เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป

บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป

บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป


บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป

การได้เห็นเสือโคร่งพุ่งเข้าใส่ตัวเองด้วยตาของตัวเอง ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความหมายของคำว่า “เสือกระโจนลงเขา”

แต่เฉินซานซือกลับไม่หวั่นไหว เขาง้างธนูอย่างใจเย็น แล้วยิงออกไปอีกดอก

ครั้งนี้ เขาเล็งไปที่ดวงตาซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุด

เสือโคร่งที่กำลังพุ่งเข้ามานั้นเร็วราวกับสายฟ้า แถมยังมีออร่าที่น่าเกรงขาม การจะยิงธนูขณะเคลื่อนที่ให้เข้าเป้าที่ดวงตา มันยากพอๆกับการยิงธนูให้ทะลุใบหลิวจากระยะร้อยก้าวเลย

แต่เฉินซานซือทำได้

“ฉึกกกก!!”

“โฮก——”

เสียงร้องโหยหวนดังกึกก้อง ลูกธนูเจาะเข้าที่ตาซ้ายของเสือโคร่งอย่างเเม่นยำ

“วิ้ว~~~”

“ฉึกกก”

ต่อด้วยตาขวา

ตอนนี้ ดวงตาทั้งสองข้างของเสือโคร่งบอดสนิท พร้อมกับมีเลือดไหลอาบหนวดขาว

เเต่สัตว์​ร้ายนี้น่ากลัวตรงที่ แม้จะเจ็บปวดทรมานขนาดนี้ มันก็ยังไม่หยุดพุ่งเข้าใส่

มันใช้สายตาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด กระโจนขึ้นต้นไม้ หมายจะฉีกเฉินซานซือเป็นชิ้นๆ

เสือเป็นสัตว์ที่ปีนต้นไม้ได้

เเต่เฉินซานซือก็ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาจึงกระโดดไปยังต้นไม้ข้างๆ ก่อนจะหันกลับแล้วยิงธนูออกไปอีกดอก

สัตว์ร้ายที่บาดเจ็บนั้นอันตรายเป็นทวีคูณ​

อย่างไร​ก็ตาม​ ถึงเสือโคร่งจะยังไม่ตายตอนนี้ แต่มันก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

เฉิน​ซาน​ซือ​แค่ถ่วงเวลาไว้ก็พอ อย่าใจร้อน

เสือโคร่งใช้ประสาทหูในการระบุตำแหน่ง แล้วกระโดดตามมาอีกครั้ง

เฉินซานซือก็เปลี่ยนต้นไม้ตาม แล้วยิงธนูสวนเสือโคร่งเป็นระยะๆ

สถานการณ์​ วนเวียนอยู่แบบนี้หลายครั้ง

ในที่สุด ​ต่อให้เสือโคร่งจะแข็งแกร่งแค่ไหน มันก็เป็นแค่สัตว์เดรัจฉาน

หลังจาก​โดนธนูไปหลายดอก แถมยังตาบอดอีก ในที่สุดมันก็ทนไม่ไหว ร่วงลงมาจากต้นไม้ซึ่งสูงสิบกว่าเมตร

เมื่อขาด “พลังแห่งความดุร้าย” เสือโคร่งก็ทนความเจ็บปวดไม่ไหวอีกต่อไป มันดิ้นทุรนทุราย ใช้กรงเล็บและเขี้ยวข่วนพื้นดินจนเป็นรอย พร้อม​เลือดที่ไหลนองพื้น

การล่าจบลงแล้ว

เฉินซานซือกำลังจะลงมือปลิดชีพเสือโคร่ง ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งเข้ามาใกล้

ลูกศิษย์สำนักยุทธสองคนก่อนหน้านี้ก็​ได้ปรากฏตัวขึ้น

“น้องชาย ข้ามาช่วยเจ้าจัดการสัตว์ร้ายนี่เอง” เว่ยซูพูดพลางชักดาบออก หมายจะพุ่งเข้าใส่

ความจริง​ตอนนี้เสือโคร่งแทบจะสิ้นใจแล้ว เหลือแค่การโจมตีครั้งสุดท้ายมันก็จะตายทันที…เฉิน​ซาน​ซือ​จะต้องให้คนอื่นมาช่วยทำไม?

พวกนี้เเค่คิดจะฉวยโอกาสขอแบ่งผลประโยชน์ก็เท่านั้น​เอง

“ไสหัวไป!” เฉินซานซือคำรามสั้นๆห้วนๆ

เเละในพริบตา เขาก็ยิงลูกธนูออกไปแล้ว

ฟุ่บบบ!!!

เว่ยซูรู้สึกเย็นวาบที่คอ เขาแข็งทื่ออยู่กับที่…ไม่กลับขยับไปใหน

จนกระทั่งเลือดอุ่นๆไหลซึมลงมาตามลำคอเเล้วไหลเข้าไปในเสื้อ เขาถึงได้รู้สึกตัว

เฉียดฉิว!

อีกนิดเดียว เส้นเลือดใหญ่ที่คอของเขาก็จะขาดสะบั้น​แล้ว!

“ศิษย์พี่…”

ศิษย์น้องที่ยืนอยู่ข้างๆก็ตกใจไม่แพ้กัน

ทหารผู้นี้โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว!

พวกเขาแค่ต้องการมาแจม หวังได้เงินเล็กๆน้อยๆ ไม่เคยคิดจะทำร้ายใคร

แต่คนผู้นี้…คนผู้นี้กลับยิงธนูใส่พวกเขาทันที?!

แถมยังยิงได้เร็วมาก!

พวกเขาแค่เห็นว่าอีกฝ่ายเอื้อมมือไปที่ซองธนูข้างเอว แป๊บเดียวลูกธนูก็พุ่งมาแล้ว

เว่ยซูเอามือกุมบาดแผลที่คอ ถอยหลังรัวๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เฉิน​ซาน​ซือ​แม้แต่ก้าวเดียว

จะสู้อีกฝ่ายกลับงั้นหรือ?

ไม่…เขาไม่ใช่คนโง่

ขนาดเสือโคร่งยังเกือบตายอยู่รอมร่อ​ แล้วเขาจะรอดหรือ?

…..

บนต้นไม้

หลังจากขู่พวกนั้นได้แล้ว เฉินซานซือก็เก็บธนูไว้ แล้วถือหอกใบหญ้าด้วยสองมือ

เส้นเลือดที่แขนของเขาปูดโปนราวกับงูเล็กๆพันรอบแขน เขาเล็งปลายหอกไปที่หัวเสือโคร่ง แล้วกระโดดลงมาจากต้นไม้

“ฉึก——”

ปลายหอกแหลมคมแทงทะลุหัวเสือโคร่ง เเล้วปักมันติดกับพื้น

เฉินซานซือกดเข่าลงบนตัวเสือ รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่ค่อยๆเลือนหายไป จนกระทั่งมันแน่นิ่งไป เขาจึงดึงหอกที่เปื้อนเลือดและมันสมองของมันออกมา

หลังจากจัดการเสือโคร่งได้แล้ว เฉินซานซือก็ลากซากกวางป่ามา เเล้วแบกเหยื่อทั้งสองไว้บนบ่า

น้ำหนักไม่ถึงหนึ่งพันจิน

สำหรับผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือดขั้นเชี่ยวชาญแล้ว นับว่าไม่หนักเท่าไหร่

จนถึงตอนนี้ เว่ยซูถึงได้สติกลับมา

พวกเขามองเด็กหนุ่มที่แบกซากเสือโคร่ง ถอยห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักว่า

“ท่าน…ท่านคือผู้ใด เหตุใดถึงอุกอาจเช่นนี้!”

“แค่สิบโทคนหนึ่งในกองทัพ” เฉินซานซือพูดอย่างไม่เกรงกลัว

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝีมือ

หากคนพวกนี้กล้าสู้กลับ เขาจะยิงธนูใส่พวกมัน…ก่อนที่พวกมันจะได้ขยับมือด้วยซ้ำ

พูดง่ายๆคือ ถ้ารับลูกธนูของเขาไม่ได้ ต่อให้มีระดับพลังยุทธสูงกว่า มันก็ไร้ความหมาย​

เพราะผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือด…ยังไม่สามารถต้านทานอาวุธชั้นยอดได้

…..

โกหก!

เว่ยซูไม่เคยเห็นสิบโทคนไหนยิงธนูได้แม่นยำขนาดนี้มาก่อน

แถมอาจารย์ยังเคยเตือนไว้ว่าช่วงนี้เซียงถิงชุนกำลังหาเรื่องพวกเขาอยู่ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับทหาร ไม่งั้นตายไปก็ไม่มีใครสนใจจะไปเเก้เเค้นให้

เขาและศิษย์น้องจึงหลีกทางให้ด้วยความหวาดกลัว เกรงว่าอีกฝ่ายจะยิงธนูซ้ำ

เฉินซานซือเดินผ่านหน้าพวกเขาไปอย่างองอาจ

เขาไม่ต้องกลัวใครในภูเขานี้อีกต่อไปแล้ว! (คนเก่งกว่าเฉิน​ซาน​ซือ​ไม่น่ามาเสียเวลา​ล่าสัตว์)​

ในเขตภูเขาชั้นสองอันอุดมสมบูรณ์นี้ เขาไม่เพียงแต่จะมาได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้คนของสำนักยุทธก้มหัวให้ได้ด้วย!

เเถมการล่าเสือครั้งนี้ ยังทำให้ทักษะสองอย่างของเขาเพิ่มขึ้น

….

[ทักษะ​ : การเเกะรอยและซ่อนตัว (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย)]

[ความคืบหน้า: 55/1000]

[ทักษะ: การยิงธนู (ความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​)]

[ความคืบหน้า: (150/1000)]

ระดับทักษะการยิงธนูของเขาเพิ่มขึ้นช้าลงเรื่อยๆ

เรื่องนี้มันน่าจะเกี่ยวกับธนู

ธนูสองศิลา ตอนนี้มันเบาเกินไปแล้วสำหรับเขาเเล้ว

“ดูเหมือนว่าจะต้องเปลี่ยนธนูใหม่แล้ว”

“ธนูที่แรงกว่าสองศิลา ต้องไปสั่งทำที่โรงตีเหล็กของกองพัน”

“ว่าแต่ กระดูกของเสือโคร่งตัวนี้น่าจะแข็งกว่าสัตว์ร้ายทั่วไปมาก จะสามารถเอาไปทำส่วนประกอบของธนูใหม่ได้หรือเปล่านะ?”

“เเล้ววันนี้โชคดีที่มีข้อมูลของลุงจ้าว ไม่งั้นข้าคงต้องลำบากมากแน่ๆกว่าจะหาที่ซ่อนของเสือโคร่งเจอ”

หลังจากข้ามลำธารกลับมา

เฉินซานซือก็มาถึงเขตภูเขาชั้นสองทางตอนใต้

จ้าวเฉียว อู๋ต๋า และจวงอี้ ทั้งสามคนยังรอเขาอยู่ที่นี่

พวกเขากังวลเรื่องการล่าเสือ

อีกอย่างก็กลัวว่าเด็กหนุ่มจะถูกเล่นงานโดยลูกศิษย์สำนักยุทธ

เเละถึงแม้ว่าหากเกิดเรื่องขึ้น พวกเขาก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่พวกเขาก็ยังอยากรออยู่ดี

พูดตรงๆคือถ้าเกิดเรื่องขึ้นจริงๆ อย่างน้อยก็มีคนไปเก็บศพ ไม่ปล่อยให้เฉินซานซือกลายเป็นศพไร้ญาติ

เเละนี่คือเหตุผลหลักที่พรานป่าต้องรวมกลุ่มกัน

แต่ดูเหมือนว่าวันนี้พวกเขาจะคิดมากไป

….

“พี่เฉิน พี่สุดยอดมาก!” จวงอี้มองกรงเล็บและเขี้ยวของเสือโคร่งด้วยความหวาดผวา

แค่ซากศพก็ยังน่ากลัวขนาดนี้ ตอนมีชีวิตจะขนาดไหนกัน

แม้แต่สุนัขล่าสัตว์ที่อยู่ข้างๆ ก็ยังหมอบลงกับพื้น ไม่กล้าส่งเสียงใดๆออกมา

“คนที่พึ่งเริ่มฝึกวิทยายุทธ สามารถฆ่าเสือได้ด้วยหรือ?” อู๋ต๋าอุทานด้วยความตื่นเต้น

“เจ้าหินน้อยนี่เก่งจริงๆ ไม่ใช่แค่ฆ่าเสือได้เท่านั้น แต่ยังไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขาอีกด้วย” จ้าวเฉียวยิ้มเเย้ม

“งั้นเรารีบลงเขาไปกันเถอะ”

เฉินซานซือมองไปที่คนทั้งสาม

เทียบกันแล้ว รายได้ของพวกเขาน้อยมากกว่ามาก

มีแต่ไก่ป่า กระต่ายป่าอะไรพวกนี้ ไม่ได้สัตว์ใหญ่เลยสักตัว

เฉินซานซือหยุดเดิน วางซากเสือโคร่งและกวางป่าลง แล้วพูดว่า

“ลุงจ้าว ข้าแบกไม่ไหว พวกท่านช่วยแบกไปที่เมืองให้หน่อยได้ไหม? เดี๋ยวข้าแบ่งเงินให้ตามสัดส่วน”

“พี่เฉิน พี่ฆ่าเสือโคร่งได้ด้วยตัวคนเดียว…ก็น่าจะแบกไหวไม่ใช่เหรอ?” จวงอี้ถามอย่างซื่อๆ

“หุบปาก!” จ้าวเฉียวดุ

เจ้าโง่นี่ มองไม่ออกหรือไงว่าเจ้าหินน้อยกำลังหาข้ออ้างให้เงินพวกเขา

หลังจากนั้น ทั้งสี่คนก็เดินทางไปที่เมืองด้วยกันอย่างมีความสุข

หลังจากตรวจสอบแล้ว เสือโคร่งตัวนี้ก็ไม่ธรรมดาอย่างที่เฉินซานซือคิด

ถึงจะไม่ใช่สัตว์อสูร แต่ก็ไม่ใช่สัตว์ป่าทั่วๆไปราคาจึงค่อนข้างสูง

เสือโคร่งหนักเจ็ดร้อยจิน ราคาทั้งหมดร้อยห้าสิบกว่าตำลึงเงิน

แต่เฉินซานซือเก็บหัวใจ ตับ ดี หนัง กระดูก และเนื้อเสือห้าสิบจินไว้ใช้เอง สุดท้ายได้เงินมาหกสิบแปดตำลึง

ส่วนกวางป่าได้เงินมาหนึ่งตำลึง

“ทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนพลังปราณและเลือดให้ถึงระดับความสำเร็จ​เล็ก​น้อย​...น่าจะเพียงพอแล้ว”

…………………….

จบบทที่ บทที่ 38 : ไม่หวั่นเกรงผู้ใดอีกต่อไป

คัดลอกลิงก์แล้ว