- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 49 : ศัตรูตัวฉกาจ!
บทที่ 49 : ศัตรูตัวฉกาจ!
บทที่ 49 : ศัตรู​ตัวฉกาจ!
บทที่ 49 : ศัตรู​ตัวฉกาจ!
ในเมือง
ราคาขายเสือชีต้าก็ใกล้เคียงกับที่เฉินซานซือคาดการณ์ไว้…ส่วนที่มีค่าที่สุดของเสือชีต้าก็คือดีและหัวใจซึ่งเขาเก็บไว้ ส่วนที่เหลือเขาขายทั้งหมด ทำให้ได้เงินมาทั้งหมดสี่สิบหกตำลึงเงิน
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย เขาก็รีบกลับไปที่ค่ายทหารก่อนมืด
"วิ่งไปวิ่งมาแบบนี้ เสียเวลาจริงๆ… คงต้องหาพาหนะมาใช้สักอย่างแล้วล่ะ"
ช่วงนี้เฉินซานซือฝึกวิทยายุทธทั้งวันทั้งคืน แทบจะไม่ได้ฝึกยิงธนูเลย… ส่วนสนามม้าก็เคยไปแค่ครั้งเดียว
เมื่อคิดได้ดังนั้น แทนที่จะกลับบ้าน เขาก็ตรงไปที่ค่ายทหารเเทน
"ฮี้ๆๆ..."
ทันทีที่เฉินซานซือเดินมาถึงคอกม้า ม้าขาวก็ส่งเสียงร้องอย่างกระวนกระวายและกระทืบเท้าเหมือนกำลังข่มขู่
ฉากนี้ทำให้เฉินซานซือโมโหขึ้นมาในทันที
เเละในวินาทีที่เขาเปิดรั้ว ม้าขาวก็พุ่งออกมาข้างนอกอย่างบ้าคลั่ง
เฉินซานซือคว้าอานม้าไว้แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังม้า ก่อนจะฟาดแส้ลงไปทีหนึ่ง
เมื่อม้าขาวรู้สึกเจ็บ มันก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น เเละพยายามอย่างเต็มที่ที่จะสลัดคนบนหลังออกไป
เฉินซานซือพยายามทรงตัวบนหลังม้า ขณะเดียวกันก็ใช้บังเหียนบังคับให้ม้าวิ่งไปในทิศทางที่เขาต้องการ
เเละด้วยพลังปราณและเลือดระดับความสำเร็จเล็กน้อยของเขา…เเค่ม้าตัวเดียวยังไงก็ไม่อาจต้านทานได้
ตอนแรกม้าขาวยังพยายามดิ้นรนขัดขืน แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาจเป็นเพราะพลังมันเริ่มหมด หรืออาจเป็นเพราะมันรู้ตัวว่าขัดขืนไปก็ไม่มีประโยชน์ มันก็เลยเริ่มเชื่อฟังมากขึ้น
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม ม้าตัวนี้ก็เริ่มเชื่องและทำตามคำสั่งได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้น บังเหียนในมือของเฉินซานซือก็เหมือนพวงมาลัยรถยนต์ที่ควบคุมได้ดังใจ
…..
[ทักษะ: ขี่ม้า (ระดับเริ่มต้น)]
[ความคืบหน้า: (0/200)]
[ผลของทักษะ: ม้าชั้นยอดรับรู้เจ้าของและสื่อสารกันได้ทางจิตใจ]
….
ม้าชั้นยอด?
แม้แต่หน้าจอก็ยังเรียกมันว่าม้าชั้นยอด ดูท่าสายเลือดของมันคงไม่ธรรมดาจริงๆ เเต่แค่มันดื้อไปหน่อยเท่านั้นแหละ
ส่วนเรื่องสื่อสารทางจิตใจ นั่นมันเป็นความรู้สึกที่อธิบายได้ยาก มันเหมือนมีเวทมนตร์อะไรบางอย่าง
ถ้าจะให้อธิบาย เฉินซานซือรู้สึกว่าถึงแม้จะเพิ่งได้เจอกับม้าขาวตัวนี้ไม่นาน แต่กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนหมาแก่ที่เลี้ยงไว้ในบ้านมาตั้งแต่เด็กๆ
มันเข้าใจความรู้สึกของเขา และเขาก็เข้าใจความรู้สึกของมัน
ซึ่งนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก
ในสนามรบ แม่ทัพกับม้าศึกคือคู่หูที่ใกล้ชิดที่สุด…ถ้าพวกเขาประสานงานกันได้ดี บางครั้งก็สามารถช่วยชีวิตกันได้
ตอนที่เขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ราชวงศ์ต้าเชิ่ง เขาจำได้ว่าจักรพรรดิไท่จู่ เฉาเซี๊ยะ เคยเป็นทาสรับใช้ ดูแลม้าให้กับบ้านขุนนาง และได้สร้างสายสัมพันธ์กับลูกม้าตัวหนึ่ง
ต่อมา เมื่อครั้งถูกไล่ล่า เฉาเซี๊ยะก็ได้รับความช่วยเหลือจากม้าตัวนั้นจนรอดชีวิตมาได้
เเละถ้าไม่มีม้าตัวนั้น ก็คงไม่มีราชวงศ์ต้าเชิ่งของตระกูลเฉาในวันนี้
….
หลังจากปราบม้าขาวได้แล้ว เฉินซานซือก็ตั้งใจจะกลับไปพักผ่อน
แต่พอพากลับมาถึงคอกม้า ม้าขาวก็แสดงท่าทีต่อต้าน เหมือนมันไม่ยอมอยู่ในคอกที่คับแคบ
เฉินซานซือก็ไม่ได้ว่าอะไร
บ้านเขามีพื้นที่กว้างขวาง เลี้ยงม้าตัวนี้ได้สบายๆ เขาจึงขนฟางและรางหินกลับบ้านไปด้วย
"พี่ซานซือ เท่จังเลยค่ะ" กู้ซินหลันมองสามีขี่ม้าเข้ามาในบ้าน หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ถึงแม้ว่าตอนนี้เฉินซานซือจะเป็นแค่เจ้าหน้าที่ระดับล่าง แต่ในสายตาของนาง เขาดูเหมือนแม่ทัพใหญ่ขึ้นทุกวัน
หลังจากนั้น เมื่อเฉินซานซือกินข้าวเย็นเสร็จ เขาก็กินดีเสือชีต้าเข้าไปอีกชิ้น…จากนั้นก็ออกมาฝึกหอกต่อในสนาม
เสียงหอกแหวกอากาศดังสนั่นหวั่นไหว แต่ม้ากลับไม่กลัวเลย มันยืนมองเขาอยู่ใต้ต้นอบเชย คอยกินหญ้าไปพลางๆ จนกระทั่งดึกดื่นมันก็ยืนหลับอยู่ตรงนั้น
หลังจากฝึกเสร็จ กู้ซินหลานก็ต้มน้ำร้อนเตรียมไว้ให้เฉินซานซืออาบ
"หนังเสือที่พี่เอามาน่ะ ข้าจัดการให้เรียบร้อยแล้วนะ" กู้ซินหลานโชว์พรมที่ทำจากหนังเสือโคร่ง​
"หรือจะให้ข้าเย็บเป็นเสื้อผ้าให้ดีล่ะถึงหน้าหนาวใส่แล้วต้องอุ่นแน่ๆ"
เฉินซานซือเอนตัวลงในอ่างอาบน้ำเเล้วพูดว่า
"เจ้าลองใส่ให้ข้าดูหน่อยสิ"
"หา?"
ยังไม่ทันที่กู้ซินหลานจะตั้งตัว ก็ได้ยินเสียงสามีพูดต่อว่า
"ข้าหมายถึง ไม่ต้องใส่อะไรเลย ใส่แค่หนังเสือนั่นน่ะพอเเล้ว"
"พี่ซานซือ..." กู้ซินหลานหน้าแดงไปถึงคอ
"พี่...พี่ไปเรียนแบบนี้มาจากไหนกันเจ้าคะ ทำไมถึงได้..."
มีใครเขาให้คนมาแต่งตัวเป็นแม่เสือกันเล่า!
...
วันรุ่งขึ้น
เช้าวันนี้อากาศปลอดโปร่ง เฉินซานซือขี่ม้าขาวไปรายงานตัวที่ค่ายอย่างอารมณ์ดี​
หลังจากฝึกซ้อมเสร็จ เขาก็ไปที่เต็นท์ของหวังจื๋อ เล่าเรื่องที่อาจจะมีสาวกลัทธิเทพวิญญาณหลงเหลืออยู่ในเมืองผอหยาง และหวังว่าเขาจะรายงานเรื่องนี้ให้ผู้พันทราบและส่งคนไปสืบสวน
จากนั้น เขาก็ขอลากิจอีกหนึ่งวัน เตรียมตัวขึ้นเขาอีกครั้ง
วันนี้…เขามุ่งมั่นที่จะล่ากวางขาวให้ได้
ไม่ต้องพูดถึงความต้องการธนูสิบศิลา ตัวกวางขาวเองก็เป็นยาบำรุงชั้นยอดที่ช่วยเพิ่มพลังได้เร็วไม่แพ้หัวใจเสือ
ถึงแม้เหยื่อล่อจะต้องใช้เงินถึงห้าสิบตำลึง แต่มันก็คุ้มค่าที่จะลอง
หลังจากขอลากิจเสร็จ ยังไม่ทันที่เฉินซานซือจะออกจากเต็นท์ หวังลี่ ลูกน้องคนสนิทของเขาก็เดินเข้ามาหา
"นายท่าน…มีคนจากสำนักยุทธเทียนหยวนมาขอพบนายท่านขอรับ"
"แซ่เหลียงงั้นเหรอ?"
เฉินซานซือลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
"ให้มันเข้ามา"
ไหนๆก็จะเจอกันให้ได้แล้ว งั้นให้เจอกันในค่ายทหารนี่แหละ
ไม่นาน หวังลี่ก็พาคนเข้ามา แต่คนคนนั้นไม่ใช่เหลียงจ่าน เเต่เป็นเเค่ศิษย์คนหนึ่งของสำนักยุทธเทียนหยวน
"ท่านเฉิน"
ศิษย์คนนั้นประสานมือคำนับ แล้วหยิบกล่องไม้จันทน์อันสวยงามออกมาจากอก
"คุณชายของข้ารู้ว่าท่านกำลังล่ากวางขาว เขาจึงได้เด็ดหลิงจืออายุร้อยปีมาจากหุบเขายา เเล้วให้ข้านำมาให้ท่านโดยเฉพาะ"
"นอกจากนี้ คุณชายยังฝากข้อความมาด้วยว่า…”
"ก่อนหน้านี้ข้ามีเรื่องเข้าใจผิดกับท่านเฉินเล็กน้อย หวังว่าท่านจะรับของกำนัลนี้ไว้เพื่อยุติความขัดแย้ง… ต่อไปหากมีสิ่งใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลือ คุณชายยินดีให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่"
เฉินซานซือครุ่นคิดถึงความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดเหล่านั้น
ไอ้แซ่เหลียงนี่ หรือ​ว่ามันกลัวข้า?
เเต่ไม่น่าจะใช่นะ
ตอนนั้นไอ้กุ๊ยฉินสงเห็นข้าใช้ธนูจึงเกิดความกลัว…นั่นพอเข้าใจได้
แต่เหลียงจ่าน มันก็เป็นผู้ฝึก​ยุทธระดับหลอมกระดูกนะ ตอนที่สู้กับพวกสาวกลัทธิเทพวิญญาณ มันก็ดูกล้าหาญมากเลยนี่
จะมาขอโทษขอโพยข้าที่เป็นผู้ฝึก​ยุทธ​ระดับปราณและเลือดตัวเล็กๆ แบบนี้ทำไม?
เเบบนี้…เเสดงว่ามันเป็นคนที่รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว
คนเเบบนี้​ ปล่อยไว้ไม่ได้!
เฉินซานซือรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ
เดิมทีเขาตั้งใจจะปฏิเสธหลิงจือ แต่พอเห็นแววตาเป็นประกายของหวังจื๋อ เขาก็เปลี่ยนใจ
"ข้าจะรับของไว้ ฝากขอบคุณคุณชายเหลียงด้วย"
หวังจื๋อนี่ ก็มีอะไรที่น่าเรียนรู้เเละเอาเป็น​เเบบอย่างเหมือนกันนะ
เวลาเจอกับคนแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องคุณธรรมอะไร
ถ้าเจอลูกอมเคลือบยาพิษ…บางครั้ง ก็ต้องกลืนลูกอมลงไป แล้วค่อยคายยาพิษออกมา
เเละเเบบนี้ก็พอดีเลย
จะเงินห้าสิบตำลึงเอาไปซื้อเหยื่อล่อมันดูฟุ่มเฟือยมากเกินไป​ เอามาซื้อยาบำรุงเพิ่มพลังจะดีกว่า
"ท่านรับไว้ ข้าก็ค่อยโล่งใจ​หน่อย" ศิษย์สำนักยุทธถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"ก่อนมา คุณชายสั่งไว้ว่า ถ้าท่านเฉินไม่รับของกำนัล ก็ห้ามข้ากลับไป"
"แล้วของข้าล่ะ?"
ทันใดนั้น​เอง​ หวังจื๋อที่อดทนมานานก็เอ่ยถามขึ้น
"ข้ากับคุณชายของเจ้าก็สนิทกันมาก ไม่มีของฝากข้าบ้างรึไง?"
"ท่านหวัง เอ่อ...เอ่อ..."
ศิษย์สำนักยุทธทำหน้าลำบากใจ เเล้วเเกล้งไอ
"เเค่กๆ….ข้าต้องรีบกลับไปรายงานคุณชาย ขอตัวก่อนนะขอรับ"
พูดจบ เขาก็รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่หันหลังกลับมามองสักนิด
"ชิ!" หวังจื๋อสบถ
"ตระกูลเหลียงนี่ก็เห็นแก่ได้จริงๆ รู้ว่าเจ้าจะได้เข้ากองทัพหลวงทั้งแปด และเป็นศิษย์ของผู้บัญชาการ​เเน่ๆ…เลยคิดจะมาประจบสอพลอ!"
"แต่ว่านะ..." เขาหันมามองเฉิน​ซาน​ซือ​เเล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง
"เจ้าก็ต้องพยายามให้มากขึ้นนะ ตอนนี้พวกมันยิ่งให้ความเคารพเจ้ามากเท่าไหร่ ต่อไปถ้าเจ้าทำพลาดไม่ได้เป็น​ใหญ่​เป็นโต…ผลกระทบมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น"
แน่นอนว่าเฉินซานซือเข้าใจความหมายนั้นดี
งั้นเขาก็ยิ่งต้องใช้เวลาให้คุ้มค่ามากขึ้น
เขาหยิบอาวุธ ขี่ม้าขาวออกจากค่ายทหาร…มุ่งหน้าไปยังเทือกเขาหู่โถวอย่างรวดเร็ว​
ในเมื่อมีหลิงจือแล้ว
โอกาสหากวางขาวเจอก็น่าจะเพิ่มขึ้นมาก
…………………..