- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 58 : เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 58 : เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 58 : เชือดไก่ให้ลิงดู
บทที่ 58 : เชือดไก่ให้ลิงดู
เงาดาบและแสงหอกวาบวับสลับไปมา
เสียงม้าร้องลั่น เสียงฝีเท้าเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว
ทุกครั้งที่อาวุธปะทะกัน เฉินซานซือต้องใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อรับมืออีกฝ่าย
สถานการณ์ตอนนี้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่ซ่งวูจะมั่นใจก่อนลงมือ
ความแตกต่างระหว่างระดับหลอมกระดูกและบ่มเพาะเลือดนั้นต่างกันมากจริงๆ
แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับเฉินซานซือแล้ว หากเขารับมือการโจมตีรอบแรกได้ ก็หมายความว่าเขาจะไม่แพ้ แถมยังมีโอกาสชนะสูงมากด้วย
เพราะว่าเขาสามารถอดทนเเละต่อสู้​ต่อไปได้เรื่อยๆ!
พลังเลือดช้างมังกรไม่เพียงแต่ทรงพลังเท่านั้น แต่มันยังใช้ประโยชน์ได้มากกว่าพลังปราณเเละเลือดทั่วๆไปมาก
หากใช้พลังปราณเเละเลือดในปริมาณเท่ากัน คนทั่วไปสามารถโจมตีได้หนึ่งครั้ง แต่เฉินซานซือสามารถโจมตีได้อย่างน้อยสามครั้ง ดังนั้น…ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ โอกาสชนะของเขาก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
เเละคนที่สัมผัสได้ถึงเรื่องนี้มากที่สุดก็คือซ่งวู
“มันเป็นตัวประหลาดแบบใหนเนี่ย!”
วิชาดาบสายฟ้าคำรามของเขา ถือว่าเป็นวิชาดาบชั้นยอดในเมืองผอหยางแห่งนี้
ยิ่งบวกกับความได้เปรียบด้านระดับพลัง แม้จะไม่สามารถเอาชนะได้อย่างรวดเร็ว แต่หลังจากปะทะกันไปหลายสิบกระบวนท่า เขากลับไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองจะชนะอีกฝ่ายได้เลย
วิชาหอกของชายหนุ่มนั้นเเปลกประหลาด​มาก แม้ภายนอกจะดูเหมือนตั้งรับอยู่ตลอดเวลา แต่ความจริงแล้ว หากเขาเผลอเพียงนิดเดียว ปลายหอกก็จะพุ่งเข้ามาหาเขาในทันที
ยิ่งอีกฝ่ายขี่ม้าศึกอยู่ ยิ่งได้เปรียบด้านตำแหน่ง บวกกับหอกยาวที่กวาดไปทั่วทุกทิศทาง ทำให้ซ่งวูไม่สามารถเข้าใกล้ตัวอีกฝ่ายได้เลย
เขาต้องคอยรับมือกับปลายหอกที่แหลมคมตลอดเวลา แม้กระทั่งม้าศึกของอีกฝ่ายเขาก็ยังทำอะไรไม่ได้
สุดท้าย…เขาก็เริ่มหงุดหงิด
"ยังไงก็แค่ระดับบ่มเพาะเลือด!"
"ข้าจะรอดู…ว่าแกจะทนได้นานแค่ไหน!" ซ่งวูคำรามลั่น
เขาเริ่มใช้พลังปราณเเละเลือดเกินขีดจำกัด ดาบในมือฟาดฟันไม่หยุด หวังจะบีบให้อีกฝ่ายใช้พลังปราณเเละเลือดครั้งละจำนวนมาก แล้วเอาชนะด้วยปริมาณ​พลังปราณเเละเลือดที่สูงกว่า
คนที่ยืนดูต่างก็รู้สึกกังวล
"หวังลี่" จูถงสบถเบาๆ
"ถ้าสถานการณ์ไม่ดี เดี๋ยวเราสองคนบุกเข้าไปพร้อมกันเลย!"
"ได้!" หวังลี่พยักหน้าเห็นด้วย
ส่วนจ้าวเฉียวและหวูต๋าก็แอบหยิบธนูออกมาจากในบ้าน เตรียมพร้อมที่จะยิงธนูเข้าช่วยเหลือทุกเมื่อ​
มีเพียงซูปินที่ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกคุ้นเคย
ใช่แล้ว ความรู้สึกนี้แหละที่เขาเคยเจอ
"พวกเราไม่ต้องลงมือหรอก เฉินซานซือชนะแน่!"
"แกดูออกได้ยังไง?"
"ไม่เชื่อก็รอดูสิ"
….
และแล้ว ยี่สิบกระบวนท่าก็ผ่านไป
พลังของซ่งวูเริ่มอ่อนลงตามเวลาที่พาดผ่าน
เเต่ในทางกลับกัน เฉินซานซือยังคงทรงพลัง​เหมือนเดิมไม่ต่าง​จากตอนเริ่มต้นเลยสักนิด​
เเละในที่สุด​ เมื่อซ่งวูเริ่มมีช่องโหว่… เขาก็ถูกเฉินซานซือโจมตีกลับทันที​
หอกยาวพุ่งเข้าใส่ราวกับพายุ…ทุกท่ารุนแรงถึงชีวิต ประดุจดังงูพิษที่จ้องจะปลิดชีพเขาทุกเมื่อ​
"เคร้ง!”
“เคร้ง!”
“เคร้ง!”
ซ่งวูฟันดาบสกัดหอกไม่หยุด แต่ไม่ว่าจะฟันไปกี่ครั้ง หอกก็จะพุ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย​ แถมยังเร็วขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ
จนในที่สุด หอกก็ปกคลุมไปทั่วทุกทิศทาง จนเขาตั้งรับไม่ไหว
สุดท้าย​เขาได้แต่ใช้ปฏิกิริยาตอบโต้ บิดหัวหลบอย่างบ้าคลั่ง ราวกับการแสดงกายกรรมผาดโผน
เหงื่อเย็นไหลออกมาจากตัวซ่งวู ตอนนี้​เขาตระหนักได้ถึงความจริงที่น่ากลัวเรียบร้อย​แล้ว​
ถ้ายังยื้อต่อไป มันจะไม่ใช่แค่เรื่องแพ้ชนะอีกต่อไป….แต่เขาอาจจะต้องตาย!
เเต่อีกฝ่ายฝึกวิชา​อะไรกับ…ความเเข็ง​เเก​ร่งในระดับบ่มเพาะเลือดขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอีกฝ่าย ถึงไม่ได้ด้อยกว่าพลังระดับ​หลอมกระดูก​ของเขาเลย แถมยังทนได้นานขนาดนี้
นี่มันเป็นไปได้ยังไง?!
ไม่ได้…สู้ต่อไปไม่ได้แล้ว!
เมื่อความโกรธในใจของซ่งวูจางหายไป…ความมีเหตุผลก็เริ่มกลับคืนมา
"เคร้ง!"
เขาใช้พลังทั้งหมดที่มี ฟันปัดปลายหอกออกไป แล้วกระโดดถอยหลังอย่างรวดเร็วเพื่อรักษาระยะห่าง
เฉินซานซือกระโดดลงจากหลังม้า พุ่งเข้าใส่ซ่งวูด้วยท่วงท่าดุจพยัคฆ์โผนทะยาน เข้าประชิดตัวในพริบตา แล้วแทงหอกยาวไปที่หัวใจของอีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง​
การโจมตีครั้งนี้รวดเร็วและรุนแรง ซ่งวูไม่ทันตั้งรับและไม่กล้าตั้งรับ จึงเบี่ยงตัวหลบ โชคดีที่หอกเฉียดผ่านไป แต่คมหอกก็ยังเฉือนผ่านหน้าอกของเขา จนเลือดไหลทะลักออกมา
เฉินซานซือยังไม่​หยุด ​พลังเลือดช้างมังกรพลุ่งพล่าน ใช้ด้ามหอกเป็นกระบอง หมุนตัวฟาดใส่หน้าอกของซ่งวูอย่างรุนแรง
"โครม!"
ซ่งวูลอยละลิ่วไปหลายเมตรก่อนจะกระแทกพื้นแล้วกลิ้งไปอีกหลายตลบ
ใบหน้าของเขาหลังจากนั้นเต็มไปด้วยเลือด เสื้อผ้าก็ขาดวิ่นจนดูไม่ได้
"หยุด...หยุดนะ!"
เขาใช้ดาบพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นยืน
"ข้า...ข้ายอมแพ้ เรื่องที่แกฆ่าศิษย์ข้า ข้าจะไม่เอาเรื่องแล้ว”
“เรื่องนี้...ขอให้จบแค่นี้!”
คำพูด​นี้ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
ระดับบ่มเพาะเลือด ชนะระดับหลอมกระดูกได้จริงๆ​หรือ​?!
"ลาก่อน!" ซ่งวูไม่สนใจภาพลักษณ์ของตัวเองอีกต่อไป
หลังจาก​พูดจบ เขาก็หันหลังวิ่งหนีไปทันที
"ท่านผู้อาวุโส​!" ศิษย์สำนักยุทธที่ยังถูกล้อมอยู่ตะโกนเรียก
แต่เห็นได้ชัดว่า ซ่งวูไม่ได้คิดจะสนใจพวกเขาเลย
"เอาล่ะ จบแค่นี้ก็ดีแล้ว! ศิษย์สำนักยุทธตายไปแค่ไม่กี่คน คงไม่เป็นไรมากหรอก" ซูปินและคนอื่นๆถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ไม่นานนัก พวกเขาก็ต้องใจหายวาบอีกครั้ง
เพราะดูเหมือนเฉินซานซือยังไม่คิดจะปล่อยซ่งวูไป
ทุกคน​เห็น​เฉินซานซือเก็บหอก แล้วหยิบธนูขนาดใหญ่ขึ้นมา
จากนั้น​เขาก็ก้มลงไปดึงลูกธนูออกจากศพหนึ่งศพ…ง้างธนูแล้วปล่อยลูกธนูออกไปโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
"ฟ้าววว—"
ซ่งวูที่วิ่งหนีไปไกลในระยะเกือบร้อยก้าวก็ได้หันกลับมามองเป็นระยะ
เเละเมื่อเขาเห็นเฉินซานซือง้างธนู เขาก็คิดจะใช้ดาบปัดป้อง แต่มันก็ช้าไปเสียเเล้ว
“ฉึกกกก!!!!”
ลูกธนูพุ่งทะลุผ่านเนื้อหนังเเละฝังเข้าไปในหน้าอกของเขา แม้จะไม่โดนหัวใจโดยตรง แต่แรงกระแทกก็ทำให้กระดูกอกของเขาแตกละเอียด
ซ่งวูเซทรุดลงกับพื้น เงยหน้ามองเฉินซานซือที่กำลังควบม้าไล่ตามมาด้วยสีหน้าบิดเบี้ยว
"แก...แกฆ่าศิษย์สำนักข้าไปมากมายแล้ว นี่เเกยังจะกล้าฆ่าข้าอีกหรือ?!"
"มีอะไรที่ข้าต้องกลัวล่ะ!"
เสียงตะโกนก้องของเฉินซานซือดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน
ทันใดนั้น​ ม้าขาวก็พุ่งเข้าหาซ่งวูอย่างรวดเร็ว
หอกยาวในมือเฉิน​ซาน​ซือพุ่งตรงไปข้างหน้า รวบรวมพลังปราณเเละเลือดทั้งหมด บวกกับแรงส่งจากม้าศึก
ในเวลาไม่นานก็มาถึงตัวซ่งวู แล้วแทงหอกลงไป
เคร้งงงง!!!
ซ่งวูไม่สามารถต้านทานได้ ดาบในมือถูกกระแทกจนหลุดมือ…เเละปลายหอกที่แหลมคมทะลุผ่านร่างของเขาอย่างไร้ความปราณี
“ฉึกกกก”
"อ๊ากกก—"
ซ่งวูร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด เขานอนราบกับพื้น พยายาม​ใช้พลังเฮือกสุดท้ายจับด้ามหอกเอาไว้ เพื่อไม่ให้ปลายหอกแทงลึกเข้าไปมากกว่า​นี้
แต่ถึงกระนั้น…ม้าขาวมันยังคงไม่หยุดวิ่ง
หอกที่ปักคาอยู่กับร่างของซ่งวู ถูกม้าลากไปกับพื้นอย่างน่าสยดสยอง​
เสื้อผ้าของซ่งวูขาดวิ่น เนื้อหนังด้านหลังฉีกขาด แรงที่ใช้จับด้ามหอกก็อ่อนลงเรื่อยๆ
ณ เวลานี้​ ปากของเขาเต็มไปด้วยเลือด แต่เขาก็ยังพยายามดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด
"ทุกปีข้าจะส่งส่วยให้ท่านนายอำเภอ​... แก...แกกล้าฆ่าข้า แกตายแน่..."
"ฉึก!"
เฉินซานซือไม่สนใจคำพูดเหล่านั้น เขาบิดหอก ปลายหอกที่อยู่ในร่างของซ่งวูหมุนควงเหมือนสว่านจนสามารถ​เจาะทะลุกระดูกและบดขยี้หัวใจของอีกฝ่ายได้สำเร็​จ
ในที่สุด…​มือของซ่งวูก็คลายออก เเเละสิ้นใจตายไปในที่สุด
พร้อมกันนั้น ทั้งหมู่บ้านเยียนเปียนก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด!
เฉินซานซือชูหอกขึ้นสูงเเล้วตะโกน​ก้อง
"พี่น้องทั้งหลายไม่ต้องห่วง ซ่งวูเป็นข้าเองที่สังหาร​มัน”
“ข้าจะไปรายงานท่านผู้พันเอง เรื่อง​นี้​ไม่เกี่ยวข้อง​กับพวกเจ้า!”
…………………
ณ โรงเตี๊ยมปาเป่า
ในห้องส่วนตัวมีอาหารเลิศรสและสุราชั้นดีวางเต็มโต๊ะ แต่กลับไม่มีใครแตะต้อง
เซี่ยงถิงชุนนั่งเป็นประธานอยู่บนที่นั่งหัวโต๊ะ ตรงหน้าเขาคือเจ้าสำนักทั้งสี่ของสำนักฝึกยุทธในเมืองผอหยาง
“ข้าพูดจบแล้ว”
เขาไล่มองทุกคนทีละคน จากนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“มีใครคัดค้านใหม?”
“เจ้าอย่าหวังเลย!”
เจ้าสำนักไท่เล่ย-ซ่งหนานซาน เป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
เคราและผมของเขาขาวโพลน ลมหายใจอ่อนแรง ดูราวกับเพิ่งหายจากอาการป่วยหนัก แต่คำพูดของเขากลับยังคงแข็งกร้าว
“ผู้พันเซียง เจ้าเอาเปรียบกันเกินไปเเล้ว ข้าว่าเราไม่จำเป็นต้องคุยกันต่อแล้ว!”
เขาพยุงไม้เท้าเตรียมจะลุกขึ้น
เเต่หลัวตงเฉวียนที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูชักดาบออกมาแล้วขวางเขาไว้
ซ่งหนานซานโกรธจัดเเล้วถามว่า “นี่หมายความว่ายังไง?!”
“ก็ชัดเจนอยู่แล้ว”
เซียงถิงชุนรินเหล้าดื่มอย่างใจเย็น
“วันนี้พวกเจ้าจะต้องยอมตกลง ไม่งั้นก็อย่าหวังว่าจะก้าวออกไปจากห้องนี้ได้
“เจ้าสำนักซ่ง เจ้าอายุมากที่สุด บารมีสูงสุด ข้าหวังว่าเจ้าจะเป็นผู้นำที่ดี”
“ข้าก็พูดชัดเจนแล้ว!” ซ่งหนานซานแค่นเสียงเย็นชา
“ถ้าไม่ได้เห็นของ ก็อย่าหวังว่าพวกเราจะยอมควักเงินแม้แต่เหรียญเดียว!”
“พูดได้ดี!” เจ้าสำนักเทียนหยวน ตบโต๊ะเสียงดังเเล้วกล่าวสนับสนุน
“เซียงถิงชุน ข้าสงสัยว่าเจ้าไม่ได้มีสมบัติเซียน…เจ้าเเค่หลอกลวงพวกเรามาตลอด!”
“เจ้าสำนักเหลียง เจ้าไม่จำเป็นต้องลองทดสอบข้าเช่นนี้” เซียงถิงชุนหรี่ตาลง
“ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ…เเล้วเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ข้าจะมอบของให้พวกเจ้าด้วยมือของข้าเอง!”
“แล้วถ้าพวกข้าจะขอดูของก่อนล่ะ?” ซ่งหนานซานไม่ยอมถอย
“งั้นข้าคงต้องไปค้นหาบางอย่างจากบ้านของพวกเจ้าแล้วล่ะ” เซียงถิงชุนพูดอย่างแผ่วเบา
“ยกตัวอย่างเช่น ชุดเกราะหน้าไม้ หรือจะเป็นอาวุธยาวจำนวนมาก”
“เหลวไหล!”
ความโกรธของซ่งหนานซานส่งผลกระทบต่อบาดแผล ทำให้เขาไออย่างรุนแรง
แต่เขาก็ยังฝืนเเล้วชี้นิ้วด่า
“เซียงถิงชุน เจ้าอย่าลืมว่าพวกเราเป็นพวกเดียวกัน ถ้าเรื่องรุกลามใหญ่โตไป ใครก็ไม่ได้ประโยชน์!”
“กล้าข่มขู่ข้างั้นหรือ?” เซียงถิงชุนมองด้วยแววตาเย็นชา
เมื่อเห็นเช่นนี้ ซ่งหนานซานก็รีบหันไปบอกคนอื่นๆ
“ไม่ต้องกลัวมัน มันแค่ขู่ไปอย่างนั้นแหละ เรื่องอาวุธกับชุดเกราะ ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากเบื้องบนให้ ส่วนเรื่องสมบัติเซียน…มันไม่กล้าป่าวประกาศออกไปหรอก!”
เซียงถิงชุนเอื้อมมือขวาไปจับด้ามดาบที่ซ่อนอยู่ใต้ร่างกายอย่างเงียบๆ แต่ก็ยังไม่ชักออกมา
อีกฝ่ายพูดถูก…เพียงแค่ชุดเกราะและอาวุธที่เขาส่งคนไปแอบซ่อนไว้ นั่นยังไม่เพียงพอหรอก
เเละถึงจะใช้กำลัง เขาก็คงไม่สามารถต่อสู้กับสำนักฝึกยุทธทั้งสี่พร้อมๆกันได้…ต้องเลือกเป้าหมายสักหนึ่งที่เพื่อสั่งสอนที่อื่นๆ
ในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด เสียงทะเลาะวิวาทก็ดังมาจากข้างนอก
“ท่านผู้พันสั่งไว้ ห้ามใครเข้าไปทั้งนั้น!”
“ช่วยไปแจ้งหน่อยเถอะ ข้ามีเรื่องด่วนจะรายงาน!”
“……”
หลัวตงเฉวียนออกไปดูสถานการณ์ สักพักก็กลับเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูผู้พันเซียง
“มีนายทหารยศนายกองคนหนึ่งมาหาขอรับ ชื่อฟางผิง เขาบอกว่า…”
หลังจากฟังรายงานจบ แววตาของเซียงถิงชุนก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้น (แอบยินดีในใจ)
ในที่สุด เขาก็เจอเป้าหมายที่เหมาะสมแล้ว
“ซ่งหนานซาน เจ้าช่างกล้า!”
“ศิษย์สำนักไท่เล่ยรุมทำร้ายทหารราชสำนักกลางถนน มีคนเห็นเหตุการณ์นับร้อย”
“แบบนี้ เจ้ายังกล้าบอกอีกหรือว่าเจ้าไม่ได้คิดก่อกบฏ?!”
“รับโทษซะ!”
ซ่งหนานซานยังไม่ทันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ดาบของเซียงถิงชุนก็ฟาดผ่านคอจนหัวเขาหลุดออกจากบ่า
“ส่งคำสั่งของข้า!”
เซียงถิงชุนตะโกนด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด
“สำนักฝึกยุทธไท่เล่ยก่อกบฏ ล้อมปราบเดี๋ยวนี้ อย่าไว้ชีวิตแม้แต่คนเดียว!”
“เซียงถิงชุน แกบ้าไปแล้วหรือ!” เจ้าสำนักอีกสามคนตกใจสุดขีด
“ใช่ ข้ามันบ้า!” เซียงถิงชุนตาแดงก่ำ
“ก่อนรุ่งสางวันพรุ่งนี้ ข้าต้องการเห็นคลังทรัพยากรเต็มอัตรา มิฉะนั้นพวกเจ้าก็มาตายพร้อมกับไอ้บ้านี่ซะ!”
………………………..