- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 70 น้ำมันตะเกียงและหลิงเหอ
บทที่ 70 น้ำมันตะเกียงและหลิงเหอ
บทที่ 70 น้ำมันตะเกียงและหลิงเหอ
บทที่ 70 น้ำมันตะเกียงและหลิงเหอ
“ยืนตัวตรงๆ”
“ใช่ แบบนั้นแหละ”
ณ สนามยิงธนู
เฉินซานซือกำลังสอนซุนปู้ฉีอย่างตั้งใจ
คุณชายคนนี้นอกจากจะใจกว้างแล้ว ยังจ่ายเงินล่วงหน้าอีกด้วย
และวันนี้…ธนบัตรสองร้อยตำลึง เขาก็เพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
“ฟิ้ว!”
ซุนปู้ฉียิงธนูไปที่เป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปร้อยก้าว
ได้ประมาณสี่คะแนน
เขาไม่ยอมแพ้ จึงยิงไปอีกดอก กลายเป็นสองคะแนน...
เฉินซานซือก็สอนทุกอย่างที่ควรสอนแล้ว
แต่คุณชายคนนี้ช่างไร้พรสวรรค์​ของเเท้…ฝึกมาสองชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีความก้าวหน้าเลยสักนิด
ท่าทางก็ถูกต้องแล้ว แต่ยังไงก็ยิงไม่เข้าเป้าเสียที
“อาจารย์!” ซุนปู้ฉียืนกรานจะเรียกเฉิน​ซาน​ซือแบบนี้ ห้ามก็ไม่ฟัง
“ท่านทำได้ยังไง?”
วิธายิงธนูและวิทยายุทธ ไม่ได้เกี่ยวข้องกันมากนัก
ระดับวิทยายุทธที่สูง จะเป็นตัวกำหนดว่าสามารถดึงสายธนูน้ำหนักเท่าไหร่​ได้
แต่ยิ่งธนูหนักมากเท่าไหร่​ ก็ยิ่งควบคุมยากมากเท่านั้น​
การจะยิงธนูให้ทะลุใบหลิวที่อยู่ไกลร้อยก้าวได้อย่างไร?...นั่นมันไม่ง่ายเลยสักนิด​!
แต่ชายผู้พิสดารตรงหน้า ไม่ใช่แค่ยิงทะลุใบหลิวที่ระยะร้อยก้าวได้เท่านั้น…แต่ที่น่ากลัวคือ ยิงร้อยครั้ง เข้าเป้าร้อยครั้ง ไม่มีครั้งไหนที่เฉิน​ซาน​ซือพลาดเลย
“ทำได้ยังไง?” เฉินซานซือครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสรุปว่า
“ส่วนใหญ่มาจากความพยายาม…ถ้าพยายาม​ ยังไงฟ้าดินย่อมตอบแทนผู้ที่ขยันหมั่นเพียร!”
“ฟ้าดินย่อมตอบแทนผู้ที่ขยันหมั่นเพียร!” ซุนปู้ฉีกล่าวราวกับได้เข้าใจแก่นแท้ของเรื่อง พร้อมกับความมั่นใจในอนาคต
เทียบกับวิทยายุทธแล้ว เขาคลั่งไคล้การยิงธนูมากกว่ามาก
ต่อให้วิทยายุทธสูงส่งเพียงใด สุดท้ายก็ต้องเข้าประจัญบานในระยะประชิด
แต่การยิงธนูนั้น สามารถปลิดชีพคนได้จากระยะไกลหลายร้อยก้า…เเละเขาฝึกวิทยายุทธ เพียงเพื่อที่จะดึงสายธนูหนักๆให้ได้เท่านั้น
ซุนปู้ฉีที่มีแรงจูงใจอย่างเต็มเปี่ยม เขาจึงฝึกยิงธนูได้อย่างต่อเนื่อง
“เจ้าชื่อแซ่อะไร?” เฉินซานซือเอ่ยถาม
อีกฝ่ายมัวแต่สนใจการฝึกยิงธนู จนถึงตอนนี้เขาจึงพึ่งจะมีโอกาสถามชื่อเเซ่
ซุนปู้ฉีกำลังฝึกยิงธนูอย่างตั้งใจ เขาไม่ได้หันกลับมามอง เเต่พูดชื่อของตัวเองออกมา
“ซุนปู้ฉี”
“ซุน?”
เฉินซานซือไม่เคยได้ยินว่าในเมืองผอหยางมีคุณชายร่ำรวยแซ่ซุน
ทันใดนั้น​ เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงหญิงสาวชุดแดง
“เจ้ารู้จักซุนหลีไหม?”
“รู้จักสิ” ซุนปู้ฉีตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
“นางคือพี่สาวข้าเอง”
เฉินซานซือยังไม่ทันได้ตอบสนอง​ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นมาจากด้านหลัง​
“ซุนปู้ฉี”
ซุนหลีในชุดแดงปรากฏตัวขึ้น เสียงของนางแฝงไปด้วยความโกรธเคือง
“ท่านพี่ ข้ากำลังทำธุระอยู่นะ!” ซุนปู้ฉีรีบหลบ
“นี่ ท่านนี้นี่แหละคืออาจารย์สอนยิงธนูที่ข้าเคารพนับถือ ยอดฝีมือที่สามารถยิงธนูทะลุใบหลิวที่ระยะร้อยห้าสิบก้าวได้อย่างเเม่นยำหนึ่งร้อยเปอร์​เซ็นต์​!”
“....” ซุนหลีชะงักไปเล็กน้อย​
“เมื่อกี้…เจ้าเรียกเขาว่าอะไรนะ?”
“ท่านอาจารย์ไง” ซุนปู้ฉีแบมือ
“มีปัญหาอะไรหรือท่านพี่?”
“น้องชายเฉิน…” ซุนหลีเอามือแตะหน้าผากเบาๆ
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“ศิษย์พี่อย่าโกรธข้าเลย ข้าไม่รู้ว่าเขาเป็นน้องชายของท่าน” เฉินซานซือรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“ที่เรียกอาจารย์ ก็แค่เรียกเล่นๆ…ไม่ได้จริงจังอะไร”
“เจ้าคือเฉินซานซือ?!” ซุนปู้ฉีตกใจในตอนแรก เเต่หลังจากนั้นเขาก็กลับมาตื่นเต้นมากทันที​
“ยอดคน!”
“ไม่ใช่แค่กายาเก้า​มังกร…เเต่ยังยิงธนูเก่งมากๆอีก!”
“เอาล่ะ ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าอาจารย์ ส่วนเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่… พวกเราต่างคนต่างเรียกกันเเบบนี้​นะ!”
“โทษที น้องชายข้าสมองไม่ค่อยดี” ซุนหลีถอนหายใจ​เหือกใหญ่​
“พ่อตั้งชื่อเขาว่าปู้ฉี ที้จริงๆแล้วมีความหมายว่าบัณฑิตไม่มีรูปลักษณ์ที่ตายตัว แต่เขากลับกลายเป็นคนไม่เอาไหน...”
“ศิษย์พี่ก็พูดเกินไป” เฉินซานซือกล่าว
“คุณชายปู้ฉีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับข้า แต่วิทยายุทธกลับสูงกว่ามาก…
เขาต้องมีพรสวรรค์ที่พิเศษแน่ๆ”
“หึๆ…ฝึกวิทยายุทธมาสองเดือนกับสามปี มันเทียบกันได้หรือ?”
หลังจาก​พูด​จบ​ ซุนหลีก็พาซุนปู้ฉีออกไป
“ศิษย์น้อง พวกเราสองคนมีธุระต้องไปทำต่อ ขอตัวก่อนนะ”
…..
“แม้แต่ลูกชายของผู้บัญชาการก็มาตามสืบด้วยสินะ?”
เฉินซานซือไม่คิดเลยว่าแม้แต่คุณชายตระกูลซุนก็มาด้วย
ช่วงนี้เขาตั้งใจสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้บัญชาการซุนมาบ้าง
ท่านผู้บัญชาการซุนเดิมทีมีลูกห้าคน แต่สามคนแรกเสียชีวิตในสงครามไปแล้ว
โดยเฉพาะลูกชายคนที่สาม ที่มีพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธมากที่สุด เขาพึ่งจะเสียชีวิตในสงครามหุบเขาเสวียนหวู่
ตอนนี้จึงเหลือเพียงลูกชายและลูกสาวอย่างละคน
ซึ่งก็คือ ซุนปู้ฉีและซุนหลี
เเต่ท่านแม่ทัพส่งลูกที่เหลืออยู่มาที่นี่ ท่านไม่เป็นห่วงเลยหรือ?
เพราะยังไงพวกเขาก็แค่ระดับหลอมกระดูก พร้อมจะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อเลย
“ครืนนน…”
เสียงฟ้าร้องดังกึกก้อง จากนั้นฝนก็เริ่มเทลงมาอย่างหนัก
เฉินซานซือฝ่าฝนไปที่ร้านขายยา จากนั้นก็อุ้มโอ่งดินเผาสองใบกลับมา
ข้างในโอ่งในบรรจุน้ำยาแช่ตัวที่เขาสั่งไว้
เเละน้ำยาสองโอ่งนี้ มีราคาถึงห้าสิบตำลึง
ถ้าไม่ใช่เพราะซุนปู้ฉีใจกว้าง เขาก็คงซื้อไม่ไหว
หลังจากเทน้ำยาในโอ่งลงในถังไม้ เติมน้ำเย็นลงไปเเละผสมจนได้น้ำยาสีดำสนิท…เฉินซานซือก็ถอดเสื้อผ้าแล้วกระโดดลงไป
“ฟู่ววววว…”
ถึงแม้ว่าทั้งน้ำยาและน้ำจะเย็นจัด แต่เมื่อสัมผัสกับผิวหนัง มันกลับร้อนเหมือนน้ำเดือด เหมือนเฉินซานซือถูกน้ำพริกสาด ความรู้สึกแสบร้อนได้โจมตีทุกอณูผิวของเขาอย่างรวดเร็ว
จากนั้น พลังยาที่รุนแรงก็ไหลซึมผ่านรูขุมขนเข้าสู่เลือดเนื้อ เเละไปหล่อเลี้ยงกระดูกของเขา
เฉินซานซือทำตามคำแนะนำของหมอยา นั่งขัดสมาธิในถังไม้ เเละฝึกการหายใจแบบเฮ่าหรานในระหว่างการเเช่ตัว
เเต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังทนได้ไม่ถึงห้านาที…เเล้วก็ต้องกระโดดออกมา
ผิวของเขาแดงก่ำ ตัวบวมขึ้นทั้งตัว
เขารีบคว้าหอก แล้ววิ่งออกไปที่ลานบ้านเพื่อฝึกฝนหอก
ใช้พลังปราณเเละเลือดดูดซับพลังยา ความเจ็บปวดจึงค่อยๆเริ่มบรรเทาลง
หลังจากที่ความเจ็บปวดหายไป เขาก็กระโดดกลับลงไปในถังไม้อีกครั้ง…ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งพลังยาหมดลง
เจ็บตัวก็เจ็บจริง แต่มันก็ช่วยในการฝึกฝนได้มาก
อย่างไรก็ดี หลังจากแช่น้ำยาแบบนี้ทุกๆสามวัน…เงินที่บ้านของเฉินซานซือก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว
แต่โชคดีที่การฝึกฝนมีความก้าวหน้าไม่น้อย
….
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 58/500]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร, เส้นเอ็นเก้ามังกร]
….
“ความเร็วเริ่มช้าลงแล้ว!”
ถึงเฉินซานซือจะรู้ว่าความเร็วในการพัฒนาของเขานั้นเร็วกว่าคนทั่วไปมากแล้ว แต่เขาก็ยังไม่พอใจอยู่ดี
เพราะอีกไม่นานยังไงเขาก็จะต้องออกรบ ใครจะไม่ยินดีเมื่อฝีมือตัวเองสูงกว่าคนอื่น
…..
“เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว!”
เมื่อเวลาผ่านไปนาน เรื่องหุบเขายาก็เริ่มเงียบลง
เฉินซานซือสังเกตการณ์อยู่หลายวัน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครสงสัยเขา
แถมตอนนี้ เงินที่บ้านก็หมดแล้ว
มันถึงเวลาเเล้วที่เขาจะค้นหาวิธีใช้สมบัติเซียน และนำของที่ได้มาใช้ให้เป็นประโยชน์
หลังอาหารกลางวัน
เฉินซานซือก็แอบไปที่หมู่บ้านเหยียนเปียน อ้อมเข้าไปในป่าเล็กๆ แล้วปีนกำแพงเข้าไปในบ้าน นำของที่ซ่อนไว้ออกมา
สมุนไพร, หลิงเหอ, ครกบดยา, โอ่งยา, ตำราแพทย์...
โดยพื้นฐานแล้ว ตอนนั้นอะไรที่เอามาได้ เฉินซานซือก็ยัดใส่กระสอบทั้งหมด
“สมบัติเซียน…”
“หลิงเหอ”
จากการคาดเดาของเขา เปลวเพลิงจากสมบัติเซียนน่าจะสามารถกำจัดพิษของหลิงเหอและเก็บรักษาสารสำคัญไว้ได้
แต่เปลวไฟจากสมบัติเซียนนั้นร้อนมาก โอ่งยาหรือหม้อเหล็กจะทนได้หรือ?
หลังจากพึมพำเสร็จ เฉินซานซือก็ใส่หลิงเหอลงในหม้อเเล้วเติมน้ำลงไป
จากนั้นก็ยัดฟืนเข้าไปที่เตาไฟ แล้วราด"น้ำมันตะเกียงจากสมบัติเซียน"ลงไปที่ฟืนเล็กน้อย…เเล้วจุดไฟด้วยไม้ขีดไฟ
“วูม!”
เปลวไฟสีแดงฉานพุ่งขึ้น อุณหภูมิในบ้านพุ่งสูงราวกับเปลี่ยนจากฤดูใบไม้ร่วงเป็นฤดูร้อนในทันที
น้ำในหม้อเหล็กเดือดทันที
“ฉ่า…”
แต่ต่อมา หม้อเหล็กก็ถูกเผาจนทะลุ เเละของเหลวก็ระเหยไปในอากาศ
บ้านเต็มไปด้วยไอน้ำ จนกระทั่งฟืนถูกเผาจนหมด เปลวไฟดับลง…ไอน้ำจึงจางหายไป
เป็นอย่างที่เฉินซานซือคาดไว้ หม้อเหล็กธรรมดา ทนความร้อนจากน้ำมันตะเกียงไม่ได้
หม้อดินเผาที่ใช้ต้มยายิ่งไม่ต้องพูดถึง คงอยู่ได้ไม่กี่วินาที
“ถ้าข้าใช้ไฟเผาหลิงเหอโดยตรงล่ะ?”
“การเผาด้วยเปลวไฟที่รุนแรง ก็เหมือนการหลอม!”
ในขณะที่คิด เขาก็ลงมือทำเพื่อทดสอบความเป็นไปได้ทันที
…………………………..