไว้ให้ใคร? อีกอย่าง อีกไม่นานพวกทหารป่าเถื่อนก็จะบุกมาแล้ว…เจ้าคิดว่าจะหลบอยู่ที่บ้านได้หรือ? เซียงถิงชุนมันจะไม่เกณฑ์เจ้าไปรบหรือไง?!”
“ฮึ่ม…เจ้าจะลงมือหรือไม่” หญิงวัยกลางคนพูดพลางเอาปิ่นปักผมจ่อที่คอตัวเอง
“นั่นเจ้าจะทำอะไร?!” เหลียงเซิงจื๋อลุกขึ้นอย่างร้อนรน
“ถ้าเจ้ามันขี้ขลาดตาขาว ข้าก็จะไปหาจ่านเอ๋อร์เอง!”
“อ๊า…” เหลียงเซิงจื๋อตะโกนอย่างบ้าคลั่ง แล้วคว่ำโต๊ะ
“พวกเจ้าบีบข้ากันหมด งั้นก็ตายไปด้วยกันหมดนี่แหละ…เซียงถิงชุน! ข้าจะตายไปพร้อมกับเจ้า!”
….
ช่างเป็นภาพความรักระหว่างพ่อลูกที่แสนซาบซึ้ง!
หึๆ….ซาบซึ้งงั้นหรือ?
เฉินซานซือหัวเราะเยาะ
ตอนที่พวกมันจับชาวบ้านมาทดลองยา ทำไมไม่คิดบ้างว่าคนอื่นก็มีครอบครัว
ต่อให้ฆ่าพวกมันทั้งตระกูล ก็ไม่สมควรได้รับความเห็นใจแม้แต่น้อย…ถือว่ากำจัดภัยให้ชาวบ้านด้วยซ้ำ
แต่ในเมื่อพวกมันโยนความผิดให้เซียงถิงชุน แถมยังเกี่ยวข้องกับสมบัติเซียนอีก เขาจึงลงมือฆ่ามั่วไม่ได้ เดี๋ยวมันจะยุ่งยากซะเปล่าๆ
“เเต่ท่านผู้ตรวจการกำลังตามหาสมบัติเซียนจริงๆ แถมข้างกายยังมีระดับหลอมอวัยวะภายในอีกด้วย!”
“ดูเหมือนตระกูลเหลียงกำลังจะไปฟ้องท่านผู้ตรวจการแล้ว”
“ท่านผู้พันเซียง เอาตัวให้รอดนะ”
เฉินซานซือไม่รอช้า กระโดดออกไป ทิ้งจวนตระกูลเหลียงไว้เบื้องหลัง แล้วหายไปในความมืด
…..
“อะไรนะ”
“เจ้าอยากฝึกดาบ?” หวังจื๋อที่กำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่เงยหน้าขึ้นมอง เเล้วถามด้วยความสงสัย
“แน่ใจนะ?”
“แน่ใจ” เฉินซานซือพยักหน้าอย่างหนักแน่น
เขาเคยไปถามซุนหลีกับซุนปู้ฉีแล้ว เเต่พวกเขาไม่มีใครฝึกดาบเลย…จึงได้แต่มาหาหวังจื๋อ
หวังจื๋อนึกอยู่ครู่หนึ่ง เเล้วตอบว่า
“ข้ามีวิชาดาบอยู่​บ้าง…ตามข้ามา”
นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซานซือได้มาบ้านของหวังจื๋อ ภายในบ้านของเขาดูเรียบง่ายเกินคาด
ลานบ้านไม่มีคนดูแล ห้องต่างๆก็ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ มีเพียงห้องนอนที่มีเตียงกับหีบใบหนึ่งที่ล็อกไว้อยู่
หวังจื๋อเปิดหีบ เอาตำราวิทยายุทธออกมาหลายเล่ม…แล้วหยิบตำราดาบหลายเล่มโยนมาให้เฉินซานซืออย่างไม่ใยดี
“ดูเอา อยากฝึกเล่มไหนก็เลือกเอาเลย…ข้าไม่มีอะไรมาก นอกจากตำราวิทยายุทธ”
“ตอนที่ข้าโดนไล่ออกมา พวกนั้นยึดตำราวิทยายุทธระดับหลอมอวัยวะภายในขึ้นไปไปหมด ส่วนตำราขั้นต่ำกว่านั้น ข้าเก็บไว้ทั้งหมด”
“ในบรรดาตำราพวกนี้ ที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นวิชา ‘ดาบเตียนชาง’...มันเป็นวิชาเดียวกับที่ท่านอาจารย์ใช้”
“ท่าน​ผู้​บัญชาการ​ซุน?”
“ไม่ใช่ว่าท่านใช้หอกหรอกเหรอ?” เฉินซานซือถามอย่าง​สงสัย​
“ท่านใช้ดาบด้วย ตอนที่ท่านยังไม่ทะลวงเป็นเทพยุทธ​ ท่านฝึกวิชาสารพัดอย่าง” หวังจื๋อลูบคาง
“วิชา ‘ดาบเตียนชาง’ เป็นวิชาลับของสำนักชางซาน หนึ่งในแปดสำนักใหญ่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน”
“เเต่หลังจากที่สำนักชางซานก่อกบฏและถูกทำลาย วิชานี้ก็ตกไปอยู่ในมือของราชสำนัก…ในเมื่อท่านอาจารย์ยังฝึกวิชานี้ แสดงว่าต้องเป็นวิชาที่ดีแน่”
“แต่มันก็น่าจะฝึกยากมาก…ถ้าจะฝึกมัน มันอาจจะกระทบกับการฝึกหอกของเจ้าได้นะ”
“สำหรับ​เรื่องนั้น…ข้าอยากรู้มากกว่าว่าการฝึกอาวุธหลายชนิดมันมีประโยชน์ยังไง” เฉินซานซือพูดถึงข้อสงสัยในใจ
หนึ่งในประโยชน์ของวิทยายุทธ คือการทำให้ร่างกายทะลวงขีดจำกัด
แต่เมื่อร่างกายแข็งแกร่งขึ้นตามระดับพลังแล้ว การฝึกอาวุธชนิดใหม่จะช่วยอะไรได้อีก?
ร่างกายคงจะไม่แข็งแกร่งขึ้นมากหรอก…ไม่งั้นก็คงเป็นที่รู้กันไปนานแล้ว
“ก่อนถึงขั้นเปลี่ยนพลัง การฝึกอาวุธหลายชนิดจะทำให้พลังปราณเเละเลือดแข็งแกร่งขึ้น…เเละหลังจากถึงขั้นเปลี่ยนพลังแล้ว จะทำให้พลังภายในแข็งแกร่งขึ้น นอกนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรอีก” หวังจื๋อเปลี่ยนยาที่แผลพลางอธิบายอย่างใจเย็น
“ดังนั้น ปกติแล้วคนที่หมดหวังจะทะลวงขั้น มักจะหาวิชาต่างๆมาฝึก เพื่อเพิ่มพลังต่อสู้ เพราะสุดท้ายแล้ว การต่อสู้ระหว่างคนที่มีระดับพลังเท่ากัน ก็มักจะขึ้นอยู่กับว่าใครมีพลังปราณและเลือดกับพลังภายในมากกว่ากัน”
“ตอนนี้ระดับพลังของเจ้ายังก้าวหน้าได้อีกเยอะ ตอนนี้ฝึกวิชาเยอะไปก็ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่หรอก”
“เเละต่อให้ฝึกสำเร็จ ในการต่อสู้จริงก็ใช้สองวิชาพร้อมกันไม่ได้ สมองคนเรามีแค่หนึ่ง จะควบคุมสองอย่างพร้อมกันได้ยังไง”
“อย่างมากก็แค่ใช้อาวุธยาวกับอาวุธสั้นคู่กัน เพื่อป้องกันตอนที่ศัตรูเข้ามาประชิดตัว…เจ้าก็น่าจะคิดแบบนี้เหมือนกันใช่ไหม?”
“ก็ใช่ขอรับ” เฉินซานซือไม่ได้ปฏิเสธ
แต่ในใจเขาก็นำข้อมูลที่ได้มาเชื่อมโยงกัน
คนที่หมดหวังจะทะลวงขั้น…นั่นคงรวมถึงท่านผู้บัญชาการ​ซุนในอดีตด้วย
จนกระทั่งปีที่สิบห้าของรัชศักราช​หลงชิ่ง ท่านผู้บัญชาการ​ซุนถึงทะลวงไปเป็นเทพยุทธ​ขั้นสูงสุด
การที่ท่านฝึกดาบ มันเกี่ยวข้องกันหรือเปล่า?
แน่นอนว่าตอนนี้เป็นแค่การคาดเดา
เทพยุทธ​ยังอีกไกลจากเขามาก
ลองฝึกดาบดูก่อน…แล้วค่อยว่ากัน
“ข้าเอาเล่มนี้แหละ!” เฉินซานซือเลือกรับตำรา ‘ดาบเตียนชาง’ มาในที่สุด​
“ตามใจเจ้า”
“ถ้ามีพื้นฐานระดับพลังอยู่แล้ว การฝึกวิชาอื่นๆจะเร็วกว่ามาก…แต่จะเร็วขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์และความสามารถของเจ้าแล้ว”
“ขอบคุณมากนายร้อย​หวัง!” เฉินซานซือโค้งคำนับ​
จากนั้น​ เขาก็ไม่รอช้าเริ่มฝึกดาบทันที
วิธีการหายใจเฮ่าหลานเป็นวิชาพื้นฐานที่ใช้ได้กับทุกวิชา
สิ่งที่ต้องฝึกเพิ่มคือท่าพื้นฐานและกระบวนท่าเท่านั้น​
ยังจำได้ว่าตอนฝึกวิชาครั้งแรก แค่ฝึกท่าพื้นฐานกับกระบวนท่าให้คล่อง ก็ใช้เวลาเกือบสิบวัน
แต่ตอนนี้เมื่อเริ่มฝึกดาบ
เขากลับใช้เวลาแค่ครึ่งวันเท่านั้น​!
[วิชา: ดาบเตียนชาง (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: 0/50]
[ผลลัพธ์​: ยังไม่มี]
…..
แค่ห้าสิบก็เริ่มฝึกได้แล้ว?
เฉินซานซือลองฝึกดู…ปรากฏว่ามันเร็วกว่าที่คิด
ทุกครั้งที่ฝึกกระบวนท่าครบหนึ่งรอบ ความเชี่ยวชาญก็จะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยความเร็วขนาดนี้ แค่หนึ่งวัน…ก็คงฝึกวิชาถึงระดับ​เริ่มต้น​ได้แล้ว
“ดาบดีจริงๆ!” เฉินซานซือถือดาบเจิ้นเยว่เเล้วเพ่งมองด้วยความชอบใจอีกครั้ง
ดาบบรรพบุรุษแบบนี้ ไม่สามารถประเมินค่าเป็นเงินได้…มันเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแท้จริง
“ได้ยินว่าองค์ชายเก้าถูกส่งตัวไปเมืองหลวงแล้ว” หวังจื๋อกล่าวสิ่งที่ได้​ยินมา
นี่เป็นเรื่องดี
ถ้าองค์ชายเก้าอยู่ที่ผอหยาง
ชนเผ่าป่าเถื่อนจะต้องส่งกำลังเสริมมาอีกแน่ แถมยังต้องส่งแม่ทัพระดับสูงมาด้วย…ถ้าเป็น​แบบ​นั้น เซียงถิงชุนคงรับมือไม่ไหว
แต่ตอนนี้องค์ชายเก้าถูกส่งตัวไปแล้ว
ถ้าตระกูลหยูเหวินอยากได้คนคืน ก็ต้องไปขอจากฮ่องเต้
เเต่แน่นอนว่าไม่ได้หมายความว่าผอหยางจะปลอดภัย ตรงกันข้าม มันยังคงเต็มไปด้วยอันตราย
ตอนนี้ชนเผ่าซีเหอมีทหารอย่างน้อยห้าพันนาย และอาจจะมากกว่านั้นก็ได้
สำหรับกองทัพพันนายของเมืองผอหยาง
ถึงจะเป็นฝ่ายตั้งรับ ก็ยังคงกดดันไม่น้อย
ตอนนี้​ ทั้งในและนอกกำแพงเมืองได้เริ่มสร้างป้อมปราการเเล้ว
สงครามครั้งใหญ่ กำลังจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า​
………………….