- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 54 : ลุงจ้าวถูกทำร้าย!
บทที่ 54 : ลุงจ้าวถูกทำร้าย!
บทที่​ 54 : ลุงจ้าวถูกทำร้าย!
บทที่​ 54 : ลุงจ้าวถูกทำร้าย!
"ร้อยเอกหวัง"
"ก่อนหน้านี้ท่านเคยบอกว่า คุณภาพของปราณและเลือดที่เเต่ละคน​ฝึกฝนได้มานั้นจะมีระดับ​แตกต่างกัน”
“ตอนนี้…ข้าอยากรู้ว่าปราณและเลือดของข้านั้นอยู่ในระดับไหน?” เฉินซานซือถามข้อสงสัยที่ค้างคาใจมานาน
"คนที่ฝึกวิธีการ​หายใจระดับ​ต่ำ ปราณและเลือดในร่างกายจะก่อตัวเป็นรูปตัวอักษร​-​ใหญ่"
"ยิ่งใหญ่เท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น"
"ส่วนคนที่ฝึกวิธีการหายใจเเบบเ​ฮ่า​หรานสำเร็จ ปราณและเลือดจะมีพลังมากกว่าคนที่ฝึกวิธีการ​หายใจธรรมดาอย่างน้อยสองเท่า"
"ส่วนจะมากกว่านั้นอีกแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์"
"นอกจากนี้​ ถ้าสามารถทำให้ปราณและเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกายได้ ก็จะถือว่าดีที่สุด"
"ที่เจ้าถามแบบนี้ เเสดงว่าเจ้า..." หวังจื๋อพึมพำ ​จากนั้น​ก็เอามือแตะตัวเฉินซานซือ
"ลองปล่อยปราณและเลือดออกมาให้ข้าดูหน่อยสิ!"
เฉินซานซือทำตา​มทันที​
"นี่มันปราณและเลือดชั้นยอดเยี่ยม!" หวังจื๋ออุทาน
"เหมือนกับของข้าตอนนั้นเลย ปราณและเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย แต่เวลาที่เจ้าใช้ในการฝึกนั้นสั้นกว่าข้าตั้งหลายเท่า”
“เเบบนี้​ข้ารับรองได้เลย ยังไงขุนนางคัดเลือก​ก็ต้องรับเจ้าเข้ากองกำลังหลวงทั้งแปดแน่!”
"ชั้นยอดเยี่ยม?"
"ยังมีระดับที่สูงกว่านี้อีกไหมครับ?" เฉินซานซือลองถาม
"มีสิ แต่มันหาได้ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร!" หวังจื๋ออธิบายอย่างใจเย็น
"คนพวกนั้นมีร่างกายที่เหมาะกับการฝึกวิทยายุทธมาตั้งแต่กำเนิด ถึงฝึกวิชาเดียวกันในเวลาพร้อม​กัน…แต่ความเร็วในการฝึกและผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าคนอื่นหลายเท่า"
"อย่างเช่น ร่างกายพยัคฆ์ หรือร่างกายงูทอง คนพวกนี้เกิดมาเพื่อเป็นยอดฝีมืออยู่แล้ว"
"แต่อย่าเพิ่งท้อแท้ไป กระดูกของเจ้าแข็งแกร่งมาก เจ้าก็คงสามารถก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดได้เหมือนกัน"
เฉินซานซือพยักหน้าพลางครุ่นคิด
'ร่างกายพิเศษ' มีอยู่จริง แต่ต้องมีมาตั้งแต่กำเนิด
ส่วนเลือดช้างมังกรของเขา เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายหลัง ไม่ใช่ 'ร่างกายพิเศษ'
เรียกว่าเป็นปราณและเลือดที่เกิดปรากฏการณ์พิเศษ จะเหมาะสมกว่า
ดูเหมือนว่ามันจะเหมือนกับวิชาธนู…เเผงค่า​สถานะ​จะค่อยๆปรับเปลี่ยนร่างกายของเขา ให้เหมาะสมกับวิทยายุทธที่เขาฝึกมากขึ้นเรื่อยๆ
"เอาล่ะ…มาเลือกวิทยายุทธกันเลยดีกว่า​!" หวังจื๋อเตรียมพร้อมไว้แล้ว
เขาหยิบหนังสือสามเล่มออกมาจากอกเสื้อ
"หลังจากฝึกถึงระดับปราณและเลือดขั้นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ต้องเริ่มฝึกวิชาระดับหลอมกระดูก วิชาทั้งสามเล่มนี้ล้วนเป็นวิชาต่อยอดจากวิชาหอกพื้นฐานสำหรับ​ทหาร แต่มีจุดเน้นที่แตกต่างกัน"
เฉินซานซือมองไปที่ชื่อวิชาทั้งสามเล่ม ได้แก่ หอกงูพิษบิน, หอกพญางูสวรรค์, และหอกงูทองอมตะ
"วิชาพวกนี้มีแค่ข้าเท่านั้นที่มี คนอื่นในค่ายได้เรียนแค่หอกขั้นสูงเท่านั้น​" หวังจื๋อโอ้อวดเล็กน้อย​ก่อนจะอธิบายต่อ
"วิชาทั้งสามเล่มนี้ เน้นไปที่ความเร็ว พลัง และความอึดตามลำดับ"
"ข้าแนะนำให้เจ้าเลือกวิชาหอกพญางูสวรรค์ก่อน วิชานี้จะทำให้ท่าหอกของเจ้าแข็งแกร่งดุจพญางู ทะลวงข้าศึกได้ทุกคน…ตอนหนุ่มๆท่านผู้บัญชาการ​ซุนก็ฝึกวิชานี้แหละ"
"รองลงมาก็คือวิชาหอกงูพิษบิน วิชานี้รวดเร็วปานสายลม ภายในระยะยี่สิบก้าว สามารถสังหารศัตรูได้ในพริบตา…สำหรับ​วิทยายุทธใต้หล้า ยังไงความเร็วก็เป็นเลิศ"
"ส่วนวิชาหอกงูทองอมตะ ในกองกำลังหลวงทั้งแปดเรียกวิชานี้ว่าหอกธรรมดาๆ…เพราะไม่ว่าจะความเร็วหรือความแข็งแกร่ง ก็สู้สองวิชาก่อนหน้าไม่ได้”
“ข้อดีอย่างเดียวของมันคือ การใช้ปราณและเลือดยามต่อสู้นั้นน้อยกว่าวิชาอื่น…แต่ก็แค่ 'น้อยกว่า' เท่านั้น ผลลัพธ์ที่แท้จริงก็ขึ้นอยู่กับตัวของเเต่ละบุคคลอีก”
ยังไม่ทันที่หวังจื๋อจะพูดจบ เฉินซานซือก็หยิบ ‘วิชาหอกงูทองอมตะ’ ขึ้นมาทันที​
"ข้าเลือกเล่มนี้"
"เจ้าแน่ใจเหรอ?" หวังจื๋อถามอย่างจริงจัง
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ…คิดให้ดีๆนะ"
"ข้าแน่ใจ" เฉินซานซือไตร่ตรองมาอย่างดีแล้ว
เรื่องการโจมตีระยะไกล เขามีวิชาธนู
ส่วนเรื่องความเร็วและความแข็งแกร่ง ก่อนหน้านี้เขามีทักษะ​เสริมอยู่แล้ว
เเถมตอนนี้มันถูกแทนที่ด้วย "เลือดช้างมังกร" ซึ่งมีประสิทธิภาพดียิ่งกว่าเดิม เขาจึงไม่รู้สึกว่าขาดตกบกพร่องในด้านนี้
ในความคิดของเขา วิธีเอาตัวรอดในสนามรบที่ดีที่สุด…คือความอึด
เขายังจำได้ดี ถึงตอนที่ประลองกับซูปินครั้งแรก
เขาสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ที่ระดับสูงกว่าได้ ก็เพราะความอึดนี่แหละ
รวมถึงตอนที่ไปวัดจินจง, สาวกลัทธิเทพวิญญาณหลายคนล้วนมีความแข็งแกร่งอย่างมาก
แต่สุดท้ายแล้ว พวกมันก็ใช้พลังไปจนหมด แล้วถูกพลหอกรุมแทงจนตาย
"เจ้าหนูนี่ สงสัยคงจะสัมผัสได้ถึงข้อดีของวิธีการหายใจเเบบเ​ฮ่า​หราน ถึงได้ยึดติดกับความอึดแบบนี้" หวังจื๋อพึมพำ​พลางหยิบไหเหล้าออกมา
"แต่ละคนก็มีเส้นทางของตัวเอง ข้าจะไม่พูดมาก งั้นมาดื่มฉลองการเลื่อนขั้นของเจ้ากันหน่อยไหม?"
"ไม่ดีกว่าครับ ข้ายังมีธุระต้องไปทำ" เฉินซานซือเคยสัญญากับลุงจ้าวไว้ว่าจะให้ยืมข้าวสาร เขาจึงไม่อยากผิดสัญญา
….
"ยินดีด้วยนะครับ นายกองเฉิน!"
พอออกมาข้างนอก มันก็มีคนมากมายเข้ามาแสดงความยินดีอย่างรวดเร็ว​
แต่คนที่ดีใจที่สุด ก็คือลูกน้องของเขา
เมื่อหัวหน้ากองทะลวงขั้น พวกเขาก็พลอยได้รับรางวัลไปด้วย
ยาบำรุงเลือดสองชุด ถ้าซื้อข้างนอกต้องเสียเงินตั้งหกสิบตำลึง…คิดดูแล้วกันว่ามันยอดเยี่ยม​มากแค่ไหน
"ติดตามนายกองเฉินนี่ดีจริงๆ เงินที่เสียไปกับการฝึกวิทยายุทธ…ตอนนี้ได้คืนมาหมดแล้ว" จูถงยิ้มแก้มปริ
ส่วนซูเหวินไฉที่ได้เงินสองตำลึง ก็ดีใจไม่แพ้กัน
เขาเดินตามเฉินซานซือออกมา
"นายกอง ท่านจะออกไปข้างนอกหรือครับ? ข้าก็จะกลับบ้านพอดี ไปด้วยกันไหมครับ?"
"บ้านเจ้าก็พังไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ จะกลับไปทำอะไร?" เฉินซานซือเอ่ยถาม
"ไปตั้งหลุมศพให้แม่ขอรับ" ซูเหวินไฉกะพริบตาถี่ๆ
"ตอนนี้หลุมศพแม่ข้ายังเป็นแค่ป้ายไม้อยู่เลย พอดีได้เงินรางวัลมา ก็เลยจะไปจ้างช่างมาทำหลุมศพให้แม่"
"งั้นไปด้วยกันเถอะ" เฉินซานซือติดอาวุธประจำกายคือธนูและหอกไว้ที่หลังตามปกติ
เขาเอาข้าวสารสองกระสอบวางบนหลังม้าขาว ส่วนตัวเองกับซูเหวินไฉก็เดินไปเรื่อยๆ
ตอนนี้ถึงไม่ต้องจูงม้าขาว มันก็เดินตามทั้งสองไปอย่างว่าง่าย
"ท่านนายกองเก่งจริงๆนะขอรับ" ซูเหวินไฉตบหลังม้า
"ม้าพยศขนาดนี้ ท่านยังฝึกมันได้ ต่อไปท่านต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆ!"
"..."
เฉินซานซือไม่รู้จะตอบยังไงกับคำพูดที่ฟังดูเหมือนการประจบประแจง​เเบบนี้​
ซูเหวินไฉกระแอมแก้เขิน แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย
"ท่านนายกอง ให้ข้าน้อยช่วยเขียนประกาศรับสมัครคนมาเป็นลูกน้องท่านไหมขอรับ?"
"รับสมัครคน?"
"หมายถึงตำแหน่งที่ว่างอยู่ในกองกำลังของข้าหรือ?"
"ใช่แล้ว!" ซูเหวินไฉพูดอย่างจริงจัง
"บอกตามตรง ข้าน้อยพอมีความรู้เรื่องการดูโหงวเฮ้งอยู่บ้าง ระยะหลังที่ได้อยู่ใกล้ชิดท่าน ข้าน้อยยิ่งรู้สึกว่าท่านไม่ธรรมดา ต่อไปต้องเป็นใหญ่เป็นโตแน่ๆ..."
"พอๆๆ!" เฉินซานซือขนลุกไปหมด จนต้องรีบขัดขึ้นมา
"เรื่องรับสมัครคน เอาไว้ค่อยว่ากัน…ข้าไม่รีบหรอก"
"ท่านนายกองพูดผิดแล้ว เรื่องนี้ต้องรีบสิขอรับ!" ซูเหวินไฉพึมพำ​เเล้วเล่าอย่างออกรส
"ในอดีต ตอนที่จักรพรรดิราชวงศ์ก่อนถูกส่งตัวไปเป็นทหาร ระหว่างทางพระองค์ได้ร่วมมือกับเพื่อนร่วมทางฆ่าขุนนางก่อกบฏ…เเละคนในกลุ่มนั้นส่วนใหญ่ได้กลายเป็นขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา"
"หรือแม้แต่จักรพรรดิราชวงศ์ปัจจุบัน ตอนที่ยังเป็นทาส ตอนนั้นพระองค์ได้รู้จักกับพี่น้องร่วมสาบาน ซึ่งต่อมากลายเป็นกำลังสำคัญในการสถาปนาราชวงศ์"
"จะเห็นได้ว่า ถ้าอยากจะทำการใหญ่ เราต้องสร้างทีมให้เร็วที่สุด!"
"ทำการใหญ่?" ยิ่งฟังเฉินซานซือก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ
"นี่เจ้าคิดจะทำอะไร?"
"เอ่อ ท่านนายกองอย่าพึ่งเข้าใจผิด" ซูเหวินไฉรีบอธิบาย
"อีกไม่นานก็จะถึงฤดูใบไม้ผลิที่เราต้องออกรบเเล้ว ถ้ามีลูกน้องมากขึ้น โอกาสชนะก็มากขึ้นด้วยจริงไหมขอรับ?"
"งั้นเจ้าก็ไปเขียนเถอะ"
ระหว่างทาง เฉินซานซือเห็นชาวบ้านหลายคนยังใส่เสื้อผ้าขาดๆวิ่นๆ ถ้าได้เข้ากองทัพ อย่างน้อยก็มีข้าวกิน มีเสื้อผ้าใส่
แต่แน่นอนว่า ต้องแลกมาด้วยการเสี่ยงชีวิตในสนามรบ
สุดท้ายแล้วจะรับสมัครคนได้หรือไม่ มันก็ล้วนแล้วแต่โชคชะตา
"ได้เลย!" ซูเหวินไฉตื่นเต้นมาก
"ท่านนายกองรอชมได้เลย!"
"....."
สถานการณ์​นี้ ทำให้เฉินซานซือเริ่มสงสัยว่า ปกติหมอนี่ไม่ฝึกวิชาอะไรบ้างเลยหรือไง
จากนั้น…ทั้งสองก็คุยกันไปเรื่อยๆ จนถึงทางเข้าหมู่บ้าน
…..
"เฉินซานซือ! แกยังมีหน้ามาที่นี่อีกเหรอ ชาวบ้านเดือดร้อนเพราะแกหมดแล้ว!"
ทันใดนั้น​ เสียงแหลมที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นมา
เฉินซานซือไม่ได้โกรธ เขาเเค่สงสัย​เล็กน้อย​เเล้วรีบถามทันที​
"ลุงไล มีอะไรเกิดขึ้นอีกขอรับ ข้าไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านตอนไหน?"
"แกทำร้ายลุงจ้าว!"
"ลุงจ้าว?" เฉินซานซือขมวดคิ้ว
"เกิดอะไรขึ้นกับลุงจ้าว ข้าบอกเขาแล้วว่าช่วงนี้​อย่าไปขึ้นเขา"
"ใครบอกว่าเกิดเรื่องบนเขา?" ลุงไลเบะปาก
"ก่อนหน้านี้​ มีศิษย์สำนักยุทธกลุ่มหนึ่งมาปิดล้อมบ้านลุงจ้าว คงเป็นเพราะแกไปสร้างเรื่องไว้แน่ๆ!"
"สำนักยุทธไท่เล่ยหรือ? ใครมาบ้างหรอลุง?" เฉินซานซือถาม
"ก็คนที่หลอกจางชุนไปขุดคลองนั่นแหละ กับอีกคนนึงที่มีหูข้างเดียว…เห็นพวกนั้นเรียกมันว่าศิษย์พี่ใหญ่!"
ลุงไลเห็นเฉินซานซือทำท่ากำลังจะขึ้นม้า…เขาก็รีบเตือนด้วยความหวังดี
"แกจะไปจริงๆเหรอ พวกมันตั้งเยอะแยะ…แกไม่กลัวตายหรือไง?"
เฉินซานซือไม่ตอบ เขาขี่ม้าขาวพุ่งเข้าไปในหมู่บ้านทันที
เเต่ใครจะตายกันแน่…ตอนนี้คงยังไม่มีใครรู้
ม้าขาวหายวับไปในพริบตา ทิ้งไว้แต่ฝุ่นตลบอบอวล
ซูเหวินไฉที่ยืนอยู่ข้างหลังสำลักฝุ่นจนไอค่อกแค่ก เขาเอามือปิดปากแล้วถามออกมา
"ลุง…พวกนั้นมากันกี่คน?"
"สามสิบกว่าคน!"
"เเถมถือดาบกันทุกคน น่ากลัวชะมัด!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ซูเหวินไฉก็ไม่ได้ตามเข้าไปในหมู่บ้าน แต่เขากลับวิ่งไปทางค่ายทหารทันที
………………………..