เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​

บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​

บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​


บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​

หลังจาก​กลับมาถึงลำธารเล็กๆอีกครั้ง เฉินซานซือก็เห็นลุงจ้าวกับคนอื่นๆกำลังแบกซากแพะภูเขามา คาดว่าวันนี้คงล่าสัตว์ได้เยอะพอสมควร

"พี่เฉินก็ล่าแพะภูเขาได้ตัวนึงเหมือนกันเหรอ" จวงอี้โบกมือทักทายมาแต่ไกล

"เเกตาบอดหรอ…นั่นมันกวางขาว แถมยังเป็นสัตว์อสูรด้วย!" ลุงจ้าวรีบแก้ให้

"โอ้โห!" หวูต๋าร้องออกมาอย่างตื่นเต้น

"แบบนี้ต้องได้เงินเยอะแน่ๆ!"

"ส่วนเรา…มีแพะตัวเดียวก็ดีถมเถแล้วล่ะ" ลุงจ้าวยิ้มอย่างพอใจ

จากนั้น ทุกคนก็พากันลงจากเขา

….

เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม เฉินซานซือก็ถูกเชิญไปที่ห้องวีไอพี เพื่อจัดการเรื่องกวางขาว

เลือดกวางเก็บได้ไม่นาน เขาจึงเก็บไว้แค่ห้าจิน

ส่วนของที่ดีที่สุด เขาก็เก็บไว้ทั้งหมด…หัวใจกวางที่มีแค่ดวงเดียวก็เก็บไว้เช่นกัน

สัตว์แต่ละชนิด อวัยวะที่มีค่าก็แตกต่างกันออกไป

สำหรับกวางขาว ถุงน้ำดีและเครื่องในกลับไม่มีราคาเท่าไหร่ จึงถูกขายออกไปทั้งหมด

เอ็นกวางเก็บไว้, ส่วนเนื้อกวาง

เนื้อของสัตว์อสูรถ้าเก็บไว้นานเกินไป สรรพคุณทางยาจะลดลง…เฉินซานซือจึงเก็บไว้แค่ร้อยจิน

สุดท้าย เขาก็ได้เงินมาทั้งหมดสองร้อยแปดสิบตำลึง

รวมกับหลิงจือที่เหลียงจ่านส่งมาให้อีกหกสิบตำลึง

เงินจำนวนนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไป เอาไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองหลวงก็คงจะพอใช้ไปตลอดชีวิต

แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว นี่เป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้ได้เเค่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

เงินสามร้อยกว่าตำลึง ต้องใช้ถุงใหญ่ถึงจะใส่ได้หมด

เฉินซานซือแบกถุงเงินที่หนักอึ้ง ขี่ม้าขาวมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กในค่ายทหาร

"เอ็นนี่มัน!?"

นายช่างตีเหล็กมองเอ็นสีขาวในมือ พลางดึงเบาๆ

"เจ้านี่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ สามารถหาเอ็นกวางขาวมาได้ด้วย…ของดีแบบนี้ ข้ารับรองว่าจะทำธนูหนักสิบศิลาให้เจ้าให้ได้”

“แต่อีกสามสิบวันค่อยกลับมารับนะ”

หลังจากสั่งทำธนูเสร็จ เฉินซานซือก็ไปถามเรื่องสาวกลัทธิเทพวิญญาณกับหวังจื๋อ

"เรื่องนั้นน่ะเหรอ" หวังจื๋อพูดพลางเคี้ยวถั่วลิสงแกล้มเหล้า

"ท่านผู้พันโกรธมาก ตบโต๊ะดังสนั่น สั่งให้หลัวตงเฉวียนพาลูกน้องไปสืบต่อ ให้ได้เรื่องก่อนที่นายอำเภอคนใหม่กับขุนนางคัดเลือกจะมาถึง"

"ขุนนางคัดเลือก?" เฉินซานซือถามอย่างสงสัย

"แต่ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจะมาตอนฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่หรือขอรับ?"

"ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปีนี้ถึงมาก่อนกำหนด" หวังจื๋อกล่าวพลางหรี่ตาลง

"ข้าว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับพวกเราหรอก คงเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตมากกว่า"

"ปราบปรามทุจริต?"

"คล้ายๆกับขุนนางตรวจการ มาตรวจราชการหรือเปล่าขอรับ?"

"ใช่" หวังจื๋อพยักหน้า

"ทุกปี ขุนนางคัดเลือกจะเดินทางเป็นพันๆลี้เพื่อไปยังเมืองต่างๆ ไม่ได้มาแค่รับคนเข้ากองทัพหรอกนะ ที่สำคัญกว่าคือการตรวจสอบวินัยทหาร…แล้วก็กำจัดพวกหนักแผ่นดิน”

"อย่างปีที่แล้ว ผู้พันของกองกำลังใกล้เคียงรับสินบน แอบเปลี่ยนตัวคนที่จะถูกคัดเลือก พอเรื่องแดงขึ้นมาก็โดนส่งตัวไปเป็นทหารเเนวหน้าที่เหลียงโจว”

"เเถมถ้าเป็นร้อยเอกหรือตำแหน่งต่ำกว่านั้น…ถ้าตรวจสอบพบก็จะโดนประหารชีวิตในทันที”

"ไม่งั้น เจ้าคิดว่าทำไมผู้คนถึงกลัวสำนักผู้ตรวจการทหาร และทำไมคนของสำนักยุทธถึงไม่กล้าทำอะไรเจ้า?"

"หืมม….เจ้าจ้องข้าเเบบนี้ทำไม?"

"ก็เป็นห่วงท่านน่ะสิ" เฉินซานซือตอบเรียบๆ

"เป็นห่วงข้า?" หวังจื๋อครุ่นคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น, จากนั้นก็เหมือนจะเข้าใจขึ้นมาทันที

"นี่เจ้า…นับข้าเป็นพวกหนักแผ่นดินเหมือนกันหรือ?”

"ข้าดูเลวร้ายในสายตาเจ้าขนาดนั้นเลยเหรอ?" เขาเริ่มโวยวาย เเล้วพยายามแก้ตัว

"ข้าหาเงินโดยการรีดไถ​ก็จริง แต่ข้าก็มีเหตุผลนะเว้ย!

"เวลาขุนนางคัดเลือกมาถึง เจ้าก็อย่าไปพูดมั่วซั่วล่ะ!"

"แล้วเขาจะมาถึงเมื่อไหร่ขอรับ?" เฉินซานซือถามอีกครั้ง

"ไม่รู้แน่ชัด แต่ต้องก่อนช่วงหิมะตกอย่างแน่นอน" หวังจื๋อตอบ

ถ้าอย่างนั้น ขุนนางคัดเลือกก็ต้องมาร่วมรบในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าด้วยสิ?

เฉินซานซือถามถึงท่าทีของสำนักผู้ตรวจการทหารต่อเรื่องนี้

"เท่าที่ข้ารู้ สำนักผู้ตรวจการทหารไม่เห็นด้วยนะ" หวังจื๋อผู้รอบรู้ในทุกเรื่องกล่าว

"แต่เรื่องนี้เป็นคำสั่งจากกระทรวงทหาร ส่วนเบื้องบนของกระทรวงทหารเป็นใคร คงไม่ต้องบอกนะ?”

“ข้าว่าการที่ขุนนางคัดเลือกมาก่อนกำหนด อาจจะเพราะต้องการมาขัดขวางเรื่องนี้ก็ได้”

เบื้องบนของกระทรวงทหาร ก็คงจะเป็นฮ่องเต้กับองค์รัชทายาท รวมถึงขุนนางใหญ่ๆไม่กี่คน

“เดี๋ยว​นะ”

“เซียงถิงชุนไอ้สารเลว!” หวังจื๋อเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเเล้วตวาดเสียง​ดัง

"มันอยากฉวยโอกาสนี้เข้าไปเป็นพวกขององค์รัชทายาท ถึงได้เอาพวกเราไปเป็นเหยื่อ!"

องค์รัชทายาท?

เซียงถิงชุนเลียแข้งเลียขาพวกองค์รัชทายาทงั้นเหรอ?

ตั้งแต่ปีที่สามสิบของรัชศักราช​หลงชิ่ง ฮ่องเต้ก็เริ่มหันไปสนใจเรื่องการบำเพ็ญเพียร เเล้วให้องค์รัชทายาทขึ้นมาว่าราชการแทน

จนถึงตอนนี้ ปีที่เจ็ดสิบสองของรัชศักราช​หลงชิ่ง…องค์รัชทายาทว่าราชการแทนมาสี่สิบปีแล้ว

ตอนนี้ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ว่าอะไร กระทรวงทหารก็อนุมัติ องค์รัชทายาทจึงเริ่มคัดเลือกขุนศึกที่ชายแดนเพื่อสร้างฐานอำนาจของตัวเอง ชัดเจนว่าต้องการจะเล่นงานสำนักผู้ตรวจการทหาร

"ไม่ต้องห่วง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้น​ครั้งแรกหรอก"

หวังจื๋อเห็นความกังวลในแววตาของเฉินซานซือจึงรีบเล่าต่อทันที

"ปีที่ห้าสิบเจ็ดของรัชศักราช​หลงชิ่ง ฝ่าบาทเคยเชื่อคำยุยงของคนอื่น

จนจับผู้บัญชาการซุน​เข้าคุก”

“จากนั้น​ผลเป็นยังไงล่ะ?

"หน้าร้อนปีเดียวกันนั้นเอง มีข้าศึกบุกมาจากทางใต้ พอไม่มีผู้บัญชาการซุนสูงสุด​คุมกองทัพ ภายในเดือนเดียวก็เสียเมืองไปเจ็ดเมือง!

"แม้แต่กองทัพ​หลวงทั้งแปดของเราก็พ่ายแพ้ยับเยิน กองกำลังเสวียนอู่ถูกกวาดล้างจนเกือบหมด!

"สุดท้ายก็ต้องให้ผู้บัญชาการกลับมาคุมกองทัพ ถึงได้พลิกสถานการณ์กลับมาได้ภายในครึ่งปี”

"เเละเมื่อสามปีก่อน ตอนชนเผ่าป่าเถื่อน​รุกราน…ก็ได้ผู้บัญชาการซุนนี่แหละที่คุมเชิงอยู่ พวกมันถึงไม่กล้าบุกเข้ามาอีก”

"เพราะฉะนั้น ปล่อยให้พวกมันวุ่นวายเรื่องการเมือง​ไปเถอะ ใครจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ แต่ผู้บัญชาการซุนเปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด"

เฉินซานซือไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่…แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ผู้บัญชาการซุนคนนี้ก็ยอดเยี่ยม​มากจริงๆ

แต่ยิ่งยอดเยี่ยม​มากเท่าไหร่ ฮ่องเต้ก็ยิ่งหวาดระแวง​ในตัวเขามากขึ้นเท่านั้น

"แล้วก็มีอีกอย่างที่สำคัญมาก" หวังจื๋อสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง

"ข้าเห็นเจ้าชอบฝึกวิชาหอก…แล้วเจ้ารู้ไหม ว่าใครในแผ่นดินนี้ที่ใช้หอกเก่งที่สุด?"

"ผู้บัญชาการซุน?" เฉินซานซือไม่ต้องเดาก็รู้อยู่​เเล้ว

"ถูกต้อง" หวังจื๋อพูดด้วยน้ำเสียงนับถือสุดหัวใจ​

"ถ้าอยากฝึกหอกให้ถึงขั้นสูงสุด อาจารย์ที่ดีที่สุดก็คือผู้บัญชาการซุน…ดังนั้น​ เจ้าอย่าเปลี่ยนใจเรื่องไปเข้ากองกำลังหลวงทั้งแปดเพราะคนชั่วไม่กี่คนเด็ดขาด"

"ข้าไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจอยู่แล้วขอรับ"

แม้จะรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่เฉินซานซือก็ตั้งใจจะเข้ากองกำลังหลวงทั้งแปดอยู่ดี

ไม่งั้นจะไปไหน?

ไปอยู่กับเซียงถิงชุนเหรอ?

เหอะ…ไม่มีทาง!

"ว่าแต่ ร้อยเอกหวังเคยอยู่กองกำลังหลวงทั้งแปดมาก่อนใช่ไหม?" เฉินซานซือเริ่มสนิทกับหวังจื๋อมากขึ้น ้ขาก็เลยเริ่มชวนคุย

"ท่านเคยอยู่กองกำลังไหน ตำแหน่งอะไรหรือ?"

"ข้าเคยอยู่..." หวังจื๋อพูดได้ครึ่งทางก็หยุด เเล้วยิ้มแห้งๆ

"ข้าลืมไปแล้วล่ะ! ผ่านมานานขนาดนี้ ใครจะไปจำได้"

เห็นได้ชัดว่าหวังจื๋อไม่อยากพูด…เฉินซานซือจึงไม่ได้ถามต่อ

เขาฝากหวังจื๋อให้ช่วยสอดส่องเรื่องคนหายอีกครั้ง…จากนั้นก็ขอตัวกลับ

…..

เมื่อกลับมาถึงบ้าน

เฉินซาน​ซือ​ได้กินหัวใจกวางที่ต้มไว้

ความรู้สึกที่แตกต่างจากหัวใจหมีและหัวใจเสืออย่างสิ้นเชิงได้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง

หลังจากที่เลือดเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ทุกครั้งที่เฉินซานซือฝึกหอก เขาจะรู้สึกเจ็บปวดเป็นทวีคูณ

มันราวกับว่าในร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเลือดที่กำลังไหลเวียน แต่มันเป็นเปลวไฟที่แผดเผาอยู่ตลอดเวลา

แต่พอกินหัวใจกวางเข้าไปเเล้ว ความเย็นสดชื่นก็ได้แผ่ซ่านจากท้องไปทั่วร่างกาย…ค่อยๆช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

ทำให้เฉินซานซือยิ่งฝึกยิ่งมีพลัง สามารถ​ฝึกต่อได้โดยไม่ต้องพักเลย

เเละความเชี่ยวชาญหลังจาก​นั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…ไม่แปลกใจเลยที่หัวใจกวางดวงเดียวจะมีราคาตั้งสองร้อยตำลึง

สรรพคุณของมันดีกว่าหัวใจสัตว์ร้ายทั่วไปหลายเท่า แถมไม่ใช่แค่ช่วยในการฝึกฝน แต่ยังช่วยบำรุงร่างกายได้อีกด้วย

"ฝึกต่อ!" เฉินซานซือฝึกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนลืมไปว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาแล้ว

...

ภายในห้อง

กู้ซินหลันเปลี่ยนชุดนอนลายเสือ…แล้วมานั่งรออยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ

ตามปกติ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มกินหัวใจสัตว์ร้าย ก็จะต้องมีกิจกรรมยามค่ำคืนอีกยาวนาน​จนนางเริ่มชินแล้ว

แต่วันนี้ทำไมถึงผิดปกติไป?

จนกระทั่งดึกดื่น กู้ซินหลันก็เริ่มง่วงจนทนไม่ไหว เเล้วเผลอหลับไปในที่สุด

(อดชุดเสือเลยเฉินซานซือ (-_-)​)​

…………………..

จบบทที่ บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​

คัดลอกลิงก์แล้ว