เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 59 : ธนูสิบห้าศิลา!

บทที่ 59 : ธนูสิบห้าศิลา!

บทที่ 59 : ธนูสิบห้าศิลา!


บทที่ 59 : ธนูสิบห้าศิลา!

อีกด้านหนึ่ง

เหล่าศิษย์สำนักยุทธที่เห็นกับตาว่าซ่งวูถูกแทงตายต่างอกสั่นขวัญแขวน ดาบในมือของพวกเขาร่วงหล่นลงพื้นเสียงดังระงม

ส่วนอีกฝั่ง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหมู่บ้านเยียนเปียนหรือทหารจากค่ายทหารต่างก็จ้องมองชายหนุ่มบนหลังม้าด้วยสายตาที่ทั้งซับซ้อนและยำเกรง

“นายท่านไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ” ซูเหวินไฉเดินเข้ามาใกล้ ลูบเคราพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

“เรากลับค่ายกันเถอะ ท่านผู้พันคงไม่เอาผิดท่านหรอก อย่างมากก็แค่ให้ท่านไถ่โทษด้วยการทำความดีความชอบเท่านั้น”

“หึๆ เจ้านี่ก็มองขาดจริงๆ”

เฉินซานซือคิดแบบนั้นมาตั้งแต่ต้นเช่นกัน

ในยามศึกสงครามใกล้เข้ามาแบบนี้ คงไม่มีใครอยากทำลายขวัญกำลังใจของทหารตัวเองเพราะเรื่องคนนอกหรอก

สิ่งที่เขากังวลจริงๆคือเรื่องที่เขายังสร้างเรื่องได้ไม่ใหญ่พอที่จะลากเจ้าสำนักซ่งลงไปตายด้วยต่างหาก

โชคดีที่เฉินซานซือมั่นใจว่าเขาจะสามารถทะลวงไปถึงระดับหลอมกระดูกได้ก่อนฤดูใบไม้ผลิ ถึงตอนนั้นไม่ว่าผลของเรื่องวันนี้จะเป็นเช่นไร เขาก็จะสามารถรับมือได้อย่างสบายๆ

…..

ในขณะที่เฉินซานซือกำลังจะบอกให้ทุกคนกลับค่าย เขาก็ได้ยินเสียงม้าควบดังมาเเต่ใกล

“ฮี้–––”

“ซ่งวู! ข้าจะเอาชีวิตแก!”

ร่างอ้วนท้วนของหวังจื๋อปรากฏขึ้นบนหลังม้าสีน้ำตาล ในมือเขาถือมีดดาบยาวคมกริบ เบื้องหลังมีทหารติดตามมามากกว่าร้อยนายเเละกำลังมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านเยียนเปียนอย่างรวดเร็ว

“ซานซือ!” เขาหยุดม้าเมื่อเห็นทุกคน พลางถามอย่างสับสน

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง เเล้วซ่งวูอยู่ไหน!?”

“มันตายแล้ว” เฉินซานซือตอบอย่างใจเย็น

“รบกวนท่านนายร้อยหวังพาข้าไปรายงานเรื่องกับท่านผู้พันด้วย”

“เจ้าฆ่ามันได้งั้นรึ?!” หวังจื๋อไม่อยากจะเชื่อ

จนกระทั่งเห็นศพที่มีรูกว้างกลางอก ถึงได้แสดงสีหน้าดีใจออกมา

“ยอดเยี่ยมมาก! ข้ากังวลแทนเจ้าเปล่าๆเสียเเล้ว”

ไม่นานมานี้ เขาถูกส่งตัวออกไปจัดการเรื่องเเอบขนย้ายชุดเกราะและอาวุธเข้าไปในสำนักฝึกยุทธ

หลังจากทำธุระเสร็จ เขาก็มารออยู่ในเมือง

เมื่อเกิดเรื่องที่โรงเตี๊ยมปาเป่า เขาก็เพิ่งรู้เรื่องที่หมู่บ้านเยียนเปียน

ด้วยความกังวลว่าเฉินซานซือจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย เขาจึงรีบตรงดิ่งมาที่นี่ทันที

‘เจ้าเด็กนี่มัน…ฆ่าคนข้ามระดับได้ด้วย…มันเป็นยอดอัจฉริยะของจริง’

‘เเต่เเบบนี้ก็ยิ่งดี!’

นายร้อยหวังไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกดาบขึ้นสูง เเล้วสั่งการด้วยน้ำเสียงดังก้องราวกับฟ้าผ่า

“สำนักไท่เล่ยก่อกบฏ จงสังหารพวกมันทั้งหมด อย่าไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว!”

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เหล่าทหารก็เริ่มลงมือสังหารศิษย์สำนักยุทธอย่างโหดเหี้ยม

ชาวบ้านหมู่บ้านเยียนเปียนต่างตกตะลึงในตอนแรก แต่เมื่อตั้งสติได้ พวกเขาก็รู้ว่าคนที่ตายไปล้วนเป็นพวกที่เคยรังแกพวกเขามาก่อนทั้งนั้น

“ข้าบอกแล้วว่าต้องฆ่าพวกมัน!” จูถงไม่สนใจว่าคำสั่งมาจากไหน เขาเริ่มเหวี่ยงค้อนในมืออย่างบ้าคลั่ง

“ก่อกบฏ? สังหารหมู่?” เฉินซานซือไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ เขาจึงรีบสอบถามจนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

เซียงถิงชุนนี่ช่างโหดเหี้ยมจริงๆ

เพื่ออนาคตของตัวเอง ถึงกับใช้เรื่องแบบนี้มาบีบสำนักอื่นๆ ไม่กลัวว่าจะพังไปด้วยกันเลยรึไง

แต่แน่นอนว่าเรื่องนี้ช่วยเขาประหยัดปัญหาไปได้เยอะ

เฉินซานซือถือหอกยืนมองดูเลือดไหลนองทั่วหมู่บ้านเยียนเปียน

เขารู้ว่าหลังจากวันนี้ คงไม่มีใครในเมืองผอหยางกล้าต่อกรกับเซียงถิงชุนอีกแล้ว

นี่แหละ…ที่เรียกว่าการใช้อำนาจข่มขู่!

ถ้ามีทั้งพลังและกำลังคน

ก็ไม่ต้องกลัวใครทั้งนั้น อยากจะพลิกโต๊ะพลิกกฎเมื่อไหร่ก็ได้

...

จากนั้นเพียงชั่วข้ามคืน

สำนักไท่เล่ยที่สืบทอดมานานเกือบร้อยปีก็พังทลายลง

ตั้งแต่คนในตระกูลซ่งไปจนถึงศิษย์สำนัก ทุกคนถูกประหาร ทรัพย์สินและเงินทองทั้งหมดถูกยึดเป็นของหลวง

แต่เมืองผอหยางกลับไม่ได้วุ่นวาย เเถมสงบสุขยิ่งกว่าเดิม

โดยเฉพาะในค่ายทหาร

หลายวันติดต่อกัน ตั้งแต่เช้าตรู่ จะมีศิษย์สำนักต่างๆ เดินทางมาบริจาคเสบียงและยุทโธปกรณ์ให้กับกองทัพ รถม้าขนของเข้าออกไม่ขาดสาย

ขอเท่าไหร่ก็มีให้ เเถมดูเหมือนจะเต็มใจและกระตือรือร้นเป็นพิเศษ

สถานการณ์แบบบนี้ทำให้เฉินซานซือได้แต่ส่ายหน้า

เพราะเมื่อสำนักฝึกยุทธและเซียงถิงชุนกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง เรื่องหุบเขายาก็ไม่เหมาะที่จะเปิดเผยออกมา

สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว

ถ้าเปิดเผยตอนนี้ เซียงถิงชุนอาจจะปกป้องพวกนั้น เพราะยังต้องพึ่งพาสำนักฝึกยุทธ คงไม่ฆ่าพวกนั้นทั้งหมดเป็นแน่

แต่ยังไงก็ดีเป้าหมายระยะใกล้ของเฉินซานซือก็สำเร็จ เพราะสำนักไท่เล่ยถูกกำจัดไปแล้ว

ส่วนเรื่องหุบเขายา เขาจะไปตรวจสอบด้วยตัวเองทีหลังเมื่อไหร่ก็ได้

ส่วนตอนนี้ เขาเริ่มเก็บตัวฝึกฝนอย่างหนัก หวังที่จะทะลวงไปถึงระดับหลอมกระดูกโดยเร็วที่สุด

เมื่อเทียบกับวิชาหอกขั้นพื้นฐานสำหรับทหารเเล้ว วิชาหอกงูทองอมตะมีท่าฝึกมากกว่าเท่าตัว

วิชานี้มีท่ารุกถึงสี่สิบเก้ากระบวนท่า แต่ละท่าล้วนซับซ้อนและอันตราย จึงฝึกฝนได้ยากลำบากมาก

นอกจากนี้ ระดับหลอมกระดูกได้แบ่งออกเป็นสี่ขั้น

ได้แก่ ฝึกเส้นเอ็น เสริมกระดูก ฝึกผิวหนัง​ และฝึกไขกระดูก

ขั้นฝึกเส้นเอ็นก็ตามชื่อเลย

มันคือการใช้พลังปราณและเลือดหล่อเลี้ยงเส้นเอ็น นอกจากนี้ยังสามารถเสริมความแข็งแกร่งของกระดูกได้ในระดับเบื้องต้นด้วย

สิ่งนี้ตรงคำกล่าวที่ว่าระดับบ่มเพาะเลือดเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของวิถียุทธ

มีเพียงพลังปราณและเลือดที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งเท่านั้น ถึงจะหล่อเลี้ยงร่างกายให้แข็งแกร่งได้

มิเช่นนั้น หากพลาดไปเพียงก้าวเดียวก็จะพลาดไปตลอดกาล และทำให้ช่องว่างระหว่างระดับนั้นกว้างขึ้นเรื่อยๆจนไม่อาจข้ามผ่านได้

พลังเลือดช้างมังกรถือเป็นรากฐานที่ดี

และตอนนี้ เมื่อฝึกวิชาหอกควบคู่ไปกับท่าฝึกที่ซับซ้อน ภายใต้การควบคุมของลมปราณ พลังเลือดช้างมังกรจะไหลเวียนไปทั่วร่างกายอย่างเป็นระบบ หล่อเลี้ยงเส้นเอ็นของเฉินซานซืออยู่ตลอดเวลา

เพียงไม่กี่วัน เฉินซานซือก็รู้สึกได้ว่าเส้นเอ็นของเขาแข็งแกร่งมากขึ้น ท่วงท่าที่เคยยากลำบากก็เริ่มทำได้ง่ายขึ้น และยังพัฒนาเป็นกระบวนท่าที่ร้ายกาจได้อย่างไร้ขีดจำกัด

เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า เฉินซานซือก็จะเริ่มกินโสมสีแดงสดๆ

มันคือ โสมเลือดที่เซียงถิงชุนเคยให้เขานั่นเอง

สิ่งนี้สามารถบรรเทาความเจ็บปวดจากการฝึกฝน ยกระดับคุณภาพของพลังปราณและเลือด…ทำให้เขาได้รับประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล

[วิชา: หอกงูทองอมตะ ส่วนเเรก (ยังไม่เริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: 15/100]

[ผลของวิชา: พลังเลือดช้างมังกร]

….

ระดับหลอมกระดูกก็เหมือนกับระดับบ่มเพาะเลือด แบ่งเป็นสี่ขั้นตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสูงสุด เเละความยากก็จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การเริ่มต้นนั้นง่ายที่สุด แต่การบรรลุขั้นสูงสุดคือความท้าทายที่แท้จริง

แน่นอนว่าการเริ่มต้นระดับหลอมกระดูกนั้นยากกว่าระดับบ่มเพาะเลือดมาก

นอกจากนี้ วิชาของเขาก็ยังไม่สมบูรณ์

วิชาหอกงูทองอมตะ แบ่งออกเป็นสองเล่ม สามารถฝึกฝนได้จนถึงระดับหลอมอวัยวะ

แต่วิชาระดับหลอมอวัยวะนั้นไม่มีในเมืองผอหยาง

หลังจากที่ขุนนางฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดของระดับหลอมกระดูกแล้ว พวกเขาจะต้องรายงานต่อเบื้องบนเพื่อขออนุมัติ และจะมีผู้เชี่ยวชาญมาสอนวิชาระดับหลอมอวัยวะให้โดยตรง

นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้เผยแพร่วิชาด้วยตนเอง มิฉะนั้นจะถือเป็นกบฏ

นี่เป็นวิธีที่ราชสำนักใช้ควบคุมชนบท…ไม่อนุญาตให้มีผู้ที่มีพลังฝึกฝนสูงกว่าผู้นำกองทัพในเขตท้องถิ่น

เฉินซานซือหยุดพักหลังจากฝึกฝนจนหมดแรง

จากนั้น เขาก็หยิบเงินแล้วมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็ก

จากการต่อสู้กับซ่งวู เขาพบว่าธนูสองศิลานั้นยากที่จะสังหารระดับหลอมกระดูกได้ในการโจมตีเดียว และนั่นเป็นเพียงแค่ขั้นฝึกเส้นเอ็น หากเป็นขั้นเสริมกระดูกหรือสูงกว่านั้น อานุภาพการทำลายล้างก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก

การหาธนูที่ทรงพลังกว่าจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

….

“ข้าทำเสร็จตั้งแต่สองวันก่อนแล้ว ข้ายังคิดว่าเจ้าลืมไปซะแล้ว กำลังจะไปหาเจ้าอยู่พอดี”

หลังจากพูดจบ ช่างอาวุธก็หยิบของออกมาอย่างรวดเร็ว

“ธนูนี้มีแรงดึงถึงสิบห้าศิลา สามารถยิงทะลุหินได้เลย”

เฉินซานซือรับธนูมาพิจารณาอย่างละเอียด

ธนูนี้ทำจากไม้ไผ่สีม่วงทองพันธุ์พิเศษอายุห้าสิบปี, ส่วนปลายทำจากไม้มัลเบอร์รี่ชั้นดี, ส่วนกลางทำจากกะโหลกเสือที่แข็งแกร่ง, ส่วนสายธนูทำจากเส้นเอ็นของกวางขาว สัตว์อสูรราคาแพงกว่าร้อยตำลึง

เมื่อถือในแนวตั้งจะมีความสูงเกือบเท่าคน แค่มองก็รู้สึกน่าเกรงขามอย่างมาก

“ข้ายังเตรียมลูกธนูไว้ให้เจ้าด้วย”

ช่างทำอาวุธหยิบกระบอกธนูออกมา ข้างในบรรจุลูกธนูใหม่เอี่ยมหลากหลายชนิด

ลูกธนูเจาะเกราะสามเหลี่ยมที่แหลมคม, ลูกธนูหัวตัดแบบแบนและกว้าง, ลูกธนูส่งสัญญาณโลหะ, ลูกธนูจุดไฟที่ตรงกลางกลวง, และอื่นๆ ...

“ลูกธนูจุดไฟ?”

เฉินซานซือสนใจเป็นพิเศษจึงหยิบออกมาดู

ลูกธนูจุดไฟ

ส่วนอื่นๆของมันก็เหมือนกับลูกธนูทั่วไป แต่ส่วนที่แตกต่างคือที่ปลายลูกธนูมีกรงเหล็กกลวง สามารถใส่ผ้าชุบน้ำมันสำหรับจุดไฟก่อนยิงออกไป

มันมักใช้ในการโจมตีค่ายศัตรูเพื่อเผาทำลายยุ้งฉางหรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ อานุภาพการทำลายล้างโดยตรงนั้นไม่ได้สูงนัก

เฉินซานซือหยิบธนูออกมา ยืนอยู่หน้าประตู ใส่ลูกธนูสามเหลี่ยมเเล้วเล็งไปที่ก้อนหินบนพื้นที่โล่งห่างออกไปร้อยก้าว แล้วค่อยๆดึงสายธนูที่หนักกว่าสองพันจิน

ฟ้าวววว!!!

ในขณะที่ปล่อยมือ แรงสะท้อนกลับของสายธนูสามารถฉีกเนื้อคนธรรมดาได้อย่างง่ายดาย

ลูกธนูสามเหลี่ยมพุ่งออกไปราวกับดาวตก พุ่งชนก้อนหินเข้าอย่างจัง

“ตูมมมม!”

ลูกธนูเจาะทะลุก้อนหินแข็งๆได้อย่างง่ายดาย

รอยร้าวแผ่กระจายออกจากจุดที่ลูกธนูเจาะเข้าไป จากนั้นก้อนหินสูงกว่าครึ่งเมตรก็แตกเป็นเสี่ยงๆทันที

[ทักษะ: การยิงธนู (ความสำเร็จเล็กน้อย)]

[ความคืบหน้า: (150/1000)]

………………………..

จบบทที่ บทที่ 59 : ธนูสิบห้าศิลา!

คัดลอกลิงก์แล้ว