- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 65 : ซุนปู้ฉี
บทที่ 65 : ซุนปู้ฉี
บทที่ 65 : ซุนปู้ฉี
บทที่ 65 : ซุนปู้ฉี
เฉินซานซือจ้องมองคำอธิบายของ “แกนหลัก” บนแผงค่าสถานะ และเข้าใจผลของมันอย่างรวดเร็ว
ไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย
คำสี่คำง่ายๆที่ดูเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว กองทัพทุกกองทัพในใต้หล้า หากต้องการเป็นกองทัพที่แข็งแกร่ง ดุดันดุจเสือหิวและหมาป่า…สิ่งแรกที่ต้องมีคือคุณสมบัติข้อนี้!
เฉินซานซือเข้าใจเรื่องนี้ดีจากการอ่านตำราพิชัยสงคราม
กองทัพจะมีอาวุธยุทโธปกรณ์ดีแค่ไหน หากเห็นศัตรูแล้วตัวสั่นสะท้านก็ไร้ประโยชน์
เช่นเดียวกับการจัดกระบวนทัพ แม้จะฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยม เเต่หากไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ในยามคับขัน…ก็ย่อมไม่สามารถ​แสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้
กองทัพส่วนใหญ่ หากมีอัตราการบาดเจ็บล้มตายเกินสองในสิบก็จะแตกพ่าย
เฉินซานซือเคยได้ยินซูเหวินไฉเล่าว่า สาเหตุที่กองทัพหลวงทั้งแปดสามารถเอาชนะไปได้ทุกทิศนั้น เป็นเพราะพวกเขาสามารถรักษาขบวนทัพให้คงอยู่ได้ แม้จะมีทหารบาดเจ็บล้มตายไปถึงครึ่งหนึ่งก็ตาม​
ไม่แตกพ่ายแม้จะสูญเสียไปครึ่งหนึ่ง
นี่มันน่ากลัวขนาดไหนกัน?
ในปีที่ 57 แห่งรัชศักราช​หลงชิง มีการต่อสู้ของกองทัพเสือดำทางใต้ เล่ากันว่าพวกเขามีโอกาสถอยทัพ แต่กลับเลือกที่จะสู้ตายจนถึงคนสุดท้าย
แน่นอนว่าต้องมีผู้รอดชีวิต แต่การบันทึกเช่นนี้ แสดงว่าอย่างน้อยก็มีคนตายในสนามรบถึงเก้าในสิบ
ในใจของพวกเขาต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้ามากเเค่ใหนกัน
ดังนั้น​ การที่เฉินซานซือสามารถเป็นแกนหลักของเหล่าทหารได้ มันก็หมายความว่าในไม่ช้าก็เร็ว เขาจะสามารถสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งขึ้นมาได้
ที่นายอำเภอจี้กล้าหาเรื่องเขา…ก็เพราะอำนาจ​ของเขาดูอ่อนแอเกินไป!
นอกจากความแข็งแกร่งของตัวเองแล้ว อำนาจในมือก็สำคัญไม่แพ้กัน
ไม่ต้องมาก ขอแค่มีลูกน้องที่ภักดีสักพันคนก็พอ
ถึงตอนนั้น ใครจะกล้ามาหาเรื่องเขาล่ะ?
….
หลังจากฝึกทหารเสร็จในช่วงเช้า เฉินซานซือก็ไปฝึกยิงธนูที่สนามฝึกซ้อม
เขาพยายามฝึกฝนทุกทักษะให้ครบถ้วนควบคู่ไปกับการฝึกวิทยายุทธ
“ปัง!”
“ปัง!”
“ปัง!”
“ปัง!”
“ปัง!”
เสียงลูกธนูจากธนูหนักสิบห้าศิลากระทบเป้าดังสนั่น เเละเป้าที่ทำจากเชือกฟางก็ค่อยๆล้มลงทีละอัน
[ทักษะ: การยิงธนู (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]
[ความคืบหน้า: (205/1000)]
….
สิ่งที่น่าสังเกตคือ แม้ความเชี่ยวชาญจะยังไม่เลื่อนขั้น แต่ฝีมือการยิงธนูของเขาก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่
ตอนนี้เฉินซานซือสามารถยิงธนูได้แม่นยำในระยะหนึ่งร้อยห้าสิบก้าวแล้ว
หนึ่งร้อยห้าสิบก้าว หรือเกือบสองร้อยเมตร นี่มันแม่นยำกว่าปืนพกธรรมดาอีกนะ
“จิ๊ววววว——”
ทันใดนั้น​ มันก็มีเสียงร้องแหลมดังมาจากเหนือหัวเฉิน​ซาน​ซือ
มันเป็นเหยี่ยวนกอินทรีสองตัวที่กำลังบินผ่านสนามยิงธนูไป
เฉินซานซือถือโอกาสนี้ฝึกฝนฝีมือ และอาจจะได้เงินอีกด้วย
เหยี่ยวสองตัวก็ขายได้หลายตำลึงอยู่
ถึงจะเล็กน้อยแต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย!
ยิ่งฝึกวิทยายุทธขั้นสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้จ่ายมากขึ้นเท่านั้น เขาไม่คิดจะปฏิเสธเงินเล็กๆน้อยๆพวกนี้หรอก
เฉินซานซือจ้องมองท้องฟ้าอย่างตั้งใจ รอให้เหยี่ยวนกอินทรีทั้งสองบินมาอยู่ในระดับความสูงและมุมที่เหมาะสม จากนั้นเขาก็ปล่อยลูกธนูสามเหลี่ยมเจาะเกราะออกไปทะลวงร่างเหยี่ยวทั้งสองตัวในคราวเดียว!
“จิ๊ว——”
เสียงร้องครวญครางดังขึ้น เหยี่ยวนกอินทรีทั้งสองร่วงลงสู่พื้นพร้อมๆกัน
“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเป็นไปได้!”
เฉินซานซือกำลังจะไปเก็บเหยี่ยว ก็เห็นเด็กหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับเขาวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
เขาจำได้แม่นว่าในค่ายทหารไม่มีคนๆนี้ นี่แสดงว่าอีกฝ่ายต้องเป็นคนนอกแน่ๆ
“พี่ชาย ท่านทำได้ยังไง?” เด็กหนุ่มถือธนูอยู่ในมือ เเล้วทำท่าเล็งธนูตาม
“เหยี่ยวสองตัวนั่นบินสูงจากพื้นอย่างน้อยสี่สิบจั้ง ท่านยิงถูกได้ยังไงกัน!”
“ทำได้ยังไง…คืออะไร?” เฉินซานซืองุนงงเล็กน้อย​
“ข้าหมายถึง ท่านยิงแม่นขนาดนี้ได้ยังไง?” เด็กหนุ่มดูตื่นเต้นมาก
“ธนูของท่านหนักเท่าไหร่ สิบศิลาหรือสิบห้าศิลา? ข้าขอยืมยิงสักดอกจะได้ไหม?”
“ขอโทษที พอดีข้ามีธุระ” เฉินซานซือพูดตามตรง
เขายังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย หากว่างๆ ก็คงไม่ว่าอะไรที่จะคุยเล่นกับคนเเปลกหน้า
“หนึ่งร้อยตำลึง!” เด็กหนุ่มเสนอราคาขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พี่ชาย ถ้าท่านยอมรับข้าเป็นศิษย์ ข้าจะจ่ายค่าเรียนให้เดือนละหนึ่งร้อยตำลึง!”
“เท่าไหร่นะ?” เฉินซานซือคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
“พี่ชายคิดว่าน้อยไปหรือ? งั้นสองร้อยตำลึง!”
“เเต่ข้าให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้วนะ ครั้งนี้ข้ารีบออกมาเลยพกเงินมาไม่มาก”
สองร้อยตำลึง…เเล้วยังบอกว่าพกเงินมาไม่มาก?
เฉินซานซือมองเด็กหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้า, อีกฝ่ายสวมใส่อุปกรณ์ราคาแพงมากมาย และธนูในมือก็ดูประณีตเหมือนทำมาจากวัสดุชั้นดี
นี่มันคุณชายบ้านไหนกันล่ะเนี่ย?
ช่างเถอะ จะคุณชายบ้านไหนก็ช่าง …เงินที่ได้มาง่ายๆแบบนี้เขาจะปล่อยไปได้ยังไง
“ตกลง” เฉินซานซ์ตอบรับ
“พรุ่งนี้เจ้าจงมาที่ลานฝึก ข้าจะสอนเจ้าเอง”
“ได้เลย ท่านอาจารย์!” เด็กหนุ่มตอบรับอย่างดีใจมาก
“ไม่ต้องเรียกข้าว่าท่านอาจารย์หรอก” เฉินซานซือพูดอย่างอ่อนใจ
จากนั้น​ เขาก็โบกมือลาแล้วเดินจากไป
….
“ค่ายทหารผอหยางเล็กๆแบบนี้ กลับมีนายทหารที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่ด้วย!”
ซุนปู้ฉีพึมพำ​ ขณะคิดถึงภาพที่เพิ่งเห็นเมื่อครู่ซ้ำไปซ้ำมา
ธนูหนักกว่าสิบศิลา ยิงนกได้ไกลถึงร้อยห้าสิบก้าว
ถ้าเป็นนักรบระดับหลอมกระดูก คงโดนยิงตายได้ในทันที​เลยสินะ!
จ่ายแค่สองร้อยตำลึงก็เรียนวิชานี้ได้…ถือว่าคุ้มสุดๆเลย!
เอาล่ะ…วันนี้ไม่ต้องฝึกหอกแล้ว ฝึกยิงธนูดีกว่า!
“หนึ่งร้อยห้าสิบก้าว” ซุนปู้ฉีทำท่ายกธนูขึ้นเล็งตาม
ในสนามยิงธนู ไม่มีเป้าที่อยู่ไกลถึงหนึ่งร้อยห้าสิบก้าวเลย เป้าที่ไกลที่สุดอยู่ที่หนึ่งร้อยยี่สิบก้าว ซึ่งเขามองแทบไม่เห็นแล้ว
“ยอดคน! นี่มันยอดคนชัดๆ!”
ขณะที่เขากำลังทึ่งอยู่ เขาก็รู้สึกเหมือนโดนอะไรฟาดเข้าที่ท้ายทอยอย่างแรง
“ซุนปู้ฉี!”
ซุนหลีเอ่ยขณะที่ถือฝักดาบอยู่
“เจ้ามาทำอะไรที่นี่ เเล้วเรื่องที่ข้าให้เจ้าไปสืบ…เจ้าสืบเสร็จแล้วหรือยัง?”
“พี่สาว ท่านเลิกตีหัวข้าได้ไหม” ซุนปู้ฉีทำหน้าจริงจัง
“ท่านวางใจเถอะ ข้าสืบเสร็จเรียบร้อยแล้ว”
“หนึ่ง คือเฉินซานซือ”
“ประวัติของเขาใสสะอาด ระยะเวลาการเข้าร่วมกองทัพก็ตรงกัน เขาฝึกวิทยายุทธมาได้สองเดือนกว่าๆ และใกล้จะถึงระดับหลอมกระดูกแล้วจริงๆ”
“เเถมคดีตระกูลซ่ง เขาก็เป็นคนสำคัญที่ช่วยคลี่คลายคดี”
“เหมือนว่าจะมีคนจากสำนักฝึกยุทธไท่เล่ยจะไปรังแกเพื่อนบ้านเก่าของเขา เขาเลยทนไม่ไหวจนฆ่าศิษย์สำนักฝึกยุทธไปหลายคน
“กล้าหาญมาก แถมยังไม่ลืมบุญคุณคน รู้จักช่วยเหลือเพื่อนบ้านเก่าแม้จะได้เป็นเจ้าหน้าที่แล้ว…พ่อต้องชอบคนแบบนี้แน่ๆ”
“อืม” ซุนหลีพยักหน้าเห็นด้วย
หลังจากอยู่ด้วยกันมาหลายวัน น้องชายคนเล็กคนใหม่​ของเธอถือว่าไม่เลวเลย
ขยันฝึกวิทยายุทธ เเถมยังมีจิตใจดีงาม
ข้อเสียอย่างเดียวก็คือ…พลังเหลือเฟือเกินไปหน่อย
เขาเล่นกับภรรยา​ไม่เว้นวันเลย
แต่ก็ยังหนุ่มอยู่ คงเป็นเรื่องปกติ
เอาล่ะ การสืบประวัติของเฉินซานซือก็จบลงเสียที
“แล้วเรื่องลัทธิเทพวิญญาณล่ะ เป็นยังไงบ้าง?” ซุนหลีถามต่อ
“อันนั้นไม่ไหว…หาทั้งในเมืองและนอกเมืองก็ยังไม่เจออะไรเลย” ซุนปู้ฉีลูบคาง
“หรือว่าพวกมันหนีกลับไปที่ทุ่งหญ้าแล้ว?”
“ถ้าหาในเมืองกับนอกเมืองไม่เจอ ก็ต้องไปหาบนภูเขา” ซุนหลีตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
“ถ้าบนภูเขายังไม่เจอ ก็ไปหาที่บ้านขุนนาง บ้านสำนักฝึกยุทธ รวมถึงบ้านเซียงถิงชุนด้วย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นมั้งพี่สาว?” ซุนปู้ฉีพูดอย่างกังวล
“ยิ่งสืบข้าก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ท่านพ่อให้พวกเรามาแค่สองคนเเถมเป็นเเค่ระดับหลอมกระดูก…เเบบนี้มันจะถือว่าน้อยเกินไปหน่อยหรือเปล่า?”
“ตอนนี้พึ่งจะมารู้สึกว่าระดับต่ำไป…แล้วตอนฝึกทำไมไม่ขยันฝึกให้มากกว่านี้ล่ะ?” ซุนหลีพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เเล้วที่ท่านพ่อจัดการแบบนี้ ท่านก็ย่อมมีเหตุผลอยู่เเล้ว พวกเราแค่ทำตามก็พอ เเละบ่ายนี้ข้าก็จะไปที่ภูเขากับเจ้า”
“พี่สาว ข้าไม่ต้องฝึกแล้ว!” ซุนปู้ฉีพูดด้วยแววตาเป็นประกาย พร้อมน้ำเสียงมั่นใจอย่างมาก
“ข้าเพิ่งได้อาจารย์คนใหม่มา ถ้าข้าเรียนวิชาจากเขาสำเร็จ แค่ขยับนิ้วเดียว ข้าก็สามารถฆ่าผู้ฝึก​ยุทธระดับหลอมกระดูกได้เลยนะ!”
“เฮ้….พี่สาวอย่าเพิ่งไปสิ ข้าพูดเรื่องจริงนะ เเถมจ่ายเดือนละแค่สองร้อยตำลึงเอง!”
……
อีก​ด้าน​หนึ่ง​
“หมอเจียง เตรียมซุปบำรุงกระดูกให้ข้าสองชาม” เฉินซานซือพูดที่หน้าร้านขายยา
“อ้อ แล้วก็เตรียมยาแช่ตัวให้ข้าด้วย”
“ยาแช่ตัวอย่างนั้นหรือ ต้องหนึ่งร้อยตำลึงเลยนะ” หมอเจียงพูดแซวๆ
“เจ้ารวยขนาดนี้ ไปล่าอสูรมาได้อีกแล้วหรือไง?”
“เปล่าหรอก พอดีข้าเจอคุณชายใจป้ำมาน่ะ” เฉินซานซือพูดคุยไปพลางหยิบเงินห้าสิบตำลึงออกมา
นอกจากนี้​ พอดื่มซุปบำรุงกระดูกชามนี้เสร็จ เขาก็น่าจะทะลุระดับได้แล้ว
………………….