- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 77 : การชักชวน
บทที่ 77 : การชักชวน
บทที่ 77 : การชักชวน
บทที่ 77 : การชักชวน
ไม่คิดเลยว่าหวังจื๋อจะมีเรื่องราวแบบนี้อยู่ด้วย
ว่าแต่ หวังจื๋อที่อยู่เเค่ระดับหลอมกระดูก เเต่ทำไมถึงได้เป็นแม่ทัพใหญ่คุมทหารนับหมื่นคนได้ล่ะ?
หรือว่าวรยุทธ​ตกขั้นงั้นเหรอ?
เหมือนหวังจื๋อจะรู้ว่าเฉินซานซือคิดอะไรอยู่ เขาจึงพูดอย่างประชดตัวเองว่า
“ถึงข้าจะยังมีชีวิตอยู่ แต่ข้าก็แทบจะไร้ค่าแล้ว”
“เส้นชีพจรและอวัยวะภายในของข้าเสียหายหนัก เว้นเสียแต่จะมีเซียนมาช่วยรักษา มิฉะนั้นชีวิต​นี้ของข้าก็คงติดอยู่ที่ระดับหลอมกระดูกขั้นสมบูรณ์ ไม่สามารถพัฒนาไปได้อีกตลอดชีวิต​”
วรยุทธตกขั้นจริงๆด้วย
เพราะแบบนี้ ถึงได้ยอมจำนนต่อโชคชะตาเหรอ?
ไม่…เรื่องนี้ไม่ถูกต้อง
พูดจริงๆ ถึงหวังจื๋อจะรีดไถเงินทองมามากมาย แต่เฉินซานซือก็ไม่เคยเห็นเขาใช้จ่ายเลย
แม้แต่กินข้าวยังชอบขอคนอื่นเลี้ยง ตอนนี้คุณชายในเมืองต่างก็หลบหน้าเขาเป็นแถว
บางที อาจจะเก็บเงินซื้อยารักษาตัวเองอยู่ก็ได้
….
หลัวจากคุยกันไปได้สักพัก อารมณ์ของหวังจื๋อก็เริ่มกลับมาเป็นปกติ
เขาพูดด้วยรอยยิ้มแห้งๆว่า
"ที่ข้าสอนวิทยายุทธให้เจ้า ก็เพราะหวังอยากจะกลับไปหาท่านอาจารย์…แต่ตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่มีโอกาสได้เจอท่านอีกแล้ว ยังไงก็ตาม ถ้าเจ้ายังอยู่ที่ผอหยาง มีอะไรก็บอกข้าได้ตลอด"
เฉินซานซือไม่จำเป็นต้องปลอบใจ ยังไงก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน…เขาจึงเข้าใจ​อีกฝ่ายดี
เฉิน​ซาน​ซือตบบ่าหวังจื๋อแล้วก็ขอตัวกลับ
หลังจากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในปีที่ห้าสิบเจ็ดของรัชศักราชหลงชิ่ง มันก็ทำให้เขายิ่งอยากเพิ่มพูนพลังยุทธมากขึ้น
แม้แต่ผู้บัญชาการซุน ก็ยังปกป้องลูกชายของตัวเองไม่ได้เพราะพลังยุทธไม่เพียงพอ
แต่พอไปถึงระดับที่เหนือกว่าเทพยุทธ ถึงจะแทงขุนนางตายต่อหน้าฮ่องเต้…ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังยุทธ
“เราต้องพยายามให้มากกว่านี้”
เฉินซานซือคาดเดาได้ว่า อีกประมาณ​สิบวันถึงครึ่งเดือน…เขาก็น่าจะไปถึงระดับฝึกกระดูกขั้นสมบูรณ์ได้
หลังจาก​นั้น​ เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาก็เห็นซุนหลีกับน้องชายนั่งอยู่ที่ลานบ้าน
“พี่! เมื่อกี้ทำไมพี่ถึงไม่ให้ข้าฆ่าไอ้แซ่ถังนั่น!” ซุนปู้ฉียังคงบ่นพึมพำไม่หยุด
“เรื่องในอดีต ถึงเขาจะน่าชัง…แต่ถ้าเป็นเราล่ะ เราจะตัดสินใจได้เเบบเขาใหม”
ซุนหลีมองน้องชายด้วยแววตาที่ซับซ้อน เเล้วกล่าว​ต่อ
“แทนที่จะจมปลักอยู่กับอดีต เรามาตั้งใจฝึกฝนเพื่ออนาคต​จะดีกว่า”
“เจ้าดูเฉิน​ซาน​ซือสิ แม้จะรับผิดชอบการป้องกันกำแพงเมือง เเต่ก็ไม่เคยเกียจคร้านการฝึก…ตอนนี้พลังยุทธของเขาต้องพัฒนาขึ้นมากแน่ๆ”
“ซานซือมีกายาเก้ามังกร ข้าจะไปเทียบเขาได้ยังไง” ซุนปู้ฉีส่ายหน้าอย่างปลงๆ
“พี่ต่างหาก พี่ก็มีกายาบัวเพลิง…ถ้าพี่พยายามอีกหน่อย อนาคตอาจจะมีหวังก็ได้”
“กายาบัวเพลิง?”
เมื่อได้ยิน​สิ่งนี้ เฉินซานซือก็ถือโอกาสออกมาถามทันที​
“ข้าไม่ค่อยรู้เรื่องร่างกายพิเศษเท่าไหร่ พี่หญิงช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยได้ไหม?”
กองทัพหลักทั้งแปดมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่ว คงต้องมีคนที่มีพรสวรรค์มากกว่าผู้บัญชาการซุนและลูกชายคนที่สามแน่ๆ
เเละเมื่อเห็นเฉิน​ซาน​ซือ​ทำท่า​อยากรู้​ ซุนปู้ฉีก็ทำท่าลึกลับทันที​
“เจ้าลองเดาดูสิ ว่าพี่สาวข้าฝึกวิทยายุทธมากี่ปีแล้ว?”
โดยทั่วไป คนที่ฝึกวิทยายุทธจะเริ่มปูพื้นฐานตั้งแต่อายุสิบสองปี
เริ่มฝึกอย่างจริงจังตอนอายุประมาณสิบห้าปี
วิทยายุทธของโลกนี้ต้องใช้พลังกายอย่างมาก ถ้าอายุยังน้อยเกินไปจะฝึกไม่ได้ผล
เขาดูซุนหลีแล้ว นางน่าจะอายุประมาณสิบเก้าปี
แต่กู้ซินหลันเคยบอกว่านางไม่ชอบฝึกวิทยายุทธ แถมยังถามแบบนี้ แสดงว่าคงเริ่ม​ฝึกไม่ได้นาน
“หนึ่งปี” ซุนปู้ฉีอดใจไม่ไหว จึงพูดขึ้นมาก่อน
“กายาบัวเพลิง หรือที่เรียกว่าร่างดาบเเห่งสวรรค์…สามารถ​ฝึกฝนวิชาดาบได้รวดเร็วมาก”
“ปีที่แล้ว พี่สาวข้าเพิ่งเริ่มจับดาบฝึกวิทยายุทธ ปีเดียวก็ไปถึงระดับฝึกกระดูกขั้นสมบูรณ์ ใกล้จะถึงระดับฝึกอวัยวะภายในแล้ว”
“แต่นั่นก็ยังเทียบเจ้าไม่ได้อยู่ดี”
“ตอนนี้ ในกองทัพหลักทั้งแปด มีคนที่เก่งกว่าเจ้าอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มีเยอะ”
“ยกตัวอย่างเช่นศิษย์พี่ใหญ่ ร่างกายของเขาแข็งแกร่งดุจภูผา ฝึกถึงระดับฝึกอวัยวะภายในภายในครึ่งปี…จากนั้น​หนึ่งปีก็ไปถึงขั้นเปลี่ยนพลัง”
“อีกอย่าง ความเร็วในการฝึกฝนไม่ได้ขึ้นอยู่กับร่างกายพิเศษอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเข้าใจด้วย”
“มีศิษย์พี่คนหนึ่ง มีพรสวรรค์ดีมาก แต่หัวเขาไม่ค่อยไว ตามทฤษฎีแล้วเจ็ดเดือนก็น่าจะไปถึงระดับฝึกอวัยวะภายในได้…แต่เขาไม่เข้าใจตำราวิทยายุทธ เลยใช้เวลาถึงปีกว่าๆ”
“เเล้วยังมีศิษย์พี่อีกคนที่ร่างกายธรรมดา ตามทฤษฎีแล้วต้องใช้เวลาหนึ่งปีถึงจะไปถึงระดับฝึกอวัยวะภายในได้ แต่เขามีความเข้าใจที่ดีมาก…ใช้เวลาแค่แปดเดือนก็ทำได้​สำเร็จเเล้ว”
“ความเข้าใจก็คือความเข้าใจ ร่างกายพิเศษก็คือร่างกายพิเศษ ทั้งสองอย่างไม่เหมือนกัน”
เฉินซานซือพยักหน้าอย่างครุ่นคิด
ก็เหมือนที่เขาคิด ความเร็วในการฝึกฝนของเขาถือว่าไม่เลว…แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่า “หาได้ยากในโลก”
บางที อาจจะเป็นเพราะร่างกายของเขายังไม่สมบูรณ์แบบ
คนอื่นมีร่างกายพิเศษแบบสมบูรณ์
แต่เขาไม่ใช่
เลือดช้างมังกร กับเส้นเอ็นเก้ามังกร…มันดูไม่เข้ากันเลย
ถึงจะช่วยเพิ่มพลังยุทธได้ แต่ก่อนจะรวมกันเป็นหนึ่ง…เขาก็คงยังสู้ร่างกายพิเศษที่สมบูรณ์แบบไม่ได้
เเละอย่าลืมว่า เขายังมี [จำได้ทุกอย่างที่เห็น] จากการอ่านหนังสือ บวกกับพลังของหลิงเหอ…ถึงมีความเร็วในการฝึกฝนระดับนี้ได้
พูดไปก็เหมือนกบในกะลา มองโลกแคบๆ
เขาต้องรีบออกจากผอหยาง ถึงจะได้เห็นโลกกว้าง
“พี่ปู้ฉี” เฉินซานซือประสานมือ
“เมื่อกี้ ข้าเห็นท่าหอกของพี่ไม่ธรรมดาเลย พี่พอจะชี้แนะข้าได้ไหม?”
การหาคนมาฝึกซ้อมด้วย ควรจะควบคุมระดับพลังยุทธให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม
ถ้าฝึกกับซุนหลี ระดับพลังยุทธจะต่างกันเกินไป
ซุนปู้ฉีเชี่ยวชาญวิชาหอกระดับฝึกกระดูกที่สูงกว่าเขาหนึ่งขั้น
เรียกได้ว่ากำลังพอดีมือเลย
“เจ้าแน่ใจนะ?” ซุนปู้ฉีพูดอย่างมั่นใจ
“ทักษะ​การยิงธนูข้าสู้เจ้าไม่ได้…แต่ถ้าเป็นหอก เจ้าสู้ข้าไม่ได้แน่!”
….
จากนั้น​ ทั้งสองคนก็มาที่ลานฝึก
ซุนปู้ฉีประสานมือเเล้วกล่าว​ว่า
“วิชาที่เจ้าฝึกคือหอกงูทองอมตะ ส่วนข้าฝึกวิชาหอกงูพิษบิน จุดเด่นของข้าคือความเร็ว…เจ้าต้องระวังให้ดีล่ะ”
สิ้นเสียงของซุนปู​้​ฉี หอกในมือเขาก็พุ่งเข้าหาเฉินซานซือในพริบตา
“หอกดี!”
เฉินซานซือเคยเห็นซุนปู้ฉีสู้กับหวังจื๋อมาก่อน เขาจึงเตรียมตัวไว้แล้ว แต่มันก็ยังเร็วกว่าที่เขาคิด
นี่คือคุณชายตระกูลซุน ถึงจะขี้เกียจ แต่ก็ไม่ใช่คนธรรมดา
โชคดีที่เขามีเลือดช้างมังกรและเส้นเอ็นเก้ามังกร พลังจึงไม่ด้อยไปกว่ากันมากนัก
ส่วนความเร็วก็พอจะตามทัน
แต่ก็อย่างที่บอก ถ้าสู้กันรอบแรกเเล้วเขาไม่แพ้…นั่นก็เท่ากับเขามีโอกาสชนะสูงมาก
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
เสียงโลหะกระทบกันดังก้องไปทั่วลานฝึก
เสียงนี้ดังสนั่น​หวั่นไหว​ จนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ในรัศมีหลายสิบเมตร
“นี่คือวิชางูทองอมตะงั้นหรือ?”
ทันใดนั้น​ ความมั่นใจของซุนปู้ฉีก็สลายหายไปในพริบตา
เขาคิดว่าด้วยความได้เปรียบของวิทยายุทธ บวกกับระดับพลังที่สูงกว่า…อย่างน้อยก็ต้องจัดการอีกฝ่ายได้ภายในสิบห้ากระบวนท่า
แต่นี่ผ่านไปยี่สิบกระบวนท่าแล้ว เขาก็ยังเอาชนะเฉิน​ซาน​ซือไม่ได้
อีกฝ่ายดูเหมือนจะช้ากว่าเขา แต่กลับรับมือได้ทุกท่าอย่างสมบู​รณ์…ไม่มีช่องโหว่ให้เขาโจมตีได้เลย
“ข้าไม่เชื่อ!” ซุนปู้ฉีออกแรงทั้งหมด
ทันใดนั้น​ วิชาหอกของเขา​ก็ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
ปกติ ถึงตอนนี้เฉินซานซือก็น่าจะเริ่มหาโอกาสโต้กลับแล้ว
แต่วันนี้ เขาไม่ได้มาเพื่อเอาชนะ
เขาแค่อยากรักษาสภาพที่เลือดลมพลุ่งพล่าน เพื่อฝึกฝนวิชาหอก และเพิ่มความเชี่ยวชาญให้มากขึ้น
เเถมในระหว่างนี้ เขายังรู้สึกได้ว่าเส้นเอ็นเก้ามังกรของเขา​กำลังดูดซับเลือดช้างมังกร แล้วส่งไปผ่านเยื่อหุ้มกระดูกและเส้นเอ็นเพื่อหลอมรวมกระดูก
ร่างกายพิเศษสองแบบทำงานร่วมกันอย่างเต็มที่​…ไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วจะกลายเป็นแบบไหน
“น้องสาม เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้หรอก!”
ตอนแรกซุนปู้ฉีเริ่มหวั่นใจ คิดว่าจะถูกอีกฝ่ายที่ระดับพลังยุทธต่ำกว่าเอาชนะ
แต่หลังจากตั้งหลักได้ เขาก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น
“ไอ้เด็กโง่นี่…” มีแค่ซุนหลีที่มองออกว่าน้องชายตัวเองกำลังถูกเฉินซานซือจูงจมูก
…
“เขาเพิ่งฝึกวิทยายุทธได้ไม่นาน ทำไมถึงสู้กับคุณชายตระกูลซุนได้สูสีขนาดนี้?”
ไม่ไกลจากลานฝึก จี้กวงเสียนเดินผ่านมาทางนี้พอดีจึกสังเกต​เห็น​ทุกอย่าง​
เเต่เขาเป็นขุนนาง​ฝ่ายบุ๋น​ จึงดูท่าทางการต่อสู้​ไม่ออก…เขาจึงหันไปถามองครักษ์ข้างกาย
“เจ้าหนูนี่มีฝีมือ​เป็นยังไงกันแน่? นี่ข้าประเมินเขาต่ำไปรึเปล่า?”
“ข้า​ได้ยินเเว่วๆมาว่าเขามีกายาเก้ามังกร”
เมื่อ​ได้ยิน​เช่นนี้​ องครักษ์ก็อธิบายอย่างตรงไปตรงมา
“สำหรับ​กายาเก้ามังกร…ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ในอนาคต อย่างน้อยเขาก็น่าจะเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ประจำค่ายขอรับ”
แม่ทัพประจำ​ค่าย…สามารถ​คุมกำลังพลได้ถึงหนึ่งหมื่นนาย
“หืมม? ถ้าเจ้าพูดแบบนี้ การให้เขาติดตามข้าก็ดูจะเสียของ” จี้กวงเสียนลูบเครา พลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“แต่ถ้าข้านำเสนอเขาให้ท่านเกา ให้องค์รัชทายาท…นั่นก็จะนับเป็นความดีความชอบของข้า”
“คงยากขอรับ” องครักษ์เอ่ย
“ดูเหมือนเขาอยากเข้ากองทัพหลักทั้งแปดมากกว่า”
“เจ้าหนูนี่ยังเด็กเกินไป เขายังไร้เดียงสามาก” จี้กวงเสียนพูดลากเสียง
“ผู้บัญชาการซุนแก่แล้ว ฮ่องเต้ก็ชรา…โดยภาพรวม อนาคตยังไงก็เป็นขององค์ชายรัชทายาท!”
“ถ้าเจ้าอธิบายให้เขาเข้าใจ ขอแค่เป็นคนฉลาด ยังไงก็ย่อมไม่มีทางปฏิเสธ”
“อีกอย่าง ถ้าเขาเต็มใจติดตามข้า ยาบำรุงลับของตระกูลจี้ก็มีให้เขาไม่อั้น…ไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตในสนามรบเพื่อแลกมาเลย”
“ขอรับ!”
“ข้าจะไปลองดูชักชวนเขาดู”
……………………………..