เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 79 : หน่วยสอดเเนม!

บทที่ 79 : หน่วยสอดเเนม!

บทที่ 79 : หน่วยสอดเเนม!


บทที่ 79 : หน่วยสอดเเนม!

เฉินซานซือมองตามหลังซานหยวนจื่อที่จากไปด้วยความพึงพอใจ พลางอมยิ้ม

ช่างเหมือนตอนง่วง แล้วมีคนเอาหมอนมาให้นอนหนุนจริงๆ

ในตำราแพทย์เคยกล่าวไว้ว่า ทุกระดับขั้นพลังยุทธ ล้วนมียาบำรุงที่เหมาะสมและให้ผลดีที่สุด

กองทัพก็มียาบำรุงสำหรับระดับหลอมกระดูกเช่นกัน​

…แต่ในเมื่อยาตามสูตรของจี้กวงเสียน แม้แต่ขุนนางในเมืองหลวงยังให้ความสนใจ แสดงว่าต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ

ไหนๆก็ได้มาฟรีๆ เเล้วเขาจะไม่เอาได้ยังไง?

เเละถึงบอกว่าจะไม่เอา จี้กวงเสียนก็คงไม่ยอมเลิกราง่ายๆหรอก

ได้ของฟรี แถมยังสามารถ​ถ่วงเวลาเพื่อเพิ่มพูนพลังยุทธได้อีก…เรียกได้ว่าวิน-วินทั้งสองฝ่าย

“ซานหยวนจื่อคนนั้น อยู่ในระดับฝึกอวัยวะภายในขั้นต้น”

“ถ้าจะสู้กับเขา อย่างน้อยข้าก็ต้องไปให้ถึงระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ แถมต้องมีทักษะยิงธนูระดับความสำเร็จอันยิ่งใหญ่…ถึงจะมีโอกาสชนะ”

เฉินซานซือรู้สึกกดดันอีกครั้ง

เเต่เขาเพิ่งจะทะลวงขั้นมาได้ ยังไงก็ควรพักไปดูลูกน้องฝึกซ้อมก่อน แล้วค่อยกลับมาฝึกต่อ

สำหรับลูกน้องของเขา

ช่วงนี้ อู๋ต๋าฝึกไปถึงระดับหลอมเลือดขั้นต้น ถือว่าพอมีความสามารถ…แต่ก็ใจร้อนเกินไปหน่อย

ส่วนจวงอี้ก็ใกล้จะถึงระดับหลอมเลือดแล้ว

แต่โดยรวมแล้ว ความเร็วในการฝึกฝนกองกำลังของเขายังช้าเกินไป

ก่อนสงครามจะเริ่ม อย่างน้อยก็ต้องมีลูกน้องระดับหลอมกระดูกสักสองสามคน ถึงจะพอใช้งานได้

เมื่อเฉินซานซือเดินผ่านสนามฝึกม้า ข้างในก็ดูคึกคักเป็นพิเศษ

ในสนามตอนนี้ มีทหารประมาณสองร้อยนายที่กำลังฝึกการต่อสู้แบบขี่ม้า

ถ้าอยากจะบุกโจมตีชนเผ่าป่าเถื่อน การขาดม้าศึกก็คงไม่เป็นผลดีแน่ๆ

ดังนั้น ช่วงก่อนหน้านี้เซียงถิงชุนจึงทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเตรียมกองกำลัง

ด้วยการรีดไถเงินจากสำนักยุทธมาซื้อม้า, ไปขอจากนายอำเภอ, รวมถึงได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงกลาโหม ในที่สุดเขาก็หาม้าศึกมาได้เกือบสามร้อยตัว

แต่ม้าศึกทั้งหมดถูกแบ่งให้กับทหารผ่านศึกและคนสนิทในกองพัน

ยกตัวอย่างเช่น หลัวตงเฉวียน เฝิงยง และจ้าวคัง

ลูกน้องของพวกเขาทั้งหมดถูกฝึกให้เป็นทหารม้า

เมื่อเดินผ่านสนามฝึกม้า ก็มาถึงลานฝึกขนาดใหญ่สำหรับการฝึกร่วมกัน

[ทักษะ: การบังคับบัญชา (เริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: 133/500]

[ผลของทักษะ: แกนหลัก]

ปล่อยให้ฝึกแบบอัตโนมัติมาเกือบครึ่งเดือน ความคืบหน้าจึงเพิ่มขึ้นไม่มาก

เฉินซานซือจงใจไม่เข้าไปใกล้ คอยยืนมองการฝึกซ้อมอยู่ห่างๆ

บนสนามฝึกตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าซูเหวินไฉกำลังโกรธจนหน้าดำหน้าแดง

มีคนหลายคนกำลังล้อมเขาไว้และพูดจาเยาะเย้ย

“ตาแก่ เเค่วิชาพื้นฐานยังทำไม่ได้เลย แล้วยังจะกล้ามาสั่งสอนพวกเราอีก รีบไสหัวไปเถอะ”

อู๋ต๋านำเหล่าลูกน้องหัวเราะเยาะ

“ขัาได้ยินเรื่องของเจ้ามานานแล้ว เรียนหนังสือจนแก่ แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังสอบไม่ติดสักที่!”

“แถมยังเป็นลูกอกตัญญูอีก มีมือมีเท้า ทำไมต้องให้แม่เลี้ยงดูด้วย?”

“ไม่รู้จริงๆว่านายร้อยเฉินเก็บเจ้าไว้ทำไม!”

“……”

“พวก…พวกเจ้า”

ซูเหวินไฉถือหนังสือเล่มหนึ่งไว้ในมือ แล้วชี้นิ้วไปที่ชายหน้าบาก

“นี่คือคำสั่ง! นายร้อยเฉินสั่งให้ข้ามาฝึกฝนพวกเจ้า เจ้ากล้าขัดคำสั่งหรือ?!”

“อู๋ต๋า อย่าทำแบบนี้เลย…นายร้อยเฉินสั่งให้ทำอะไร พวกเราก็ต้องทำตาม” จ้าวเฉียวพูดขึ้น

หลังจากที่อยู่ในค่ายทหารมานาน พวกเขาก็เริ่มมีระเบียบวินัยมากขึ้น ต่างก็เปลี่ยนคำเรียกเฉินซานซือเป็น “นายร้อยเฉิน” หรือ “นายร้อยเฉิน” ไม่มีใครเรียกชื่อเฉินซานซือตรงๆอีก

“อย่ามาขู่ข้า!” อู๋ต๋าผลักชายชราจนล้มลงกับพื้น

“ไอ้คนประจบสอพลอ เเกต้องอ้างชื่อนายร้อยเฉินเองแน่ๆ!”

“พลั่ก!”

ทันใดนั้น กระบองยาวของหอกก็ฟาดเข้าที่ขาของเขาอย่างแรง

อู๋ต๋ารู้สึกเจ็บที่ขาทั้งสองข้างจนทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้น

“ใครวะ?!”

เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความโกรธ แต่พอเห็นปลายหอก ก็หงอยลงทันที

“ท่าน…ท่านนายร้อยเฉิน ท่านมาได้ยังไง?”

“อู๋ต๋า!” เฉินซานซือพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เจ้าคิดว่าเจ้าเก่งมากแล้วใช่ไหม ที่เป็นคนแรกในกลุ่มที่ฝึกถึงระดับหลอมเลือดได้?”

“นายร้อยเฉิน ท่านหมายความว่ายังไง?” อู๋ต๋าเริ่มมีสีหน้าหวาดกลัว

“ข้าไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย”

เฉินซานซือหรี่ตาลง “ไม่ได้คิดแบบนั้น แล้วเจ้ากำลังทำอะไรอยู่?”

ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง ค่าความชำนาญถึงได้ขึ้นช้า

เพราะว่าเมื่อเขาไม่อยู่…พวกนี้ก็ต่างคนต่างฝึก

พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของเฉินซานซือจริงๆ แต่คนที่เฉินซานซือมอบหมายให้ดูแล พวกเขากลับไม่เชื่อฟัง

แบบนี้คงไม่ดีแน่

กองทัพต้องมีระบบ…ถ้าไม่มีใครช่วยจัดการ เขาจะทำงานคนเดียวไหวได้ยังไง?

เรื่องของจ้าวจิ้นครั้งก่อน สอนให้พวกเขารู้จักวินัย…ส่วนวันนี้ จะต้องสอนให้พวกเขารู้ว่าคำสั่งต้องเด็ดขาด

“นายร้อยเฉิน”

อู๋ต๋ากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แล้วชี้นิ้วไปที่ชายชรา

“เขาไม่รู้อะไรเลย ทำไมท่านถึงให้เขามาสอนพวกเราวางขบวน​ทัพด้วย?”

“เขารู้เรื่องการวางขบวน​ทัพหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสินใจ หรือเจ้าเป็นคนตัดสินใจ?!”

เฉินซานซือเน้นทีละคำ

“อู๋ต๋า ข้าให้เจ้าเลือกสองอย่าง หนึ่ง ขอโทษและรับโทษ…สอง กลับบ้านไปล่าสัตว์”

“นายร้อยเฉิน อย่าไล่ข้าเลย!”

อู๋ต๋าตกใจมาก เขาจึงรีบสารภาพผิดทันที

“ข้าขอโทษและยอมรับโทษขอรับ!”

“จูถง! ลากออกไปโบยยี่สิบไม้!” เฉินซานซือออกคำสั่ง

ในบรรดาคนทั้งหมด คนที่เชื่อฟังเขาที่สุดก็คือจูถง

ถึงแม้จูถงจะไม่ชอบซูเหวินไฉ…แต่ถ้าเขาสั่งให้ซูเหวินไฉฝึกการวางขบวน​ทัพ จูถงก็จะทำตามตลอด

“ได้เลย!”

จูถงไม่พูดพร่ำทำเพลง เรียกคนมาอีกสองคน แล้วลากอู๋ต๋าไปรับโทษ

“ส่วนคนที่ร่วมหัวเราะเยาะเมื่อกี้ก็เหมือนกัน อยากโดนทำโทษหรืออยากโดนไล่ออก…เลือกเอา!”

เฉินซานซือพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม

“เเล้วจำไว้ให้ดี ต่อไปถ้าข้าสั่งให้ใครทำอะไร ใครไม่พอใจหรือมีข้อโต้แย้ง ให้มาแจ้งข้าโดยตรง…แต่ถ้าใครบังอาจก่อกวนลับหลัง จะถูกลงโทษอย่างไม่มีละเว้น!”

“ขอรับ!”

ทุกคนพยักหน้ารับคำ

และตอนนี้ ทุกคนต่างก็คิดเหมือนๆกัน

พวกเขารู้ดีว่า อู๋ต๋าเป็นคนที่เคยขึ้นเขาไปล่าสัตว์กับเฉินซานซือ เป็นคนที่รู้จักกันมานาน

แม้แต่คนสนิทเเบบนี้ยังถูกลงโทษเมื่อทำผิด พวกเขาจึงยิ่งเคารพเฉินซานซือมากขึ้นไปอีก

“ซูเหวินไฉ จ้าวเฉียว พวกเจ้าตามข้ามา”

เฉินซานซือพาพวกเขามาที่ที่ไม่มีคน แล้วหยิบเงินออกมาให้จ้าวเฉียว

“ลุงจ้าว เดี๋ยวเอาเงินนี่ไปซื้อยาสมานแผลให้อู๋ต๋า แต่อย่าบอกว่าเป็นเงินข้านะ…ต้องสั่งสอนให้เขาจำครั้งนี้ไว้เป็นบทเรียน”

“ได้”

“เเต่เด็กนั่นก็สมควรโดนแล้ว ช่วงนี้มันเหลิงมาก” จ้าวเฉียวรับเงินแล้วเดินจากไป

….

“นายร้อยเฉิน”

“ข้าขอบคุณท่านมากที่ออกหน้าเเทนข้า” ซูเหวินไฉซาบซึ้งใจจนน้ำตาคลอ

“ต่อไปถ้าเกิดเรื่องแบบนี้อีก ให้มาบอกข้าได้เลย”เฉินซานซือพูดพลางตบบ่าเขา

“แต่ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน ถ้าทุกคนเชื่อฟังเจ้าแล้ว…แต่เจ้าฝึกพวกเขาไม่สำเร็จ ต่อไปเจ้าก็ได้เป็นแค่คนรับใช้เท่านั้นนะ”

“ท่านวางใจเถอะ…ตราบใดที่พวกเขาเชื่อฟังข้า มันจะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน”

“อืม ไปเถอะ”

เฉินซานซือให้ซูเหวินไฉออกไป

ปกติเขาไม่ใช่คนเข้มงวด แต่เขารู้ดีว่า ความเมตตาไม่สามารถใช้ในการปกครองกองทัพได้ และความชอบธรรมไม่สามารถใช้ในการจัดการทรัพย์สินได้

กองทัพต้องมีวินัยที่เข้มแข็ง ถึงจะแข็งแกร่ง

ดังนั้น เฉินซานซือจึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ฝึกลูกน้องให้เคารพและเชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

แน่นอนว่า ตัวเขาเองก็ต้องตัดสินใจให้ถูกต้องด้วย

ส่วนซูเหวินไฉจะเป็นอัจฉริยะหรือคนขี้โม้…ลองดูเดี๋ยวก็รู้เอง

“นายร้อยเฉิน”

ทันใดนั้นเอง นายร้อยเซียก็เดินเข้ามาหาเขา

“ไปกันเถอะ ท่านเซียงถิงชุนมีภารกิจให้พวกเรา”

….

ที่กองบัญชาการกลาง

บนโต๊ะมีแบบจำลองภูมิประเทศที่เพิ่งสร้างเสร็จ เเละด้านหลังของเก้าอี้ประธานมีแผนที่แขวนอยู่

นอกจากเฝิงยงที่กำลังตรวจตราตรวจตราความเรียบร้อยบริเวณกำแพงเมือง นายร้อยทั้งแปดคนถูกเรียกตัวมารวมกัน

“มากันครบแล้วสินะ” เซียงถิงชุนเอ่ยกับทุกคนอย่างอารมณ์ดี

“ข้าและกระทรวงกลาโหมได้วางแผนที่จะออกเดินทางในช่วงปลายเดือนมีนาคม หลังจากเดือนเมษายน”

“ถึงตอนนั้น กองกำลังรักษาความสงบของเมืองอันติ้งจะส่งคนมาหนึ่งพันคนเพื่อเสริมกำลังป้องกันชายแดน แถมยังตกลงที่จะส่งกำลังเสริมมาให้อีกห้าร้อยคน!”

“บวกกับศิษย์สำนักยุทธอีกสองร้อยคน…กำลังพลที่เราใช้งานได้ จะมีมากถึงหนึ่งพันหกร้อยคน”

“ชนเผ่าซีเหอมีคนอยู่สองพันคน แต่ผู้ฝึกยุทธระดับหลอมกระดูกของพวกมันมีน้อยกว่าเรามาก…เเถมชนเผ่าเล็กๆเเบบนี้ก็คงไม่ได้ฝึกการต่อสู้แบบเป็นขบวนทัพ อีกทั้งหกปีมานี้ พวกมันไม่เคยรุกรานชายแดน ต้องมีมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างแน่นอน”

“ดังนั้น โอกาสชนะของเราจึงสูงมาก”

“แต่การทำสงครามไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ข้อมูลข้างต้นเป็นข้อมูลของสองปีที่แล้ว”

“ก่อนที่จะวางแผนการรบอย่างเป็นทางการ ข้าต้องการให้จัดตั้งหน่วยลาดตระเวนสามหน่วย เพื่อไปสืบข่าวและตรวจสอบข้อมูล”

หน่วยลาดตระเวน…ก็คือหน่วยสอดแนม

แต่เนื่องจากต้องเข้าไปในดินแดนของศัตรูเพียงลำพัง จึงถือว่าอันตรายกว่าหน่วยสอดแนมทั่วไปมาก

เรียกได้ว่า ถ้าถูกศัตรูจับได้ โอกาสรอดคงมีน้อยมาก

“เรื่องนี้ ขอมอบหมายให้นายร้อยหลัวเป็นคนจัดการ”

เซียงถิงชุนชี้นิ้วไปที่ตำแหน่งของชนเผ่าซีเหอบนแบบจำลองภูมิประเทศแล้วพูดต่อ

“อีกหนึ่งเดือน ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมด”

……………………..

จบบทที่ บทที่ 79 : หน่วยสอดเเนม!

คัดลอกลิงก์แล้ว