เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 87 : ตัวประกัน!

บทที่ 87 : ตัวประกัน!

บทที่ 87 : ตัวประกัน!


บทที่ 87 : ตัวประกัน!

“ฉัวะ!”

ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนฉวยโอกาส ฟาดดาบลงบนร่างของแม่ทัพต้าเซิ่งตัวอ้วนท้วมตรงหน้า

คมดาบฉีกเกราะ กรีดผ่านผิวหนังและกล้ามเนื้อ ก่อนจะถูกกระดูกที่แข็งแกร่งขวางเอาไว้

จากนั้น อีกฝ่ายก็ฉวยโอกาสฟันกลับมาเช่นกัน

ฉัวะๆๆๆๆ

กระบวนท่าดาบที่แปรเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่วของหวังจื๋อ แม้เขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธขั้นหลอมอวัยวะก็ยังหลบได้อย่างหวุดหวิด จนใบหน้ามีรอยแผลดาบทิ้งไว้ตื้นๆ

“ไปให้พ้น!” ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนเหวี่ยงดาบอีกครั้ง บังคับให้อีกฝ่ายถอยหลัง จากนั้นก็บังคับม้าให้หันหลังกลับโดยไม่คิดจะสู้ต่อ

นายร้อยอ้วนนี่…ฝีมือไม่ธรรมดาเลย

ถึงจะเป็นแค่ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ แต่กลับรับมือกับพลังระดับหลอมอวัยวะของเขาได้นานขนาดนี้

นอกจากนี้ กระบวนท่าดาบยังเชี่ยวชาญราวกับผ่านการฝึกฝนมาอย่างยาวนาน ไม่เหมือนคนระดับหลอมกระดูกเอาเสียเลย

ถ้าอยากจะฆ่าให้ตาย คงต้องเสียเวลาอีกนาน

เเต่เขาไม่มีเวลาแล้ว

แม่ทัพม้าขาวคนนั้นกำลังมุ่งหน้าไปยังฐานที่มั่นใหญ่

ถึงจะไม่รู้ว่าแค่ระดับหลอมกระดูกเอาความกล้ามาจากไหน ยังไงก็คงจะโดนรุมฆ่าตายอยู่แล้ว แต่เขาก็ต้องรีบกลับไปดูอยู่ดี

องค์ชายเก้าเป็นลูกชายคนเล็กที่ท่านข่านรักมากที่สุด

ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริงๆ…หัวของทุกคนในชนเผ่าซีเหอก็ไม่พอชดใช้หรอก

“วืด!”

แต่ขณะที่เขาพึ่งจะหันหลังกลับ มันก็มีเสียงคมดาบดังขึ้นอีกรอบ

“แกอยากตายนักรึไง!?”

ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนโกรธจนแทบคลั่ง ใช้ดาบปัดป้องการโจมตี แล้วเปลี่ยนจากฟันลงเป็นฟันเฉือนขึ้น สร้างบาดแผลให้อีกฝ่ายอีกครั้ง จากนั้นกำปั้นซ้ายก็พุ่งออกไปราวกับค้อนยักษ์ กระแทกเข้าที่หน้าอกศัตรูอย่างแรง

หวังจื๋อถูกกระแทกจนร่วงลงจากหลังม้า เเถมม้าศึกยังตกใจเตลิดหนีไป

“แค่กๆ…”

เขาไอออกมาเป็นเลือด แต่ก็รีบลุกขึ้นยืนเเล้วขว้างง้าวในมือออกไป ตัดขาหน้าของม้าศึกของผู้พันที่กำลังจะกลับเข้าค่าย

“ฮี้…” ม้าร้องอย่างน่าเวทนา

ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนใช้เท้าเหยียบหลังม้า แล้วกระโดดลงพื้นอย่างมั่นคง

เขาโกรธจนแทบคลั่ง รู้ว่าต้องฆ่าคนๆนี้ให้ได้…ถึงจะได้ไปต่อ

อีกอย่างที่ฐานที่มั่นใหญ่ อย่างน้อยก็มีผู้ฝึกยุทธระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์อยู่หลายคน บวกกับทหารอีกสองพันคนที่เฝ้าอยู่…การรับมือกับนายร้อยหนุ่มคนหนึ่ง ไม่น่าจะมีปัญหา ถึงจะสู้ตัวต่อตัวไม่ได้ อย่างมากก็แค่รุมฆ่าให้ตายภายในเวลาไม่นาน

ก่อนหน้านี้เขาคงคิดมากไปหน่อย

“ข้าคงไม่ไหวแล้ว…” หวังจื๋อใช้หลังมือเช็ดเลือดที่มุมปาก หยิบดาบโค้งที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาฟันใส่ทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนที่เข้ามาโจมตีจากด้านหลัง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับผู้พันขั้นหลอมอวัยวะอีกครั้ง

คาดว่าคงรับมือได้อีกสักสิบกระบวนท่า ก็คงต้องตาย

….

อีกด้านหนึ่ง

ขบวนทัพวงกลมที่สูญเสียคมดาบที่แหลมคมที่สุดไปสองเล่ม พลังต่อสู้จึงลดลงไปอย่างมาก

จากสิบคน ตอนนี้เหลือเพียงหกคน

จวงอี้ถูกฟันไปสามแผลแล้ว ถึงจะไม่โดนจุดสำคัญ แต่ก็ใกล้จะถึงขีดจำกัด

ฟางปู้ผิงและจ้าวเฉียวก็บาดเจ็บสาหัสเช่นกัน

ซูปินและจูถงยังไม่เป็นอะไรมาก แต่พลังก็ใกล้จะหมดแล้ว อีกไม่นานก็คงกลายเป็นเป้านิ่ง

“อาเฉียว ตายแบบนี้ก็คุ้มแล้ว!” จวงอี้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อรักษาขบวนทัพไม่ให้แตก

“ยังไงก็ดีกว่าถูกคนอื่นรังแกจนตาย”

“แต่เสียดายพี่ซานซือ…”

จ้าวเฉียวมีระดับพลังต่ำที่สุด รอดมาได้ถึงตอนนี้ก็เพราะคนอื่นๆคอยดูแล

กลางสมรภูมินี้ ดาบและกระบี่ฟาดฟันกันไปมา จนพวกเขาไม่มีแม้แต่เวลาจะพูดคำสั่งเสีย

ณ เวลานี้…แทบจะบอกได้เลยว่าทุกคนต้องตายแน่ๆ

แต่ในตอนนั้นเอง

มันก็มีเสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยจิตสังหารดังขึ้น

“หยุดมือ!”

มองไปทางด้านหลัง…ทุกคนเห็นม้าขาวตัวหนึ่งกำลังเดินมาอย่างช้าๆ

บนหลังม้า

เฉินซานซือถือดาบไว้ในมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างก็ล็อคคอองค์ชายเก้าที่บาดเจ็บสาหัสเอาไว้

ทุกที่ที่เขาผ่านไป ทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนก็หลีกทางให้โดยอัตโนมัติ เเถมไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อย

“แก…” ดวงตาผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนเบิกกว้าง ราวกับไม่เชื่ออยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

ในค่ายทหารมีผู้ฝึกยุทธระดับหลอมกระดูกอยู่ตั้งหลายคน

พวกนั้น…พวกมันไร้ประโยชน์ไปหมดเลยรึไง!?

อีกฝ่ายเป็นแค่ระดับหลอมกระดูกเองนะ นี่มันเป็นไปได้ยังไง!

“หยุด!” ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนตะโกนอย่างช่วยไม่ได้

“ทั้งหมด…หยุดมือ!”

สมรภูมิที่วุ่นวาย กลับเงียบสงัดลงอย่างรวดเร็ว

“เฉินซานซือจับใครมา?”

หวังจื๋อใช้ดาบโค้งค้ำยันตัวเอง ตอนนี้เขาไม่เข้าใจสถานการณ์เลยสักนิด

เฉินซานซือบุกเข้าไปในฐานที่มั่นใหญ่ ก็เพื่อจับคนๆนี้มาเป็นตัวประกันงั้นเหรอ?

“องค์ชาย!”

พอได้ยินเสียงเรียกของชนเผ่าป่าเถื่อนที่เรียกตัวประกัน…หวังจื๋อก็เข้าใจทุกอย่าง

แต่นี่มันบ้าไปแล้ว!

ชนเผ่าซีเหอเทียบเท่ากับอำเภอผอหยาง เป็นดินแดนห่างไกลของชนเผ่าป่าเถื่อน เเล้วทำไมถึงมีองค์ชายมาอยู่ที่นี่ได้!?

“เยี่ยม! จับลูกหมาของท่านข่านได้แล้ว!!” จูถงหัวเราะเสียงดัง

ในบรรดาทุกคน มีเพียงเขาคนเดียวที่ไม่รู้สึกตึงเครียดเลยแม้แต่น้อย

ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาเอาแต่เหวี่ยงค้อนไปเรื่อยๆ เเถมระหว่างที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา เขาก็เหมือนจะเริ่มสัมผัสได้ถึงประตูสู่การพัฒนาขั้นต่อไป

ส่วนเรื่องความตาย พอเขารู้สึกตัวว่ากำลังจะตาย เฉินซานซือก็พาองค์ชายเก้ากลับมาช่วยพวกเขาพอดี

สำหรับเขา ทุกอย่างดูสงบและะเรียบง่ายมาก

“เจ้าจูถงนี่…ใจเย็นเป็นบ้า” ซูปินรู้สึกอิจฉาจูถงอย่างมาก เพราะสำหรับเขา หัวใจเขายังคงเต้นระรัวอยู่เลย

อีกนิดเดียว…ถ้าเฉินซานซือมาช้าอีกนิดเดียวเท่านั้น!

พวกเขาทุกคนก็คงจะตายอยู่ใต้คมดาบของศัตรูแล้ว!

“ปล่อยพวกเราไป!” เฉินซานซือพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

พวกเขาเป็นแค่หน่วยลาดตระเวนที่ประกอบด้วยทหารแค่สองร้อยนาย

เมื่อเทียบกับชีวิตขององค์ชายแล้ว พวกเขาไม่มีค่าอะไรเลย

“ช่วยข้า…ช่วยข้าด้วย!” องค์ชายเก้าหน้าซีดเผือด พร้อมพูดด้วยเสียงสั่นเครือ

“ผู้พัน ช่วยข้าด้วย!”

“ได้ เจ้าไปได้!” ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนพยายามข่มอารมณ์

“แต่…คนอื่นๆ ต้องอยู่ที่นี่!”

“อย่ามาต่อรองกับข้า!” เฉินซานซือมองไปรอบๆ

“พวกข้าเจ็ดคน ขาดไปแม้แต่คนเดียวก็ไม่ได้! ถ้าหายไปคนหนึ่ง ข้าจะตัดนิ้วของเขาทิ้งหนึ่งนิ้ว!”

“อย่า…อย่าตัดนิ้วข้า ข้ายังต้องฝึกดาบ!” องค์ชายเก้าน้ำตาคลอเบ้า รู้สึกเสียใจที่หนีออกมาทำสงคราม

ทำไมต้าเซิ่งถึงมีแต่คนแข็งแกร่งแบบนี้

แม่ทัพที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา กลับสามารถบุกเข้าไปในค่ายศัตรูเเละจับตัวเขาได้

นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!

ลูกน้องในเมืองห่างไกลยังเก่งขนาดนี้ ผู้บัญชาการซุนคนนั้น คงเป็นปีศาจสามหัวหกแขนแน่ๆ!

“เจ้ายังไม่รีบสั่งให้พวกมันหลีกทางอีกหรือ!?” เฉินซานซือกดคมดาบลงไปอีก

“อ๊า…” องค์ชายเก้ากรีดร้องด้วยความตกใจ

“ผู้พันคนนั้น ข้าไม่รู้ว่าเจ้าชื่ออะไร เอาเป็นว่าฟังคำเขาเเล้วปล่อยพวกเขาไปเถอะ ถ้านิ้วข้าหายไปแม้แต่นิ้วเดียว ท่านพ่อจะฆ่าล้างเผ่าซีเหอของพวกเจ้าแน่!”

“ถอยออกไป!” ผู้พันของชนเผ่าซีเหอออกคำสั่งทันที

เฉินซานซือไปรวมกลุ่มกับคนอื่นๆแล้วเอ่ยต่อ

“นำศพของพี่น้องที่ตายไปด้วย!”

ตั้งแต่เขาตัดสินใจจนถึงการจับตัวองค์ชายได้…จริงๆแล้วใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที

เเต่ในเวลาไม่กี่นาที คนที่เขาพามาก็ตายไปเเล้วสี่คน

ในนั้นรวมถึงลูกน้องของเขา หลี่ต้าจื้อและเซี่ยเอ้อร์หนิวด้วย

แน่นอนว่า การทำศึกย่อมมีการสูญเสีย

ถ้าไม่มีโอกาสก็ช่างมัน เเต่ในเมื่อมีโอกาส ก็ควรนำศพพวกพ้องกลับไป

“ได้!” จูถงและฟางปู้ผิงทำตามทันที

พวกเขาเอาม้ามาสองตัว เเล้วแบกศพขึ้นไป

“มันยังมีอารมณ์เก็บศพอีกเหรอ?” ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนกำหมัดแน่นจนเห็นเส้นเลือด

“ถอยไป!”

ไม่ต้องรอให้เฉินซานซือสั่ง องค์ชายเก้าก็รีบออกคำสั่งทันที

“ทุกคนห้ามตามมา ถอยไปสองลี้….สองลี้!!!”

ไอ้เด็กเวรนี่…

เฉินซานซือสบถด่าไอ้ขี้ขลาดนี่อยู่ในใจ

เขาเริ่มสงสัยเเล้วว่าถ้าเขาพาหมอนี่ไปเมืองหลวงของตระกูลหยูเหวิน มันจะตะโกนให้เปิดประตูเมืองรึเปล่า

เเต่แน่นอนว่าการมีตัวประกันแบบนี้ ทำให้เขาสบายใจขึ้นเยอะ

“ทหาร…ถอย!” ผู้พันของชนเผ่าป่าเถื่อนออกคำสั่ง

ส่วนเฉินซานซือและคนอื่นๆก็ขี่ม้า เเล้วเดินทางกลับทางเดิม

ระยะทางสี่ร้อยลี้ ไม่สามารถเดินทางด้วยความเร็วสูงสุดเหมือนตอนขามาได้

เดินจากกลางคืนจนถึงเช้า แล้วก็จากเช้าจนถึงกลางคืน…เเน่นอนว่าเลยเวลาที่นัดหมายกับหน่วยลาดตระเวนกลุ่มอื่น

ณ กำแพงเมืองเมืองผอหยาง

“ท่านนายร้อย หน่วยลาดตระเวนกลับมาแล้ว!”

“อ้อ?”

จ้าวคังขึ้นไปบนหอสังเกตการณ์ ใช้เวลาตรวจสอบตัวตน…แล้วอนุญาตให้อีกฝ่ายเข้ามาในกำแพงเมืองเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

แต่ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นความผิดปกติอย่างรวดเร็ว

“ทำไมคนน้อยลง นายร้อยเฉินและนายร้อยหวังยังไม่กลับมาเหรอ?”

“ข้าไม่ทราบ” ในความมืด จ้าวคังจึงมองไม่เห็นสีหน้ายิ้มแย้มของหลัวตงเฉวียน

“นัดกันไว้ตอนเที่ยงคืน แต่สุดท้ายก็ยังไม่เห็นวี่แวว”

“เอาล่ะจ้าวคัง รีบเปิดประตูเมือง พวกข้ามีข่าวสำคัญต้องรายงานท่านผู้พัน!”

“เข้าใจแล้ว”

“เปิดประตูเมือง!”

“เอี๊ยด…”

ประตูเมืองที่หนักอึ้งค่อยๆเปิดออก

จากนั้น ทหารม้ากว่ายี่สิบนายก็กลับเข้ามาในเมือง เเละมุ่งหน้าไปยังค่ายทหาร

มีเพียงหลิวจินคุยที่รออยู่ข้างหลัง เเล้วตะโกนขึ้นไปบนกำแพงเมือง

“นายร้อยจ้าว ฝากท่านช่วยดูหน่อยนะ…ข้าหวังว่านายร้อยหวังกับนายร้อยเฉินจะกลับมาเร็วๆ นี้”

“ได้ เจ้าวางใจเถอะ” จ้าวคังตอบรับ แต่ในใจก็เเอบถอนหายใจไปหลายส่วนเเล้ว

เรื่องนัดพบ ถ้าไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ปกติแล้วไม่มีทางที่จะพลาด

ส่วนเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั่น มันก็คงหมายความว่าถูกทหารม้าของชนเผ่าป่าเถื่อนพบเห็น…

เเละโอกาสที่จะรอดกลับมาได้ มันก็แทบจะเป็นศูนย์

อีกด้าน

“ท่านอา!”

ซ่งเอี๋ยนควบม้าเข้าไปหารองผู้พัน เเล้วพูดด้วยเสียงเบา

“นายร้อยเฉินกับคนอื่นๆยังไม่กลับมาหรือ มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นรึเปล่า?”

“ข้าจะไปรู้เหรอ?” หลัวตงเฉวียนแสยะยิ้ม

“เเต่เกิดเรื่องก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ เจ้าจะได้เลื่อนขั้นเป็นตัวจริงไง!”

“ท่านอา ข้าทำไม่ได้หรอก…”

“ข้ากับนายร้อยเฉินต่างกันมากเกินไป เขาฝึกวิชาระดับหลอมกระดูกจนเชี่ยวชาญแล้ว ส่วนข้าพึ่งจะถึงระดับหลอมเลือดขั้นความสำเร็จเล็กน้อยเอง”

“สี่เดือนถึงขั้นหลอมเลือดขั้นความสำเร็จเล็กน้อย มันช้าตรงไหน!?” น้ำเสียงของหลัวตงเฉวียนแฝงไปด้วยความไม่พอใจ

“เจ้าไม่ได้ด้อยไปกว่าคนอื่นๆ แค่ดันไปเจอตัวประหลาด! พอมันตายไปแล้ว เจ้าก็ได้เข้ากองทัพหลักทั้งแปดเเน่นอน”

คนที่มีพรสวรรค์ไม่พอ ก็ยิ่งต้องไขว่คว้า

ยกตัวอย่างหลานชายของเขา

ถ้าอยู่ที่อำเภอผอหยาง ขีดจำกัดอาจจะอยู่ที่ขั้นหลอมอวัยวะ

แต่ถ้าไปที่จวนผู้บัญชาการ ถึงจะเป็นแค่ศิษย์นอก ก็ยังไปถึงขั้นเปลี่ยนพลัง…หรือขีดจำกัดอาจจะสูงกว่านั้นก็ได้!

เเล้วจะไม่ให้หลานของเขาไขว่คว้าได้ยังไง?

ส่วนที่เซียงถิงชุนพูด…เขาเชื่อแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น!

ฝ่าบาทตั้งใจเล่นงานจวนผู้บัญชาการซุน…นั่นมันสมเหตุผลหรือ?

“เอี๋ยนเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าข้าทำเกินไปรึเปล่า? คิดว่าไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายขนาดนี้?”

หลัวตงเฉวียนพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น

“งั้นข้าจะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง

“หลายปีก่อน ท่านอัครเสนาบดีเหยียนสมัยยังหนุ่ม เดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อสอบ บังเอิญไปชนเข้ากับขุนนางระดับสามผู้ยิ่งใหญ่ในตอนนั้น”

“ขุนนางคนนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรเขา แค่ด่าว่าท่านเหยียนเป็นหมาบ้านนอก”

“สิบห้าปีต่อมา เมื่อท่านเหยียนกุมอำนาจ เขาก็หาเรื่องใส่ร้ายขุนนางคนนั้นจนถูกยึดทรัพย์และเนรเทศ เเถมยังขายลูกสาวของเขาไปเป็นโสเภณีราคาถูก…”

“บางทีเฉินซานซืออาจจะลืมเรื่องบาดหมางในอดีต หรือบางทีอาจจะไม่ลืม แต่ข้าก็ไม่กล้าเสี่ยง ไม่กล้าปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตา”

“พอข้าพูดแบบนี้เเล้ว…เจ้าเข้าใจไหม?”

ซ่งเอี๋ยนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า

“ข้าเข้าใจแล้ว”

“อืม” หลัวตงเฉวียนพยักหน้าด้วยความพอใจ

หลายเดือนก่อน ตั้งแต่ที่เขาพยายามหลอกเฉินซานซือให้สละสิทธิ์ ความบาดหมางก็เริ่มต้นขึ้นแล้ว

ถึงแม้จะมีโอกาสแค่หนึ่งในหมื่นที่อีกฝ่ายจะแก้แค้น…เเต่เขาก็ต้องกำจัดความเสี่ยงนั้นให้สิ้นซาก!

ยังไงก็ดีกว่าจะต้องหวาดระแวงไปตลอดชีวิต

โชคดีสำหรับเขา ที่ทุกอย่างจบลงแล้ว!

“เมืองผอหยางกำลังจะถูกกองทัพใหญ่โจมตี ถึงตอนนั้นเจ้าต้องทำผลงานให้ดีๆล่ะ!” หลัวตงเฉวียนกำชับ

ณ บ้านพักในค่ายทหาร

ในลานบ้านที่มืดมิดและหนาวเย็น มีโคมไฟแขวนอยู่สองดวง มีเตาถ่านวางอยู่กลางลาน

กู้ซินหลันและหญิงตั้งครรภ์เเซ่ถง กำลังนั่งล้อมรอบเตาถ่าน เพื่อรอคอยข่าวสารอย่างเงียบๆ

ส่วนซุนหลีก็กำลังฝึกดาบอยู่ในลานบ้าน

“ทำไมหลายวันมานี้ถึงไม่มีข่าวคราวเลย ปกติไม่ว่าจะทำอะไร อย่างน้อยก็จะส่งข้อความมาบอก” สะใภ้ถงพูดอย่างกังวล

“สามีข้า จริงๆแล้วไม่เคยออกรบ…แต่โชคดีที่ได้ไปกับน้องซานซือ หวังว่าคงไม่เป็นไรนะ”

“พี่ถง…พวกเขาแค่ออกไปลาดตระเวนรอบๆ ไม่เป็นไรหรอก” กู้ซินหลานกำมือแน่น

ภารกิจลาดตระเวนฐานที่มั่นนั้นเป็นความลับ แน่นอนว่าจะไม่มีการแจ้งให้ครอบครัวทราบ

จริงๆแล้วซุนหลีรู้เรื่องนี้ แต่เธอก็พูดไม่ได้ เธอจึงได้แต่ปลอบใจทั้งสองว่า

“ไม่ต้องห่วงหรอก ด้วยระดับพลังของน้องซานซือ…ในเมืองผอหยางมีไม่กี่คนหรอก ที่สามารถทำอะไรเขาได้”

“โครม!”

ทันทีที่เธอพูดจบ…ประตูบ้านก็ถูกพังเข้ามา

และนี่เป็นฝีมือของซุนปู้ฉี

“พี่ใหญ่ เกิดเรื่องแล้ว! ข้าเฝ้าอยู่ที่ค่ายทหาร เห็นหน่วยลาดตระเวนอีกสองทีมกลับมาจากนอกเมือง แต่ไม่เห็นน้องซานซือเลย!”

……………………………

จบบทที่ บทที่ 87 : ตัวประกัน!

คัดลอกลิงก์แล้ว