เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 39 : สั่งทำธนูสิบศิลา

บทที่ 39 : สั่งทำธนูสิบศิลา

บทที่ 39 : สั่งทำธนูสิบศิลา


บทที่ 39 : สั่งทำธนูสิบศิลา

ทุกอย่างเรียบร้อย แต่ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว

นอกจากนี้ จ้าวเฉียวกับอีกสองคนก็รีบร้อนกลับบ้านด้วย

“ช่วงนี้พวกไอ้ลัทธิบ้าๆนั่นอาละวาดหนักเหลือเกิน เเถมยังตายกันทุกวัน พวกข้าขอตัวกลับบ้านก่อนนะ เจ้าหินน้อยก็ระวังตัวด้วยล่ะ”

พวกลัทธิเทพวิญญาณ

เฉินซานซือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย, ตามหลักแล้ว พวกนี้ควรจะหลบๆซ่อนๆอยู่แถวทะเลสาบผอหยางไม่ใช่เหรอ ทำไมช่วงนี้ถึงกล้าออกมาอาละวาดแบบนี้?

แล้วเมื่อไหร่เขาจะหาตัวพวกมันเจอนะ?

หลังจากนั้น เฉินซานซือก็ถือเงินมาที่ร้านขายยา แต่ร้านปิดไปแล้ว

ไม่ใช่แค่ร้านขายยาหยุนเหอเท่านั้น…เเม้เเต่ร้านขายยาเหอหยุนก็ปิดด้วย

“มาดึกไปงั้นเหรอ?”

เเต่เขาไม่ได้รีบร้อนอะไร พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ก็ได้

เมื่อกลับถึงบ้าน กู้ซินหลันและภรรยาของซูปินที่ชื่อถง กำลังนั่งเย็บพื้นรองเท้าอยู่ที่ลานบ้าน

พอเห็นคนสวมหนังเสือเปื้อนเลือดวิ่งเข้ามา ทั้งสองก็ตกใจจนตัวสั่นพร้อมร้องเสียงหลงไม่หยุด

“พี่ซานซือ...”

หัวใจของกู้ซินหลันเต้นรัว นางพูดอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่า

“พี่ฆ่าเสือโคร่งได้เหรอเนี่ย?”

เฉินซานซือรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย เขารีบวางของลง แล้วกล่าวขอโทษถงว่า

“ขออภัยน้องสะใภ้ ข้าไม่รู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่”

“ไม่เป็นไรๆ” ถงมองชายหนุ่มที่ตัวเปื้อนเลือด นางก็ไม่กล้าอยู่ต่อเเล้วรีบร้อนออกไปทันที

“ท่านพี่…ท่านนี่ก็จริงๆเลยนะ” หลังจากตั้งสติได้ กู้ซินหลันก็เข้ามาช่วยขนของ

“น้องถงเขากำลังท้องอยู่นะ…ให้มาเห็น​ภาพคนเปื้อน​เลือด​ได้อย่าง​ไร”

“ข้าผิดเอง” เฉินซานซือถอดเสื้อเกราะออก เเล้วขออภัย​

“เเต่ก็ต้องลำบากเจ้าอีกแล้ว เอาหัวใจเสือกับเนื้อเสือไปต้มให้ข้าหน่อยนะ ส่วนหนังเสือรอพี่ว่างๆ ค่อยเอามาทำเป็นผ้าห่มก็แล้วกัน”

ตอนนี้ อากาศเริ่มเย็นลงทุกวัน หนังเสือสามารถใช้กันหนาวได้เป็นอย่างดี

“ได้เลยท่านพี่, ตอนนี้ท่านไปล้างหน้าล้างตาก่อนเถอะ”

พูดจบ…กู้ซินหลันก็หันไปจัดการที่ครัว

….

หลังจากนั้นไม่นาน บนโต๊ะอาหารก็มีอาหารมากมายหลายอย่างถูกนำมาเสิร์ฟ

นอกจากหัวใจเสือกับเนื้อเสือเเล้ว นอกจากนั้นก็ยังมีเนื้อวัว ไข่เค็มเป็ด ข้าวสวยร้อนๆ และซุปยาบำรุงเลือด…เรียกได้ว่าอิ่มหนำสำราญจริงๆ

เฉินซานซือก้มหน้าก้มตากินหัวใจเสืออย่างเอร็ดอร่อย

“ท่านพี่…ท่านค่อยๆกินก็ได้” กู้ซินหลันพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก พร้อมแก้มี่แดงระเรื่อ

“หือ?” เฉินซานซือชะงัก

เขานึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าครั้งที่แล้วที่กินหัวใจหมี เขาดูเหมือนจะมีพลังมากเกินไป จนกู้ซินหลันต้องเหนื่อยไปหลายวัน

“ไม่เป็นไรหรอก” เฉินซานซือกัดหัวใจเสือคำโตพลางพูดต่อ

“ตอนนี้ข้าไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ข้าควบคุมได้”

ยังไงเขาก็ต้องรีบกิน

หัวใจเสือดวงนี้ ถ้าใช้เงินซื้ออย่างน้อยก็ต้องสามสิบตำลึงเงินขึ้นไป แถมยังไม่แน่ว่าจะหาซื้อได้

นั่นเพราะเสือโคร่งไม่เหมือนกระต่ายที่มีอยู่เต็มภูเขา

หลังจากกินหัวใจเสือเข้าไปไม่กี่คำ ร่างกายของเฉินซานซือก็ร้อนผ่าว…เขารู้สึกได้ถึงพลังที่รุนแรงกว่าตอนกินหัวใจหมี แถมยังมีความรู้สึกกระหายเลือดอย่างบอกไม่ถูก

ราวกับว่าเขากลายเป็นเสือร้าย ที่อยากจะฆ่าฟันและทำลายล้างทุกสิ่ง

เฉินซานซือรีบตักเนื้อวัวเข้าปากอีกสองสามคำ แล้วซดซุปยาบำรุงเลือดจนหมด ก่อนจะคว้าหอกใบหญ้าออกมาฝึกฝนที่ลานบ้าน

ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง หน้าบ้านของพวกเขามีต้นไม้เยอะมาก ใบไม้แห้งปลิวว่อนเต็มลาน

หอกของเฉินซานซือเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พัดใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นให้ลอยขึ้น เหมือนผีเสื้อนับพันตัวกำลังร่ายรำรอบๆชายหนุ่ม

แต่ผีเสื้อเหล่านี้กลับแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร พวกมันบินวนเร็วขึ้นเรื่อยๆ จนแทบจะกลายเป็นพายุทอร์นาโดที่หมายจะบดขยี้ทุกสิ่งที่เข้าใกล้

จิตสังหารรุนแรง แต่ก็งดงามเกินบรรยาย

กู้ซินหลันมองฉากนี้อย่างตกตะลึง

นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนกัน?

แค่เดือนกว่าๆเท่านั้นเอง

ก่อนหน้านี้ครอบครัวของพวกเขายังคงกังวลเรื่องภาษีอยู่เลย…แต่ตอนนี้ไม่เพียงแต่จะมีกินมีใช้เท่านั้น ผู้ชายของนางยังฝึกวิทยายุทธจนเก่งกาจราวกับความฝัน

คนหนึ่งฝึกวิทยายุทธ อีกคนยืนมอง

ไม่รู้ตัวเมื่อไหร่ พระอาทิตย์ก็ตกดิน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดลง พร้อมมีดวงดาวระยิบระยับเต็มท้องฟ้า

เฉินซานซือที่เปียกเหงื่อไปทั้งตัว ถึงได้ยอมหยุดฝึก

“ฮู่ววววว...”

เขาถอนหายใจยาว ก่อนจะปักหอกลงใต้ต้นบ๊วยในลานบ้าน

…..

[วิทยายุทธ: ท่าหอกพื้นฐานสำหรับทหาร (เชี่ยวชาญ)]

[ความคืบหน้า: (120/1000)]

[ผลของวิชา: หอกอันรวดเร็ว, ความอดทนอันน่าทึ่ง, พลังปราณและเลือดอันแข็งแกร่ง]

….

“เนื้อเสือนี่มันสุดยอดจริงๆ!”

“เเละพรุ่งนี้คงต้องไปซื้อยาบำรุงเพิ่ม ภายในครึ่งเดือน ข้าต้องทะลวงไปถึงพลังปราณและเลือดระดับความสำเร็จเล็กน้อยให้ได้!”

“แต่ตอนนี้….อืม”

ถึงจะฝึกหอกมาหลายชั่วโมงแล้ว แต่เฉินซานซือก็ยังรู้สึกได้ถึงพลังจากหัวใจเสือและซุปยาบำรุงเลือดที่กำลังทำงาน

มันทำให้เลือดลมของเขาวิ่งพล่าน แต่กล้ามเนื้อก็ต้องการพักผ่อนบ้าง

“ท่านพี่ มาเช็ดเหงื่อหน่อย” กู้ซินหลันเตรียมผ้าขนหนูไว้เเล้ว

นางค่อยๆเช็ดเหงื่อบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างเบามือ

“หิวรึยัง อยากกินอะไร อ๊ะ!”

ยังไม่ทันพูดจบ ข้อมือเรียวบางของนางก็ถูกคว้าไว้

“ท่านพี่ นี่ท่านจะทำอะไร?”

“ทำอะไรดีล่ะ!”

เฉินซานซืออุ้มกู้ซินหลันพาดบ่า แล้วตรงไปที่ห้องนอนทันที

“เห้อออ….ก็บอกแล้วไงว่าอย่ากินหัวใจสัตว์เยอะขนาดนี้!”

…..

วันรุ่งขึ้น

ตอนที่เฉินซานซือมาถึงหน้าค่ายทหาร ก็พอดีกับตอนที่กองกำลังหนึ่งเดินทางกลับมาพอดี

ผู้นำคือหลัวตงเฉวียนที่ขี่ม้าอยู่หัวขบวน

ตรงกลางขบวนมีรถม้าขังนักโทษไว้หนึ่งคน

ชายคนนั้นสวมใส่เสื้อผ้าของชาวเมืองราชวงศ์เซิ่ง แต่ใบหน้าดูแตกต่างออกไปเล็กน้อย ดูแปลกตาอย่างยิ่ง

หลัวตงเฉวียนเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร เเล้วนำกำลังพลเข้าค่ายไป

“หัวหน้าหน่วยสือ”

เฉินซานซือเดินไปหาหัวหน้าหน่วยสือที่อยู่ท้ายขบวน

“คนๆ นี้คือ...”

“ใช่แล้ว มันเป็นคนของลัทธิเทพวิญญาณ” หัวหน้าหน่วยสือบ่นพึมพำ

“ไอ้หมอนี่มันช่างกล้าหาญ บ้านเมืองกำลังตามล่าพวกมันอยู่ แต่มันยังกล้าไปเที่ยวหอนางโลมอีก”

“มันใจกล้าขนาดนั้นเลยเหรอ?” เฉินซานซือถามอย่างสับสน

“ก็ใช่น่ะสิ”

“นี่ถ้าข้าไม่ได้ไปแย่งหญิงสาวชื่อหรูเยียนกับมันที่หอนางโลม ข้าก็คงไม่รู้หรอก…มันนี่ช่างกล้าซ่อนตัวอยู่ต่อหน้าต่อตาข้า”

“…”

เฉินซานซือไม่ได้สนใจเรื่องนี้

สิ่งที่เขาสนใจคือกุญเเจเปิดสมบัติเซียน

“ท่านจับคนของลัทธิเทพวิญญาณได้หมดแล้วเหรอ?”

“ยังหรอก” หัวหน้าหน่วยสือลูบจมูก

“แต่อีกไม่นานก็คงจับได้หมดเเหล่ะ จับได้คนหนึ่ง ก็ไม่กลัวว่าจะเค้นข้อมูลที่ซ่อนของคนอื่นๆไม่ได้…อีกไม่กี่วันก็คงรู้เรื่อง”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ เฉินซานซือก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ถ้าเรื่องยังไม่จบ แสดงว่ากุญแจสมบัติเซียนยังไม่ถูกค้นพบ เเละเขายังมีโอกาส

แน่นอนว่าเขาจะดูสถานการณ์ก่อน จะไม่เอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อเรื่องนี้เด็ดขาด

ยังไงกล่องก็อยู่ในมือเขาแล้ว แค่รู้ว่ากุญแจอยู่กับใคร…หลังจากนี้ค่อยๆวางแผนก็ได้

หลังจากมองขบวนทหารเข้าค่ายไปแล้ว เฉินซานซือก็ไปทำธุระของตัวเองต่อ

เขามาที่โรงตีเหล็ก บอกความต้องการของตัวเองกับหัวหน้าที่นี่

หัวหน้าของที่นี่ชื่อหนิวไก เขาเป็นชายวัยกลางคนตัวใหญ่ล่ำบึ้ก เเละมีกล้ามเป็นมัดๆ

เขาหยุดงานที่ทำอยู่ ใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดเหงื่อบนหน้าผากแล้วถามว่า

“เจ้าอยากได้ธนูหนักขนาดไหน?”

“สิบศิลา”

กระดูกเสือที่เฉินซานซือเก็บไว้มีไม่มากนัก มีแค่บางส่วนที่ค่อนข้างแข็ง

“กระดูกเสือเหรอ?”

หนิวไกหยิบกะโหลกเสือขึ้นมาดู เเล้วพึมพำ

“เอามาทำฐานธนู(ที่จับ)ก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าเอามาทำตัวธนู มันจะขาดความยืดหยุ่น…ข้าแนะนำให้ใช้ไม้ไผ่ม่วงทองพันปีจะดีกว่า”

“เเต่แม้จะใช้แบบนั้น ก็คงทำธนูสิบศิลาได้ยาก อย่างมากก็แค่หกถึงเจ็ดศิลาเท่านั้น”

“หกถึงเจ็ดศิลางั้นเหรอ?”

“แล้วถ้าจะทำธนูสิบศิลา…ข้าจะต้องทำยังไง?” เฉินซานซือเอ่ยถาม

เขายังคงต้องการธนูหนักที่ใช้ฝึกฝนได้ผล เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนธนูบ่อยๆ

หนิวไกก็อธิบายต่อทันทีว่า

“ปกติแล้ว เอ็นธนูจะทำจากเขาและเอ็นวัว ซึ่งมีขีดจำกัด ถึงจะฝืนทำธนูสิบศิลาได้ ผลลัพธ์ในสนามรบก็จะแย่มาก…เอ็นเสือก็ใช้ไม่ได้ เว้นแต่จะเป็นเอ็นของสัตว์อสูรประเภทวัว หรือสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่านั้น”

“แล้วกวางล่ะ?” เฉินซานซือถามต่อ

“ข้าหมายถึง กวางขาววิเศษ”

“เอ็นกวางมีความยืดหยุ่น ยิ่งเป็นสัตว์อสูรด้วยแล้วยิ่งดี แน่นอนว่าใช้ได้”

“ถ้าเจ้าหากวางขาววิเศษได้จริงๆ ข้าจะทำธนูที่หนักกว่าสิบศิลาให้เจ้าแน่นอน” หนิวไกกล่าวด้วยรอยยิ้ม

…………………………..

จบบทที่ บทที่ 39 : สั่งทำธนูสิบศิลา

คัดลอกลิงก์แล้ว