- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 43 : กุญแจสำหรับสมบัติเซียน
บทที่ 43 : กุญแจสำหรับสมบัติเซียน
บทที่ 43 : กุญแจสำหรับสมบัติเซียน
บทที่ 43 : กุญแจสำหรับสมบัติเซียน
“อย่าขยับ!” หัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากชี้ดาบไปที่พระรูปนั้น
“เจ้าเป็นคนของลัทธิเทพวิญญาณรึ?”
“อะมิ-ตา-พุทธ!” พระจมูกแหลมประนมมือไหว้
“พวกท่านอย่าพูดจาเหลวไหลไปหน่อยเลย ข้าพเจ้าเป็นพระจากวัดจินจง”
“พระงั้นรึ? แล้วเจ้าจะวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเเบบนี้ทำไม?” ชายสวมหน้ากากคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เลิกพูดมากความได้แล้ว หน้าตาแบบเจ้าเนี่ย จะไปหลอกใครได้!”
ถึงตรงนี้ก็ไม่มีการพูดคุยใดๆอีกต่อไป​
คนทั้งสี่เข้าโจมตีพร้อมกันอย่างรวดเร็ว​
เเต่พระรูปนั้นก็ไม่ใช่ย่อย, ไม่รู้ว่าตอนไหนที่มือทั้งสองข้างของเขาก็สวมถุงมือที่พันด้วยลวดเหล็กเข้าไป, จน​เขาสามารถ​ใช้มือเปล่าปะทะกับคมดาบได้โดยตรง
การปะทะครั้งนี้​ ทำให้เกิดประกายไฟกระจาย เสียงดังเหมือนกับกำลังตีเหล็ก
“พระรูปนี้กับหัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากาก…ต่างก็เป็นระดับหลอมกระดูก!”
เฉินซานซือมองออกว่า พละกำลังของพวกเขานั้นเหนือกว่าระดับพลังปราณและเลือดอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น…พวกเขา​ก็น่าจะล้วนแต่เป็นระดับหลอมกระดูกทั้งสิ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระจมูกแหลม ถึงแม้จะดูผอมบาง แต่เมื่อลงมือจริงๆ อีกฝ่ายกลับดุดันอย่างไม่น่าเชื่อ
เขาราวกับพยัคฆ์​ร้ายที่หลุดออกมาจากภูเขา
นอกจากหัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากาก….คนอื่นๆไม่ใช่คู่มือเขาเลยสักนิด
หลังจากนั้นไม่กี่กระบวนท่า เหล่าคนในชุดดำก็ได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า
พวกเขา​ต่างก็ถือดาบในมืออย่างหวาดหวั่น ไม่กล้าเข้าใกล้ ได้แต่คอยสนับสนุนอยู่ห่างๆพระจมูก​เเหลม
ส่วนใหญ่​ เป็นหัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากกับพระรูปนั้นที่ลงมือต่อสู้กันอย่างดุเดือด
เเต่ขณะที่ทั้งสองฝ่ายยังหาข้อสรุปเรื่องชัยชนะ​ไม่ได้ มันก็มีร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบ เเล้วโจมตีจากด้านหลัง
คนที่มาใหม่ ก็เป็นถึงระดับหลอมกระดูกอีกคน!
เมื่อเจอเเบบสองรุมหนึ่ง ในที่สุดพระจมูกแหลมก็เริ่มต้านทานไม่ไหว
เเละเมื่อหัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากหาจังหวะได้ เขาก็ฟันดาบลงบนไหล่ของพระอย่างรวดเร็ว​
“ฉัวะะะ!”
เเต่คมดาบไม่ได้ตัดแขนขาดอย่างที่คิด แต่กลับติดอยู่ที่กระดูกหลังจากที่ฟันผ่านเข้าไปแล้ว
‘นี่สินะ ระดับหลอมกระดูก?’
‘กระดูกแข็งขนาดที่ดาบฟันไม่เข้าเลยหรือ?’
‘ถ้าเป็น​แบบ​นี้…ธนูสองศิลาของข้าคงไม่สามารถฆ่านักรบระดับหลอมกระดูกได้ในทันทีเเน่ๆ’
‘ดูท่าข้าต้องหาทางสร้างธนูสิบศิลาให้ได้แล้ว’
เฉินซานซือยังคงเฝ้าดูการต่อสู้ต่อไป​
การต่อสู้ของผู้ที่มีระดับสูงกว่าเขาย่อมมีประโยชน์ในการเพิ่มพูนประสบการณ์
เเละตอนนี้​ สถานการณ์ในสนามรบก็เริ่มชัดเจนขึ้นเเล้ว
หลังจากที่พระรูปนั้นถูกฟัน เขาก็เริ่มเสียเปรียบอย่างรวดเร็ว
เหล่านักรบระดับพลังปราณและเลือดที่แต่เดิมได้แต่ยืนดูอยู่ห่างๆ ก็เริ่มเข้ามาหาโอกาสซ้ำเติม
“ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!”
เสียงคมดาบฉีกเสื้อผ้าดังขึ้นต่อเนื่อง
พระปลอมรูปนั้นเหมือนโดนราดเเละทาด้วยสีแดงทั่วร่าง
ถึงแม้กระดูกของเขาจะฟันไม่เข้า แต่เนื้อหนังกลับถูกเฉือนออกไปหลายชิ้น บางชิ้นยังติดอยู่กับร่าง แกว่งไปมาดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง
ในที่สุด หัวหน้ากลุ่มคนสวมหน้ากากก็หาจังหวะได้อีกครั้ง
รอบนี้ เขาแทงดาบเข้าไปที่เส้นเลือดใหญ่ที่คอคนของลัทธิเทพวิญญาณ
เลือดพุ่งราวกับน้ำพุ…เขาล้มลง เเละตายโดยที่ดวงตาไม่ยังคงเบิกกว้าง​
“ค้นของ!”
ชายสวมหน้ากากรีบตรวจค้นศพ แต่สุดท้าย​เขากลับไม่พบอะไรเลย
“ไม่มีอะไรเลย สมบัติเซียนไม่ได้อยู่กับมัน!”
“คุณชายคิดว่าเราควรขึ้นเขาไปดูมั้ยครับ?”
“ของน่าจะตกอยู่ในมือของเซียงถิงชุนไปแล้วล่ะ”
“เเบบนั้นเสี่ยงเกินไป…ไปกันเถอะ เดิมทีเรากะมาเก็บตกอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้ก็ช่างมัน ถ้าถูกเซียงถิงชุนจับได้ล่ะแย่เลย”
“เห้อ…ถ้าของอยู่​ในมือเซียงถิง​ชุน​ ดูท่าเราคงต้องจ่ายหนักแน่ๆ”
“เอาศพมันไปด้วย…เอาล่ะ ถอนกำลังได้!”
เมื่อได้ยินบทสนทนานี้ เฉินซานซือก็มั่นใจในสิ่งที่เขาคิด
กลุ่มคนสวมหน้ากากก็คือ เหลียงจ่าน กับบ่าวเฒ่า!
คุณชายแห่งหอการค้าผู้นี้ มีข่าวลือว่าวันๆเอาแต่เที่ยวหอคณิกา แต่ฝีมือการต่อสู้​ของเขากลับไม่ตกเลย
อายุยี่สิบห้ายี่สิบหก ถึงจะฝึกวรยุทธ์มาสิบปี…เเต่การที่เขามีพลังระดับหลอมกระดูก
ในเมืองพอผอหยาง…ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
“ถ้าอยากฆ่ามัน ข้าต้องฝึกฝนเพิ่มพละกำลังอีก”
เฉินซานซือไม่ลืมว่า ไอ้แซ่เหลียงเคยมาหาเรื่องเขาถึงหน้าบ้าน…ถ้าไม่มีหวังจื๋ออยู่ด้วย ถึงแม้เขาจะไม่ถึงตาย แต่ก็คงไม่จบง่ายๆ
ความรู้สึกที่ถูกควบคุมนี่มันแย่จริงๆ
จากนั้น​เขาก็ไม่รอช้า รีบเดินกลับทางเดิม
“เซียงถิงชุนได้สมบัติเซียนไปเเล้วจริงๆงั้นรึ?” เฉินซานซือรู้สึกเสียดายเล็กน้อย​
แต่เขาก็รู้สึกว่า มันยังมีบางอย่างแปลกๆ
ลองคิดดูดีๆ การที่คนของลัทธิเทพวิญญาณปะปนไปกับชาวบ้าน จริงๆ แล้วนั่นไม่ใช่วิธีที่ดีในการหลบหนี
กองทัพมาถึงที่นี่แล้ว ต่อให้เป็นชาวบ้านจริงๆ พวกเขาก็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด จนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีปัญหาถึงจะปล่อยตัวไป
เมื่อเทียบกับการพยายามหนีแบบปะปนไปกับฝูงชน พวกเขาดูเหมือนต้องการดึงดูดความสนใจมากกว่า
ถ้าไม่ใช่เฉินซานซือ ในสถานการณ์ที่วุ่นวายเช่นนั้น ต่อให้เสียงกิ่งไม้หักในระยะหลายสิบเมตร ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นพระปลอมรูปนั้นหรอก
แต่บนตัวเขาก็ไม่มีอะไรเลย…หรือว่าซ่อนไว้ที่ไหน?
เฉินซานซือนึกถึงตอนที่เขาได้กล่องหยกมา
ด้วยความคิดที่อยากจะลองดู เขาจึงเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม แต่ก็ไม่พบร่องรอยการขุดดิน
“ข้าคิดมากไปเองรึเปล่า?”
“หืม…เดี๋ยวก่อนนะ”
เสียงนกร้องเหนือหัวทำให้เขาสังเกตเห็นเปลือกสนที่เพิ่งหลุดออกไป
เฉินซานซือรีบปีนขึ้นไป บนยอดต้นสน ทันใดนั้น​เขาก็พบโพรงต้นไม้ขนาดเท่ากำปั้น
“รูงู!”
เขาคว้าหัวงูเอาไว้อย่างรวดเร็ว แล้วดึงมันออกมา
เป็นงูเขียวมีพิษ
เเต่เมื่อ​เฉิน​ซาน​ซือ​มองเข้าไปในโพรง เขาก็ไม่พบอะไรอีก
อย่างไร​ก็ตาม​ เขาสังเกต​เห็น​ว่าที่ขากรรไกรของงูมีรอยเลือด เหมือนกับถูกฉีก เเถมเกล็ดงูก็หายไปบางส่วน
“หรือว่า...”
เฉินซานซือไม่รีรอ ใช้มือทั้งสองข้างจับขากรรไกรงูเเล้วดึงออกจากกัน
เมื่อฉีกงูออกเป็นสองส่วน หยกสีเขียวมรกตก็ปรากฏขึ้น…เเละเเน่นอนว่ามันคือกุญแจหยกที่บันทึกไว้ในหนังสือ《ประวัติศาสตร์ราชวงศ์เซิ่ง》!
“เอาของยัดใส่ท้องงู พวกมันคิดได้ยังไงเนี่ย!”
เขาอดชื่นชมความคิดสร้างสรรค์ของคนๆนี้ไม่ได้
ต่อให้ทำเครื่องหมายไว้ที่งู ในอนาคตก็อาจจะหาไม่เจอก็ได้…ดูเหมือนว่าลัทธิเทพวิญญาณยอมทิ้งของ ดีกว่าให้ตกอยู่ในมือของคนอื่น
เเต่ต้องยอมรับว่าวิธีนี้ได้ผลจริงๆ
ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่มีทางหาร่องรอยเล็กๆน้อยๆแบบนี้เจอแน่
แต่มันดันมาเจอเขา
เฉินซานซือเก็บหยกไว้ แล้วดึงถุงน้ำดีงูออกมา
งูเขียวตัวนี้ไม่ได้มีค่าอะไรมาก แต่เล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่มี
หลังจากทำทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาก็โยนซากงูกลับเข้าไปในโพรง ไม่นานก็คงมีสัตว์อื่นตามกลิ่นเลือดมากินจนหมด
“ดูท่าเซียงถิงชุนคงจะเสียเที่ยวซะแล้ว”
เฉินซานซือพึมพำ​เเล้วกลับลงมายังเชิงเขา
…..
อีกด้าน
ณ เวลานี้​ สถานการณ์ยังคงวุ่นวาย
คนของลัทธิเทพวิญญาณต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย พวกเขาจับชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ แล้ววิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง
ก่อนหน้านี้ พวกมันพยายามคุ้มกันพระปลอมรูปนั้นมาก
หลังจากพระรูปนั้นหนีไปได้เเล้ว คนของลัทธิเทพวิญญาณก็เริ่มหาทางเอาชีวิตรอด
เเต่ทหารจากกองรักษาการณ์ก็ไม่ยอม…พวกเขากระจายกำลังออกตามล่า ไม่มีใครสนใจที่เฉินซานซือหายไปเลยสักคน
จนกระทั่งถึงเวลาพลบค่ำ พวกเขาก็สามารถจับชายคนสุดท้ายของลัทธิเทพวิญญาณได้ แล้วเริ่มทำความสะอาดสนามรบ
ในส่วนของความเสียหาย กองรักษาการณ์เสียชีวิตสามนาย บาดเจ็บสองนาย
ในบรรดาผู้เสียชีวิต มีพลทหารระดับต่ำเพียงคนเดียว ที่เหลือเป็นพลทหารระดับกลาง
แต่ผลลัพธ์คือสามารถสังหารคนของลัทธิเทพวิญญาณได้เจ็ดคน จับเป็นได้หนึ่งคน และะพวกมันล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธระดับพลังปราณและเลือด
สิ่งนี้แสดงงให้เห็นว่า พลังของความสามัคคีช่างยิ่งใหญ่นัก
เพราะพวกเขามีนายกองหนึ่งคน นายหมู่ห้าคนที่คอยบัญชาการ…นี่ถ้าไม่ใช่เพราะสถานการณ์วุ่นวายเกินไปจนพลธนูไม่สามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่ ความเสียหายอาจจะน้อยกว่านี้
….
“ข้าฆ่ายอดฝีมือระดับพลังปราณและเลือดได้หนึ่งคน น่าจะแลกซุปยาบำรุงเลือดได้หลายถ้วย” เฉินซานซือคิดคำนวณ
หลังจากนั้นไม่นาน ลูกน้องของเขาก็ทยอยกลับมาโดยไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ เเถมยังร่วมมือกันฆ่าศัตรูได้ถึงสองคน
“พอได้แล้ว เลิกกอดข้าเสียที!”
“ทุกอย่างจบแล้ว ดูเจ้าสิ ขี้ขลาดจริงๆ!” จูถงผลักซูเหวินไฉออกอย่างรำคาญ
…..
“ฟิ้ว~”
เสียงนกหวีดดังขึ้นอีกครั้ง
กองกำลังรักษาการณ์สามร้อยนายได้รับคำสั่งให้มารวมตัวกันหน้าวัดจินจง
หน้าวัดจินจง
เซียงถิงชุนเดินออกมาจากประตูวัด เสื้อผ้าเปื้อนเลือด ดาบยาวของเขาหัก มุมปากมีรอยเลือด
สภาพของเขาย่ำแย่มาก มีเพียงหัวคนในมือของเขาเท่านั้น ที่ประกาศว่าเขาเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้
………………………..