- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 85 : องค์ชายเก้า, ดาบเจิ้นเยว่
บทที่ 85 : องค์ชายเก้า, ดาบเจิ้นเยว่
บทที่ 85 : องค์ชายเก้า, ดาบเจิ้นเยว่
บทที่ 85 : องค์ชายเก้า, ดาบเจิ้นเยว่
ชนเผ่าซีเหอ เป็นหนึ่งในสาขาย่อยของราชสกุลหยูเหวิน ตั้งถิ่นฐานกระจัดกระจายอยู่ในแถบซีเหอ ที่ห่างออกไปสี่ร้อยลี้
“หวังจื๋อ เจ้าไม่ต้องมาจ้องข้าแบบนี้หรอก” หลัวตงเฉวียนแสยะยิ้มอย่างเย็นชา
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้ากับนายร้อยเฉินไม่ได้มีเรื่องบาดหมางอะไรกัน เจ้าต่างหากที่ใจแคบ!”
“เสแสร้ง!” หวังจื๋อสบถ
“เจ็ดปีก่อน มีทหารใหม่คนหนึ่งฝีมือดี เจ้ากับจ้าวคังแย่งตัวกัน…เเต่สุดท้ายคนคนนั้นก็ตายอย่างปริศนาเเล้วหายสาบสูญไปเลยไม่ใช่รึไง!”
“แซ่หวัง! พูดจาต้องมีหลักฐาน!” หลัวตงเฉวียนหรี่ตาลง
“แล้วก็…รู้จักที่ต่ำที่สูงหน่อย ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าเคยเป็นใหญ่เป็นโตแค่ไหนในกองทัพหลักทั้งแปด แต่ตอนนี้ เจ้าก็เป็นแค่นายร้อยขั้นหลอมกระดูก ส่วนข้าเป็นรองผู้พัน เป็นขุนนางขั้น 5 ที่ราชสำนักแต่งตั้ง!”
“พอๆๆ! อย่าทะเลาะกันเลย” หลิวจินคุยรีบห้ามทัพ
“พวกเราต่างก็เป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายกันทั้งนั้น มีอะไรให้ต้องทะเลาะกันขนาดนี้ ถ้ามีอะไรกลับไปค่อยดื่มเหล้าเคลียร์กันก็ได้…รองผู้พันหลัว ท่านรีบแบ่งงานเถอะ อย่าให้เสียเวลาเลย”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลัวตงเฉวียนก็ชี้ไปยังทิศทางสามทิศ
“ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงเหนือ และทิศเหนือ หน่วยลาดตระเวนของเราทั้งสามหน่วย จะรับผิดชอบการสืบข่าวไปคนละทิศ สองวันหลังจากนี้ ก่อนเวลาจื่อให้กลับมารวมตัวกันที่นี่…ในเมื่อเราปฏิบัติภารกิจกันคนละทิศละทาง แซ่หวัง…คราวนี้เจ้าคงวางใจได้แล้วนะ”
“หึ! ใครจะรู้ว่าเจ้าวางแผนอะไรอยู่ในใจ” หวังจื๋อยังคงแคลงใจ
หลังจากนั้น กองกำลังทั้งสามก็แยกย้ายกันไป
ระยะทางสี่ร้อยลี้ จะว่าใกล้ก็ไม่ใกล้ จะว่าไกลก็ไม่ไกล
ถ้าใช้ม้าขาวของเฉินซานซือ ไม่ถึงครึ่งวันก็ถึงที่หมายแล้ว
แต่พวกเขาเป็นหน่วยลาดตระเวน ความเร็วไม่ใช่สิ่งสำคัญอันดับแรก
สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้ข้อมูลและกลับไปอย่างปลอดภัย
การบุกตะลุยไปข้างหน้าโดยไม่ระมัดระวัง อาจทำให้ถูกทหารม้าชนเผ่าป่าเถื่อนพบเห็นเข้า…เเละถ้าถูกพบเห็นและถูกล้อมจับ อย่าว่าแต่กลับไปเลย แม้แต่ศพก็อาจหาไม่เจอ
เพราะแบบนี้ เมื่อรู้ว่าต้องออกไปสืบข่าว หลิวจินคุยถึงได้สบถออกมาไม่หยุด…
แต่ภารกิจแบบนี้ ก็จำเป็นต้องใช้กำลังพลระดับหัวกะทิเท่านั้น
“ต่อไปเราจะไปทางไหน?”
ไม่นานนัก พวกเขาก็พบกับภารกิจแรก นั่นคือการระบุเส้นทาง
การจะหาที่ตั้งของชนเผ่าป่าเถื่อนให้เจอโดยไม่ถูกพบเห็นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
เฉินซานซือยังจำได้ว่าตอนที่เขายังอยู่ที่โลกเดิม เคยอ่านเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ฮั่น
มีคำกล่าวหนึ่งว่า ‘หลี่กวงยากได้ตำแหน่งโหว’ แม่ทัพผู้นี้เก่งกาจและกล้าหาญ สร้างผลงานมากมาย ขาดอีกเพียงนิดเดียวก็จะได้ตำแหน่งโหว…แต่ทุกครั้งที่ออกรบ เขาก็มักจะเจอกับกองกำลังหลักของข้าศึกมาดักรอ หรือไม่ก็กลับมาแบบมือเปล่า
สาเหตุสำคัญประการหนึ่งก็คือ การหาเส้นทางในทะเลทรายนั้นยากลำบาก ต้องอาศัยโชคเป็นอย่างมาก
แต่โชคดีที่เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาสำหรับเฉินซานซือ
เขาเป็นพรานป่าที่ต้องเดินทางในป่าตลอดเวลา…มีเซนส์ในการหาทิศทางที่ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยิ่งเฉินซานซือยังมีสายตาเฉียบคม แม้ในยามค่ำคืนที่มืดมิด เขาก็ยังมองเห็นรายละเอียดรอบตัวได้อย่างชัดเจน
“เราต้องอ้อมหน่อย…ถ้าเดินตามทางนี้ต่อไป อาจจะเจอพวกป่าเถื่อนได้”
“จริงเหรอ?” หวังจื๋อเคลือบแคลงสงสัยเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็สั่งให้คนอื่นตามเฉินซานซือไป
ตลอดทั้งคืน พวกเขารุกคืบไปได้ประมาณสองร้อยลี้
ระหว่างทาง เฉินซานซือพบร่องรอยของมนุษย์หลายครั้ง และร่องรอยเหล่านั้นก็หนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ
พอฟ้าสาง พวกเขาก็หาที่ปลอดภัยพักผ่อน
เเละจากการใช้ความสามารถอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ความเชี่ยวชาญทักษะการแกะรอยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
[แกะรอยและซ่อนตัว (ความสำเร็จเล็กน้อย)]
[ความคืบหน้า: 605/1000]
….
เฉินซานซือไม่คิดเลยว่าทักษะการล่าสัตว์ของเขาจะนำมาใช้ในสนามรบได้
เขากินเนื้อแห้งที่พกติดตัวมาพลางพูดว่า
“ทางที่เรามานี่ เกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วว่าจะเจอที่ตั้งหลักของชนเผ่าป่าเถื่อน หวังจื๋อ…ท่านคิดว่าชนเผ่าซีเหอมีโอกาสเเอบเพิ่มกำลังพลมากแค่ไหน?”
หวังจื๋อนั่งพิงก้อนหินพลางถอนหายใจ
“น้อยมาก…ต่อให้ชนเผ่าทั้งสี่ร่วมมือกัน กำลังพลก็ยังมีจำกัด การรวมกำลังกันโจมตีสามมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีพื้นที่ราบกว้างใหญ่ยังยากเลย”
“ดังนั้น การแบ่งกำลังมาตีเมืองหยูโจวก็ถือว่าแปลกแล้ว การจะเเบ่งมาตีอำเภอผอหยางยิ่งไม่มีเหตุผลเข้าไปใหญ่”
“อืมมม…นั่นก็ถูก”
เฉินซานซือเคยศึกษาทั้งแผนที่และแบบจำลองภูมิประเทศมาแล้ว
ป้อมปราการที่แท้จริงของเมืองหยูโจวคือเมืองอันติ้ง ต่อให้ยึดอำเภอผอหยางได้ แต่ถ้าไม่ยึดเมืองอันติ้ง ก็ไม่สามารถควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ได้…การส่งกำลังบำรุงหลังจากนั้นก็จะเป็นปัญหาใหญ่
อย่างที่หวังจื๋อพูดก็ถูกต้อง การตีเมืองอันติ้งก็แปลกพออยู่แล้ว
ความยากง่ายในการโจมตีสามมณฑลทางตะวันตกเฉียงเหนือกับเมืองหยูโจวต่างกันโดยสิ้นเชิง
มาตีเมืองอันติ้งเเบบนี้ มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย
เเต่เฉินซานซือรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
สมบัติเซียน…มันหลุดมาจากชนเผ่าถัวปา!
การเคลื่อนไหวครั้งใหญ่นี้อาจเกี่ยวข้องกับสมบัติเซียนก็ได้
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นี่เป็นแค่การคาดเดาของเขาเท่านั้น
เเต่ถ้าชนเผ่าซีเหอขอเพิ่มกำลังพลได้จริง การคาดเดานี้ก็จะสมเหตุสมผลทันที
เเละไม่ว่าจะใช่หรือไม่ สงครามใหญ่กำลังจะมาถึง
ด้วยระดับพลังปัจจุบันของเฉินซานซือ เขายังอ่อนแอเกินไป…เขาจึงไม่กล้าเสียเวลาแม้แต่น้อย
หลังจากกินอาหารแห้งเสร็จแล้ว เขาก็รีบฝึกฝนต่อทันที
ด้วยพลังของหลิงเหอและสรรพคุณยาที่ยังตกค้าง การฝึกฝนของเขายังคงรวดเร็ว
…..
หลังจากนั้น
พอเลยเที่ยงไป ทุกคนก็ออกเดินทางต่อ
ในช่วงสองร้อยลี้ที่เหลือ แม้แต่หวังจื๋อก็ยังมองเห็นร่องรอยการอยู่อาศัยของมนุษย์ และยังเห็นฝูงวัวแกะและคนเลี้ยงสัตว์อยู่ไกลๆ
ในที่สุด เมื่อฟ้าเริ่มมืด กระโจมหลายหลังก็ปรากฏขึ้นในระยะสายตาของทุกคน
มองจากระยะไกล นอกจากคนเลี้ยงสัตว์แล้ว ยังมีทหารติดอาวุธจำนวนมากและคบเพลิงที่สว่างไสว แสดงให้เห็นถึงการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด
“ขี่ม้าเข้าไปใกล้กว่านี้ไม่ได้แล้ว” เฉินซานซือสังเกตเห็นว่าอีกไม่ถึงร้อยเมตรก็จะถึงจุดที่ทหารม้าออกลาดตระเวน ถ้าพวกเขาถูกพบเห็นเข้า ก็จบเห่แน่
เขาสังเกตเส้นทางการลาดตระเวนของทหารม้าและสภาพแวดล้อมโดยรอบ แล้วตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“พวกเจ้ารอสังเกตการณ์อยู่แถวนี้นะ ข้าจะลองเข้าไปดู”
ถ้าไม่ทำภารกิจให้สำเร็จ พวกเขาก็ไม่สามารถกลับไปรายงานได้
“ไป!” เฉินซานซือกระซิบกับม้าแล้วขี่อ้อมไปจนถึงสุดขอบของที่ตั้งถิ่นฐาน
เขาแขวนหอกไว้กับอานม้าแล้วกระซิบ
“เซิน ข้าต้องการเจ้าเมื่อไหร่จะเรียกนะ”
ม้าขาวพยักหน้าราวกับเข้าใจ
“ดีมาก!”
เฉินซานซือสะพายธนูไว้ด้านหลัง ทันใดนั้นร่างกายของเขาก็กลมกลืนไปกับความมืดจนหลบเลี่ยงทหารลาดตระเวนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เขาแอบซุ่มอยู่บริเวณขอบ รอจังหวะจนได้ยิงทหารป่าเถื่อนที่ออกมาปลดทุกข์ ก็ทำการลอบสังหาร…จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าของป่าเถื่อนและคาดดาบโค้ง
ณ เวลานี้ เขาแอบเข้ามาในกระโจมได้โดยไม่มีใครสังเกตเห็น
“ถึงจะเเนบเนียน แต่พอไม่มีหอกในมือก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเลย”
หอกของเขามันมีขนาดใหญ่เเละเด่นเกินไป พกติดตัวเข้ามาไม่ได้จริงๆ
ตอนนี้เฉินซานซือถือดาบโค้งแบบมาตรฐานของชนเผ่าป่าเถื่อน ถึงแม้ว่าไม่ใช่อาวุธคู่กาย พลังโจมตีก็ไม่ได้แย่ แต่ก็ลดลงไปบ้าง
ดูเหมือนว่าต่อไปเขาควรจะฝึกอาวุธสั้นๆไว้ใช้อีกสักอย่าง เผื่อต้องรับมือกับสถานการณ์พิเศษ
ในสนามรบ อาวุธสั้นสามารถใช้สกัดกั้นศัตรูที่เข้ามาประชิดตัวได้เป็นอย่างดี
การฝึกยุทธคือการเพิ่มระดับพลัง ถ้าเขาฝึกวิชาอื่นๆเพิ่มเติม ความเร็วการเพิ่มระดับก็น่าจะเพิ่มขึ้นด้วยใช่มั้ย?
แต่เรื่องนี้…ค่อยเอาไว้ค่อยคิดทีหลัง
เฉินซานซือมุ่งเน้นไปที่ภารกิจปัจจุบัน เขาเดินวนเวียนอยู่ในค่ายทหารป่าเถื่อนราวกับวิญญาณ…คอยรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทุกอย่าง
อาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ยุ้งฉางมีข้าวเต็ม กำลังพล…ไม่ใช่แค่สองพัน!
แค่ในค่ายเดียว คาดการณ์คร่าวๆก็น่าจะมีถึงสามพันคน
และชนเผ่าซีเหอก็ไม่ได้รวมตัวกันอยู่ที่เดียว หลัวตงเฉวียนและหลิวจินคุยที่ไปทางอื่นก็น่าจะเจอค่ายทหารเหมือนกัน เพียงแต่กำลังพลอาจจะน้อยกว่าค่ายหลักนี้
….
“ถวายบังคมองค์ชาย——”
องค์ชาย?
เฉินซานซือซ่อนตัวในความมืด เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ทิศทางที่มาของเสียง
บนลานกว้างหน้ากระโจมใหญ่ ทหารป่าเถื่อนทุกคนล้วนคุกเข่าอยู่
เด็กหนุ่มชนเผ่าป่าเถื่อนคนหนึ่งที่แต่งกายหรูหรา ประดับประดาด้วยทองคำเต็มตัว เเละคาดดาบประดับหยกไว้ที่เอว กำลังเดินเข้ามา
“ถวายบังคมองค์ชายเก้า!” หัวหน้าเผ่าและผู้พันประสานมือคำนับ พร้อมคุกเข่าลงกับพื้น
“องค์ชาย…เหตุใดท่านจึงมาที่นี่? ข้ามิได้รับแจ้งมาก่อนเลย”
“ไม่สำคัญหรอก” องค์ชายเก้ายืนกอดอก เเละเชิดหน้าขึ้น
“ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าจะไปตีอำเภอผอหยางในอีกครึ่งเดือน ข้าจึงตั้งใจมาช่วย”
“ช่วย?” หัวหน้าเผ่ามีสีหน้าตกใจ
“องค์ชายทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ จะให้มาช่วยรบได้อย่างไร?”
“ข้าบอกว่าจะมาช่วย! เจ้าฟังไม่รู้เรื่องรึไง!” องค์ชายเก้าเปลี่ยนสีหน้า เเล้วตวาดขึ้นว่า
“เมืองเหลียงโจวไม่ให้ข้าไปก็แล้วไป อำเภอผอหยางเล็กๆแค่นี้ ข้าจะมาลองฝีมือบ้างไม่ได้รึไง!?”
“ท่านทำได้อยู่แล้ว…” หัวหน้าเผ่าพูดอย่างระมัดระวัง
“แต่ข้าเป็นแค่ผู้ฝึกยุทธขั้นหลอมอวัยวะ เกรงว่าจะปกป้ององค์ชายได้ไม่ดีพอ องค์ชายโปรดกลับไปเถิด”
“บังอาจ!!!” องค์ชายเก้าโกรธจัด
“ข้าฝึกดาบมาสามปี เเต่ยังไม่เคยได้ฆ่าคนต้าเซิ่งสักคน…เเบบนี้วิทยายุทธ์ที่ฝึกมาจะไม่เสียเปล่ารึไง!?”
“วันนี้…ถ้าเจ้ายังกล้าขวางข้า ข้าจะตัดหัวเจ้าเสีย!”
“….”
หัวหน้าเผ่าพูดไม่ออก เขาถอนหายใจแล้วพูดว่า
“ในเมื่อองค์ชายยืนยันจะอยู่ ข้าน้อยก็มิกล้าขัด”
“อย่างนั้นแหละดี” องค์ชายเก้าอารมณ์ดีขึ้นทันที
“เคร้ง!” เขาดึงดาบที่เอวออกมา คมดาบส่องประกายสีทองภายใต้แสงไฟ
“พวกเจ้ารู้จักดาบเล่มนี้มั้ย? นี่คือ ‘ดาบเจิ้นเยว่’ เมื่อห้าร้อยปีก่อน บรรพบุรุษของราชสกุลหยูเหวินเราแย่งมาจากจักรพรรดิราชวงศ์ก่อนของต้าเซิ่ง!”
“ตอนที่เสด็จพ่ออายุครบยี่สิบ พระองค์ประทานดาบเล่มนี้ให้ข้า!…ข้าจะใช้มันสังหารแม่ทัพต้าเซิ่ง สร้างความรุ่งโรจน์ให้ชนเผ่าเราอีกครั้ง!”
“เเละนับจากนี้เป็นต้นไป ข้าจะบัญชาการชนเผ่าซีเหอด้วยตัวเอง….การโจมตีอำเภอผอหยาง ข้าจะเป็นคนนำทัพ!”
“ขอรับ!”
หัวหน้าเผ่ามองคมดาบด้วยความหวาดกลัว เเละไม่กล้าพูดอะไรอีก
เขารีบเชิญองค์ชายเข้าไปพักผ่อนในกระโจมใหญ่ แล้วสั่งลูกน้องเบาๆว่า
“รีบไปแจ้งท่านข่าน บอกว่าองค์ชายมาที่นี่!”
“ขอรับ!” ลูกน้องรับคำสั่งแล้วจากไป
เฉินซานซือที่อยู่ไม่ไกล ได้ยินทุกอย่างอย่างชัดเจน
‘องค์ชายคนนี้นี่…’
เขารู้สึกว่าองค์ชายคนนี้มีอะไรบางอย่างคล้ายกับคนรู้จักคนหนึ่ง เเละมัรดูไม่ค่อยฉลาดเท่าไหร่
ส่วนดาบเล่มนั้น…แม้ว่าแสงจะสลัว แต่เขามองเห็นได้อย่างชัดเจน
มันเป็นดาบที่ดีมาก! ขนาดเขาที่ใช้หอกยังรู้สึกหวั่นไหว (ทรงโจรละพระเอกเรา)
“ช่างเถอะ มีนักรบขั้นหลอมอวัยวะเฝ้าอยู่ ยังไงข้าก็ขโมยไม่ได้หรอก”
“ภารกิจวันนี้สำเร็จเเล้ว ชนเผ่าซีเหอมีกำลังพลมาเพิ่มจริงๆด้วย!”
เฉินซานซือกำลังจะถอยออกมา แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้น
“อู๊วววววว~~~”
เสียงแตร เสียงธนู และเสียงตะโกนดังระงมไปทั่ว
ทันใดนั้น ค่ายทหารป่าเถื่อนที่เงียบสงบพลันวุ่นวายขึ้นมาทันที
“มีข้าศึกบุก!”
“พบหน่วยลาดตระเวนลับต้าเซิ่ง…ห่างออกไปห้าลี้!”
“ไปไล่ล่าฆ่าพวกมัน!”
“อย่าให้มันรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
………………………….