- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่างผู้บัญชาการซุนเเละราชวงศ์
บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่างผู้บัญชาการซุนเเละราชวงศ์
บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​
บทที่ 51 : เรื่องราวระหว่าง​ผู้บัญชา​การซุนเเละราชวงศ์​
หลังจาก​กลับมาถึงลำธารเล็กๆอีกครั้ง เฉินซานซือก็เห็นลุงจ้าวกับคนอื่นๆกำลังแบกซากแพะภูเขามา คาดว่าวันนี้คงล่าสัตว์ได้เยอะพอสมควร
"พี่เฉินก็ล่าแพะภูเขาได้ตัวนึงเหมือนกันเหรอ" จวงอี้โบกมือทักทายมาแต่ไกล
"เเกตาบอดหรอ…นั่นมันกวางขาว แถมยังเป็นสัตว์อสูรด้วย!" ลุงจ้าวรีบแก้ให้
"โอ้โห!" หวูต๋าร้องออกมาอย่างตื่นเต้น
"แบบนี้ต้องได้เงินเยอะแน่ๆ!"
"ส่วนเรา…มีแพะตัวเดียวก็ดีถมเถแล้วล่ะ" ลุงจ้าวยิ้มอย่างพอใจ
จากนั้น ทุกคนก็พากันลงจากเขา
….
เมื่อมาถึงโรงเตี๊ยม เฉินซานซือก็ถูกเชิญไปที่ห้องวีไอพี เพื่อจัดการเรื่องกวางขาว
เลือดกวางเก็บได้ไม่นาน เขาจึงเก็บไว้แค่ห้าจิน
ส่วนของที่ดีที่สุด เขาก็เก็บไว้ทั้งหมด…หัวใจกวางที่มีแค่ดวงเดียวก็เก็บไว้เช่นกัน
สัตว์แต่ละชนิด อวัยวะที่มีค่าก็แตกต่างกันออกไป
สำหรับกวางขาว ถุงน้ำดีและเครื่องในกลับไม่มีราคาเท่าไหร่ จึงถูกขายออกไปทั้งหมด
เอ็นกวางเก็บไว้, ส่วนเนื้อกวาง
เนื้อของสัตว์อสูรถ้าเก็บไว้นานเกินไป สรรพคุณทางยาจะลดลง…เฉินซานซือจึงเก็บไว้แค่ร้อยจิน
สุดท้าย เขาก็ได้เงินมาทั้งหมดสองร้อยแปดสิบตำลึง
รวมกับหลิงจือที่เหลียงจ่านส่งมาให้อีกหกสิบตำลึง
เงินจำนวนนี้ ถ้าเป็นคนทั่วไป เอาไปใช้ชีวิตสุขสบายในเมืองหลวงก็คงจะพอใช้ไปตลอดชีวิต
แต่สำหรับผู้ฝึกยุทธแล้ว นี่เป็นเพียงทรัพยากรที่ใช้ได้เเค่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น
…
เงินสามร้อยกว่าตำลึง ต้องใช้ถุงใหญ่ถึงจะใส่ได้หมด
เฉินซานซือแบกถุงเงินที่หนักอึ้ง ขี่ม้าขาวมุ่งหน้าไปยังโรงตีเหล็กในค่ายทหาร
"เอ็นนี่มัน!?"
นายช่างตีเหล็กมองเอ็นสีขาวในมือ พลางดึงเบาๆ
"เจ้านี่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ สามารถหาเอ็นกวางขาวมาได้ด้วย…ของดีแบบนี้ ข้ารับรองว่าจะทำธนูหนักสิบศิลาให้เจ้าให้ได้”
“แต่อีกสามสิบวันค่อยกลับมารับนะ”
หลังจากสั่งทำธนูเสร็จ เฉินซานซือก็ไปถามเรื่องสาวกลัทธิเทพวิญญาณกับหวังจื๋อ
"เรื่องนั้นน่ะเหรอ" หวังจื๋อพูดพลางเคี้ยวถั่วลิสงแกล้มเหล้า
"ท่านผู้พันโกรธมาก ตบโต๊ะดังสนั่น สั่งให้หลัวตงเฉวียนพาลูกน้องไปสืบต่อ ให้ได้เรื่องก่อนที่นายอำเภอคนใหม่กับขุนนางคัดเลือกจะมาถึง"
"ขุนนางคัดเลือก?" เฉินซานซือถามอย่างสงสัย
"แต่ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าจะมาตอนฤดูใบไม้ผลิไม่ใช่หรือขอรับ?"
"ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมปีนี้ถึงมาก่อนกำหนด" หวังจื๋อกล่าวพลางหรี่ตาลง
"ข้าว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับพวกเราหรอก คงเกี่ยวกับการปราบปรามทุจริตมากกว่า"
"ปราบปรามทุจริต?"
"คล้ายๆกับขุนนางตรวจการ มาตรวจราชการหรือเปล่าขอรับ?"
"ใช่" หวังจื๋อพยักหน้า
"ทุกปี ขุนนางคัดเลือกจะเดินทางเป็นพันๆลี้เพื่อไปยังเมืองต่างๆ ไม่ได้มาแค่รับคนเข้ากองทัพหรอกนะ ที่สำคัญกว่าคือการตรวจสอบวินัยทหาร…แล้วก็กำจัดพวกหนักแผ่นดิน”
"อย่างปีที่แล้ว ผู้พันของกองกำลังใกล้เคียงรับสินบน แอบเปลี่ยนตัวคนที่จะถูกคัดเลือก พอเรื่องแดงขึ้นมาก็โดนส่งตัวไปเป็นทหารเเนวหน้าที่เหลียงโจว”
"เเถมถ้าเป็นร้อยเอกหรือตำแหน่งต่ำกว่านั้น…ถ้าตรวจสอบพบก็จะโดนประหารชีวิตในทันที”
"ไม่งั้น เจ้าคิดว่าทำไมผู้คนถึงกลัวสำนักผู้ตรวจการทหาร และทำไมคนของสำนักยุทธถึงไม่กล้าทำอะไรเจ้า?"
"หืมม….เจ้าจ้องข้าเเบบนี้ทำไม?"
"ก็เป็นห่วงท่านน่ะสิ" เฉินซานซือตอบเรียบๆ
"เป็นห่วงข้า?" หวังจื๋อครุ่นคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดนั้น, จากนั้นก็เหมือนจะเข้าใจขึ้นมาทันที
"นี่เจ้า…นับข้าเป็นพวกหนักแผ่นดินเหมือนกันหรือ?”
"ข้าดูเลวร้ายในสายตาเจ้าขนาดนั้นเลยเหรอ?" เขาเริ่มโวยวาย เเล้วพยายามแก้ตัว
"ข้าหาเงินโดยการรีดไถ​ก็จริง แต่ข้าก็มีเหตุผลนะเว้ย!
"เวลาขุนนางคัดเลือกมาถึง เจ้าก็อย่าไปพูดมั่วซั่วล่ะ!"
"แล้วเขาจะมาถึงเมื่อไหร่ขอรับ?" เฉินซานซือถามอีกครั้ง
"ไม่รู้แน่ชัด แต่ต้องก่อนช่วงหิมะตกอย่างแน่นอน" หวังจื๋อตอบ
ถ้าอย่างนั้น ขุนนางคัดเลือกก็ต้องมาร่วมรบในฤดูใบไม้ผลิปีหน้าด้วยสิ?
เฉินซานซือถามถึงท่าทีของสำนักผู้ตรวจการทหารต่อเรื่องนี้
"เท่าที่ข้ารู้ สำนักผู้ตรวจการทหารไม่เห็นด้วยนะ" หวังจื๋อผู้รอบรู้ในทุกเรื่องกล่าว
"แต่เรื่องนี้เป็นคำสั่งจากกระทรวงทหาร ส่วนเบื้องบนของกระทรวงทหารเป็นใคร คงไม่ต้องบอกนะ?”
“ข้าว่าการที่ขุนนางคัดเลือกมาก่อนกำหนด อาจจะเพราะต้องการมาขัดขวางเรื่องนี้ก็ได้”
เบื้องบนของกระทรวงทหาร ก็คงจะเป็นฮ่องเต้กับองค์รัชทายาท รวมถึงขุนนางใหญ่ๆไม่กี่คน
“เดี๋ยว​นะ”
“เซียงถิงชุนไอ้สารเลว!” หวังจื๋อเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเเล้วตวาดเสียง​ดัง
"มันอยากฉวยโอกาสนี้เข้าไปเป็นพวกขององค์รัชทายาท ถึงได้เอาพวกเราไปเป็นเหยื่อ!"
องค์รัชทายาท?
เซียงถิงชุนเลียแข้งเลียขาพวกองค์รัชทายาทงั้นเหรอ?
ตั้งแต่ปีที่สามสิบของรัชศักราช​หลงชิ่ง ฮ่องเต้ก็เริ่มหันไปสนใจเรื่องการบำเพ็ญเพียร เเล้วให้องค์รัชทายาทขึ้นมาว่าราชการแทน
จนถึงตอนนี้ ปีที่เจ็ดสิบสองของรัชศักราช​หลงชิ่ง…องค์รัชทายาทว่าราชการแทนมาสี่สิบปีแล้ว
ตอนนี้ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ว่าอะไร กระทรวงทหารก็อนุมัติ องค์รัชทายาทจึงเริ่มคัดเลือกขุนศึกที่ชายแดนเพื่อสร้างฐานอำนาจของตัวเอง ชัดเจนว่าต้องการจะเล่นงานสำนักผู้ตรวจการทหาร
"ไม่ต้องห่วง เรื่องแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้น​ครั้งแรกหรอก"
หวังจื๋อเห็นความกังวลในแววตาของเฉินซานซือจึงรีบเล่าต่อทันที
"ปีที่ห้าสิบเจ็ดของรัชศักราช​หลงชิ่ง ฝ่าบาทเคยเชื่อคำยุยงของคนอื่น
จนจับผู้บัญชาการซุน​เข้าคุก”
“จากนั้น​ผลเป็นยังไงล่ะ?
"หน้าร้อนปีเดียวกันนั้นเอง มีข้าศึกบุกมาจากทางใต้ พอไม่มีผู้บัญชาการซุนสูงสุด​คุมกองทัพ ภายในเดือนเดียวก็เสียเมืองไปเจ็ดเมือง!
"แม้แต่กองทัพ​หลวงทั้งแปดของเราก็พ่ายแพ้ยับเยิน กองกำลังเสวียนอู่ถูกกวาดล้างจนเกือบหมด!
"สุดท้ายก็ต้องให้ผู้บัญชาการกลับมาคุมกองทัพ ถึงได้พลิกสถานการณ์กลับมาได้ภายในครึ่งปี”
"เเละเมื่อสามปีก่อน ตอนชนเผ่าป่าเถื่อน​รุกราน…ก็ได้ผู้บัญชาการซุนนี่แหละที่คุมเชิงอยู่ พวกมันถึงไม่กล้าบุกเข้ามาอีก”
"เพราะฉะนั้น ปล่อยให้พวกมันวุ่นวายเรื่องการเมือง​ไปเถอะ ใครจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนได้ แต่ผู้บัญชาการซุนเปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด"
เฉินซานซือไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้เท่าไหร่…แต่ถ้าเป็นเรื่องจริง ผู้บัญชาการซุนคนนี้ก็ยอดเยี่ยม​มากจริงๆ
แต่ยิ่งยอดเยี่ยม​มากเท่าไหร่ ฮ่องเต้ก็ยิ่งหวาดระแวง​ในตัวเขามากขึ้นเท่านั้น
"แล้วก็มีอีกอย่างที่สำคัญมาก" หวังจื๋อสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้าเห็นเจ้าชอบฝึกวิชาหอก…แล้วเจ้ารู้ไหม ว่าใครในแผ่นดินนี้ที่ใช้หอกเก่งที่สุด?"
"ผู้บัญชาการซุน?" เฉินซานซือไม่ต้องเดาก็รู้อยู่​เเล้ว
"ถูกต้อง" หวังจื๋อพูดด้วยน้ำเสียงนับถือสุดหัวใจ​
"ถ้าอยากฝึกหอกให้ถึงขั้นสูงสุด อาจารย์ที่ดีที่สุดก็คือผู้บัญชาการซุน…ดังนั้น​ เจ้าอย่าเปลี่ยนใจเรื่องไปเข้ากองกำลังหลวงทั้งแปดเพราะคนชั่วไม่กี่คนเด็ดขาด"
"ข้าไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจอยู่แล้วขอรับ"
แม้จะรู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างซับซ้อน แต่เฉินซานซือก็ตั้งใจจะเข้ากองกำลังหลวงทั้งแปดอยู่ดี
ไม่งั้นจะไปไหน?
ไปอยู่กับเซียงถิงชุนเหรอ?
เหอะ…ไม่มีทาง!
"ว่าแต่ ร้อยเอกหวังเคยอยู่กองกำลังหลวงทั้งแปดมาก่อนใช่ไหม?" เฉินซานซือเริ่มสนิทกับหวังจื๋อมากขึ้น ้ขาก็เลยเริ่มชวนคุย
"ท่านเคยอยู่กองกำลังไหน ตำแหน่งอะไรหรือ?"
"ข้าเคยอยู่..." หวังจื๋อพูดได้ครึ่งทางก็หยุด เเล้วยิ้มแห้งๆ
"ข้าลืมไปแล้วล่ะ! ผ่านมานานขนาดนี้ ใครจะไปจำได้"
เห็นได้ชัดว่าหวังจื๋อไม่อยากพูด…เฉินซานซือจึงไม่ได้ถามต่อ
เขาฝากหวังจื๋อให้ช่วยสอดส่องเรื่องคนหายอีกครั้ง…จากนั้นก็ขอตัวกลับ
…..
เมื่อกลับมาถึงบ้าน
เฉินซาน​ซือ​ได้กินหัวใจกวางที่ต้มไว้
ความรู้สึกที่แตกต่างจากหัวใจหมีและหัวใจเสืออย่างสิ้นเชิงได้แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
หลังจากที่เลือดเกิดปรากฏการณ์ประหลาด ทุกครั้งที่เฉินซานซือฝึกหอก เขาจะรู้สึกเจ็บปวดเป็นทวีคูณ
มันราวกับว่าในร่างกายของเขาไม่ได้เป็นเลือดที่กำลังไหลเวียน แต่มันเป็นเปลวไฟที่แผดเผาอยู่ตลอดเวลา
แต่พอกินหัวใจกวางเข้าไปเเล้ว ความเย็นสดชื่นก็ได้แผ่ซ่านจากท้องไปทั่วร่างกาย…ค่อยๆช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ
ทำให้เฉินซานซือยิ่งฝึกยิ่งมีพลัง สามารถ​ฝึกต่อได้โดยไม่ต้องพักเลย
เเละความเชี่ยวชาญหลังจาก​นั้นก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว…ไม่แปลกใจเลยที่หัวใจกวางดวงเดียวจะมีราคาตั้งสองร้อยตำลึง
สรรพคุณของมันดีกว่าหัวใจสัตว์ร้ายทั่วไปหลายเท่า แถมไม่ใช่แค่ช่วยในการฝึกฝน แต่ยังช่วยบำรุงร่างกายได้อีกด้วย
"ฝึกต่อ!" เฉินซานซือฝึกอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนลืมไปว่าตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาแล้ว
...
ภายในห้อง
กู้ซินหลันเปลี่ยนชุดนอนลายเสือ…แล้วมานั่งรออยู่บนเตียงอย่างเงียบๆ
ตามปกติ ทุกครั้งที่ชายหนุ่มกินหัวใจสัตว์ร้าย ก็จะต้องมีกิจกรรมยามค่ำคืนอีกยาวนาน​จนนางเริ่มชินแล้ว
แต่วันนี้ทำไมถึงผิดปกติไป?
จนกระทั่งดึกดื่น กู้ซินหลันก็เริ่มง่วงจนทนไม่ไหว เเล้วเผลอหลับไปในที่สุด
(อดชุดเสือเลยเฉินซานซือ (-_-)​)​
…………………..