เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 77 : การชักชวน

บทที่ 77 : การชักชวน

บทที่ 77 : การชักชวน


บทที่ 77 : การชักชวน

ไม่คิดเลยว่าหวังจื๋อจะมีเรื่องราวแบบนี้อยู่ด้วย

ว่าแต่ หวังจื๋อที่อยู่เเค่ระดับหลอมกระดูก เเต่ทำไมถึงได้เป็นแม่ทัพใหญ่คุมทหารนับหมื่นคนได้ล่ะ?

หรือว่าวรยุทธ​ตกขั้นงั้นเหรอ?

เหมือนหวังจื๋อจะรู้ว่าเฉินซานซือคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดอย่างประชดตัวเองว่า

“ถึงข้าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ข้าก็แทบจะไร้ค่าแล้ว”

“เส้นชีพจรและอวัยวะภายในของข้าเสียหายหนัก เว้นเสียแต่จะมีเซียนมาช่วยรักษา มิฉะนั้นชีวิต​นี้ของข้าก็คงติดอยู่ที่ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ ไม่สามารถพัฒนาไปได้อีกตลอดชีวิต​”

วรยุทธตกขั้นจริงๆด้วย

เพราะแบบนี้ ถึงได้ยอมจำนนต่อโชคชะตาเหรอ?

ไม่…เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง

พูดจริงๆ ถึงหวังจื๋อจะรีดไถเงินทองมามากมาย แต่เฉินซานซือก็ไม่เคยเห็นเขาใช้จ่ายเลย

แม้แต่กินข้าวยังชอบขอคนอื่นเลี้ยง ตอนนี้คุณชายในเมืองต่างก็หลบหน้าเขาเป็นแถว

บางที อาจจะเก็บเงินซื้อยารักษาตัวเองอยู่ก็ได้

….

หลัวจากคุยกันไปได้สักพัก อารมณ์ของหวังจื๋อก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ

เขาพูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆว่า

"ที่ข้าสอนวิทยายุทธให้เจ้า ก็เพราะหวังอยากจะกลับไปหาท่านอาจารย์…แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสได้เจอท่านอีกแล้ว ยังไงก็ตาม ถ้าเจ้ายังอยู่ที่ผอหยาง มีอะไรก็บอกข้าได้ตลอด"

เฉินซานซือไม่จำเป็นต้องปลอบใจ ยังไงก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน…เขาจึงเข้าใจ​อีกฝ่ายดี

เฉิน​ซาน​ซือตบบ่าหวังจื๋อแล้วก็ขอตัวกลับ

หลังจากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีที่ห้าสิบเจ็ดของรัชศักราชหลงชิ่ง มันก็ทำให้เขายิ่งอยากเพิ่มพูนพลังยุทธมากขึ้น

แม้แต่ผู้บัญชาการซุน ก็ยังปกป้องลูกชายของตัวเองไม่ได้เพราะพลังยุทธไม่เพียงพอ

แต่พอไปถึงระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ ถึงจะแทงขุนนางตายต่อหน้าฮ่องเต้…ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังยุทธ

“เราต้องพยายามให้มากกว่านี้”

เฉินซานซือคาดเดาได้ว่า อีกประมาณ​สิบวันถึงครึ่งเดือน…เขาก็น่าจะไปถึงระดับฝึกกระดูกขั้นสมบูรณ์ได้

หลังจาก​นั้น​ เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นซุนหลีกับน้องชายนั่งอยู่ที่ลานบ้าน

“พี่! เมื่อกี้ทำไมพี่ถึงไม่ให้ข้าฆ่าไอ้แซ่ถังนั่น!” ซุนปู้ฉียังคงบ่นพึมพำไม่หยุด

“เรื่องในอดีต ถึงเขาจะน่าชัง…แต่ถ้าเป็นเราล่ะ เราจะตัดสินใจได้เเบบเขาใหม”

ซุนหลีมองน้องชายด้วยแววตาที่ซับซ้อน เเล้วกล่าว​ต่อ

“แทนที่จะจมปลักอยู่กับอดีต เรามาตั้งใจฝึกฝนเพื่ออนาคต​จะดีกว่า”

“เจ้าดูเฉิน​ซาน​ซือสิ แม้จะรับผิดชอบการป้องกันกำแพงเมือง เเต่ก็ไม่เคยเกียจคร้านการฝึก…ตอนนี้พลังยุทธของเขาต้องพัฒนาขึ้นมากแน่ๆ”

“ซานซือมีกายาเก้ามังกร ข้าจะไปเทียบเขาได้ยังไง” ซุนปู้ฉีส่ายหน้าอย่างปลงๆ

“พี่ต่างหาก พี่ก็มีกายาบัวเพลิง…ถ้าพี่พยายามอีกหน่อย อนาคตอาจจะมีหวังก็ได้”

“กายาบัวเพลิง?”

เมื่อได้ยิน​สิ่งนี้ เฉินซานซือก็ถือโอกาสออกมาถามทันที​

“ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องร่างกายพิเศษเท่าไหร่ พี่หญิงช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

กองทัพหลักทั้งแปดมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว คงต้องมีคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าผู้บัญชาการซุนและลูกชายคนที่สามแน่ๆ

เเละเมื่อเห็นเฉิน​ซาน​ซือ​ทำท่า​อยากรู้​ ซุนปู้ฉีก็ทำท่าลึกลับทันที​

“เจ้าลองเดาดูสิ ว่าพี่สาวข้าฝึกวิทยายุทธมากี่ปีแล้ว?”

โดยทั่วไป คนที่ฝึกวิทยายุทธจะเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่อายุสิบสองปี

เริ่มฝึกอย่างจริงจังตอนอายุประมาณสิบห้าปี

วิทยายุทธของโลกนี้ต้องใช้พลังกายอย่างมาก ถ้าอายุยังน้อยเกินไปจะฝึกไม่ได้ผล

เขาดูซุนหลีแล้ว นางน่าจะอายุประมาณสิบเก้าปี

แต่กู้ซินหลันเคยบอกว่านางไม่ชอบฝึกวิทยายุทธ แถมยังถามแบบนี้ แสดงว่าคงเริ่ม​ฝึกไม่ได้นาน

“หนึ่งปี” ซุนปู้ฉีอดใจไม่ไหว จึงพูดขึ้นมาก่อน

“กายาบัวเพลิง หรือที่เรียกว่าร่างดาบเเห่งสวรรค์…สามารถ​ฝึกฝนวิชาดาบได้รวดเร็วมาก”

“ปีที่แล้ว พี่สาวข้าเพิ่งเริ่มจับดาบฝึกวิทยายุทธ ปีเดียวก็ไปถึงระดับฝึกกระดูกขั้นสมบูรณ์ ใกล้จะถึงระดับฝึกอวัยวะภายในแล้ว”

“แต่นั่นก็ยังเทียบเจ้าไม่ได้อยู่ดี”

“ตอนนี้ ในกองทัพหลักทั้งแปด มีคนที่เก่งกว่าเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเยอะ”

“ยกตัวอย่างเช่นศิษย์พี่ใหญ่ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งดุจภูผา ฝึกถึงระดับฝึกอวัยวะภายในภายในครึ่งปี…จากนั้น​หนึ่งปีก็ไปถึงขั้นเปลี่ยนพลัง”

“อีกอย่าง ความเร็วในการฝึกฝนไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายพิเศษอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจด้วย”

“มีศิษย์พี่คนหนึ่ง มีพรสวรรค์ดีมาก แต่หัวเขาไม่ค่อยไว ตามทฤษฎีแล้วเจ็ดเดือนก็น่าจะไปถึงระดับฝึกอวัยวะภายในได้…แต่เขาไม่เข้าใจตำราวิทยายุทธ เลยใช้เวลาถึงปีกว่าๆ”

“เเล้วยังมีศิษย์พี่อีกคนที่ร่างกายธรรมดา ตามทฤษฎีแล้วต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงจะไปถึงระดับฝึกอวัยวะภายในได้ แต่เขามีความเข้าใจที่ดีมาก…ใช้เวลาแค่แปดเดือนก็ทำได้​สำเร็จเเล้ว”

“ความเข้าใจก็คือความเข้าใจ ร่างกายพิเศษก็คือร่างกายพิเศษ ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน”

เฉินซานซือพยักหน้าอย่างครุ่นคิด

ก็เหมือนที่เขาคิด ความเร็วในการฝึกฝนของเขาถือว่าไม่เลว…แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่า “หาได้ยากในโลก”

บางที อาจจะเป็นเพราะร่างกายของเขายังไม่สมบูรณ์แบบ

คนอื่นมีร่างกายพิเศษแบบสมบูรณ์

แต่เขาไม่ใช่

เลือดช้างมังกร กับเส้นเอ็นเก้ามังกร…มันดูไม่เข้ากันเลย

ถึงจะช่วยเพิ่มพลังยุทธได้ แต่ก่อนจะรวมกันเป็นหนึ่ง…เขาก็คงยังสู้ร่างกายพิเศษที่สมบูรณ์แบบไม่ได้

เเละอย่าลืมว่า เขายังมี [จำได้ทุกอย่างที่เห็น] จากการอ่านหนังสือ บวกกับพลังของหลิงเหอ…ถึงมีความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ได้

พูดไปก็เหมือนกบในกะลา มองโลกแคบๆ

เขาต้องรีบออกจากผอหยาง ถึงจะได้เห็นโลกกว้าง

“พี่ปู้ฉี” เฉินซานซือประสานมือ

“เมื่อกี้ ข้าเห็นท่าหอกของพี่ไม่ธรรมดาเลย พี่พอจะชี้แนะข้าได้ไหม?”

การหาคนมาฝึกซ้อมด้วย ควรจะควบคุมระดับพลังยุทธให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม

ถ้าฝึกกับซุนหลี ระดับพลังยุทธจะต่างกันเกินไป

ซุนปู้ฉีเชี่ยวชาญวิชาหอกระดับฝึกกระดูกที่สูงกว่าเขาหนึ่งขั้น

เรียกได้ว่ากำลังพอดีมือเลย

“เจ้าแน่ใจนะ?” ซุนปู้ฉีพูดอย่างมั่นใจ

“ทักษะ​การยิงธนูข้าสู้เจ้าไม่ได้…แต่ถ้าเป็นหอก เจ้าสู้ข้าไม่ได้แน่!”

….

จากนั้น​ ทั้งสองคนก็มาที่ลานฝึก

ซุนปู้ฉีประสานมือเเล้วกล่าว​ว่า

“วิชาที่เจ้าฝึกคือหอกงูทองอมตะ ส่วนข้าฝึกวิชาหอกงูพิษบิน จุดเด่นของข้าคือความเร็ว…เจ้าต้องระวังให้ดีล่ะ”

สิ้นเสียงของซุนปู​้​ฉี หอกในมือเขาก็พุ่งเข้าหาเฉินซานซือในพริบตา

“หอกดี!”

เฉินซานซือเคยเห็นซุนปู้ฉีสู้กับหวังจื๋อมาก่อน เขาจึงเตรียมตัวไว้แล้ว แต่มันก็ยังเร็วกว่าที่เขาคิด

นี่คือคุณชายตระกูลซุน ถึงจะขี้เกียจ แต่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา

โชคดีที่เขามีเลือดช้างมังกรและเส้นเอ็นเก้ามังกร พลังจึงไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก

ส่วนความเร็วก็พอจะตามทัน

แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าสู้กันรอบแรกเเล้วเขาไม่แพ้…นั่นก็เท่ากับเขามีโอกาสชนะสูงมาก

เคร้ง!

เคร้ง!

เคร้ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วลานฝึก

เสียงนี้ดังสนั่น​หวั่นไหว​ จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ในรัศมีหลายสิบเมตร

“นี่คือวิชางูทองอมตะงั้นหรือ?”

ทันใดนั้น​ ความมั่นใจของซุนปู้ฉีก็สลายหายไปในพริบตา

เขาคิดว่าด้วยความได้เปรียบของวิทยายุทธ บวกกับระดับพลังที่สูงกว่า…อย่างน้อยก็ต้องจัดการอีกฝ่ายได้ภายในสิบห้ากระบวนท่า

แต่นี่ผ่านไปยี่สิบกระบวนท่าแล้ว เขาก็ยังเอาชนะเฉิน​ซาน​ซือไม่ได้

อีกฝ่ายดูเหมือนจะช้ากว่าเขา แต่กลับรับมือได้ทุกท่าอย่างสมบู​รณ์…ไม่มีช่องโหว่ให้เขาโจมตีได้เลย

“ข้าไม่เชื่อ!” ซุนปู้ฉีออกแรงทั้งหมด

ทันใดนั้น​ วิชาหอกของเขา​ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น

ปกติ ถึงตอนนี้เฉินซานซือก็น่าจะเริ่มหาโอกาสโต้กลับแล้ว

แต่วันนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อเอาชนะ

เขาแค่อยากรักษาสภาพที่เลือดลมพลุ่งพล่าน เพื่อฝึกฝนวิชาหอก และเพิ่มความเชี่ยวชาญให้มากขึ้น

เเถมในระหว่างนี้ เขายังรู้สึกได้ว่าเส้นเอ็นเก้ามังกรของเขา​กำลังดูดซับเลือดช้างมังกร แล้วส่งไปผ่านเยื่อหุ้มกระดูกและเส้นเอ็นเพื่อหลอมรวมกระดูก

ร่างกายพิเศษสองแบบทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่​…ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นแบบไหน

“น้องสาม เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้หรอก!”

ตอนแรกซุนปู้ฉีเริ่มหวั่นใจ คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายที่ระดับพลังยุทธต่ำกว่าเอาชนะ

แต่หลังจากตั้งหลักได้ เขาก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น

“ไอ้เด็กโง่นี่…” มีแค่ซุนหลีที่มองออกว่าน้องชายตัวเองกำลังถูกเฉินซานซือจูงจมูก

“เขาเพิ่งฝึกวิทยายุทธได้ไม่นาน ทำไมถึงสู้กับคุณชายตระกูลซุนได้สูสีขนาดนี้?”

ไม่ไกลจากลานฝึก จี้กวงเสียนเดินผ่านมาทางนี้พอดีจึกสังเกต​เห็น​ทุกอย่าง​

เเต่เขาเป็นขุนนาง​ฝ่ายบุ๋น​ จึงดูท่าทางการต่อสู้​ไม่ออก…เขาจึงหันไปถามองครักษ์ข้างกาย

“เจ้าหนูนี่มีฝีมือ​เป็นยังไงกันแน่? นี่ข้าประเมินเขาต่ำไปรึเปล่า?”

“ข้า​ได้ยินเเว่วๆมาว่าเขามีกายาเก้ามังกร”

เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ องครักษ์ก็อธิบายอย่างตรงไปตรงมา

“สำหรับ​กายาเก้ามังกร…ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในอนาคต อย่างน้อยเขาก็น่าจะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ประจำค่ายขอรับ”

แม่ทัพประจำ​ค่าย…สามารถ​คุมกำลังพลได้ถึงหนึ่งหมื่นนาย

“หืมม? ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ การให้เขาติดตามข้าก็ดูจะเสียของ” จี้กวงเสียนลูบเครา พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“แต่ถ้าข้านำเสนอเขาให้ท่านเกา ให้องค์รัชทายาท…นั่นก็จะนับเป็นความดีความชอบของข้า”

“คงยากขอรับ” องครักษ์เอ่ย

“ดูเหมือนเขาอยากเข้ากองทัพหลักทั้งแปดมากกว่า”

“เจ้าหนูนี่ยังเด็กเกินไป เขายังไร้เดียงสามาก” จี้กวงเสียนพูดลากเสียง

“ผู้บัญชาการซุนแก่แล้ว ฮ่องเต้ก็ชรา…โดยภาพรวม อนาคตยังไงก็เป็นขององค์ชายรัชทายาท!”

“ถ้าเจ้าอธิบายให้เขาเข้าใจ ขอแค่เป็นคนฉลาด ยังไงก็ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ”

“อีกอย่าง ถ้าเขาเต็มใจติดตามข้า ยาบำรุงลับของตระกูลจี้ก็มีให้เขาไม่อั้น…ไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบเพื่อแลกมาเลย”

“ขอรับ!”

“ข้าจะไปลองดูชักชวนเขาดู”

……………………………..

จบบทที่ บทที่ 77 : การชักชวน

คัดลอกลิงก์แล้ว