- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 78 : สูตรยาลับของตระกูลจี้
บทที่ 78 : สูตรยาลับของตระกูลจี้
บทที่ 78 : สูตรยาลับของตระกูล​จี้
บทที่ 78 : สูตรยาลับของตระกูล​จี้
เวลาได้ผ่านเลยไปดุจสายน้ำไหลริน
สิบวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ทุกเช้า เฉินซานซือจะทำทีเป็นเข้าป่าไปล่าสัตว์ แต่จริงๆแล้วไปต้มยา
หลังจากกลับมา ก็จะให้ซุนปู้ฉีมาฝึกหอกด้วยกัน
ยิ่งมีพลังของหลิงเหอช่วยอีก…ตอนนี้เขาจึงใกล้จะบรรลุขั้นต่อไปแล้ว
นี่เขายังชะลอไปวันสองวัน เพราะกังวลเรื่องพิษในเส้นชีพจร ไม่งั้นคงจะเร็วกว่านี้
….
บนลานฝึก เฉินซานซือกับซุนปู้ฉีกำลังฝึกซ้อมกันเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว…ก็ไม่อาจนับได้
แต่วันนี้ สีหน้าของซุนปู้ฉีดูไม่สู้ดีนัก
และนั่นเพราะเขารู้สึกถึงความผิดปกติ
ทุกๆวัน วิชาหอกของเฉินซานซือจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ตอนแรก เขายังพอรับมือไหว
แต่ช่วงหลังๆค่อยๆกลายเป็นรับมือได้อย่างยากลำบาก
จนกระทั่งในที่สุด เขาก็รับมือไม่ไหว
ตอนนี้ไม่ใช่แค่พละกำลังเท่านั้น เเต่ความเร็วของวิชาหอกงูพิษบินที่เป็นจุดเด่น ก็ไม่ได้เปรียบอีกต่อไปฝ่ายอีกต่อไป…แถมยังเริ่มด้อยกว่าแล้ว
“เขานำวิชาหอกงูทองอมตะไปฝึกฝนยังไงถึงได้ร้ายกาจเเบบนี้?” ซุนปู้ฉีรู้สึกทึ่งอย่างมาก
“ถึงจะมีกายาเก้ามังกร แต่ความเข้าใจของน้องสามก็ต้องยอดเยี่ยมมากแน่ๆ!”
จากนั้นเมื่อผ่านไปอีกสิบกระบวนท่า ซุนปู้ฉีก็เริ่มวิงเวียนศีรษะ เลือดลมเริ่มอ่อนแรง…ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว
“ปู้ฉี อดทนอีกหน่อย” ซุนหลีที่ฝึกดาบอยู่ข้างๆ หยุดมือแล้วตะโดนพูดกับน้องชาย
“น้องสามกำลังจะทะลวงขั้นแล้ว”
“ทะลวงขั้น?!” ซุนปู้ฉีอึ้งไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็กัดฟันสู้ต่อ
บนลานฝึก หอกสองเล่มดุจพญางูใหญ่สองตัวที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เสียงหอกปะทะกันดังก้องไม่หยุด จนตอนนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ในรัศมีร้อยเมตรเเล้ว
ณ เวลานี้ เฉินซานซือไม่ได้ยั้งมืออีกต่อไป
กระบวนท่าหอกของเขาเริ่มหนักขึ้น เร็วขึ้น สุดท้ายแปรเปลี่ยนอย่างคล่องแคล่ว จนเรียกได้ว่าแปลกประหลาด
ต่อมา หอกในมือเขาราวกับมีชีวิตของตัวเอง…เเม้ไม่ต้องคิด ก็สามารถพุ่งโจมตีใส่คู่ต่อสู้ได้โดยอัตโนมัติ จนกระทั่งหาจังหวะที่เหมาะสมในการโค่นพญางูอีกตัวลงได้
ในขณะเดียวกัน กระดูกที่ได้รับการหล่อเลี้ยงจากเลือดช้างมังกรและเส้นเอ็นเก้ามังกรก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในที่สุด
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (เชี่ยวชาญ)]
[ความคืบหน้า: 0/1000]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร, เส้นเอ็นเก้ามังกร, กายาวัชรทองคำ]
[กายาวัชรทองคำ: หลอมกระดูกให้แข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า หลอมผิวให้แข็งแกร่งดุจทองแดง เมื่อบรรลุขั้นสูงสุด จะอยู่ยงคงกระพัน]
….
ปกติ ระดับฝึกกระดูกก็แค่ฝึกกระดูกและผิวหนังที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป
เเต่ผิวทองแดงกระดูกเหล็ก…คงมีแต่คนที่มีกายาวัชรทองคำเท่านั้นถึงจะมีได้
‘ข้ากลายเป็นผู้ฝึกยุทธสายรวมมิตรแล้วเหรอเนี่ย?’
เลือดช้างมังกร เส้นเอ็นเก้ามังกร เเล้วตอนนี้ยังมีกายาวัชรทองคำอีก
เฉินซานซือสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของกระดูกตนเอง…ถึงตอนนี้จะยังทำไม่ได้ถึงขั้นกระดูกเหล็กกล้า แต่ดาบก็ฟันไม่เข้าเล้ว
หลังจากนี้ ต่อให้จะโดนโจมตีจากทั้งหน้าและหลัง…เขาก็ยังรับมือได้สบายๆ
“สามเดือนฝึกฝนขั้นหลอมกระดูกจนถึงระดับเชี่ยวชาญ?”
เมื่อซุนปู้ฉีถูกพลังที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันของเฉินซานซือซัดจนล้มลงไปกองกับพื้น เขาก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายทะลวงขั้นสำเร็จแล้ว
เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า
“ถ้าความสามารถในการบัญชาการรบของเจ้าพอใช้ได้ ในอนาคตต้องได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่ประจำค่ายแน่ๆ!”
“ขอบคุณพี่ปู้ฉีที่ฝึกซ้อมกับข้ามาตลอดหลายวันมานี้” เฉินซานซือรู้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
“ไม่เป็นไร” ซุนปู้ฉีโบกมือ
“แต่ต่อไป ข้าคงฝึกซ้อมกับเจ้าไม่ไหวแล้วล่ะ”
“งั้นก็ต้องรบกวนพี่หญิงซุนแล้ว” เฉินซานซือหันไปพูดกับซุนหลีอย่างหน้าด้านๆ
“หึ เจ้าช่างไม่รู้จักเกรงใจเอาเสียเลย” ซุนหลีถือดาบในมือ
“ว่างๆ ค่อยว่ากันใหม่…ข้าเองก็มีธุระต้องทำเหมือนกัน”
เเน่นอนว่าเฉินซานซือรู้ว่าพวกเขากำลังสืบเรื่องสมบัติเซียนอยู่
เเถมทั้งนายอำเภอ ผู้ตรวจการ และเซียงถิงชุนต่างก็กำลังสืบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ช่วงนี้ในเมืองผอหยางดูเหมือนจะสงบสุข แต่จริงๆแล้วมันเต็มไปด้วยอันตราย ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะมีเรื่องราวปะทุขึ้นมา
ทุกฝ่ายคงไม่ยอมแพ้เรื่องการตามหาสมบัติเซียนง่ายๆ
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าจะสกัดยาเซียนได้จริงไหม…แค่การที่ไฟประหลาดเผาหลิงเหอแล้วได้เถ้าถ่านที่สามารถเพิ่มพลังยุทธได้อย่างรวดเร็ว นั่นก็มากพอที่จะทำให้คนคลั่งไคล้แล้ว
ตัวอย่างเช่นชนเผ่าป่าเถื่อน
เป็นพันปีมาแล้ว ทำไมพวกเขาถึงบุกเข้ามายังดินแดนภาคกลางได้ยาก?
นั่นก็เพราะพวกเขาขาดแคลนทรัพยากร ทำให้มีนักรบระดับสูงน้อยกว่าต้าเซิ่งมาก
แต่การปรากฏตัวของหลิงเหอจะชดเชยข้อบกพร่องนี้ได้อย่างสมบูรณ์
หลิงเหอปลูกได้ปีละสองครั้ง เเถมมีอยู่ทั่วไป ต้นทุนแทบจะเรียกว่าเป็นศูนย์ได้เลย
ดังนั้น ชนเผ่าป่าเถื่อนย่อมสามารถหาหลิงเหอมาได้ง่ายมาก
ถ้าพวกเขามีสมบัติเซียน ก็จะสามารถสร้างนักรบระดับสูงได้มากมาย ขอแค่มีเวลาเพียงพอ สักวันก็ต้องแข็งแกร่งกว่าดินแดนภาคกลางอย่างเเน่นอน
พูดง่ายๆก็คือใครมีสมบัติเซียน ก็สามารถสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งได้
เเละนั่นรวมถึงตัวเฉินซานซือเองด้วย
แต่ตอนนี้ เขาไม่มีคุณสมบัติที่จะนำมันออกมาใช้
เพราะไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้ต้าเซิ่งหรือผู้นำชนเผ่าป่าเถื่อน พวกเขาต่างก็มีผู้ฝึกยุทธที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคนี้
ถ้าเขาอยากได้สมบัติมาครอบครองอย่างเปิดเผย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลังยุทธที่คู่ควร…ไม่งั้นก็เท่ากับหาที่ตาย
“เเต่พี่สาว ข้าไม่รู้จะเริ่มสืบจากตรงไหนดี” ซุนปู้ฉีพูดอย่างหงุดหงิด
“ถึงช่วงนี้สำนักยุทธดูเหมือนจะติดต่อกับนายอำเภอบ่อยๆ…แต่ข้าราชการใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง การที่ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นจะเอาใจก็เป็นเรื่องปกติ”
สำนักยุทธ? นายอำเภอ? สองกลุ่มนี้ร่วมมือกันแล้วเหรอ?
หรือว่านายอำเภอกำลังสืบเรื่องสำนักยุทธอยู่?
‘เเต่เอาเถอะ…ยังไงก็ไม่เกี่ยวกับข้ามา
ถึงพวกเขาจะไม่ได้พูดลับหลังเฉินซานซือ…แต่เฉินซานซือก็ไม่ได้พูดแทรกทั้งสอง
….
ไม่กี่นาทีต่อมา
หลังจากที่สองพี่น้องกลับไป ชายชุดดำที่แอบมองอยู่ก็ถือโอกาสเดินเข้ามาหาเฉินซานซือด้วยรอยยิ้ม
“ยินดีกับท่านนายร้อยเฉินด้วยที่ทะลวงขั้นสำเร็จ! ด้วยพรสวรรค์เช่นนี้ อนาคตของท่านจะต้องสดใสอย่างแน่นอน”
องครักษ์ของจี้กวงเสียน?
เฉินซานซือจำชายคนนี้ได้
“ข้าชื่อซานหยวนจื่อ พวกเราน่าจะเคยเจอกัน” ชายชุดดำแนะนำตัวเอง
“องครักษ์ซานมีธุระอะไรกับข้าหรือ?” เฉินซานซือถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ครั้งที่แล้ว ท่านนายอำเภอจี้พูดกับท่านไม่ค่อยชัดเจน” ซานหยวนจื่อรีบแก้ตัวให้เจ้านาย
“ท่านนายอำเภอไม่ได้อยากให้ท่านติดตามไปตลอดชีวิต แต่เขาอยากเป็นผู้สนับสนุน…หลังจากที่ท่ายนายร้อยไปถึงระดับฝึกอวัยวะภายในแล้ว ท่านนายอำเภอจะแนะนำท่านให้กับองค์รัชทายาท”
“องค์รัชทายาท?”
“ใช่แล้ว”
“ว่าแต่….ทำไมท่านนายร้อยเฉินถึงยึดติดกับจวนผู้บัญชาการซุนนัก?”
“พวกเราฝึกวิทยายุทธ ก็เพื่ออนาคตที่ดีขึ่นไม่ใช่หรือ?”
“และท่านรู้อะไรไหม ท่านผู้บัญชาการซุนนั้นแก่มากแล้ว”
“ถ้าท่านผู้บัญชาการซุนเป็นอะไรไป เหล่าคนที่ติดตามเขาก็จะมีศัตรูมากมายในราชสำนัก แล้วท่านที่สนิทกับผู้บัญชาการซุนมากขนาดนี้ จะทำยังไงต่อ?”
“สู้เปลี่ยนฝ่ายตั้งแต่เนิ่นๆ…หาที่พึ่งที่มั่นคงดีกว่าใหม”
เห็นได้ชัดว่าจี้กวงเสียนเปลี่ยนวิธีการแล้ว
ใช้วิธีแข็งกร้าวไม่ได้ ก็ใช้วิธีอ่อนโยน
“องครักษ์ซาน…ท่านพูดผิดแล้ว” เเต่เฉินซานซือก็ยังคงพูดจาอย่างหนักเเน่น
“ข้าจะไปจวนผู้บัญชาการซุน ไม่ใช่เพื่อหาที่พึ่ง แต่เพื่อรับใช้ราชสำนัก”
“รับใช้ราชสำนัก พูดได้ดี!”
ทันใดนั้น ซานหยวนจื่อก็เอ่ยคำถามต่อมา
“แล้วใครกันที่นั่งอยู่บนบัลลังก์?”
“แน่นอนว่าต้องเป็นฮ่องเต้” เฉินซานซือตอบ
“ถูกต้อง เป็นฮ่องเต้” ซานหยวนจื่อลดเสียงลงเล็กน้อย
“แต่ฮ่องเต้ทรงชราภาพมากแล้ว หากสวรรคต ใครกันที่จะขึ้นครองบัลลังก์ต่อ?”
“ดังนั้น การเข้าร่วมกับองค์ชายรัชทายาทแต่เนิ่นๆ ถึงจะเป็นหนทางสู่ความเจริญรุ่งเรือง”
“สวรรคต?” เฉินซานซือจงใจพูดเสียงดัง
“องครักษ์ซานพูดเรื่องอะไร? ฮ่องเต้เป็นเหมือนเทพเจ้า ท่านเป็นอมตะ…ท่านจะสวรรคตได้ยังไง?”
ฮ่องเต้เป็นเหมือนเทพเจ้า เป็นอมตะ….สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคำที่ฮ่องเต้ใช้เรียกตัวเอง
เขาพูดแบบนี้ ก็เพื่อขู่ซานหยวนจื่อ
อีกอย่าง เรื่องแบบนี้มันก็ไม่แน่เหมือนกัน
สมบัติวิเซียนเป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว..ว่ามีเซียนอยู่จริง
ฮ่องเต้ก็ฝึกฝนมาหลายปี คงน่าจะได้อะไรมาบ้างเเล้วล่ะ?
องค์รัชทายาทที่เป็นผู้สำเร็จราชการมาสี่สิบปี คงต้องรออีกสักพักใหญ่
“เจ้า…” ซานหยวนจื่อตกใจ รีบมองไปรอบๆ โชคดีที่ไม่มีใครอยู่แถวนั้น
“ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ต้องพูดมากกันเเล้ว! เดิมทีท่านนายอำเภออยากจะมอบยาบำรุงลับให้เจ้าด้วย แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้ว” เขาพูดอย่างหงุดหงิด
“ยาบำรุงลับ?” เฉินซานซือตาเป็นประกาย
“ยาบำรุงลับอะไร?”
‘สิ่งที่ดึงดูดนักรบได้มากที่สุด ก็คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มพลังยุทธ’
เเละเมื่อซานหยวนจื่อเห็นว่ามีหวังในการโน้มน้าว…เขาจึงรีบพูดต่อทันที
“บรรพบุรุษของท่านนายอำเภอจี้ทำธุรกิจเกี่ยวกับยา ตอนนี้ท่านจึงมีสูตรลับที่ไม่ได้รับการถ่ายทอดให้ใคร”
“ท่านนายอำเภอวางเเผนจะนำสูตรลับนี้ไปมอบให้ท่านเสนาบดีเกาเพื่อรับความโปรดปราน…จากนั้นอีกสองปี เขาก็จะได้ย้ายไปประจำการที่เมืองหลวง”
“เจ้าเห็นไหมว่าสูตรลับนี้มีค่าขนาดไหน? แต่ท่านนายอำเภอกลับบอกว่า ถ้าเจ้าตกลง…ท่านจะนำยาลับมามอบให้ไม่อั้นเลย!”
“เเค่คำพูดลอยๆ ข้าคงเชื่อง่ายๆไม่ได้หรอก” เฉินซานซือพูดด้วยสายตาเจ้าเล่ห์
“งั้นเอาแบบนี้ ท่านลองไปต้มมาให้ข้าลองสักหนึ่งชุด”
“ถ้ายานี้ดีจริงอย่างที่ท่านว่า ข้าค่อยคิดเรื่องเปลี่ยนฝ่ายก็ยังไม่สาย”
“ได้!” ซานหยวนจื่อรีบตอบตกลงทันที
……………………….