- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 52 : ความลับของเหล่าสำนักยุทธ
บทที่ 52 : ความลับของเหล่าสำนักยุทธ
บทที่​ 52 : ความลับของเหล่าสำนัก​ยุทธ
บทที่​ 52 : ความลับของเหล่าสำนัก​ยุทธ
กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เพราะเมื่อตั้งใจฝึกฝน เวลาก็ยิ่งผ่านไปเร็วขึ้นกว่าเดิม
พริบตาเดียวก็ผ่านไปยี่สิบวันแล้ว
ณ เวลานี้​อากาศทางเหนือกำลังเริ่มเย็นลง
โชคดีที่หลังจากได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น เหล่าทหารในกองกำลังผอหยางก็มีเงินใช้มากขึ้น จึงไม่ต้องทนหนาวอีกต่อไป
….
กลางลานฝึก
เฉินซานซือกำลังฝึกซ้อมกับนายกองฝาง
การฝึกซ้อมกับคนที่ระดับสูงกว่า จะได้ผลดีกว่า
นายกองฝางที่ตอนแรกมั่นใจเต็มที่ เเต่หลังจากผ่านไปห้ากระบวนท่า สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป
นี่มันระดับปราณและเลือดขั้นความสำเร็จเล็กน้อยจริงๆเหรอ?
ทั้งพละกำลัง ความเร็ว ความอึด ไม่เห็นจะด้อยกว่าเขาตรงไหนเลย?
หรือต้องบอกว่า แข็งแกร่งกว่าเขาที่อยู่ระดับปราณและเลือดขั้นความสำเร็จ​อัน​ยิ่งใหญ่​เสียอีก!
ฝืนต่อสู้มาจนถึงกระบวนท่าที่สิบ มือขวาที่ถือดาบของนายกองฝางก็เริ่มมีเลือดไหลซิบๆ แขนก็ชาไปหมด จนแทบจะลืมไปแล้วว่ากระบวนท่าต่อไปต้องทำอย่างไร
นอกจากนี้​ รอบๆลานฝึกยังเต็มไปด้วยทหารที่ยืนดู เเละส่วนใหญ่เป็นลูกน้องของเขาทั้งนั้น
พอเห็นท่าไม่ดี นายกองฝางก็รีบพูดออกมาว่า
"พอแล้วๆ! เสมอกันๆ!"
"ขอบคุณมากขอรับ นายกองฝาง"เฉินซานซือเก็บหอก เเล้วรีบกล่าวขอบคุณ​
นายกองฝางรีบซ่อนมือขวาที่สั่นเทาไว้ข้างหลังพลางพูดเปลี่ยน​เรื่อง "เจ้าใกล้จะถึงระดับปราณและเลือดขั้นความสำเร็จ​อัน​ยิ่งใหญ่​แล้วสินะ?"
"อีกไม่กี่วันก็คงถึงแล้วขอรับ" เฉินซานซือก็ไม่ได้ปฏิเสธ
…..
[วิทยายุทธ: หอกพื้นฐานของทหาร (ระดับ​ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]
[ความคืบหน้า: 1855/2000]
[ผลของวิชา: หอกอันรวดเร็ว, ความอดทนอันน่าทึ่ง, พลังปราณและเลือดอันแข็งแกร่ง, เลือดอันแปลกประหลาดปรากฏ]
….
ยาระดับสูง​มีสรรพคุณดีมากจริงๆ
เฉินซานซือมีเงิน ก็เลยเลิกดื่มยาบำรุงเลือดธรรมดา เปลี่ยนไปดื่มยาบำรุงชั้นดีราคาสิบห้าตำลึงแทน…
ความเร็วในการฝึกฝนก็เลยเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
"ดีมาก"
จากนั้นนายกองฝางก็ถอนหายใจ
"พอเจ้าถึงระดับปราณและเลือดขั้นความ​สำเร็จ​อันยิ่งใหญ่…​ก็คงจะได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองเหมือนข้าแล้ว"
"ช่วงนี้ต้องขอบคุณนายกองฝางที่คอยดูแลข้านะขอรับ" ถึงแม้ระดับพลังจะยังไม่เพิ่มขึ้น เเต่การได้เลื่อนขั้นเป็นนายกองก็เป็นเรื่องที่แน่นอนสำหรับ​เฉิน​ซาน​ซือ
แต่ก็คงเป็นนายกองหัวเดียวกระเทียม​ลีบกระมัง
ในกองกำลัง​รักษา​การณ์​มีคนอยู่แค่นี้…จะไปหาคนมาเพิ่มอีกห้าสิบคนจากไหน?
มากสุดก็คงได้เงินเดือนเท่าระดับนายกอง แต่ไม่มีลูกน้องให้สั่งการ
….
เมื่อช่วงเช้าฝึกซ้อมเสร็จ…ช่วงบ่ายเขาก็ออกตรวจเมือง
เเละหลังจากรายงานเรื่องคนหายไป เซียงถิงชุนก็สั่งให้คนออกตรวจเมืองทุกวัน
แถมยังอารมณ์เสียมากด้วย
นายกองคนใหนขึ้นไปรายงาน ก็จะโดนด่าทุกราย
ขุนนางคัดเลือกก็ใกล้จะมาถึงแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องสมบัติเซียน แค่เรื่องคนตายทุกวันแต่จับคนร้ายไม่ได้ ก็เพียงพอที่จะทำให้เซียงถิงชุนโดนข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่แล้ว
ปัญหาคือ
มันจับไม่ได้จริงๆ
คนตายเยอะขนาดนี้ ไม่น่าจะเป็นฝีมือคนแค่คนเดียวหรือสองคน
แต่เมืองผอหยางเล็กนิดเดียว คงไม่มีที่ซ่อนตัวเหมือนวัดจินจงอีกหรอก
เว้นแต่ว่า คนที่ลงมือไม่ใช่สาวกลัทธิเทพวิญญาณ!
ถ้าเป็นแบบนั้น ก็ไม่แปลกที่จะหาเบาะแสไม่เจอ
เฉินซานซือนึกถึงหุบเขายาที่เขาเจอบนภูเขาทางเหนือ
การปิดกั้นเส้นทางตั้งแต่ไกลขนาดนั้น มันถือว่าผิดปกติมาก
แต่คิดยังไงก็ยังคิดไม่ออกว่า สำนักยุทธจะฆ่าคนไปเพื่ออะไร?
สงสัย…เขาต้องขึ้นไปดูสักหน่อยแล้ว!
ถือโอกาสล่าสัตว์ไปด้วยในตัวเลย
ที่บ้านยังมีเงินเหลือเกือบสองร้อยตำลึง…ก็พอเเล้วล่ะ แต่ถ้าล่าหมีได้อีกสักตัวก็คงดีมาก
...
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินซานซือก็ออกเดินทางเเต่เช้า
"ช่วงนี้ก็ยังมีคนหายอยู่ แต่ว่า..." ลุงจ้าวกับคนอื่นๆเดินตามมาเเล้วเล่าให้เขาฟัง
"เป็นคนต่างจังหวัดทั้งหมดเลย"
"ต่างจังหวัด?" เฉินซานซือหมกมุ่นอยู่กับการฝึกวิชา ไม่ได้ออกตรวจเมืองมากนัก
เขารู้แค่ว่ามีคนตาย เเต่ไม่รู้รายละเอียดพวกนี้
"ใช่" หวูต๋ากล่าว
"ตอนแรกทั้งในเมืองและนอกเมืองก็มีคนหาย พอผ่านไปสักพัก ก็เหลือแค่คนต่างจังหวัด หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือคนจน"
เฉินซานซือยิ่งรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ถ้าสาวกลัทธิเทพวิญญาณฆ่าคน พวกมันคงไม่ได้สนใจว่ารวยหรือจน
เรื่องแบบนี้ คนในต้องเป็นคนทำแน่ๆ
หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว เขาก็มุ่งหน้าไปยังหุบเขายาทันที
เเต่ยังไม่ทันจะถึงหุบเขา​ยา…เขาก็เห็นคนสามคนยืนอยู่ที่ทางเข้าหุบเขา
เหลียงจ่าน ซ่งวู และชายหนุ่มอีกคนอายุราวสามสิบปี
ชายคนนั้นมีลวดลายก้อนเมฆปักอยู่ที่อกเสื้อ
บวกกับท่าทางที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับเดียวกับอีกสองคน คาดว่าน่าจะเป็นหนึ่งในคนสำคัญ​ของสำนักยุทธหยุนเหอ
ทำไมช่วงนี้เหล่าคุณชายคุณหนูถึงชอบเข้าป่ากันจัง?
คนเดียวก็ว่าไปอย่าง เเต่นี่มารวมตัวกันตั้งสามคน
ปกติ​ไม่มีอะไรทำกันรึไง?
ยิ่งไปกว่านั้น รอบๆหุบเขายายังมีศิษย์สำนักยุทธคอยคุ้มกัน ไม่ยอมให้แม้แต่นกสักตัวบินผ่านเข้าไป
….มันชัดเจนเเล้วว่าต้องมีลับลมคมในอะไรบางอย่าง
ลองนึกย้อนกลับไปดู เจ้าสำนักของสำนักยุทธหยุนเหอที่ไร้ความสามารถมาทั้งชีวิต จู่ๆก็ฝีมือพุ่งพรวดในช่วงเวลาคับขัน
แล้วก็เริ่มมีคนหายไปในเมือง
ส่วนซ่งวู…
ก่อนหน้านี้มีข่าวลือว่าพ่อของมันป่วยหนัก ต้องใช้กวางขาวมารักษา
แต่ตอนนี้ล่ะ?
ผ่านมานานขนาดนี้ ก็ยังไม่ได้ยินข่าวว่าสำนักยุทธไท่เล่ยจัดงานศพเลย
เเถมเมื่อดูท่าทางของซ่งวูก็ไม่เหมือนคนร้อนใจอะไร
มิน่าล่ะ คราวที่แล้วมันถึงได้ยอมให้เขาเอากวางขาวไป คงจะมีวิธีอื่นในการรักษาแล้ว
เมื่อนำเรื่องราวทั้งหมดมาประกอบกัน…เรื่องคนหายต้องเกี่ยวข้องกับพวกมันแน่ๆ!
แต่ตอนนี้เขายังไม่มีหลักฐาน
เฉินซานซือไม่คิดจะเข้าไปหาเรื่องพวกมันตอนนี้
เพราะแค่ทางเข้าก็มีระดับหลอมกระดูกตั้งสามคนแล้ว
ในหุบเขายา ต้องมีคนระดับสูงกว่าซ่อนอยู่อีกแน่ๆ
วิชาซ่อนตัวของเขาไม่ใช่วิชาล่องหน…ถ้าโดนจับได้ พวกมันอาจจะกล้าเล่นงาน​เขาก็ได้
กลับไปฝึกให้ถึงระดับปราณและเลือดขั้นความสำเร็จ​อัน​ยิ่งใหญ่​ก่อน นอกจากนี้​ธนูหนักสิบศิลาก็ใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว
เขาต้องมั่นใจว่า ต่อให้เจอระดับหลอมกระดูกก็ยังหนีรอดได้…เเล้วค่อยกลับมาสืบเรื่องนี้ต่อ
หลังจากตัดสินใจได้แล้ว เฉินซานซือก็จากมาอย่างเงียบๆ
...
อีก​ด้าน​หนึ่ง​
"ขออย่าให้มีคนตายอีกเลย" เหลียงจ่านหันไปพูดกับคนข้างๆ
"ไม่เป็นไรหรอก"
"พวกที่เราจับมา ก็แค่พวกชาวบ้านยากจน ไม่มีใครมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้พวกมันหรอก" ซ่งวูพูดอย่างมั่นใจ
"เซียงถิงชุนเริ่มตรวจสอบแล้ว พี่วูไม่รู้รึไง?" เหลียงจ่านถอนหายใจ
"เราหยุดเรื่องนี้กันก่อนเถอะ บาดแผลของท่านพ่อก็หายดีแล้ว แถมเรายังขาดสมบัติเซียน…ฆ่าคนไปมากกว่านี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร"
"พี่ชาย" ซ่งวูหันไปถามเจ้าสำนักหนุ่มของสำนักยุทธหยุนเหอ
"พี่ยังมีอะไรปิดบังพวกเราอยู่อีกรึเปล่า?"
"ไม่มีแน่นอน" พันเฉวียนรีบตอบ
"ข้าได้กลับมาตำแหน่ง​เดิมในสำนักได้ก็เพราะพวกท่าน เเล้วข้าจะกล้าปิดบังอะไรได้อีก?”
“สมบัติเซียนต้องอยู่ที่เซียงถิงชุน ข้ารับรอง!”
"เซียงถิงชุนไอ้สารเลว!" ซ่งวูสบถ
"เราส่งเงิน เสบียง และยาให้มันตั้งเดือนนึงเเล้ว…เเต่มันยังไม่ยอมให้เราดูสมบัติเซียนเลย!"
"ใช่…ปล่อย​ให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ไหวแน่" เหลียงจ่านพูดอย่างกังวล
"ทำมาตั้งนาน เรายังไม่รู้เลยว่าสมบัติเซียนคืออะไร เเถมเซียงถิงชุนแค่เปิดกล่องให้เราดูก็ยังไม่ยอม?”
“เป็น​ถึงผู้พันระดับหลอมอวัยวะแล้ว…ยังจะมาข่มเหงคนอื่นอีก”
"เรายังไม่รู้ว่าสมบัติเซียนคืออะไรด้วยซ้ำ​ เเละต่อให้มีสมบัติเซียนในมือก็ไม่รู้ว่าจะใช้มันยังไง…ปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ"
"ข้าว่า…เราหยุดส่งเงินเสบียงและยาให้มันก่อน อย่าประนีประนอมมากเกินไป"
"ข้าเห็นด้วย"
...
อีก​ด้าน​
หลังจากออกจากหุบเขายา
เฉินซานซือก็สามารถ​ล่าหมีดำได้ตัวหนึ่ง
สำหรับเขาในตอนนี้ การจัดการหมีนั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก
เขามาเจอกับลุงจ้าวและคนอื่นๆที่ลำธาร…ไม่นึกเลยว่าวันนี้พวกเขาจะล่าหมาป่าได้หลายตัว
"ช่วงนี้พวกลุงมือขึ้นนี่" เฉินซานซือแสดงความยินดีก่อนจะพูดต่อ
"แต่ข้าอยากจะเตือนพวกลุงหน่อย ช่วงนี้อย่าเพิ่งขึ้นเขามาเลย…มันอันตราย"
ในเมื่อรู้แล้วว่าเป็นสำนักยุทธที่ไล่ฆ่าผู้คน เฉิน​ซาน​ซือ​เลยต้องเตือนพวกเขา
"ทำไมล่ะพี่เฉิน?" หวูต๋าถามอย่างสงสัย
"กว่าเราจะหาที่แบบนี้ได้ก็นานมากเลย…ถ้ามาอีก พรุ่งนี้ต้องล่าหมาป่าได้อีกแน่ๆ"
"ฮึ่ม…เฉินซานซือจะพูดโดย​ไม่มี​เหตุ​
ผลทำไม?" ลุงจ้าวที่อายุมากที่สุดรู้ว่าต้องมีเหตุผลบางอย่าง
"ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป พวกเราจะไม่ขึ้นเขาแล้ว"
"แต่ว่า...บ้านข้าจะไม่มีกินแล้วนะ" จวงอี้พูดอย่างลำบากใจ
"เรื่องข้าวปลาอาหาร เดี๋ยวข้าจัดการให้" ตอนนี้เฉินซานซือไม่ขาดแคลนเงินทองเลย
"ไม่ได้สิ!" ลุงจ้าวปฏิเสธ
"เฉินซานซือ เจ้ายอมพาพวกเรามา ล่าสัตว์ด้วยกัน พวกเราก็ดีใจมากแล้ว…เเล้วจะให้พวกเรารับของจากเจ้าได้ยังไง"
"ถือว่าข้าให้พวกลุงยืมละกัน…พอถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ค่อยเอามาคืนข้า"
พอเฉินซานซือพูดแบบนี้ พวกเขาถึงยอมรับ
หลังจากขายหมีดำแล้ว
เฉินซานซือก็รีบกลับค่ายทหาร ตั้งใจจะฝึกฝนระดับปราณและเลือดให้ทะลุขั้นความ​สำเร็จ​อันยิ่งใหญ่ในคราวเดียว
………………….