- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 89 : ทะลวงขั้นฝึกผิวหนัง, อยู่ยงคงกระพันชาตรี
บทที่ 89 : ทะลวงขั้นฝึกผิวหนัง, อยู่ยงคงกระพันชาตรี
บทที่ 89 : ทะลวงขั้นฝึกผิวหนัง, อยู่​ยงคงกระพัน​ชาตรี​
บทที่ 89 : ทะลวงขั้นฝึกผิวหนัง, อยู่​ยงคงกระพัน​ชาตรี​
วันรุ่งขึ้น
ณ วันนี้​ เรื่องที่เฉินซานซือจับองค์ชายเก้าได้ก็ได้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองผอหยาง
ชื่อเสียงของเขาตอนนี้ แทบจะบดบังเซียงถิงชุนไปเลยทีเดียว
เเละข่าวนี้ทำให้มีคนอีกสองร้อยคนมาสมัครเข้ากองทัพที่ผอหยาง…เซียงถิงชุนรับคนเหล่านี้ทั้งหมดไว้ พร้อมกับส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการ เพื่อขอเพิ่มกำลังพลชั่วคราว
เนื่องจากสงครามใกล้เข้ามาแล้ว...เบื้องบนไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน
นอกจากนี้ เซียงถิงชุนยังขอให้ส่งกำลังเสริมมาเพื่อป้องกันเมืองผอหยาง…เพราะสงครามครั้งใหญ่ กำลังจะมาถึงแล้ว!
จากสรุปข้อมูลที่เฉินซานซือและคนอื่นๆสืบมาได้ ชนเผ่าซีเหอได้เพิ่มกำลังพลเป็นห้าพันนาย
ไม่แน่…เรื่องนี้มันอาจจะเกี่ยวข้องกับสมบัติเซียนจริงๆก็ได้
เเบบนี้ต่อไปอาจจะมีพวกลัทธิ​เทพวิญญาณ​เเฝงตัวเข้ามาในเมืองผอหยางอีกมาก
หนีดีใหม?
ไม่…ยังไงก็คงหนีไม่พ้นแล้วล่ะ
ตั้งแต่ข้ามโลกมา เขาไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว
ถ้าตอนนั้นเขาเลือกเข้าสำนักยุทธ ตอนนี้อาจจะยังคงประจบประแจงเหลียงจ่านที่สำนักเทียนหยวน แถมคงยังไม่ได้ฝึกวิชาถึงขั้นใหนเลยด้วยซ้ำ
ส่วนการเข้ากองทัพ ถึงจะได้ฝึกวิชาชั้นสูง…แต่ก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลกเเบบนี้
ทุกทางเลือก ย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย
ตอนนี้​ สิ่งเดียวที่เฉินซานซือทำได้ คือการพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ!
อย่างไร​ก็ตาม, การเดินทางไปยังทุ่งหญ้าครั้งนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 885/1000]
….
การต่อสู้เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ทำให้เลือดลมสูบฉีด
พลังจากหลิงเหอที่เขากินก่อนออกเดินทางได้ถูกดูดซึมจนหมด มันจึงทำให้ความเชี่ยวชาญในวิชาหอกของเขา​เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ
อีกไม่กี่วันก็คงจะทะลวงไปถึงขั้นหลอมผิวหนังได้แล้ว
เเต่เรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องประกาศให้ใครรู้หรอก…ค่อยๆทะลวงไปเงียบๆ ก็พอเเล้ว
ที่ผ่านมา แค่โชว์พรสวรรค์ให้คนอื่นเห็นบ้างประปราย​
ต่อไปยังต้องรับมือกับ หลัวตงเฉวียนที่เป็นระดับหลอมอวัยวะภายใน…ดังนั้น ยังไม่จำเป็นต้องทำให้เขาหวาดระแวง
ที่สำคัญที่สุด…ก่อนจะถึงขั้นหลอมอวัยวะภายใน ยังไงก็เลื่อนตำแหน่ง​ไม่ได้เเล้ว
เเล้วเขาจะทำเรื่องให้ยุ่งยากไปทำไม?
….
[ทักษะ : การแกะรอยเเละซ่อนตัว (ระดับ​ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]
[ความคืบหน้า: 705/1000]
…
[ทักษะ: การบัญชาการ (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 233/500]
…
[ทักษะ: การขี่ม้า (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: (109/500)]
….
จะว่าไปแล้ว
ที่เขารอดกลับมาได้…ส่วนหนึ่ง​ก็เพราะ วิชาการแกะรอยเเละซ่อนตัวนี่แหละที่ช่วยไว้!
เเละถ้าไม่มีม้าขาวที่ว่องไวปานสายฟ้า…เฉินซานซือไม่มีทางจับองค์ชายเก้าได้ในเวลาสั้นๆแบบนั้นแน่
ดังนั้น…การเพิ่มความเชี่ยวชาญในทักษะต่างๆจึงถือว่าคุ้มค่ามาก
เเละนอกจากความเชี่ยวชาญในวิชาที่เพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่ได้มาเเละมีมูลค่ามากที่สุด…ก็คงจะเป็นดาบเล่มนี้!
“ชิ้งงงง!”
เฉินซานซือชักดาบออกมา ทำเอากู้ซินหลันที่อยู่ในอ้อมกอดตกใจ
เฉิน​ซาน​ซือ​พึ่งจะผ่านความเป็นความตายมา…หลังจากที่ได้พบกัน ก็เลยใช้เวลาอันมีค่าด้วยกันทั้งคืน
เเละดาบเล่มนี้
ฝักดาบทำจากไม้มะเกลือ มีลวดลายเถาวัลย์สีทองประดับอยู่ตรงกลาง พร้อมอัญมณีสีแดงที่ส่องประกายระยิบระยับภายใต้แสงเทียน
ตัวดาบยาวสามฉื่อหกชุ่น ตรงกับสวรรค์สามร้อยหกสิบชั้น กว้างหนึ่งชุ่นแปดเฟิน ตรงกับครึ่งหนึ่งของกลุ่มดาวเทียนกัง…ดาบทั้งเล่มไร้ที่ติ แสงสีเงินสะท้อน​วาววับคมกริบ น้ำหนักก็กำลังดี
“ดาบเจิ้นเยว่!”
ชื่อของดาบเล่มนี้​ เฉินซานซือเคยอ่านเจอในหนังสือ
ราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินก่อนราชวงศ์ต้าเซิ่ง คือราชวงศ์ต้าเยี่ยน
ดาบเจิ้นเยว่เล่มนี้ ถูกตีขึ้นโดยจักรพรรดิที่ทำให้ราชวงศ์ต้าเยี่ยนรุ่งเรือง ใครจะไปคิดว่าร้อยปีต่อมาจะตกไปอยู่ในมือของตระกูลหยูเหวิน
หลังจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนล่มสลาย, ดินแดนแถบภาคกลางก็แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า…ยาวนานกว่าร้อยปี
ชนเผ่าต่างถิ่นต่างหลอมรวมเข้ากับวัฒนธรรมของชาวภาคกลาง อ่านหนังสือของชาวภาคกลาง สวมใส่เสื้อผ้าของชาวภาคกลาง และพูดภาษาของชาวภาคกลาง
ต่อมา พวกเขาก็ถูกจักรพรรดิไท่จู่แห่งราชวงศ์ต้าเซิ่งขับไล่กลับไปยังทุ่งหญ้า…สามร้อยกว่าปีมานี้ ชนเผ่าเร่ร่อนก็ถอยห่างจากวัฒนธรรมของชาวภาคกลางไปมาก แต่ภาษายังคงเหมือนเดิม
“ดาบดี!”
เฉินซานซือชอบดาบเล่มนี้มาก
ดาบเล่มนี้ฟันหอกของเขาจนเกือบพัง จนตอนนี้ต้องส่งไปซ่อมที่ร้านตีเหล็กแล้ว
เเละหลังจากกลับมาที่ผอหยาง ก็ไม่มีใครพูดถึงดาบเล่มนี้อีก เขาก็เลยถือว่าเป็นของเขาโดยปริยาย
ด้วยดาบเล่มนี้​ หลังจากเขาทะลวงขั้นฝึกผิวหนังได้​แล้ว ก็คงต้องหาเวลามาฝึกดาบด้วย!
ส่วนองค์ชายเก้า…เหมือนจะถูกส่งตัวไปยังเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อคืน
องค์ชายเก้าเป็นบุคคลสำคัญ…พวกเขาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจเรื่ององค์​ชายเลย
….
“เเต่นี่ก็นับได้ว่าเป็นความดีความชอบครั้งใหญ่ ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะประทานรางวัลอะไรให้บ้าง” เฉินซานซือคิดพลางพึมพำ​ในใจ
แต่ตอนนี้เป็นช่วงสงคราม ทางเหนืออยู่ไกลจากเมืองหลวงมาก การเดินทางไปกลับคงต้องใช้เวลานาน
ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดสำห​รับ​เฉินซาน​ซือก็คือการเพิ่มพูนความแข็งแกร่งเท่านั้น​
….
วันรุ่งขึ้น
เฉินซานซือเดินไปที่ค่ายทหาร
จูถง ซูปิน และคนอื่นๆอยู่กันพร้อมหน้า…ไม่มีใครมีอาการบาดเจ็​บหลงเหลือ​อยู่​
เเละที่พวกเขารอดกลับมาได้ถึงหกคน ต้องยกความดีความชอบให้กับการบัญชาการรบที่เยือกเย็นของเฉิน​ซาน​ซือและกลยุทธ์กระบวนทัพวงกลม
เพราะ​ถ้าไม่เป็นแบบนั้น พวกเขา​คงจะถูกฆ่าตายตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
“หวังลี่ เจ้าคงรู้จักหลี่ต้าจื้อกับคนอื่นๆ ใช่ไหม”
เฉินซานซือพูดจบ เขาก็หยิบเงินยี่สิบตำลึงออกมา
“หาเวลาเอาเงินนี่ไปให้ครอบครัวของพวกเขา แล้วก็ดูด้วยว่าเงินช่วยเหลือและค่าชดเชยที่ผู้พันสัญญาไว้ให้ครบหรือยัง…ถ้ามีปัญหาอะไรก็มาบอกข้า”
ถึงจะเป็นแค่ทหารยศต่ำสุด​ แต่ก็เป็นชีวิตของคนๆหนึ่ง
เขาไม่เหมือนเซียงถิงชุน ที่มองชีวิตคนเป็นแค่ตัวเลข…ในเมื่อพอช่วยได้ เขาก็อยากจะช่วย
อีก​อย่าง​ เขาไม่ไว้ใจขุนนางพวกนั้นหรอก..ใครจะรู้ว่าเงินช่วยเหลือถูกยักยอกไปบ้างหรือเปล่า
“จูถง เรื่องค่ารักษาพยาบาลกองทัพออกให้อยู่แล้ว ส่วนเรื่องการฝึกฝน ต่อไปทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับระดับหลอมเลือด ข้าออกให้ทั้งหมด จะดื่มยาบำรุงเลือด หรือยาบำรุงพลัง อะไรก็ตามสบายเลย” เฉินซานซือพูดอย่างใจกว้าง
เซียงถิงชุนคงให้ของดีๆเป็นรางวัล​เเก่พวกเขา​ไม่ได้หรอก
แต่สำหรับ​ยาบำรุงเลือด หรือยาบำรุงพลัง…ของพวกนี้ยังไงก็ต้องให้
ไม่งั้นใครจะมาทำงานให้เขา
“ขอบคุณนายร้อยเฉิน!” จูถงและคนอื่นๆก้มหัวขอบคุณ
คนจนๆอย่างพวกเขา ขาดแคลนที่สุดก็คือยาบำรุง…เเละถ้าไม่ใช่เพราะแบบนั้น ความเร็วในการฝึกฝนก็คงไม่ช้าแบบนี้หรอก
“หวังจื๋อ อาการ​บาดเจ็บของท่านเป็นยังไงบ้าง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
“ไม่มีปัญหา…ยังไงข้าก็ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ โดนฟันแค่เเผล-สองแผล ไม่ตายหรอก”
“แต่ข้าแค้นใจจริงไที่ฆ่าหลัวตงเฉวียนไม่ได้…เจ้ารู้ไหมว่ามันอยู่ระดับไหน?”
“พึ่งจะเลื่อนขั้นเป็นรองผู้พัน, งั้นเขาก็ต้องเป็นระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นเริ่มต้นไม่ใช่เหรอ?” เฉินซานซือถามอย่างประหลาดใจ
“ไม่ใช่แน่ๆ!”
หวังจื๋อพาเขามาที่ที่ไม่มีคน แล้วพูดเสียงเบา
“ถึงแม้ระดับพลังของข้าจะตกลง แต่ข้าก็รู้ดีว่าแต่ละระดับควรจะมีพลังขนาดไหน…ยิ่งกว่านั้น ข้าอยู่ที่ผอหยางมานานกว่าสิบปี รู้แม้กระทั่งว่ามันฝึกวิชาอะไร”
“มันไม่ใช่เเค่ระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นเริ่มต้นแน่ๆ…อย่างน้อยๆก็ต้องขั้นเชี่ยวชาญ! ตอนนี้มันปกปิดระดับพลังที่แท้จริงอยู่​!”
“หืม…ข้าจะระวังไว้” เฉินซานซือพยักหน้า แล้วจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ
เขาเองก็กำลังคิดจะปกปิดเรื่องระดับพลังเหมือนกัน
ไม่นึกเลยว่าหลัวตงเฉวียนจะทำแบบนี้มาก่อน
ที่เขาคิดจะปกปิดระดับพลัง ก็เพื่อรับมือกับผู้ฝึกยุทธระดับหลอมอวัยวะภายใน…แล้วหลัวตงเฉวียนล่ะ มันปกปิดระดับพลังเพื่อรับมือกับใคร?
“เเต่เจ้าไม่ต้องห่วงหรอก” หวังจื๋อกล่าวต่อ
“หลังจากกลับมาแล้ว เจ้ามีพี่น้องตระกูล​ซุนคอยดูเเลอยู่ หลัวตงเฉวียนไม่มีทางกล้าทำอะไรเจ้าหรอก ตั้งใจฝึกฝนไปเถอะ อีกไม่นานเจ้าก็จะไล่ตามมันทัน”
“แล้วซานหยวนจื่อล่ะ…หมอนั่นปกปิดระดับพลังหรือเปล่า?”
“ไม่” หวังจื๋อตอบ
“ครั้งที่แล้วที่จวนตระกูลจี้ ตอนที่เจ้าฝึกวิชา ข้าแกล้งเมาแล้วลองวัดระดับพลังของมันดูแล้ว มันเป็นระดับหลอมอวัยวะภายในขั้นเริ่มต้นจริงๆ แต่ก็ฝึกฝนมาอย่างหนักแน่น ไม่ธรรมดาเลย”
เฉินซานซือเข้าใจแล้ว
เรื่องระดับพลัง ส่วนใหญ่แล้วจะมองออกแค่ระดับที่ต่ำกว่าตัวเอง ส่วนระดับที่สูงกว่าตัวเอง มองยังไงก็ไม่ทะลุ
ส่วนหวังจื๋อนี่ถือเป็นกรณีพิเศษ เขาระดับพลังตกลงมาจึงมองคนระดับสูงกว่าออก
หลังจากคุยกันเสร็จ เฉินซานซือก็ไม่พักผ่อนเเล้วรีบเริ่มฝึกฝนทันที
ตอนนี้ เขาเตรียมจะทะลวงขั้นฝึกผิวหนัง​ให้สำเร็จให้ได้
….
อีกด้าน ที่บ้านพักผู้พัน
ณ เวลานี้เซียงถิงชุนกำลังฝึกดาบอยู่ในลานบ้าน
“ท่านผู้พัน ท่านเรียกข้ามีอะไรหรือขอรับ?” หลัวตงเฉวียนเอ่ยถามหลังจากถูกสาวใช้พามาหา
เซียงถิงชุนไม่พูดอะไร เขายังคงฝึกดาบต่อไปเเละปล่อยให้อีกฝ่ายยืนรออยู่แบบนั้น
จนกระทั่งผ่านไปหนึ่งชั่วยาม
เขาจึงเก็บดาบ รับผ้าร้อนจากสาวใช้มาเช็ดเหงื่อ
…แต่สุดท้ายก็ยังไม่รีบพูดอะไร นั่งลงบนเก้าอี้หวายแล้วจิบชาอย่างสบายอารมณ์
หลัวตงเฉวียนก็ยืนนิ่งเงียบ โดยไม่พูดอะไรสักคำ
ในที่สุด เซียงถิงชุนก็วางถ้วยชาลงแล้ววเอ่ยขึ้น
“ว่ามา หลัวตงเฉวียน”
“ทำไมเจ้าต้องทำแบบนั้นด้วย”
“ข้าน้อยไม่ทราบว่าเรื่องอะไรขอรับ!” หลัวตงเฉวียนก้มหน้า
“การปล่อยข่าวพวกเดียวกัน มันต่างอะไรกับการทรยศ!”
เซียงถิงชุนลุกขึ้น เดินไปหยุดตรงหน้าอีกฝ่าย ขณะที่พยายามระงับโทสะ
“เจ้า…เจ้าต้องรีบร้อนให้เฉินซานซือตายขนาดนั้นเชียวหรือ แม้แต่หน้าข้าก็ยังไม่เว้นให้?”
“ท่านผู้พัน ข้าน้อยก็แค่ต้องการป้องกันตัวเอง” หลัวตงเฉวียนไม่เสแสร้งอีกต่อไป
“ต่อไปมันคงจะมีอำนาจที่ชายแดน แค่พูดคำเดียว ก็สามารถทำลายอนาคตของข้า ทำลายอนาคตของตระกูลหลัวได้”
“เพี๊ยะ!”
เซียงถิงชุนตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรง จนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
“หลัวตงเฉวียน! อย่าลืมนะว่าใครที่พาเจ้าเข้ากองทัพ สอนวิทยายุทธให้ แถมยังยกทรัพยากรให้เจ้า…จนเจ้ามีระดับพลังอย่างทุกวันนี้!”
“ข้าน้อยไม่เคยลืมขอรับ!” หลัวตงเฉวียนมีรอยฝ่ามือแดงเป็นปื้นบนใบหน้า แต่ก็ไม่กล้าขัดขืนอะไร
“บุญคุณของท่านผู้พัน ข้าน้อยจะขอตอบแทนด้วยชีวิต!”
“ฮึ่ม…โชคดีที่ไม่มีหลักฐาน เรื่องนี้ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
เซียงถิงชุนได้เเต่ถอนหายใจ
“แต่ถ้ามีครั้งต่อไปอีก ก็ช่วยตัวเองแล้วกัน!”
“ออกไปได้แล้ว!”
หลัวตงเฉวียนคำนับอย่างนอบน้อม ถอยหลังไปหลายก้าว ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
หลังจากเดินออกจากประตู เขาก็ก้มลงบ้วนเลือดที่ปนมากับน้ำลายออกมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไร้ความรู้สึกต่อความโกรธของเซียงถิงชุน
…
อีกด้าน
“ซู่ๆๆๆ…”
ในถ้ำลับ เฉินซานซือกำลังเท “น้ำยาเสริมสร้างร่างกาย” ลงในถังไม้
ช่วงนี้ เขาไม่ได้ไปที่จวนตระกูลจี้อีก…จึงให้คนส่งยาที่ต้มเสร็จแล้วมาให้ที่บ้าน
วันนี้เป็นยาส่วนสุดท้ายแล้ว…หลังจากใช้หมดก็คงจะทะลวงระดับได้พอดี
จากนั้นก็ไม่ต้องใช้น้ำยาเสริมสร้างร่างกายอีกต่อไป
เฉินซานซือเริ่มจากการฝึกฝนผิวหนังด้วยทรายเหล็ก…หลังจากที่ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล ก็ลงไปแช่ตัวในยาต้มเช่นเดิม
ยาเย็นๆซึมเข้าสู่ร่างกาย ค่อยๆสมานแผลและบำรุงร่างกาย
หลังจากแช่ตัวอยู่พักหนึ่ง เฉินซานซือก็ปีนขึ้นมา หยิบหอกที่ซ่อมเสร็จแล้วมาฝึกฝน
เมื่อเริ่มฝึกวิชา
ยาที่ซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผลก็ถูกดูดซึมพลังไปจนหมด แล้วไหลออกมาทางรูขุมขน เหมือนหยาดน้ำค้างใสๆที่เกาะอยู่ตามตัว
ณ เวลานี้ เฉินซานซือมาถรู้สึกได้ว่าเขามาถึงจุดที่กำจะทะลวงระดับอีกครั้ง
ตอนนี้ พลังปราณเเละเลือดไม่ได้ส่งผลแค่เส้นเอ็นและกระดูกของเขาอีกต่อไป
เมื่อใช้พลังปราณเเละเลือดเสริมพลังหอก ผิวหนังของเฉินซานซือก็ได้รับการเสริมพลังไปด้วย…มันราวกับว่ามีเกราะหนังหนาๆหุ้มอยู่ทั่วร่าง
“ตูม!”
แทงหอกออกไปหนึ่งครั้ง เจาะเป็นรูขนาดใหญ่บนผนังถ้ำ
ความแข็งแกร่งโดยรวมของเฉินซานซือเพิ่มขึ้นอีกขั้น ผิวหนังหนาและเหนียวขึ้นกว่าหนังวัว…เเถมแข็งแกร่งกว่าหนังของสัตว์อสูรระดับสูงเสียอีก!
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (ความสำเร็จเล็กน้อย)]
[ความคืบหน้า: 0/2000]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร, เส้นเอ็นเก้ามังกร, กายาวัชรทองคำ, ผิวหนังแข็งเเกร่งดุจกระดูก]
[ผิวหนังแข็งเเกร่งดุจกระดูก: เมื่อพลังปราณเเละเลือดเอ่อล้น ผิวหนังจะเหนียวและแข็งแกร่งมาก พลังป้องกันเทียบเท่ากับกระดูกภายนอก ดาบธรรมดาไม่สามารถฟันผ่านผิวหนังได้] (***มหาอุตม์ดีๆนี่เอง)
….
“ปึง! ปึง! ปึง!”
เฉินซานซือกำหมัดทุบกำแพงไปหลายหมัด ทิ้งรอยบุ๋มไว้มากมาย
อย่างไรก็ตาม เขากลับไม่รู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
พลังป้องกันของผิวหนังในตอนนี้ได้กลายเป็นเกราะกระดูกที่แข็งแกร่ง แถมยังไม่ใช่กระดูกธรรมดา แต่เป็นกระดูกที่ฝึกฝนมาจากวิชาชั้นสูงอีกด้วย
…………………………