- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป
บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป
บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป
บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป
การได้เห็นเสือโคร่งพุ่งเข้าใส่ตัวเองด้วยตาของตัวเอง ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของคำว่า “เสือกระโจนลงเขา”
แต่เฉินซานซือกลับไม่หวั่นไหว เขาง้างธนูอย่างใจเย็น แล้วยิงออกไปอีกดอก
ครั้งนี้ เขาเล็งไปที่ดวงตาซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด
เสือโคร่งที่กำลังพุ่งเข้ามานั้นเร็วราวกับสายฟ้า แถมยังมีออร่าที่น่าเกรงขาม การจะยิงธนูขณะเคลื่อนที่ให้เข้าเป้าที่ดวงตา มันยากพอๆกับการยิงธนูให้ทะลุใบหลิวจากระยะร้อยก้าวเลย
แต่เฉินซานซือทำได้
“ฉึกกกก!!”
“โฮก——”
เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้อง ลูกธนูเจาะเข้าที่ตาซ้ายของเสือโคร่งอย่างเเม่นยำ
“วิ้ว~~~”
“ฉึกกก”
ต่อด้วยตาขวา
ตอนนี้ ดวงตาทั้งสองข้างของเสือโคร่งบอดสนิท พร้อมกับมีเลือดไหลอาบหนวดขาว
เเต่สัตว์​ร้ายนี้น่ากลัวตรงที่ แม้จะเจ็บปวดทรมานขนาดนี้ มันก็ยังไม่หยุดพุ่งเข้าใส่
มันใช้สายตาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กระโจนขึ้นต้นไม้ หมายจะฉีกเฉินซานซือเป็นชิ้นๆ
เสือเป็นสัตว์ที่ปีนต้นไม้ได้
เเต่เฉินซานซือก็ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงกระโดดไปยังต้นไม้ข้างๆ ก่อนจะหันกลับแล้วยิงธนูออกไปอีกดอก
สัตว์ร้ายที่บาดเจ็บนั้นอันตรายเป็นทวีคูณ​
อย่างไร​ก็ตาม​ ถึงเสือโคร่งจะยังไม่ตายตอนนี้ แต่มันก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน
เฉิน​ซาน​ซือ​แค่ถ่วงเวลาไว้ก็พอ อย่าใจร้อน
เสือโคร่งใช้ประสาทหูในการระบุตำแหน่ง แล้วกระโดดตามมาอีกครั้ง
เฉินซานซือก็เปลี่ยนต้นไม้ตาม แล้วยิงธนูสวนเสือโคร่งเป็นระยะๆ
สถานการณ์​ วนเวียนอยู่แบบนี้หลายครั้ง
ในที่สุด ​ต่อให้เสือโคร่งจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน
หลังจาก​โดนธนูไปหลายดอก แถมยังตาบอดอีก ในที่สุดมันก็ทนไม่ไหว ร่วงลงมาจากต้นไม้ซึ่งสูงสิบกว่าเมตร
เมื่อขาด “พลังแห่งความดุร้าย” เสือโคร่งก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป มันดิ้นทุรนทุราย ใช้กรงเล็บและเขี้ยวข่วนพื้นดินจนเป็นรอย พร้อม​เลือดที่ไหลนองพื้น
การล่าจบลงแล้ว
เฉินซานซือกำลังจะลงมือปลิดชีพเสือโคร่ง ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้
ลูกศิษย์สำนักยุทธสองคนก่อนหน้านี้ก็​ได้ปรากฏตัวขึ้น
“น้องชาย ข้ามาช่วยเจ้าจัดการสัตว์ร้ายนี่เอง” เว่ยซูพูดพลางชักดาบออก หมายจะพุ่งเข้าใส่
ความจริง​ตอนนี้เสือโคร่งแทบจะสิ้นใจแล้ว เหลือแค่การโจมตีครั้งสุดท้ายมันก็จะตายทันที…เฉิน​ซาน​ซือ​จะต้องให้คนอื่นมาช่วยทำไม?
พวกนี้เเค่คิดจะฉวยโอกาสขอแบ่งผลประโยชน์ก็เท่านั้น​เอง
“ไสหัวไป!” เฉินซานซือคำรามสั้นๆห้วนๆ
เเละในพริบตา เขาก็ยิงลูกธนูออกไปแล้ว
ฟุ่บบบ!!!
เว่ยซูรู้สึกเย็นวาบที่คอ เขาแข็งทื่ออยู่กับที่…ไม่กลับขยับไปใหน
จนกระทั่งเลือดอุ่นๆไหลซึมลงมาตามลำคอเเล้วไหลเข้าไปในเสื้อ เขาถึงได้รู้สึกตัว
เฉียดฉิว!
อีกนิดเดียว เส้นเลือดใหญ่ที่คอของเขาก็จะขาดสะบั้น​แล้ว!
“ศิษย์พี่…”
ศิษย์น้องที่ยืนอยู่ข้างๆก็ตกใจไม่แพ้กัน
ทหารผู้นี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!
พวกเขาแค่ต้องการมาแจม หวังได้เงินเล็กๆน้อยๆ ไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร
แต่คนผู้นี้…คนผู้นี้กลับยิงธนูใส่พวกเขาทันที?!
แถมยังยิงได้เร็วมาก!
พวกเขาแค่เห็นว่าอีกฝ่ายเอื้อมมือไปที่ซองธนูข้างเอว แป๊บเดียวลูกธนูก็พุ่งมาแล้ว
เว่ยซูเอามือกุมบาดแผลที่คอ ถอยหลังรัวๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เฉิน​ซาน​ซือ​แม้แต่ก้าวเดียว
จะสู้อีกฝ่ายกลับงั้นหรือ?
ไม่…เขาไม่ใช่คนโง่
ขนาดเสือโคร่งยังเกือบตายอยู่รอมร่อ​ แล้วเขาจะรอดหรือ?
…..
บนต้นไม้
หลังจากขู่พวกนั้นได้แล้ว เฉินซานซือก็เก็บธนูไว้ แล้วถือหอกใบหญ้าด้วยสองมือ
เส้นเลือดที่แขนของเขาปูดโปนราวกับงูเล็กๆพันรอบแขน เขาเล็งปลายหอกไปที่หัวเสือโคร่ง แล้วกระโดดลงมาจากต้นไม้
“ฉึก——”
ปลายหอกแหลมคมแทงทะลุหัวเสือโคร่ง เเล้วปักมันติดกับพื้น
เฉินซานซือกดเข่าลงบนตัวเสือ รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งมันแน่นิ่งไป เขาจึงดึงหอกที่เปื้อนเลือดและมันสมองของมันออกมา
หลังจากจัดการเสือโคร่งได้แล้ว เฉินซานซือก็ลากซากกวางป่ามา เเล้วแบกเหยื่อทั้งสองไว้บนบ่า
น้ำหนักไม่ถึงหนึ่งพันจิน
สำหรับผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือดขั้นเชี่ยวชาญแล้ว นับว่าไม่หนักเท่าไหร่
จนถึงตอนนี้ เว่ยซูถึงได้สติกลับมา
พวกเขามองเด็กหนุ่มที่แบกซากเสือโคร่ง ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า
“ท่าน…ท่านคือผู้ใด เหตุใดถึงอุกอาจเช่นนี้!”
“แค่สิบโทคนหนึ่งในกองทัพ” เฉินซานซือพูดอย่างไม่เกรงกลัว
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝีมือ
หากคนพวกนี้กล้าสู้กลับ เขาจะยิงธนูใส่พวกมัน…ก่อนที่พวกมันจะได้ขยับมือด้วยซ้ำ
พูดง่ายๆคือ ถ้ารับลูกธนูของเขาไม่ได้ ต่อให้มีระดับพลังยุทธสูงกว่า มันก็ไร้ความหมาย​
เพราะผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือด…ยังไม่สามารถต้านทานอาวุธชั้นยอดได้
…..
โกหก!
เว่ยซูไม่เคยเห็นสิบโทคนไหนยิงธนูได้แม่นยำขนาดนี้มาก่อน
แถมอาจารย์ยังเคยเตือนไว้ว่าช่วงนี้เซียงถิงชุนกำลังหาเรื่องพวกเขาอยู่ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับทหาร ไม่งั้นตายไปก็ไม่มีใครสนใจจะไปเเก้เเค้นให้
เขาและศิษย์น้องจึงหลีกทางให้ด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าอีกฝ่ายจะยิงธนูซ้ำ
เฉินซานซือเดินผ่านหน้าพวกเขาไปอย่างองอาจ
เขาไม่ต้องกลัวใครในภูเขานี้อีกต่อไปแล้ว! (คนเก่งกว่าเฉิน​ซาน​ซือ​ไม่น่ามาเสียเวลา​ล่าสัตว์)​
ในเขตภูเขาชั้นสองอันอุดมสมบูรณ์นี้ เขาไม่เพียงแต่จะมาได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้คนของสำนักยุทธก้มหัวให้ได้ด้วย!
เเถมการล่าเสือครั้งนี้ ยังทำให้ทักษะสองอย่างของเขาเพิ่มขึ้น
….
[ทักษะ​ : การเเกะรอยและซ่อนตัว (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย)]
[ความคืบหน้า: 55/1000]
…
[ทักษะ: การยิงธนู (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]
[ความคืบหน้า: (150/1000)]
…
ระดับทักษะการยิงธนูของเขาเพิ่มขึ้นช้าลงเรื่อยๆ
เรื่องนี้มันน่าจะเกี่ยวกับธนู
ธนูสองศิลา ตอนนี้มันเบาเกินไปแล้วสำหรับเขาเเล้ว
“ดูเหมือนว่าจะต้องเปลี่ยนธนูใหม่แล้ว”
“ธนูที่แรงกว่าสองศิลา ต้องไปสั่งทำที่โรงตีเหล็กของกองพัน”
“ว่าแต่ กระดูกของเสือโคร่งตัวนี้น่าจะแข็งกว่าสัตว์ร้ายทั่วไปมาก จะสามารถเอาไปทำส่วนประกอบของธนูใหม่ได้หรือเปล่านะ?”
“เเล้ววันนี้โชคดีที่มีข้อมูลของลุงจ้าว ไม่งั้นข้าคงต้องลำบากมากแน่ๆกว่าจะหาที่ซ่อนของเสือโคร่งเจอ”
หลังจากข้ามลำธารกลับมา
เฉินซานซือก็มาถึงเขตภูเขาชั้นสองทางตอนใต้
จ้าวเฉียว อู๋ต๋า และจวงอี้ ทั้งสามคนยังรอเขาอยู่ที่นี่
พวกเขากังวลเรื่องการล่าเสือ
อีกอย่างก็กลัวว่าเด็กหนุ่มจะถูกเล่นงานโดยลูกศิษย์สำนักยุทธ
เเละถึงแม้ว่าหากเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พวกเขาก็ยังอยากรออยู่ดี
พูดตรงๆคือถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ อย่างน้อยก็มีคนไปเก็บศพ ไม่ปล่อยให้เฉินซานซือกลายเป็นศพไร้ญาติ
เเละนี่คือเหตุผลหลักที่พรานป่าต้องรวมกลุ่มกัน
แต่ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเขาจะคิดมากไป
….
“พี่เฉิน พี่สุดยอดมาก!” จวงอี้มองกรงเล็บและเขี้ยวของเสือโคร่งด้วยความหวาดผวา
แค่ซากศพก็ยังน่ากลัวขนาดนี้ ตอนมีชีวิตจะขนาดไหนกัน
แม้แต่สุนัขล่าสัตว์ที่อยู่ข้างๆ ก็ยังหมอบลงกับพื้น ไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกมา
“คนที่พึ่งเริ่มฝึกวิทยายุทธ สามารถฆ่าเสือได้ด้วยหรือ?” อู๋ต๋าอุทานด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าหินน้อยนี่เก่งจริงๆ ไม่ใช่แค่ฆ่าเสือได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขาอีกด้วย” จ้าวเฉียวยิ้มเเย้ม
“งั้นเรารีบลงเขาไปกันเถอะ”
เฉินซานซือมองไปที่คนทั้งสาม
เทียบกันแล้ว รายได้ของพวกเขาน้อยมากกว่ามาก
มีแต่ไก่ป่า กระต่ายป่าอะไรพวกนี้ ไม่ได้สัตว์ใหญ่เลยสักตัว
เฉินซานซือหยุดเดิน วางซากเสือโคร่งและกวางป่าลง แล้วพูดว่า
“ลุงจ้าว ข้าแบกไม่ไหว พวกท่านช่วยแบกไปที่เมืองให้หน่อยได้ไหม? เดี๋ยวข้าแบ่งเงินให้ตามสัดส่วน”
“พี่เฉิน พี่ฆ่าเสือโคร่งได้ด้วยตัวคนเดียว…ก็น่าจะแบกไหวไม่ใช่เหรอ?” จวงอี้ถามอย่างซื่อๆ
“หุบปาก!” จ้าวเฉียวดุ
เจ้าโง่นี่ มองไม่ออกหรือไงว่าเจ้าหินน้อยกำลังหาข้ออ้างให้เงินพวกเขา
หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็เดินทางไปที่เมืองด้วยกันอย่างมีความสุข
หลังจากตรวจสอบแล้ว เสือโคร่งตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่เฉินซานซือคิด
ถึงจะไม่ใช่สัตว์อสูร แต่ก็ไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วๆไปราคาจึงค่อนข้างสูง
เสือโคร่งหนักเจ็ดร้อยจิน ราคาทั้งหมดร้อยห้าสิบกว่าตำลึงเงิน
แต่เฉินซานซือเก็บหัวใจ ตับ ดี หนัง กระดูก และเนื้อเสือห้าสิบจินไว้ใช้เอง สุดท้ายได้เงินมาหกสิบแปดตำลึง
ส่วนกวางป่าได้เงินมาหนึ่งตำลึง
“ทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนพลังปราณและเลือดให้ถึงระดับความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​...น่าจะเพียงพอแล้ว”
…………………….