- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 74 : กำแพงเมือง, มองยารู้สูตร
บทที่ 74 : กำแพงเมือง, มองยารู้สูตร
บทที่ 74 : กำแพงเมือง, มองยารู้สูตร
บทที่ 74 : กำแพงเมือง, มองยารู้สูตร
กำแพงเมือง
ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของทุกราชวงศ์ในสมัยโบราณ
สำหรับอารยธรรมเกษตรกรรมในดินแดนภาคกลาง…ศัตรูตัวฉกาจที่สุดก็คือชนเผ่าเร่ร่อน(ชนเผ่าป่าเถื่อน)จากทุ่งหญ้า
ก่อนที่จะมีกำแพงเมือง พวกชนเผ่าป่าเถื่อนจะยกทัพม้าลงใต้มารุกรานทุกปี
และเนื่องจากเป็นทัพม้าขนาดเล็ก พวกมันจึงมีความคล่องตัวสูง ส่วนใหญ่จะเข้าปล้นสะดม สังหารผู้คนแล้วก็จากไป…ไม่มีทางรับมือได้เลย
จนกระทั่งมีการสร้างกำแพงเมือง เพื่อป้องกันการรุกรานของทัพม้า
หลังจากนั้น ชนเผ่าป่าเถื่อนจะต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล หากต้องการปล้นสะดมอีก
พวกเขาต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง คือบุกโจมตีเมือง หรือไม่ก็เดินเท้าข้ามภูเขา
อย่างแรกต้องแลกมาด้วยชีวิตจำนวนมาก ส่วนอย่างหลัง ต่อให้ปล้นได้สำเร็จ หากไม่มีม้าพวกเขาก็จะถูกไล่ล่าจนตาย
ดังนั้นสถานการณ์จึงบีบบังคับให้ชนเผ่าต่างๆที่กระจัดกระจายค่อยๆมารวมตัวกัน จนในที่สุดก็กลายเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อต่อกรกับประเทศในดินแดนภาคกลาง
นอกจากนี้
มันเเตกต่างจากที่หลายคนเข้าใจ
การสร้างกำแพงเมืองไม่ได้สิ้นเปลืองงบประมาณ แต่กลับช่วยประหยัดงบประมาณด้านการป้องกันประเทศได้อย่างมหาศาล
เฉินซานซือเคยอ่านเจอใน “บันทึกราชวงศ์ต้าเซิ่ง” มีขุนนางคนหนึ่งคำนวณให้ฮ่องเต้ในสมัยนั้นฟัง
ข้อมูลโดยละเอียดมันซับซ้อนเกินไป สรุปก็คือ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายในการส่งทหารจำนวนมากไปประจำการตามแนวชายแดน การสร้างกำแพงเมืองประหยัดกว่าถึงสิบเท่า
อีกอย่าง พื้นที่โดยรอบเมืองผอหยางมีภูเขาล้อมรอบ…ระยะที่ทัพม้าและกองทัพขนาดใหญ่จะสามารถรุกคืบได้มีจำกัด
เเค่ประมาณสองร้อยลี้ กำแพงเมืองก็ครอบคลุมพื้นที่ในระยะนี้ได้พอดี
เเละหลังจากออกจากค่ายทหารไปทางเหนือได้ไม่ไกล ก็จะเห็นสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ทอดตัวยาวเหมือนงูยักษ์
“ลำบากนายร้อยเฉินแล้ว” จ้าวคังกล่าว
“อีกสิบวัน คนของนายร้อยเฟิงจะมารับช่วงต่อ พวกเจ้าถึงจะได้กลับไปพัก”
นับจากนี้ไป ทั้งสามนายร้อยจะผลัดกันรับผิดชอบการเฝ้าระวังที่กำแพงเมือง
ทหารกว่าร้อยนายเริ่มผลัดเปลี่ยนเวรยาม…แค่การผลัดเปลี่ยนเวรยามก็เป็นงานใหญ่แล้ว พวกเขาจึงต้องผลัดเปลี่ยนกันทุกๆสิบวันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
เฉินซานซือขี่ม้าไปตามกำแพงเมือง
เมื่อการผลัดเปลี่ยนเวรยามเสร็จสิ้น เขาก็เดินขึ้นบันไดไปบนกำแพงเมือง
กำแพงเมืองสูงประมาณเจ็ดเมตร ฐานกว้างหกเมตร ส่วนยอดกว้างห้าถึงหกเมตร
ทุกๆสิบลี้จะมีหอสังเกตการณ์ โดยแต่ละหอจะมีทหารประจำการห้านาย
กำแพงเมืองยาวสองร้อยลี้ ใช้กำลังพลของนายร้อยหนึ่งคนพอดี
การมีทหารเพียงร้อยนายประจำการในระยะทางที่ยาวขนาดนี้อาจดูน้อย แต่จริงๆแล้วมันเพียงพอ
หน้าที่หลักของกำแพงเมือง คือการป้องกันทัพม้า ชะลอการโจมตี และส่งสัญญาณ
หากพบศัตรู จะต้องจุดไฟส่งสัญญาณทันที
เมื่อควันไฟลอยขึ้น ทหารทั้งหมดในค่ายทหารเมืองผอหยางจะตอบสนองอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่เกินครึ่งก้านธูปก็จะมาเสริมกำลังได้
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่ยังไม่ใช่สมรภูมิหลัก ชนเผ่าป่าเถื่อนนอกเมืองมีประชากรไม่มากนัก ดังนั้นจึงค่อนข้างปลอดภัย
เเละเนื่องจากเป็นวันแรก จ้าวคังจึงให้ทหารผ่านศึกคอยประจำการอยู่ที่หอสังเกตการณ์แต่ละแห่ง เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์และอธิบายข้อควรระวังในการเฝ้าระวัง รวมถึงวิธีการใช้สัญญาณไฟ
สัญญาณไฟ ไม่ใช่แค่การจุดไฟธรรมดาๆ
แต่มันคือระบบการส่งข่าวสารที่สมบูรณ์แบบ
สัญญาณไฟ สัญญาณแสง สัญญาณควัน และธงสัญญาณ เมื่อนำมาผสมผสานกันอย่างซับซ้อนก็จะสามารถส่งข้อมูลโดยละเอียดได้
เช่น จำนวนข้าศึก ตำแหน่งที่ตั้ง ฯลฯ…
การได้เห็นของจริงกับการอ่านในตำรา มันต่างกันโดยสิ้นเชิง
“สิบวัน”
“ต่อไปนี้ต้องอยู่ที่นี่สิบวันรวด”
ในฐานะหัวหน้ากองร้อย…เฉินซานซือต้องเป็นแบบอย่างที่ดี เขาจึงไม่สามารถอู้งานได้
แต่เขาก็จะไม่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า
ทหารในหอสังเกตการณ์จะผลัดกันพักผ่อน เฉินซานซือจึงเลือกเฝ้ายามตลอดคืน ส่วนกลางวันก็ขี่ม้ากลับค่ายทหารไปช่วยงานที่ร้านขายยา
เขานอนวันละแค่สามถึงสี่ชั่วโมง โชคดีที่ทักษะ [การอ่าน] ช่วยทำให้สมองปลอดโปร่ง…เขาจึงพอทนได้
…..
สิบวันผ่านไป
ตอนนี้ เฉินซานซือใช้เงินที่พี่หญิงให้มาเกือบหมดแล้ว
เเละเมื่อบวกกับสรรพคุณอันทรงพลังของหลิงเหอ ความเชี่ยวชาญของเขาใกล้จะบรรลุระดับเชี่ยวชาญแล้ว!
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 410/500]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร, เส้นเอ็นเก้ามังกร]
…..
“นี่ขนาดยังกำจัดพิษของหลิงเหอได้ไม่เร็วนะ”
“ถ้าได้ต่อสู้จริงๆคงจะเร็วกว่านี้มาก!”
ไม่ต้องกังวลว่าความก้าวหน้าจะเร็วเกินไปจนคนอื่นจับได้
เฉินซานซือเคยถามมาแล้ว
แค่ในกองทัพหลักทั้งแปด เท่าที่เขารู้…ตอนนี้มีอย่างน้อยสองคนที่เร็วกว่าเขา
หนึ่ง คือท่านผู้บัญชาการซุน
สอง คือลูกชายคนที่สามของท่านผู้บัญชาการซุนที่เสียชีวิตไปแล้ว
ส่วนคนอื่นๆคงต้องถามซุนหลีดู
นอกจากกองทัพหลักทั้งแปดแล้ว ที่เมืองหลวงก็น่าจะมีอีกหลายคน รวมถึงสำนักใหญ่ต่างๆด้วย
ดังนั้น ถึงแม้ว่าความเร็วในการเพิ่มพูนพลังยุทธของเขาจะน่าตกใจ แต่ก็ยังอยู่ในขอบเขตของอัจฉริยะ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถูกเข้าใจผิดว่าเป็นกายาเก้ามังกรอีกด้วย มันจึงไม่มีอะไรน่าสงสัย
ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องปิดบังระดับพลังยุทธ
ที่รู้สึกว่ามันเร็ว ก็เพราะเมืองผอหยางเป็นเมืองเล็กๆอันห่างไกลเท่านั้น
“เคร้ง!” เฉินซานซือถอนหายใจ แล้ววางหอกลง
หลังจากเฝ้ายามมาทั้งคืน ท้องฟ้าทางทิศตะวันออกก็เริ่มสว่าง
เขายืนอยู่บนกำแพงเมือง เเล้วมองออกไปไกลๆ
สิบวันที่ผ่านมา ช่างสงบสุขจริงๆ
บนทุ่งหญ้า ไม่มีแม้แต่เงาคน
จริงๆแล้วเขาหวังว่าจะมีทัพม้าขนาดเล็กบุกเข้ามา เขาจะได้ฝึกฝนทักษะทวนในการต่อสู้จริง และช่วยดูดซับพลังจากหลิงเหอด้วย
แต่เรื่องแบบนี้ มันบังคับกันไม่ได้
โชคดีที่เขาทำงานหนักมาตลอด ศาสตร์การแพทย์ใกล้จะเริ่มต้นแล้ว
….
เวลาเหม่าสือ (ตีห้า - เจ็ดโมงเช้า)
นายร้อยเฟิงมาผลัดเปลี่ยนเวรยามตรงเวลา
เฉินซานซือจึงขี่ม้ากลับค่ายทหารพร้อมกับลูกน้อง
ช่วงนี้เขาขี่ม้าไปๆมาๆตลอด แถมยังให้อาหารม้าด้วยตัวเอง มันจึงทำให้ความเชี่ยวชาญในการขี่ม้าของเขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนใกล้จะไปถึงระดับต่อไปแล้ว
[ทักษะ: การขี่ม้า (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: (150/200)]
….
แต่เขาก็สงสัยว่า ม้าที่เป็นแค่พาหนะ ทักษะการขี่ม้าจะพัฒนาไปได้ถึงระดับไหนเชียว
เมื่อกลับถึงค่ายทหาร เฉินซานซือก็ตรงไปที่ร้านขายยา แต่กลับเจอคนคุ้นเคยที่หน้าค่าย
วันนี้…หวังจื๋อกลับมาจากการเยี่ยมญาติที่เมืองหลวงแล้ว
“ซานซือ” หวังจื๋อยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามาหา
“ช่วงนี้เป็นไงบ้าง? ข้าหมายถึง ใครเป็นคนมาเป็นเจ้าหน้าที่คัดเลือกทหาร?”
“ลูกชายกับลูกสาวของท่านผู้บัญชาการซุนน่ะขอรับ” เฉินซานซือกระโดดลงจากหลังม้าเเล้วตอบ
“อ้อ จริงสิ คุณหนูซุนถามถึงท่านด้วย”
“พวกเขา…”
“พวกเขาว่ายังไงบ้าง?” หวังจื๋อถามอย่างระมัดระวัง
“คุณหนูซุนบอกว่าไม่รู้จักท่านหวัง ท่านเคยเปลี่ยนชื่อรึเปล่า?”
“แต่ถ้าท่านจะให้ข้าช่วยพูด ก็ต้องบอกข้าก่อนว่าท่านเคยทำผิดอะไรมาบ้างสิ?”
“ข้า…” หวังจื๋อทำหน้าลำบากใจ
“ซานซือ ข้าเปลี่ยนใจแล้ว เจ้าไม่ต้องช่วยข้าพูดแล้วล่ะ ต่อไปเจอท่านผู้บัญชาการซุนก็ไม่ต้องพูดถึงข้า บอกว่าเจ้าเก็บวิชานั้นได้ตามข้างถนนก็แล้วกัน”
หลังจากพูดจบ เขาก็รีบวิ่งหนีไป
“?” เฉินซานซือรู้สึกงงงวย
หวังจื๋อกลัวพี่น้องตระกูลซุนขนาดนั้นเลยเหรอ?
เเต่ถ้าหวังจื๋อทำความผิดร้ายแรงจริง คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้หรอก
เรื่องนี้มันแปลกๆ
เเต่เมื่อคิดไม่ออก เขาก็เลิกคิด…แล้วเดินตรงไปที่ร้านขายยาเเทน
“ท่านเฉินนี่ไม่พักบ้างเลยรึไง” หมอเจียงพูดอย่างตกใจ
หนุ่มคนนี้ไม่กลัวเหนื่อยตายรึไง
“ไม่กล้าพักหรอกขอรับ”
เฉินซานซือเริ่มคุ้นเคยกับงานที่ร้านขายยา เขาช่วยแยกประเภทยาสมุนไพรเเละเริ่มต้มยาให้
ด้วยความสามารถในการจำได้แม่นยำ เขาจำสรรพคุณและวิธีใช้ของสมุนไพรทุกชนิดในร้านขายยาได้ รวมถึงสูตรยาบำรุงทุกชนิดที่ร้านขายยาเคยปรุง
เเละในที่สุด
ข้อมูลใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนแผงค่าสถานะ
….
[ทักษะ: ศาสตร์การแพทย์ (ระดับมนุษย์) (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 0/500]
[ผลของทักษะ: เชี่ยวชาญด้านการแพทย์, มองยารู้สูตร]
[มองยารู้สูตร: สำหรับยาในระดับมนุษย์ เเค่มองปราดเดียวก็สามารถเเกะสูตรยาได้ทันที]
…………………………