- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 91 : ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง!
บทที่ 91 : ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง!
บทที่ 91 : ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง!
บทที่ 91 : ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง!
ทั้งในและนอกเมืองผอหยาง ต่างเข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมสำหรับสงคราม
ณ เวลานี้​ไม่ใช่แค่ทหารเท่านั้นที่ยุ่งจนหัวหมุน…ชาวบ้านทั่วไปก็หนีไม่พ้นการเกณฑ์มาใช้แรงงาน
กำแพงเมืองชายแดนที่สร้างมานานเกือบสองร้อยปี จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาในทุกๆ ปี
ตอนนี้สงครามกำลังจะเริ่มขึ้น จึงต้องเสริมความแข็งแกร่งให้กับจุดอ่อนต่างๆเป็นการใหญ่
กำแพงเมืองยาวสองร้อยลี้…แค่กำลังคนของกองพันย่อมไม่เพียงพอ จึงต้องพึ่งพาชาวบ้านมาช่วย
"ลุงไล่จื่อ กินข้าวก่อนเถอะ"
เฉินซานซือถูกส่งตัวไปควบคุมงาน พร้อมกับนำข้าวที่หวังลี่เตรียมไว้ไปแจกจ่ายให้ชาวบ้าน
การเกณฑ์แรงงานชั่วคราวแบบนี้ แม้แต่ข้าวก็ยังไม่จัดหาให้
เเต่ชาวบ้านไม่ทำก็ไม่ได้…ไม่เช่นนั้น หากชนเผ่าป่าเถื่อนตีเมืองแตก ก็คงไม่มีใครรอดชีวิตอยู่​ดี
"ซาลาเปาไร้นึ่งนี่มันหอมจริงๆนะ เจ้าหนูซานซือ เจ้าได้เป็นขุนนางแล้ว ช่วงนี้คงโกงกินไปไม่น้อยเลยสิ!" ไล่จื่อรับซาลาเปามากัดโดยไม่พูดจาขอบคุณสักคำ
"บังอาจ!" หวังลี่โพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล
"เจ้านี่ ท่านนายร้อยอุตส่า​มีน้ำใจขอเสบียงจากกองพันมาให้พวกเจ้ากิน…เจ้ายังกล้าพูดเเบบนี้​อีกหรือ?!"
"ปากหมาพ่นแต่ไฟ!" ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างพากันต่อว่า
"ไล่จื่อ เจ้าไปตายซะเถอะ!"
"ใช่ ออกไปนอกเมืองแล้วไปตายด้วยน้ำมือของพวกป่าเถื่อนเถอะ ถึงจะสมกับที่เจ้าเกิดมา!"
"..."
…
เเน่นอนว่า เฉินซานซือไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น
เขาให้หวังลี่คอยดูแลอยู่ที่นี่ ส่วนตัวเองก็ไปจัดการธุระอื่นต่อ
เสบียงอาหาร เขาเป็นคนขอให้เซียงถิงชุนจัดสรรมาจากคลัง
การรบแบบตั้งรับ หากไม่ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน ความยากลำบากก็จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
หวังจะให้ม้าวิ่ง…แต่ไม่ให้มันกินหญ้าได้ยังไง?
เสบียงอาหารในกองพันมีเพียงพอสำหรับหกเดือน แบ่งให้ชาวบ้านเล็กน้อยก็คงไม่เป็นไรหรอก
อีก​อย่าง​ ในยุ้งฉางของเหล่าเศรษฐีและสำนักยุทธ มีเสบียงอาหารกักตุนไว้มากมาย…พวกเขา​รอแค่จะขึ้นราคาขายในฤดูหนาวเท่านั้น
ถ้าไม่พอจริงๆ…ก็ไปปล้นเอาจากสำนักยุทธก็ได้
….
เมื่อกลับมาที่ค่ายทหาร
เฉินซานซือเริ่มฝึกวิชาหอกเป็นเวลาสองชั่วยามโดยอาศัยสรรพคุณทางยาของหลิงเหอ จากนั้นก็เริ่มฝึกดาบ
วิชาดาบเตียนชาง แบ่งออกเป็นสามส่วน
ส่วนที่อยู่ในมือเขานี้ สามารถฝึกฝนจนถึงระดับหลอมอวัยวะภายในได้
มันมีทั้งหมดสิบสามกระบวนท่า แต่ละกระบวนท่ามีมากถึงเจ็ดสิบสองรูปแบบ เเต่ไม่มีลักษณะเด่นที่ชัดเจน
หากจะให้พูดถึงลักษณะเด่น ก็คือเน้นการสังหาร ทุกท่วงท่าล้วนมีไว้เพื่อฆ่าผู้คน
ทันใดนั้น​ ดาบเจิ้นเยว่ในมือของเฉินซานซือสั่นสะเทือน
บางครั้งก็รวดเร็วเหมือนพายุฝน บางครั้งก็เชื่องช้าเหมือนเมฆลอย แต่ละคมดาบล้วนแฝงไว้ด้วยพลังที่แปรปรวน เเละยิ่งใหญ่ตระการตา
[วิชา: ดาบเตียนชาง (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 0/50]
[ผลลัพธ์: การใช้สองมือพร้อมกัน, ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง]
[การใช้สองมือพร้อมกัน: ควบคุมสองสิ่งพร้อมกัน ใช้สองอาวุธเสริมจุดแข็ง-ปิดจุดอ่อน]
[ความเชี่ยวชาญดาบขั้นสูง: ต่ำกว่าระดับเปลี่ยนพลัง การฝึกวิชาดาบจะฝึกได้อย่างรวดเร็วและไร้อุปสรรค]
…..
หลังจากวิชา​ดาบถึงระดับเริ่มต้น, เเถบความเชี่ยวชาญก็ยังคงอยู่ที่ห้าสิบ
นั่นหมายความว่า ตราบใดที่ไม่เกินระดับพลังของตัวเอง การทะลวงขั้นก็ง่ายเหมือนการกินข้าวและดื่มน้ำ
ด้วยเหตุนี้ ความกังวลของหวังจื๋อที่ว่าจะกระทบต่อการฝึกหอกก็หมดไป
ที่สำคัญกว่านั้น
นั่นคือความสามารถ​ใน(การใช้สองมือพร้อมกัน)​
คนปกติจะไม่สามารถควบคุมสองสิ่งพร้อมกันได้
เเละการที่เฉินซานซือเลือกจะฝึกอาวุธสั้นอีกอย่าง ก็เพื่อรับมือกับสถานการณ์พิเศษ เพื่อให้สามารถ​รับมือกับศัตรูที่เข้ามาประชิดตัวได้บ้าง…ดีกว่าต้องต่อสู้มือเปล่า
แต่ถ้าสามารถใช้สองวิชาพร้อมกันได้ แบบ​นี้…มันก็จะเกิดผลลัพธ์​การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่!
บางครั้ง หนึ่งบวกหนึ่งมีค่ามากกว่าสอง!
หอกในฐานะราชาแห่งอาวุธ เเต่มันมีข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือขนาดที่ยาวเกินไป ถึงแม้ว่าวิชาหอกของเขาจะอยู่ในระดับสูงส่ง และยังไม่เคยมีใครเข้ามาประชิดตัวได้สำเร็จ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีวันเกิดขึ้น
การที่สามารถใช้ดาบและหอกพร้อมกันได้ จะช่วยชดเชยข้อบกพร่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์
หลังจาก​คิดได้เช่นนี้…เฉินซานซือก็ลองฝึกฝนทันที
ดาบเจิ้นเยว่และหอกใบหญ้าในมือของเขา เหมือนถูกควบคุมโดยคนสองคนที่เข้าขากันอย่างมาก
โดยเฉพาะดาบเจิ้นเยว่
แม้จะถือดาบด้วยมือซ้าย เขาก็ไม่รู้สึกอึดอัดหรือเเปลกใหม่​เลย…กลับกัน มันรู้สึกถนัดมืออย่างมาก!
เฉินซานซือถือหอกด้วยมือขวาและดาบด้วยมือซ้าย
เพียงสองวันสองคืน
เขาก็ฝึกดาบจนถึงระดับหลอมเลือดขั้นสูงสุด…พลังปราณและเลือดในร่างกายแข็งแกร่งขึ้น และการฝึกหอกก็ไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย​
….
"นายร้อยเฉิน"
ทันใดนั้น​ จ้าวคังก็เดินมาหาเขา
"โปรดไปที่เต็นท์ใหญ่ ผู้พันเซียงมีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทุกคนทราบ"
ภายในเต็นท์กลางกองทัพ
ตอนนี้​ นายร้อยทุกนายมาพร้อมหน้ากันเเล้ว
นอกจากนั้น ยังมีผู้ตรวจ​การเซวี่ย นายอำเภอ​จี้ รวมถึงซุนหลีและซุนปู้ฉีด้วย
เมื่อคนมาครบ…เซียงถิงชุนก็มองไปที่เฟิงหยง เป็นสัญญาณว่าให้เริ่มได้
"ขอรับ!"
เฟิงหยงชี้ไปที่จุดที่อยู่ห่างจากกำแพงเมืองไปทางทิศเหนือยี่สิบลี้บนแผนที่ทราย แล้วกล่าวว่า
"เมื่อสองวันก่อน ข้าได้รับคำสั่งให้ออกไปนอกเมืองเพื่อสอดแนมรอบใหม่ พบว่าชนเผ่าป่าเถื่อนเริ่มตั้งค่ายพักที่นี่ และได้รับข้อมูลที่แน่ชัดว่าอย่างช้าที่สุดภายในห้าวัน พวกมันจะเริ่มบุกโจมตีผอหยาง”
"กำลังพลทั้งหมดประมาณหกพันนาย ทหารม้าเร็วสองพันนาย ทหารม้าหนักห้าร้อยนาย”
"ระดับหลอมอวัยวะภายในเพิ่มเป็นสองคน ระดับหลอมกระดูกเพิ่มเป็นสิบคน ระดับหลอมเลือดขั้นสูงสุดจำนวนหนึ่ง”
"นอกจากนี้ ยังมีอาวุธหนักครบครัน ทั้งเครื่องยิงหิน รถลาก และอื่นๆอีกมากมาย”
"ส่วนฝั่งเรา”
“มีทหารที่พร้อมรบหนึ่งพันห้าสิบหกนาย, ศิษย์สำนักยุทธอีกสองร้อยนาย ระดับหลอมอวัยวะภายในสามคน ระดับหลอมกระดูกสิบสองคน”
"ท่านผู้พัน…ข้ารายงานครบแล้ว"
"อืม"
เซียงถิงชุนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ​
"โดยรวมแล้ว กำลังรบระดับสูงของเรามีมากกว่า แต่ชนเผ่าซีเหอมีกำลังพลมากกว่าเราหลายเท่า…แม้ว่าเราจะตั้งรับอย่างเดียว ก็คงจะต้านทานได้ไม่นาน”
"ดังนั้น ท่านจี้ ท่านพอจะช่วยขอให้กองบัญชาการทหารแห่งมณฑลอันติ้งส่งกำลังเสริมมาอีกหนึ่งพันห้าร้อยนายได้หรือไม่?"
"เรื่องนี้ข้าไม่มีอำนาจ" จี้กวงเสียนตอบอย่างกระอักกระอ่วน
"ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้กองทัพอันติ้งต้องเผชิญหน้ากับกองทหารม้าห้าหมื่นนายอยู่…คงไม่มีกำลังพลเหลือให้ส่งมาหรอก อย่างมากก็แค่ส่งผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายในจากตระกูลข้ามาช่วยอีกคน"
ภารกิจของเขายังไม่สำเร็จ…จึงไม่สามารถกลับไปได้
การอยู่ที่ผอหยาง ก็เท่ากับต้องร่วมเป็นร่วมตายกับเมืองนี้
"คุณหนูซุน"
เซียงถิงชุนหันไปมองซุนหลี
"ทางกองบัญชาการใหญ่พอจะส่งคนมาช่วยได้ไหม?"
“ข้าได้เขียนจดหมายส่งไปยังสถานีส่งข่าวให้รีบนำไปยังเหลียงโจวแล้ว…บิดาข้าคงจะมีการจัดเตรียมแน่นอน” ซุนหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เเต่ก่อนหน้านั้น ข้าและน้องชายจะอยู่ที่ผอหยางเพื่อช่วยรบอย่างแน่นอน พวกข้าจะไม่หนีทัพเด็ดขาด”
“ดี!”
“ใต้หล้ารู้จักความกล้าหาญของกองทัพหลักทั้งแปดดี ดูเหมือนว่าชื่อเสียงของพวกท่านจะไม่เกินจริง!” เซียงถิงชุนมองไปยังทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยพลังใจ
“ทุกท่าน แม้แต่คุณหนูและคุณชายของผู้บังคับบัญชา​การสูงสุด​ยังยอมสู้จนตัวตาย เเล้วพวกเราทหารเมืองผอหยาง​จะถอยได้อย่างไร?”
“ข้าขอสั่ง! ตั้งแต่​พรุ่งนี้เป็นต้นไป ทหารทุกนายของกองพันนายผอหยางจะเข้าประจำการที่กำแพงเมือง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือข้าศึกตลอดสิบสองชั่วยาม!”
“รับทราบ!” ทุกคนขานรับพร้อม​กัน
…..
หลังจาก​นั้น​ เซียงถิง​ชุน​ก็ให้ทุกคนเเยกย้ายกันกลับไป
“นายร้อยเฉิน!”
เฉินซานซือที่กำลังจะกลับบ้านได้ถูกเรียกตัวเอาไว้
เขาหยุดเดินแล้วถามว่า
“ท่านจี้ มีอะไรหรือ?”
“ฮ่าฮ่า” จี้กวงเสียนหัวเราะ
“ท่านเฉินบุกเดี่ยวเข้าไปในเขตแดนข้าศึกหลายร้อยลี้ จับตัวองค์ชายท่ามกลางการล้อมของกองทัพศัตรู สร้างผลงานอันน่าทึ่ง…ไม่นานชื่อเสียงของท่านคงจะโด่งดังไปถึงเมืองหลวง”
“ท่านเกาเป็นคามองคนไม่ผิด ท่านต้องมีงานสำคัญให้ท่านทำอย่างแน่นอน”
“ท่านจี้ชมเกินไปแล้ว” เฉินซานซือตอบอย่างขอไปที
“น่าเสียดาย แม้ว่าข้าจะอยากออกจากผอหยางมาก…เเต่ตอนนี้ก็ทำไม่ได้ ไม่ว่าเรื่องใหญ่แค่ไหนก็ต้องรอให้สงครามจบลงก่อน”
เพียงคำพูด​เดียว ก็สามารถ​ถ่วงเวลาได้!
เเละตราบใดที่ถ่วงเวลาจนระดับพลังของเขาจะสูงขึ้นมากพอ…ปัญหาทุกอย่างก็จะคลี่คลายได้อย่าง​ง่ายดาย​
“ท่านเฉินพูดถูก” จี้กวงเสียนลูบเครา
“ข้าก็จะไม่ไปไหน จะอยู่ที่นี่ ร่วมเป็นร่วมตายกับทหารผอหยาง…เรื่องของเราควรปรึกษาหารือกันหลังสงครามจบลงจริงๆ”
“ท่านจี้มีคุณธรรม​สูงส่ง​จริงๆ!”
ทันใดนั้น​ เฉินซานซือก็เปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว​
“แต่ข้าไม่รู้ว่า…ยา…​”
“ไม่มี!” จี้กวงเสียนขัดขึ้น
“ท่านเฉิน ข้าเดินทางมาไกล จะพกสมุนไพร​ติดตัวมามากมายได้ยังไง”
“เเต่แน่นอนว่าถ้าท่านเฉินรับปาก ข้าก็พอจะส่งคนไปเอายาจากอันติ้งมาให้ได้”
“ท่านจี้เข้าใจผิดแล้ว” เฉินซานซือกล่าว
“ข้ารู้จักมารยาท ไม่มีคุณความดีก็ไม่ควรรับสิ่งตอบแทนหรอก”
“น้ำยาเสริมสร้างร่างกายล้ำค่ามาก แม้ว่าท่านจี้จะมีน้ำใจ ข้าก็ไม่กล้ารับมาใช้ฟรีๆอีก”
“ที่ข้าอยากถามคือ ท่านจี้ยังมียาอื่นอีกไหม?”
“ยกตัวอย่าง​เช่น ยาสำหรับรักษาอาการบาดเจ็บ ยาสำหรับฟื้นฟูพลังปราณและเลือด…ข้าไม่ต้องการมาก หรอก แค่พอใช้ครั้งเดียวก็พอแล้ว​”
“เรื่องนั้น…” จี้กวงเสียนครุ่นคิดครู่หนึ่ง
“มีสิ! ตระกูลจี้ของข้าทำธุรกิจยาสมุนไพรมาตั้งแต่แรกเริ่ม จะมีแค่สูตรยาเดียวได้ยังไง?”
“ไม่ว่าจะเป็นยาพอกแผลสำหรับรักษาบาดแผลภายนอก ยาเม็ดโลหิต​สำหรับฟื้นฟูพลังปราณและเลือด…เเละยาของตระกูลจี้ดีกว่าข้างนอกไม่รู้ตั้งกี่เท่า”
“ในเมื่อท่านเฉินเอ่ยปากแล้ว ข้าจะปฏิเสธได้อย่างไร…เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งไปให้นะ”
“ขอบคุณท่านจี้!” เฉินซานซือประสานมือคำนับ แล้วขอตัว
….
“ท่านนายอำเภอ…เขาเริ่มมาขอยาเราเองแล้ว” ซานหยวนจื่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“แน่นอน สูตรยาสำหรับระดับหลอมกระดูกของตระกูลข้า องค์ชายมักจะนำไปใช้ฝึกฝนคนสนิท…เเถมใครได้ใช้แล้วก็ไม่อยากเปลี่ยนยา!” จี้กวงเสียนกล่าวอย่างมั่นใจ
“เจ้าไปส่งยาให้เขา เอาไปแค่พอใช้ครั้งเดียวก็พอ…เขาขอครั้งแรก เดี๋ยวก็ต้องขอครั้งที่สอง เราไม่ต้องกลัวควบคุมเขาไม่ได้อีกเเล้ว”
…
“สำเร็จ!”
เฉินซานซือปรุง ‘น้ำยาเสริมสร้างร่างกาย', ‘ยาฟื้นฟูพลังปราณเเละเลือด และยารักษาแผลภายนอกสูตรลับสำเร็จ
น้ำยาเสริมสร้างร่างกาย…แม้แต่ระดับหลอมกระดูกระดับความสำเร็จเล็กน้อยก็ยังใช้ได้ผล
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนเเรก (ความสำเร็จเล็กน้อย)]
[ความคืบหน้า: 108/2000]
ส่วนยาอีกสองชนิดไม่ได้มีประโยชน์มากนัก แต่ไม่เอาไว้ก็เสียดาย
เเถมมันยังทำให้จี้กวงเสียนคิดว่าเขาติดใจในยาของตระกูลจี้อีก…อย่างน้อยก็คงไม่มายุ่งกับเขาก่อนที่สงครามจะจบลง
[ทักษะ: การแพทย์ (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 403/500]
…..
“ทักษะการแพทย์ก็ใกล้จะทะลวงขั้นแล้ว!”
จากนั้น เมื่อเฉินซานซือกลับถึงบ้าน
กู้ซินหลันก็ทำอาหารเย็นไว้รอเรียบร้อยแล้ว
ในตอนกลางคืน
เธอนำชุดคลุมสีดำอมฟ้าที่ใช้เวลาเย็บปักถักร้อยนานสองเดือนออกมาสวมให้เฉินซานซือด้วยตัวเอง แล้วตรวจดูว่ามีจุดไหนที่ไม่พอดีหรือไม่ เพื่อที่จะได้แก้ไขในคืนนี้
“ขนาดกำลังพอดีเลย พี่ซานซือใส่แล้วดูหล่อมาก”
ใต้แสงเทียน หน้ากระจกทองแดง
กู้ซินหลันมองสามีของตนอย่างเงียบๆ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหลงใหล ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นแดงก่ำและมีน้ำตาคลอ
เธอโผเข้ากอดเอวสอบแน่นของเขา เเล้วพึมพำว่า
“ลูกของพี่สาวถงใกล้จะคลอดแล้ว”
“ข้ารู้” นับตั้งแต่มาที่โลกนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เฉินซานซือได้สวมเสื้อผ้าที่พอดีตัวและสบายขนาดนี้
เขารวบแขนเสื้อพลางตอบว่า
“ซูปินจะไปประจำการที่กำแพงเมืองกับข้า เจ้าช่วยดูแลภรรยาเขาด้วย”
“ข้าไม่ได้หมายความแบบนั้น…” กู้ซินหลันกอดแน่นขึ้น เสียงเบาลง
“ข้าแค่อยากบอกว่า ถ้าพี่กลับมาแล้ว พวกเราก็มีลูกกันเถอะ”
พอพูดถึงตอนท้าย
น้ำเสียงของเธอไม่ได้มีความเขินอายมากนัก แต่กลับเต็มไปด้วยความสะอื้น
ใจความสำคัญของประโยคนี้คือ “กลับมา”
“ไม่ต้องห่วง ข้ามากเก่งนะ” เฉินซานซืออุ้มเธอขึ้นในอ้อมแขน
“เเล้วเรื่องนี้ไม่ต้องรอให้กลับมา ทำตอนนี้เลยก็ได้”
“อื้อ~”
…
ค่ำคืนนี้
มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมากมายในค่ายทหาร
บิดาเงียบงัน มารดาเอ่ยกำชับ ภรรยาและบุตรหลั่งน้ำตา
เพราะไม่มีใครรู้ว่า คืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายที่ได้อยู่พร้อมหน้ากัน
ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป
ทหารทุกนายจะต้องไปประจำการที่กำแพงเมือง เพื่อต่อต้านการรุกรานของชนเผ่าป่าเถื่อน
ก่อนสงครามจะจบลง จะไม่มีใครได้รับอนุญาตให้กลับบ้านทั้งนั้น
……………………….