- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 73 : ภารกิจเฝ้ากำแพงเมือง!
บทที่ 73 : ภารกิจเฝ้ากำแพงเมือง!
บทที่ 73 : ภารกิจเฝ้ากำแพงเมือง!
บทที่ 73 : ภารกิจเฝ้ากำแพงเมือง!
“เจ้าอยากเรียนรู้ศาสตร์การแพทย์งั้นรึ?”
“ใช่ขอรับ” เฉินซานซือตอบ
“ยาสมุนไพรมันแพงมากเลย เเละข้าก็ชอบขึ้นเขาไปล่าสัตว์บ่อยๆ ถ้าได้เรียนรู้ศาสตร์การแพทย์บ้าง แม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจจะสามารถเก็บสมุนไพรมาต้มยาเองได้ คงประหยัดเงินไปได้เยอะเลยขอรับ”
“เจ้าคิดได้ดีจริงๆ” หมอเจียงพูดหยอกล้อ
“เเต่สมุนไพรเก้าส่วนสิบ ล้วนอยู่ในมือของสำนักฝึกยุทธทั้งนั้น จะมีสมุนไพรป่าให้เจ้าเก็บได้สักเท่าไหร่กัน?”
“อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเจ้าอยากเรียน ข้าก็ไม่มีปัญหา ถือซะว่าได้ลูกมือเพิ่มมาอีกคนก็แล้วกัน”
“ลิ่วจื่อ เจ้าสอนท่านเฉินเรื่องการแยกแยะยาสมุนไพรและวิธีการใช้ให้ดีๆล่ะ”
“ได้เลยขอรับ”
ลิ่วจื่อเป็นลูกชายของหมอเจียง เขาสืบทอดวิชาชีพของพ่อ…จึงเป็นหมอเช่นเดียวกัน
ตำแหน่งต่างๆภายในค่ายทหาร มักจะเป็นแบบสืบทอดตระกูล
“ท่านเฉิน สมุนไพรชนิดนี้มีชื่อว่าหญ้าเลือดม้า มีสรรพคุณในการบำรุงเลือด แต่ว่า…” ลิ่วจื่อค่อยๆอธิบายอย่างใจเย็น
ส่วนเฉินซานซือก็รีบนำสมุนไพรตรงหน้า มาเปรียบเทียบกับตำราแพทย์ที่เขาเคยอ่าน
ทันใดนั้น ข้อมูลใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนแผงค่าสถานะ
[ทักษะ: ศาสตร์การแพทย์ (ระดับมนุษย์) (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: 0/100]
[ผลของทักษะ: ยังไม่มี]
…
มนุษย์?
หรือว่าจะมีระดับ “เซียน” ด้วย?
เฉินซานซือรู้สึกงุนงงกับสถานการณ์นี้เล็กน้อย
จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้ แสดงให้เห็นว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีเพียงแค่วิถีแห่งยุทธอย่างเดียว แต่น่าจะมีเซียนอยู่จริงๆด้วย
แบบนี้ เรื่องที่จักรพรรดิไท่จู่สามารถต่อกรกับกองทัพกว่าสองพันนายด้วยตัวคนเดียว ก็ฟังดูสมเหตุสมผลขึ้นมาแล้ว
แต่มันก็มีคำถามผุดขึ้นมาอีก
ทำไมหลังจากนั้น ถึงไม่มีบุคคลที่เก่งกาจระดับนั้นปรากฏตัวขึ้นมาอีกเลยล่ะ?
และอีกอย่าง
ฮ่องเต้แก่ๆคนนั้นอ้างว่าฝันเห็นเซียน แถมยังได้เมล็ดพันธุ์หลิงเหอมาด้วย…แต่กลับไม่ได้วิธีใช้มาด้วยรึ? จนถึงได้ต้องส่งคนมาสืบหาที่เมืองผอหยาง
แล้วสมบัติเซียนในมือของชนเผ่าป่าเถื่อน มันเกี่ยวข้องกับเซียนที่ฮ่องเต้ฝันเห็นรึเปล่า?
หรือว่าที่ชนเผ่าป่าเถื่อนกล้าสร้างสงครามมากขึ้นในช่วงนี้ ก็เป็นเพราะมีของวิเศษอยู่ในมือ!
เพราะถ้ามีสมบัติเซียนจริงๆ พวกมันก็คงสามารถสร้างผู้ฝึกยุทธระดับสูงได้เป็นจำนวนมากเลยล่ะ
ยังไงหลิงเหอนี่ มันหาได้ทั่วไปอยู่แล้ว
ส่วนน้ำมันตะเกียง…แค่ใช้เพียงนิดเดียวก็จุดไฟได้ จากนั้นก็แค่เติมฟืนเข้าไป ก็สามารถรักษาเปลวไฟได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำมันตะเกียงอีก
น้ำมันตะเกียงที่เขามี คงใช้ได้อีกนานเลยล่ะ
“ในอนาคต ข้าจะคัดเลือกคนที่มีพรสวรรค์ดีและไว้ใจได้ มาให้กินหลิงเหอแบบลับๆ”
“บวกกับทักษะการบังคับบัญชา อีกไม่กี่ปี ข้าก็น่าจะสามารถสร้างกองกำลังที่แข็งแกร่งเป็นของตัวเองได้!”
“เเต่น่าเสียดายที่ของมันไม่ครบ”
“ถ้ามีตำรับยาเซียนกับภาชนะที่ทนความร้อนได้ บวกกับศาสตร์การแพทย์ของข้า…ความฝันที่จะมีชีวิตอมตะแบบที่ฮ่องเต้ต้องการ ข้าก็น่าจะทำได้เหมือนกันนะ?”
เฉินซานซือถอนหายใจยาว
หนทางยังอีกยาวไกลจริงๆ!
เเต่เรื่องพวกนั้นยังไกลตัว…ตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องรีบเพิ่มพูนพลังยุทธ เตรียมตัวสำหรับสงคราม
พูดง่ายๆ…เป้าหมายหลัก คือต้องเอาชีวิตรอดจากสงครามครั้งนี้ให้ได้
ไม่งั้น ไม่ว่าจะเป็นสมบัติเซียนหรือตำแหน่งในกองทัพ…ทุกอย่างก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตา!
จากนั้น
หลังจากช่วยงานที่ร้านขายยาจนถึงเย็น ความเชี่ยวชาญของเฉินซานซือก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
[ทักษะ: ศาสตร์การแพทย์ (ระดับมนุษย์) (ยังไม่เริ่มฝึก)]
[ความคืบหน้า: 35/100]
…..
เมื่อถึงเวลา เฉินซานซือก็เก็บของเตรียมกลับบ้าน
“จะว่าไป…ข้าไม่มีเงินแล้วนี่นา!”
ตอนนี้เขายากจนข้นแค้นจริงๆ
พิษในเส้นลมปราณจากหลิงเหอ กับพิษตกค้างจากยาบำรุงมันคนละเรื่องกัน…จึงใช้ควบคู่กันไปได้เลย
แต่น่าเสียดาย ที่ตอนนี้เขาไม่มีเงินแล้ว
…..
แต่เมื่อมาถึงหน้าค่ายทหาร เขาก็บังเอิญเจอซุนหลีกับซุนปู้ฉีพอดี
ดูเหมือนว่าทั้งสองพึ่งไปพบเซียงถิงชุนมา สีหน้าจึงไม่ค่อยดีนัก
“พี่หญิง!” เฉินซานซือทักทาย
“พอดีเลย ไปกินข้าวที่บ้านข้ากัน”
บนโต๊ะอาหาร
ซุนหลีแทบไม่มีกะจิตกะใจที่จะกินข้าว จนต้องเอ่ยออกมา
“น้องรอง เจ้าคิดยังไงกับเรื่องที่กองพันจะออกรบ?”
“ข้าไม่คิดยังไงหรอกขอรับ” ต่อให้เฉินซานซือมีความคิดเห็นอะไร มันก็ไม่มีความหมาย
“คำสั่งมาจากกระทรวงกลาโหม ข้าทำได้แค่ปฏิบัติตามเท่านั้น”
“น้องรองมีท่าทีที่ถูกต้อง แต่ว่าสงครามครั้งนี้ มันไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย สมรภูมิหลักอยู่ที่ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ที่อื่นแค่ตั้งรับอยู่ในเมืองก็พอแล้ว…จะหาเรื่องยุ่งยากไปทำไม?” ซุนหลีพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ก็คงแค่คำพูดขององค์รัชทายาท คนข้างล่างเลยต้องแย่งกันเอาอกเอาใจแทบตาย” ซุนปู้ฉีพูดพึมพำขณะตักข้าวเข้าปาก
ซุนหลีไม่ได้สนใจน้องชาย นางหันไปทางห้องครัว
“พี่ซินหลัน ไม่ต้องยุ่งแล้ว มากินข้าวด้วยกันเถอะ”
ช่วงนี้ นางเข้ากับกู้ซินหลันได้ดีมาก
ถึงแม้ว่าวิชาดาบของซุนหลีจะดุดัน เป็นคนคล่องแคล่วและเด็ดเดี่ยว ดูเหมือนจะเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งมาก
แต่จริงๆแล้ว นางกลับสนใจงานเย็บปักถักร้อย
ในเวลาว่าง นางมักจะเย็บปักถักร้อยกับพี่ซินหลัน เเละคุยเรื่องสัพเพเหระด้วยกัน
เพียงแต่ฝีมือของนางยังไม่ค่อยดีนัก
เฉินซานซือเคยเห็นซุนหลีถืองานปักรูปเป็ด แล้วพยายามจะบอกว่ามันคือเป็ดแมนดาริน…
มีเพียงกู้ซินหลันเท่านั้นที่ฝีมือประณีต ซุนหลี่จึงตั้งใจร่ำเรียนจากนาง
ยิ่งไปกว่านั้น กู้ซินหลันยังอายุมากกว่านางเล็กน้อก นางจึงเรียกซินหลันว่าพี่สาว…เเถมไม่มีท่าทางของลูกสาวผู้บัญชาการสูงสุดเลยแม้แต่น้อย
ส่วนซุนปู้ฉี ก็ไม่เคยทำตัวสูงส่งกว่าคนอื่น
จะเห็นได้ชัดเลยว่าครอบครัวของซุนหลีมีการอบรมสั่งสอนที่ดีมาก
“พี่ซินหลัน”
“เมื่อก่อนครอบครัวพี่ก่อคดีอะไรที่เมืองหลวง ถึงได้ถูกเนรเทศมาชายแดน แล้วก็ตกไปอยู่ในมือของพ่อค้าทาส?” ซุนหลีเอ่ยด้วยความเป็นห่วง
เมืองหลวง?
เฉินซานซือรู้มาตลอดว่า กู้ซินหลันไม่ใช่ผู้หญิงบ้านนอก
แต่เขาไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับภูมิหลังของนางมากนัก
ตอนนั้นที่พ่อของเขาเลือกนาง ก็เพราะว่านางน่ารักและมีผิวขาวผ่อง
เด็กสาวชาวบ้านที่ต้องทำงานกลางแจ้งตั้งแต่เด็ก ผิวจะขาวได้ยังไง
แต่ก็ไม่คิดว่านางจะมาจากเมืองหลวง
ด้วยความเคารพ ในเมื่อนางไม่พูด เขาก็ไม่เคยถาม
ซุนหลีน่าจะสืบเรื่องของพี่ซินหลันด้วย ตอนที่สืบประวัติของเขา
“น้องหลี ตอนนั้นข้ายังเด็ก ตอนนี้จึงจำอะไรไม่ได้แล้ว” กู้ซินหลันเม้มริมฝีปากตอบ
“เรื่องในอดีต ก็อย่าไปพูดถึงมันเลย ข้าเป็นแค่ลูกหลานของนักโทษ โชคดีที่พ่อของซานซือช่วยชีวิตไว้และเลี้ยงดูมา ถึงได้มีชีวิตอยู่ด้วยศักดิ์ศรี…”
“ข้าเสียมารยาทเอง” ซุนหลีกล่าวขอโทษ
“ถ้าพี่ซินหลันไม่อยากพูดถึง ข้าก็จะไม่ถามอีก”
“พี่ ข้ากลับโรงเตี๊ยมก่อนนะ” ซุนปู้ฉีกินอิ่มแล้ว จึงวางตะเกียบลง
เขากับพี่สาวแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน คนหนึ่งคอยจับตาดูสำนักฝึกยุทธในเมือง ส่วนอีกคนคอยสังเกตความเคลื่อนไหวของขุนนางในค่ายทหาร
….
หลังอาหารเย็น
เฉินซานซือดื่มซุปบำรุงพลัง แล้วก็เตรียมฝึกหอก
“น้องรองยังดื่มซุปบำรุงพลังอยู่อีกเหรอ?”
ซุนหลีเห็นว่าเขาขัดสน จึงหยิบธนบัตรออกมา
“เงินที่ข้าพกติดตัวมามีไม่มาก มีเเค่สามร้อยตำลึง…เเต่เจ้าน่าจะใช้ได้สักพัก”
“ขอบคุณมากพี่หญิง” เฉินซานซือพูดพลางรับธนบัตรมา
ระดับพลังยุทธ เกี่ยวข้องกับชีวิต…เขาจึงไม่กล้าเกรงใจ
ด้วยเงินสามร้อยตำลึงนี้ เขาจะสามารถเพิ่มพูนพลังยุทธได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สะดุด
“เจ้าฝึกไปเถอะ” ซุนหลียืนขึ้น เตรียมไปห้องนอนกับพี่ซินหลันเพื่อศึกษาเรื่องงานเย็บปักถักร้อย
“พี่หญิง รอก่อน”
“คืนนี้ คงต้องรบกวนพี่เป็นคู่ฝึกซ้อมอีกแล้ว”
“เคร้ง! เคร้ง!”
จากนั้น เสียงโลหะกระทบกันก็ดังก้องไปทั่วลานบ้าน
เเละเป็นอย่างที่เฉินซานซือคาดไว้…การฝึกซ้อมกับคนอื่น ช่วยให้ดูดซึมหลิงเหอในเส้นลมปราณได้ดีขึ้น แต่มันยังไม่พอ
ยังไงก็ต้องเป็นการต่อสู้จริงๆ
พูดง่ายๆก็คือต้องฆ่าคน ยิ่งฆ่าได้เยอะยิ่งดี
แต่น่าเสียดาย เขาจะไปหาคนมาฆ่าได้ที่ไหนกัน
….
วันต่อมา
ในที่สุด วันที่ต้องออกปฏิบัติภารกิจก็มาถึง
เฉินซานซือไปที่ค่ายทหารแต่เช้า แล้วก็พาลูกน้องกว่าร้อยนายออกเดินทางไปกับจ้าวคัง
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เขาต้องรับผิดชอบการป้องกันชายแดนเมืองผอหยางที่กำแพงเมืองแล้ว
………………………….