- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 62 : นายอำเภอเเละผู้ตรวจการ!
บทที่ 62 : นายอำเภอเเละผู้ตรวจการ!
บทที่ 62 : นายอำเภอ​เเละผู้​ตรวจการ!
บทที่ 62 : นายอำเภอ​เเละผู้​ตรวจการ!
ภายในลานบ้าน
เฉินซานซือกำลังฝึกฝนท่าหอกโดยอาศัยฤทธิ์ยา
สรรพคุณของน้ำยาบำรุงกระดูก ผสานกับวิธีการหายใจ ช่วยหล่อเลี้ยงพลังปราณและเลือดให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกล้ามเนื้อและกระดูก ทำให้เฉิน​ซาน​ซือรู้สึกได้ถึงความร้อนซ่านและรู้สึกชาเล็กน้อย
ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้​ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากการฝึกฝนได้อย่างมาก
[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนแรก (ยังไม่เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 65/100]
[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร]
…..
"อีกไม่กี่วันก็คงจะไปถึงขั้นฝึกเส้นเอ็นแล้ว"
"เเละหลังจากฝึกเส้นเอ็นเสร็จ ข้าจะไปดูที่หุบเขายา"
ช่วงนี้จำนวนคนหายลดลงอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะสำนักฝึกยุทธเพลามือลง แต่ก็ยังไม่หมดไปเสียทีเดียว
นอกจากนี้ เฉินซานซือยังลองใช้น้ำมันตะเกียงในรูปแบบอื่นๆดู
เช่น ลองหยดให้หนูกิน
หนูก็ตายทันที
เห็นได้ชัดว่า สิ่งนี้ไม่ใช่มีไว้กิน
มันน่าจะเอาไว้จุดไฟมากกว่า
….
"ฮู่ว..."
เฉินซานซือเช็ดเหงื่อออก แล้วนั่งลงที่โต๊ะหินใต้ต้นบ๊วยในสวน หยิบตำราพิชัยสงครามขึ้นมาอ่าน
สองวันที่ผ่านมา เขาได้ลองสรุปดู พบว่ามีสองวิธีที่จะเพิ่มความชำนาญในการบังคับบัญชาได้
หนึ่ง อ่านตำราพิชัยสงคราม เพื่อเรียนรู้ทฤษฎี
สอง ฝึกซ้อม โดยเฉพาะการฝึกซ้อมการจัดกระบวนทัพ
การต่อสู้จริงก็น่าจะช่วยเพิ่มความชำนาญได้เหมือนกัน แต่ตอนนี้เขายังไม่มีโอกาส
"การนำทัพออกรบไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ไม่ใช่แค่พาคนไปตะลุมบอนก็จบ"
เฉินซานซือได้รับความรู้มากมายจากตำรา
ตั้งแต่หกเดือนก่อนออกรบหรืออาจจะต้องนานกว่านั้น เขาก็ต้องเริ่มวางแผนแล้ว
ต้องใช้กำลังพลเท่าไหร่ อาวุธเท่าไหร่ เสบียงเท่าไหร่ จะขนส่งยังไง จะสูญเสียเท่าไหร่
เเถมถ้าต้องยกทัพไปรบในต่างถิ่น ยังต้องคำนึงถึงสภาพอากาศเเละสภาพเส้นทางด้วยว่าจะเดินทางลำบากแค่ไหน ทหารจะปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้หรือไม่ จะถูกซุ่มโจมตีหรือไม่ ถ้าถูกโจมตี จะถูกโจมตีที่ไหน…
เมื่อจำนวนคนมากขนาดนั้น แม้แต่การขับถ่ายก็ต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่แค่ถกกางเกงลงแล้วปล่อยตามใจชอบ
การทำสงครามเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อน ไม่ใช่สิ่งที่คนๆเดียวจะสามารถจัดการได้ทั้งหมด ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันเป็นทีม
เเละนี่แหล่ะที่จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีลูกน้องที่สามารถใช้งานได้
ส่วนเรื่องกระบวนทัพ
ตามที่บันทึกไว้ในตำราพิชัยสงคราม กระบวนทัพพิเศษสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรบของทหารได้ในระดับหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น การล้อมสังหารผู้ฝึกยุทธระดับหลอมเลือดขั้นสูงสุดที่ฝึกฝนวิชาขั้นต่ำ มักจะต้องใช้ชีวิตของทหารประมาณยี่สิบนาย แต่หากใช้กระบวนทัพพิเศษ จำนวนจะลดลงเหลือเพียงสิบห้านาย
มองจากตัวเลขอาจดูไม่มาก…แต่ตัวเลขแต่ละตัว ล้วนเป็นชีวิตของคน
ดังนั้น ยิ่งรวมกันมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งประหยัดกำลังพลได้มากเท่านั้น
แต่ในเมื่อมันเรียกว่ากระบวนทัพพิเศษ แน่นอนว่าไม่ใช่ใครก็สามารถ​ฝึกฝน​ได้
ประการแรก ผู้บังคับบัญชาต้องเข้าใจมันอย่างดีเสียก่อน
ในตำราพิชัยสงครามมีภาพประกอบกระบวนทัพอยู่มากมาย ส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากพื้นฐานของคัมภีร์ฉีเหมินปาแปะ คนทั่วไปไม่สามารถเข้าใจได้ ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างจริงจัง
ประการที่สอง
ต่อให้เข้าใจแล้ว ก็ต้องใช้ให้เป็นด้วย
การฝึกซ้อมคือการฝึกซ้อม การรบจริงคือการรบจริง
ต่อให้กระบวนทัพจะแยบยลแค่ไหน เเต่ถ้าพอถึงเวล​าปะทะแล้วแตกกระเจิง มันก็จะไร้ประโยชน์
ดังนั้น กองทหารประจำการในพื้นที่ห่างไกล จึงมักฝึกฝนกระบวนทัพขั้นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดเท่านั้น
กองทัพที่แข็งแกร่งจริงๆเท่านั้น ถึงจะใช้กระบวนทัพพิเศษในการรบจริง
ส่วนกองทัพชั้นยอด จะมีกระบวนทัพที่ประกอบด้วยทหารผู้ฝึกยุทธทั้งหมด​
"เรื่องกระบวนทัพยังอีกไกล"
เฉินซานซือเพิ่งสอนการยืนให้กับพวกทหาร ยังไม่ได้แยกแยะทหารราบกับทหารม้า
แต่ถึงกระนั้น​ การสอนวิทยายุทธก็ถือว่าเป็นการเพิ่มความคืบหน้าของทักษะใหม่เช่นกัน
….
[ทักษะ: การบังคับบัญชา (ยังไม่เริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: 48/100]
[ผลของทักษะ: ยังไม่มี]
…
ดูจากความคืบหน้า​ ก่อนการทดสอบทหารใหม่ ก็น่าจะถึงระดับ​เริ่มต้นได้แล้ว
"นายกองเฉิน มีคำสั่งรวมพล!" เสียงของนายกองฟางดังมาจากข้างนอก
"มีอะไรงั้นหรือ?" เฉินซานซือเปิดประตูอย่างงุนงง​
ตอนนี้มันยังเป็นเวลาพักกลางวันอยู่เลย
"นายอำเภอ​กับผู้ตรวจการคนใหม่มาเเล้ว…พวกเขากำลังมาตรวจสอบกองพันของเรา" นายกองฟางอธิบาย
"นายอำเภอ​คนไหน? นายอำเภอ​อันติ้งรึ?" เฉินซานซือเอ่ยถาม
เมื่อได้รับคำตอบ เขาก็นึกถึงคำขู่ของซ่งวูก่อนตาย
แต่เขาก็ไม่ได้ตื่นตระหนก ค่อยๆรอดูสถานการณ์ก่อน
เขาเดินตามนายกองฟางไปที่ลานฝึก
ณ ขณะนี้​ ทหารส่วนใหญ่ยืนเข้าแถวเรียบร้อยแล้ว รอการตรวจสอบจากผู้บังคับบัญชา
ตามทฤษฎีแล้ว ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ของราชวงศ์ต้าเซิ่งต่างก็เป็นอิสระต่อกัน การตรวจสอบกองทัพไม่ใช่หน้าที่ของนายอำเภอเลย​
เว้นแต่ว่า เขาเป็นตัวแทนขององค์รัชทายาทที่สนับสนุนการส่งทหารออกรบ
….
หลังจาก​นั้น​ประมาณสิบนาที เซียงถิงชุนก็ปรากฏตัวพร้อมกับขุนนางฝ่ายบุ๋นสองคน พร้อมมีเหล่าผู้ฝึกยุทธคุ้มกันอยู่มากมาย
คนที่เดินนำหน้า สวมชุดสีแดงหรูหรา บริเวณหน้าอกปักลายห่านและเมฆ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนายอำเภอ​ระดับสี่
ส่วนอีกคนสวมชุดสีเขียว ปักลายนกเป็ดน้ำ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของผู้ตรวจการระดับเจ็ด
พวกเขาไม่ได้พูดอะไรมาก แค่พูดคุยกันเล็กน้อย เดินผ่านหน้าทุกคนไป…แล้วเข้าไปในเต็นท์กลางของค่าย
เเต่เฉินซานซือสังเกตเห็นรายละเอียดบางอย่าง
ผู้ว่าการระดับเจ็ดไม่ได้แสดงท่าทีประจบประแจงนายอำเภอ​ระดับสี่เลยเเม้เเต่น้อย…แถมยังดูหยิ่งยโสด้วยซ้ำ
ดูท่าผู้ตรวจการ​คนนี้คงมีเส้นสายใหญ่โตอยู่ไม่น้อย
ผู้ตรวจ​การไม่ได้อยู่นานนัก ประมาณหนึ่งก้านธูปก็ออกไปแล้ว…แต่นายอำเภอ​ยังคงอยู่ข้างในต่อ
เเละสุดท้าย​ มันก็เป็นไปตามที่เขาคาดจริงๆ
"นายกองเฉิน นายอำเภอ​ต้องการพบเจ้า"
นายร้อยหลิวเดินมาบอก พร้อมกับกระซิบเตือน "คนผู้นี้คือผู้อุปถัมภ์ของตระกูลซ่ง พวกเขาไม่กล้าทำอะไรท่านผู้พัน แต่ถ้าสืบจนรู้ว่าเจ้ามีส่วนเกี่ยวข้อง พวกเขาอาจจะหาเรื่องเจ้าได้…ระวังตัวด้วยล่ะ"
"ขอบคุณนายร้อยหลิวที่เตือนข้า"
เฉินซานซือขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หวาดกลัว เเล้วเดินตรงไปยังเต็นท์ใหญ่ทันที​
ในเมื่อข้อหาเป็นกบฏถูกตัดสินไปแล้ว ยังไงก็ไม่มีเหตุผลที่จะเล่นงานเขาอย่างเปิดเผยได้ง่ายๆ
อีก​อย่าง​ การหลบหน้าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา...การเผชิญหน้า​กันตรงๆต่างหาก​ ถึงจะทำให้รู้ถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่าย จะได้หาวิธีรับมือได้ง่ายขึ้น
….
เฉิน​ซาน​ซือ​เปิดม่านเต็นท์ออก
บรรยากาศข้างใน​ไม่ได้ตึงเครียดอย่างที่คิด ภายในเต็นท์มีเพียงแค่คนสองคน
นายอำเภอ​ในชุดสีแดงนั่งอยู่บนเก้าอี้ เเละมีองครักษ์วัยกลางคนยืนอยู่ด้านหลัง
"เจ้าคือนายกองเฉินซานซือสินะ?" นายอำเภอ​เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้ม
"ขอรับ" เฉินซานซือคำนับ
"ท่านนายอำเภอ​เรียกข้ามา มีอะไรจะให้ข้ารับใช้​หรือไม่ขอรับ?"
"ข้าเป็นคนพูดตรงๆ ยังไงก็ขอพูดตรงๆเลยแล้วกัน" นายอำเภอ​พูดอย่างเปิดอก
"นายกองเฉิน เจ้ามีพรสวรรค์ด้านวิทยายุทธอย่างน่าทึ่ง การที่ต้องอยู่แต่ในเมืองผอหยางเล็กๆนี้ช่างน่าเสียดายยิ่ง"
"ออกจากที่นี่เเล้วไปเป็นองครักษ์ที่จวนข้าเถอะ ข้าจะจัดหาทรัพยากรการฝึกฝนให้เจ้าอย่างเต็มที่ รับรองว่าทรัพยากร​ของข้าจะทำให้เจ้าฝึกฝนจนถึงสูงส่งได้อย่างแน่นอน…เจ้าว่าไง?"
องครักษ์?
เฉินซานซือตกใจเล็กน้อย แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนการชักชวน…แต่จริงๆแล้ว มันคือการกำจัดทางอ้อม!
เรื่องที่ตระกูลซ่งถูกฆ่าล้างตระกูล ถ้านายอำเภอ​ที่เป็นผู้อุปถัมภ์ตระกูลซ่งไม่ทำอะไรเลย…ต่อไปนี้สำนักฝึกยุทธต่างๆจะยอมส่งส่วย(ค่าคุ้มครอง)​ให้เขาอีกหรือ?
แต่คนที่กวาดล้างตระกูลซ่งคือเซียงถิงชุน, อีกฝ่ายไม่กล้าทำอะไรท่านผู้พัน จึงได้เบนเป้ามาหานายกองเล็กๆอย่างเขาแทน
ในเมื่อสำนักฝึกยุทธไท่เล่ยถูกตัดสินว่าเป็นกบฏแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะใส่ร้ายเขาได้อย่างเปิดเผย
บวกกับการที่อีกฝ่ายเห็นความสามารถในตัวเขา จึงคิดจะดึงตัวเขาไปเป็นพวก แล้วให้เขาหายตัวไปจากเมืองผอหยาง
ซึ่งนี่ถือเป็นการให้คำอธิบายกับสำนักฝึกยุทธอื่นๆได้อย่าง​ดี
แต่...เฉินซานซือพยายามมาจนถึงทุกวันนี้ จนใกล้จะได้เข้าร่วมการคัดเลือกทหารชั้นยอดในกองทัพหลวงทั้งแปดแล้ว จะให้เขาไปเป็นสุนัขรับใช้ของนายอำเภอ​กระจอกๆได้ยังไง?!
เขาเดาได้เลยว่า อีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อไป
และก็เป็นอย่างที่คิด
นายอำเภอเริ่ม​พูดด้วยน้ำเสียงและรอยยิ้มที่ดูจริงใจ
"นายกองเฉิน ข้าหวังดีกับเจ้านะ”
“อีกไม่นานก็จะถึงฤดูใบไม้ผลิ
ที่สงครามกำลังจะเริ่มขึ้นเเล้ว ฝีมือของเจ้ายังอ่อนหัด อาวุธในสนามรบก็ไม่ได้มีตา หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมา พรสวรรค์ของเจ้าก็จะสูญเปล่า"
นัยยะก็คือ…ถ้าไม่อยากเป็นสุนัขรับใช้ ก็ต้องไปตายในสนาม​รบ
เฉินซานซือรู้สึกถึงแรงกดดันพวยพุ่งขึ้นมาในใจ
ตั้งแต่ฉินสงเรื่อยมา จนถึงเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ความจริง ​เขาไม่ได้ชอบการฆ่าฟัน
แต่ทุกครั้ง ถ้าเขาไม่ลงมือ…ก็จะถูกคนอื่นเล่นงานเสมอ
‘ข้าแค่อยากฝึกวิทยายุทธอย่างสงบสุข…ทำไมทุกคนต้องบีบบังคับข้าด้วย!’
พอหาเรื่องเซียงถิงชุนไม่ได้ ก็มาเรื่องรังแกเขาแทน
นายอำเภอ​งั้นเหรอ?
ทนทานธนูสิบห้าศิลาของข้าไหวรึเปล่าล่ะ?
อย่างไร​ก็ตาม​ ณ เวลานี้​ เฉินซานซือต้องหาทางเอาตัวรอด​ไปก่อน
….
ทันใดนั้นเอง มันก็มีเสียงหญิงสาวดังขึ้นอย่างเย็นชา
"นายอำเภอ​จี้ การที่ท่านมาแย่งคนของกองบัญชาการทหารสูงสุดแบบนี้”
“คิดว่าเหมาะสมแล้วหรือ?”
………………….