เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 60 : ทักษะการบังคับบัญชา!

บทที่ 60 : ทักษะการบังคับบัญชา!

บทที่ 60 : ทักษะการบังคับบัญชา!


บทที่ 60 : ทักษะการบังคับบัญชา!

การยิงธนูครั้งนี้ทำให้ค่าความชำนาญของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

เฉินซานซือรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง

นี่ถ้าเจอคู่ต่อสู้แบบซ่งวูอีกครั้ง เขาคงไม่ต้องเสียเวลาต่อสู้นาน แค่ลูกธนูดอกเดียวก็พอ

ผลลัพธ์นี้ ถือว่าคุ้มค่ากับเงินห้าสิบตำลึง

เขาลาจากช่างทำอาวุธแล้วมุ่งหน้าไปยังร้านขายยา

เมื่อระดับพลังเพิ่มขึ้น ความต้องการยาบำรุงก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

แต่ละขั้นของการฝึกฝนจะมีสมุนไพรที่เหมาะสมของขั้นนั้นๆ

ดังนั้น ยาบำรุงเลือดจึงไม่มีประโยชน์สำหรับระดับหลอมกระดูก

แน่นอนว่ามันมียาบำรุงกระดูกให้ใช้โดยเฉพาะ ราคาเต็มอยู่ที่เก้าสิบแปดตำลึงต่อชุด แพงกว่ายาบำรุงพลังถึงสองเท่า

แม้จะซื้อในค่ายทหารก็ยังต้องจ่ายห้าสิบตำลึง

เเถมยังมียาแช่ตัวที่แพงกว่า ใช้เงินร้อยตำลึงต่อการแช่สองครั้ง

ตอนแรกเฉินซานซือคิดว่าเงินเก็บสองร้อยกว่าตำลึงของเขานั้นมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเขายังคงเป็นคนจนอยู่ดี

ยาเหล่านี้มีราคาแพง เพราะหายากและต้องใช้เวลาเพาะปลูกนานหลายสิบปี

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือการฝึกฝนวิทยายุทธคือเส้นทางสู่การเปลี่ยนแปลงชนชั้น

ถ้าคนจนสามารถพลิกชีวิตได้ง่ายๆ แล้วพวกชนชั้นสูงจะอยู่ยังไง?

ทรัพยากรบนโลกมีจำกัด พวกเขาจะยอมสละให้คนชั้นล่างได้อย่างไร?

คนจนอยากจะเลื่อนชั้นก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องจ่ายในราคาที่แพงกว่าคนอื่นร้อยเท่าพันเท่า

ไม่ว่าจะเป็นการไปเป็นลูกศิษย์ในสำนักฝึกยุทธหรือการขายชีวิตในกองทัพ ล้วนแต่เต็มไปด้วยความยากลำบาก

"ถ้าไม่มีเงิน ก็สามารถใช้แต้มความดีความชอบแลกได้…แต่กว่าจะถึงเวลาออกรบก็ยังอีกนาน ตอนนี้ข้าคงอยู่เฉยๆไม่ได้"

"ต้องหาทางหาเงิน"

"เสือกับหมีก็ไม่ได้มีอยู่ทั่วไป คงหวังพึ่งปริมาณไม่ได้ คงต้องหาทางจับสัตว์อสูร"

ตามบันทึกใน "การเดินทางผ่านขุนเขาและสายน้ำ" เทือกเขาหู่โถวเคยมีสัตว์อสูรสิบเจ็ดถึงสิบแปดสายพันธุ์

แต่ปัจจุบันเหลือเพียงสองถึงสามสายพันธุ์ เเละกวางขาวก็เป็นหนึ่งในนั้น

ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือลิงแก่ที่สามารถเลียนแบบการใช้อาวุธของมนุษย์ได้ แต่มันก็ไม่ได้ปรากฏตัวมาหลายปีแล้ว

แต่อย่างน้อยก็ยังมีความหวัง

โดยเฉพาะเฉินซานซือมีทักษะ [เเกะรอยและซ่อนตัว]

คนอื่นหาไม่เจอ แต่เขาอาจจะหาเจอก็ได้

เเต่ถึงกระนั้น เทือกเขาหู่โถวนั้นมีทรัพยากรน้อยเกินไป

เฉินซานซือเคยได้ยินมาว่า แถบเหลียงโจวที่ตั้งของกองทัพหลวงทั้งแปด มีเทือกเขาที่กว้างใหญ่ไพศาล มีสัตว์อสูรและสัตว์ร้ายมากมาย

ตอนนนี้ ดูเหมือนว่าจะมีเหตุผลมากขึ้นที่เขาจะไปเข้ากองทัพหลวงทั้งแปด

การอยู่ในเมืองผอหยางแบบนี้ ต่อให้ฝึกถึงระดับหลอมอวัยวะก็คงถึงขีดจำกัด เพราะไม่มีทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนในระดับที่สูงกว่าอีกต่อไป

“หวังจื๋อบอกข้าว่าข้าราชการคัดเลือกจะมาถึงในไม่ช้านี้”

“ข้าต้องรีบเพิ่มพลังโดยเร็ว” เฉินซานซือกัดฟันจ่ายเงินร้อยตำลึงสั่งยาบำรุงกระดูกสองชุด

…..

“ท่านนายกอง!”

ทันใดนั้นหวังลี่มาหาเขาขณะที่เขากำลังจะกลับไปกินข้าว

“ข้างนอกค่ายมีชาวบ้านจากเมืองผอหยางมาเต็มเลยขอรับ พวกเขาอยากเจอนายท่าน”

“มาเจอข้า?”

“มีเรื่องอะไรหรือ?”

“กองพันของเรามีกำลังพลไม่พอ จึงอยากรับสมัครทหารเพิ่ม มีคนมาสมัครเยอะเลยขอรับ แต่ทุกคนอยากเจอนายท่านก่อน” หวังลี่อธิบาย

“พวกเขาบอกว่า เกิดมาเพิ่งเคยเห็นคนเป็นนายทหารแล้วยังห่วงใยชาวบ้าน แถมยังไม่เคยเห็นใครฆ่าพวกเดรัจฉานจากสำนักฝึกยุทธกลางถนนแบบนี้มาก่อน”

“มีคนมากี่คน?”

“ร้อยกว่าคนขอรับ!”

“เยอะขนาดนั้นเลยเหรอ!?”

เฉินซานซือรีบตามหวังลี่ไปดู

ที่ทางเข้าค่ายทหาร มีจุดรับสมัครทหารอยู่ เเละตอนนี้มีคนแน่นขนัดไปหมด

จ้าวเฉียว อู๋ต๋า และจวงอี้ก็อยู่ที่นั่นด้วย

เเถมไม่ใช่แค่ชาวบ้านจากหมู่บ้านเยียนเปียนเท่านั้น แต่ยังมีคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงอีกมากมาย

“ท่านนายกอง ชื่อเสียงของท่านเลื่องลือไปทั่วเมืองผอหยางแล้ว!” ซูเหวินไฉตื่นเต้นมาก

“ข้ายังไม่ได้ลงมือเขียนประกาศเลย กลับมีคนมาเยอะขนาดนี้แล้ว…นี่มันโอกาสดีจริงๆ”

…..

“เงียบๆหน่อย!” หลัวตงเฉวียนถือดาบยืนอยู่หน้าโต๊ะตะโกนใส่ฝูงชน

“ข้าบอกแล้วว่าใครอยากสมัครทหารให้มาลงทะเบียนที่ข้า เเล้วข้าจะจัดการให้เอง!”

“พวกข้ามาสมัครก็จริง แต่อยากอยู่กับพี่ซานซือ!” อู๋ต๋ายืนอยู่แถวหน้าตะโกนเสียงดัง

“ให้พวกข้าเข้าไปเจอเขาหน่อย”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเขา!”

เเต่ไม่ว่าหลัวตงเฉวียนจะพูดอย่างไร ก็ไม่มีใครฟังเลย เสียงของผู้คนดังจอแจจนกลบเสียงของเขาไปหมด

“พี่ซานซือ!”

จวงอี้ที่ตาไว มองเห็นเฉินซานซือเป็นคนแรก

“พวกเจ้าคิดดีแล้วหรือ?” หลังจากพูดคุยกันคร่าวๆเฉินซานซือถามอย่างจริงจัง

“อีกไม่นานก็จะเกิดสงคราม การตามข้าไปอาจหมายถึงความตายเลยนะ”

“พี่ซานซือ ต่อให้ไม่เกิดสงคราม พวกข้าก็คงตายอยู่ดี!”

บนใบหน้าของจวงอี้ยังมีรอยฟกช้ำ

“ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ พวกข้าคงโดนพวกเดรัจฉานจากสำนักฝึกยุทธฆ่าตายไปแล้ว”

“ใช่” จ้าวเฉียวเสริม

“ข้าคุยกับที่บ้านแล้ว ตอนนี้ใกล้จะเข้าหน้าหนาว ถ้าไม่สมัครเป็นทหารก็คงไม่รอด สมัครเป็นทหารอย่างน้อยก็ยังมีเสบียง แถมพวกเรามาที่นี่ก็เพราะอยากอยู่กับท่าน”

“เเละข้าก็อยากฝึกวิทยายุทธ!” อู๋ต๋ากำหมัดแน่น

“ถ้าพวกเจ้าคิดดีแล้วก็ตามใจ”

เฉินซานซือเว้นวรรคครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ

“แต่ตอนนี้ข้าเป็นแค่หัวหน้ากอง สามารถรับคนได้แค่สี่สิบกว่าคน”

“ตอนนี้พวกเจ้าไปต่อแถวลงทะเบียนดีๆก่อน อย่าส่งเสียงดังแบบนี้”

เมื่อเขาพูดจบ ชาวบ้านที่ไม่ยอมฟังหลัวตงเฉวียนก็เงียบลงและต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ

หลัวตงเฉวียนขมวดคิ้วเมื่อเห็นแบบนั้น

ไม่เพียงเท่านั้น…หลังจากที่จำนวนคนเต็มแล้ว ก็ยังมีคนโวยวายอีก

“พูดให้ชัดๆหน่อย พวกข้าจะอยู่กับหัวหน้ากองเฉินจากหมู่บ้านเยียนเปียนเท่านั้น!”

“เหลวไหล!” หลัวตงเฉวียนโกรธจัด

“เขาก็แค่หัวหน้ากอง จะดูแลคนได้มากสุดก็แค่ห้าสิบคน”

“เกินไปหน่อยจะเป็นไรไป”

“นั่นสิ นั่นสิ”

“ถ้าไม่ได้ ก็เลื่อนขั้นให้เขาสิ!”

“ตำแหน่งขุนนาง คิดจะเลื่อน…ก็เลื่อนได้ง่ายๆแบบนั้นรึไง?”

หลัวตงเฉวียนมองอย่างไม่พอใจ

“กองทัพมีกฎของมัน พวกชาวบ้านอย่างพวกเจ้าอย่ามาหาเรื่องวุ่นวายที่นี่!”

“ไปตายซะ!” มีคนใจร้อนตะโกนด่าหลัวตงเฉวียน

“รังเกียจชาวบ้านอย่างพวกเรางั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาติดประกาศขอให้พวกเรามาสมัครสิวะ!”

“แล้วแกเป็นขุนนางอะไร อิจฉาที่พวกเราอยากมาอยู่กับหัวหน้ากองเฉิน ไม่ได้อยากมาอยู่กับแกงั้นสิ?”

...

“ไอ้พวกเวร!”

หลัวตงเฉวียนตะคอกพลางชักดาบออกมา

“ถ้าพวกเเกอยากสมัครทหารก็ทำตามกฎ ถ้าไม่อยากก็ไสหัวไป!”

เมื่อเห็นดาบคมกริบ ชาวบ้านก็เริ่มกลัว เเละถอยหลังไปทีละก้าว

“ข้า...พวกข้าก็รู้อยู่แล้ว ว่าพวกขุนนางอย่างพวกแกไม่เห็นพวกเราเป็นคน!”

“ใช่ เงินเดือนก็คงโกหก พวกกองทัพชอบเบี้ยวเงินเดือน ใครๆก็รู้”

“ไปเร็ว ไปเร็ว…กลับกันเถอะ!”

พวกเขาไม่คิดจะลงทะเบียนอีกต่อไป หันหลังกลับเตรียมจะเดินออกไป

เฉินซานซือมองหลัวตงเฉวียนโดยที่ทำอะไรไม่ได้

ใครใช้ให้เขาเป็นแค่หัวหน้ากองกันล่ะ?

ตัวเขาเองไม่ได้ยึดติดว่าต้องคุมคนกี่คน…และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงหาคนมาเติมกองพันได้ยาก

“ชาวบ้านทุกท่าน รอสักครู่!”

ทันใดนั้นเซียงถิงชุนก็ปรากฏตัวขึ้น ขวางชาวบ้านที่กำลังจะแยกย้ายกันไป

เขาส่งยิ้มแปลกๆที่ดูไม่เข้ากับบุคลิกของเขา

“ข้ารับรองว่าไม่เพียงจะจ่ายเงินเดือนตรงเวลา แต่ยังจะเพิ่มให้อีกด้วย!”

ไม่มีใครตอบ

ดูเหมือนจะไม่มีใครเชื่อ

เพราะกองพันผอหยางมีมานานหลายร้อยปี ชื่อเสียงเน่าเฟะมานานแล้ว

“ถ้าข้าตกลงให้พวกเจ้าทุกคนอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหัวหน้ากองเฉินล่ะ…จะเป็นอย่างไร?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น คนที่กำลังจะจากไปก็หยุดชะงัก

“ท่านผู้พัน!?” หลัวตงเฉวียนรีบห้าม

“หัวหน้ากองคนเดียว จะดูแลคนร้อยกว่าคนได้อย่างไร มันจะผิดกฎหรือเปล่า?”

“กฎตั้งได้ ก็เปลี่ยนได้”

“ในยามจำเป็น เราจะยึดติดกับกฎเกณฑ์ไปทำไม?”

หลังจากพูดจบ เซียงถิงชุนก็หันไปทางเฉินซานซือ

“หัวหน้ากองเฉิน เรื่องนี้ข้าฝากเจ้าจัดการด้วย”

“ขอรับ” เฉินซานซือคำนับ

เขายืนดูชาวบ้านประทับลายนิ้วมือทีละคน

หลังจากที่ทุกคนลงทะเบียนเรียบร้อยแล้ว เขาก็พาทุกคนไปรวมตัวกันที่ลานฝึก จัดแถวเรียงราย แล้วขานชื่อตรวจสอบจำนวนคน

เเละในตอนนั้นเอง ความรู้สึกคุ้นเคยก็พลุ่งพล่านขึ้นมา

พร้อมกับ หน้าต่างสถานะที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา

[ทักษะ: การบังคับบัญชา (ยังไม่เริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: 0/100]

[ผลของทักษะ: ยังไม่มี]

…………………………….

จบบทที่ บทที่ 60 : ทักษะการบังคับบัญชา!

คัดลอกลิงก์แล้ว