- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 37 : ล่าเสือ
บทที่ 37 : ล่าเสือ
บทที่ 37 : ล่าเสือ
บทที่ 37 : ล่าเสือ
ทางเหนือของเขตภูเขาชั้นสอง
เฉินซานซือเปิดใช้งานทักษะ [เเกะรอยและซ่อนตัว] อย่างเต็มที่ ทำให้เขามองเห็นร่องรอยต่างๆ ได้อย่างชัดเจน
กระต่าย กวางป่า แพะป่า…
หากเขาต้องการ ภายในสิบนาทีก็สามารถแบกแพะลงเขากลับบ้านได้แล้ว
แต่แพะป่าตัวหนึ่งหนักร้อยกว่าจิน ขายได้แค่สองตำลึงเงินเท่านั้น
เมื่อก่อนอาจจะดูมาก แต่ตอนนี้มันน้อยเกินไป
เป้าหมายของเขาคือเสือ หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นหมีดำ เสือดาว หรือสัตว์ร้ายประเภทนั้น
เฉินซานซือเดินไปทางตะวันตกเฉียงใต้ตามที่จ้าวเฉียวบอก
ระหว่างทาง เขาเจอลูกศิษย์สำนักยุทธที่สวมชุดผ้าไหมอยู่เป็นระยะ
เเละเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา เขาจึงสวมเกราะผ้ามาด้วย
เมื่อลูกศิษย์สำนักยุทธเห็นเกราะและธนูหนักของเขา พวกเขาก็ไม่กล้าหาเรื่องเฉิน​ซาน​ซือ…มองเขาเพียงแวบเดียวแล้วก็ต่างแยกย้ายกันไป
“ทำไมมีคนเยอะแบบนี้?”
เเค่เฉินซานซือเดินมาได้ห้าลี้ เขาก็เจอคนอย่างน้อยสิบกว่าคนแล้ว
ถึงจะมาล่าสัตว์ มันก็ไม่น่าจะเยอะขนาดนี้นี่นา
แถมหลายคนยังไม่ได้ถือธนูหรือหน้าไม้ด้วยซ้ำ พวกเขา​ถือแค่ดาบหรือกระบี่เดินวนไปวนมา ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง
พวกลัทธิเทพวิญญาณ?
ก็ไม่น่าจะใช่
เพราะพวกนี้ดูผ่อนคลาย แถมเสื้อผ้าส่วนใหญ่ยังเป็นของสำนักยุทธไท่เล่ยอีกด้วย
เฉินซานซือยังไม่มีเป้าหมาย​เร่งด่วน​เขาจึงแอบสังเกตการณ์เล็กน้อย
ทันใดนั้นก็มีลมพัดผ่าน หูของเฉินซานซือไวมาก เขาจึงได้ยินบทสนทนาของลูกศิษย์สำนักยุทธอย่างชัดเจน
“กวางขาว!”
“เจ้าสำนักบาดเจ็บ ใครหากวางขาวเจอ…จะรับรางวัลมากมาย​!”
“ยากน่าดู! ได้ยินมาว่ากวางขาวชอบกินสมุนไพร แค่ชื่อสมุนไพรก็ปาไปสิบกว่าตำลึงเงินแล้ว”
ณ เวลานี้…เฉินซานซือจึงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
คืนที่ฉินเฟิงตาย ได้เกิดการต่อสู้ในเมืองขึ้น
เซียงถิงชุนกับเจ้าสำนักยุทธอีกสามคนร่วมมือกันจับกุมมือสังหารคนเถื่อน แต่พวกเขา​กลับปะทะกับลัทธิเทพวิญญาณ ทำให้เจ้าสำนักยุทธไท่เล่ยบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้สัตว์อสูรหายากอย่างกวางขาวในการรักษา…พวกเขา​จึงตั้งรางวัลค่าหัวไว้
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์ระดับไหน หากนำกวางขาวมาส่ง จะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นศิษย์เเท้จริงทันที แถมยังได้บริหารกิจการส่วนหนึ่งในอนาคตอีกด้วย นี่จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขากระตือรือร้นกันขนาดนี้
เฉินซานซือจดจำลักษณะของกวางขาวไว้ในใจ แล้วเดินทางต่อ
และสำหรับสำนักยุทธไท่เล่ย…
เฉินซานซือยังไม่เห็นจางเชาและอีกคนเลย
ถ้าเจอ เขาคงต้องยิงธนูใส่สักดอกสองดอก
…..
จากนั้น
หลังจากเดินไปอีกสิบกว่าลี้ เขาก็มาถึงกลางภูเขาแห่งหนึ่ง
ข้างทางเดินแคบๆ มีลูกศิษย์สำนักยุทธสองคนยืนอยู่
คนหนึ่งถือธนูเจ็ดแรง ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย
ส่วนอีกคนถือดาบเหล็กในมือ มองไปข้างหน้าด้วยสีหน้าลังเล ไม่กล้าเดินต่อ
เฉินซานซือไม่สนใจทั้งสองคน แล้วเดินผ่านไป
“นี่!” ลูกศิษย์สำนักยุทธร้องเรียกเขา
“เจ้ายังกล้าเดินไปข้างหน้านั่นอีกหรือ? บนยอดเขานั่นมีเสือโคร่งอยู่นะ!”
“ข้ารู้” เฉินซานซือตอบปัดๆ เเละเขาไม่คิดจะหยุดเดิน
“รู้แล้วยังจะไปอีก ไม่กลัวตายหรือไง?”
แต่ทันใดนั้น ลูกศิษย์สำนักยุทธเหลือบไปเห็นธนูหนักที่เฉินซานซือสะพายอยู่ เเละดวงตาก็เป็นประกายทันที
เขาหันไปมองคนที่สะพายธนูเจ็ดแรงข้างๆ แล้วพยักหน้าให้กัน ก่อนจะพูดว่า
“เรามาร่วมมือกันดีไหม?”
“ศิษย์พี่เว่ยข้างๆ ข้าเป็นถึงผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือดขั้นต้นเชียวนะ!”
พวกเขาเจอเสือโคร่งบนยอดเขานี้เมื่อไม่กี่วันก่อน…แต่เนื่องจากทางการห้ามใช้ธนูหนัก แถมฝีมือของพวกเขาก็มีจำกัด จึงไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับมัน
ถึงเว่ยซูจะเสี่ยงเอามาธนูเจ็ดแรงมา แต่ก็ไม่มั่นใจว่าจะจัดการเสือโคร่งได้
เเละหากเข้าใกล้เกินไป ถึงจะเป็นผู้ฝึกยุทธระดับสร้างพลังปราณและเลือด ก็ยากที่จะต้านทานพลังทำลายล้างของเสือโคร่งได้
การได้เจอทหารที่สะพายธนูสองศิลาในตอนนี้ จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างมาก
“น้องชาย” เว่ยซูพูดด้วยความภาคภูมิใจ
“ข้าเป็นถึงระดับสร้างพลังปราณและเลือดขั้นต้น หากเราร่วมมือกัน รับรองว่าจัดการเสือโคร่งได้อย่างแน่นอน ส่วนเรื่องผลประโยชน์ เราแบ่งสี่หก ข้าหก เจ้าสี่…เป็นไง?”
เฉินซานซือได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
เขาไม่สนใจข้อเสนอของอีกฝ่าย แล้วเดินต่อไปอย่างรวดเร็ว
“?”
เว่ยซูถึงกับอึ้ง คิดไม่ถึงว่าจะถูกเมินใส่
“อวดดีนัก!”
“ศิษย์พี่เว่ย มันไม่ร่วมมือด้วยแบบนี้…เราจะทำยังไงดี?” ศิษย์น้องถาม
“ข้าเคยเห็นเสือโคร่งตัวนั้นไกลๆ มันมีท่าทางดุร้ายน่ากลัวมาก นี่มันเอาความมั่นใจมาจากไหนกัน?” เว่ยซูพูดอย่างหัวเสีย
“ตามไปดู เผื่อมันโดนเสือโคร่งกิน เราจะได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์”
…
อีกด้าน
“เสือโคร่งตัวนี้มีคนหมายตาไว้แล้ว ถ้าข้ามาช้ากว่านี้อีกสักสองวัน คงโดนเเย่งไปแล้ว”
เฉินซานซือนั่งยองๆ หยิบดินขึ้นมากำหนึ่งก็พบขนสีส้มแข็งๆสองเส้น จากนั้นก็เจอรอยเล็บ ร่องรอยการขับถ่าย และคราบเลือดแห้งๆบนพุ่มไม้
ขั้นตอนเหล่านี้เขาทำจนชำนาญแล้ว
มันราวกับมีเส้นใยบางๆนำทาง เขาตามรอยจนพบถ้ำลับที่อยู่บริเวณเชิงเขา
ปากถ้ำมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณห้าเมตร ถูกปกคลุมด้วยพุ่มไม้หนาทึบ หากไม่สังเกตให้ดีก็คงมองไม่เห็น
รอบๆพุ่มไม้ที่อยู่ห่างจากถ้ำประมาณยี่สิบจั้ง มีเศษเสื้อผ้าผุพังและโครงกระดูกสีขาวโพลน ดูเหมือนว่าซากศพเหล่านี้จะตายมานานแล้ว
“มีโอกาสเก้าในสิบส่วน ที่เสือโคร่งจะอยู่ในถ้ำนั่น”
อย่างไรก็ตาม เฉินซานซือไม่โง่พอที่จะเดินเข้าไปในถ้ำ
ในพื้นที่แคบๆเเบบนั้น ข้อได้เปรียบของธนูและหอกจะหายไป ยังไงเขาต้องหาวิธีล่อเสือโคร่งออกมาให้ได้
“วิ้ว——”
เฉินซานซือหันหลังกลับแล้วยิงธนูออกไปทันที
กวางป่าตัวหนึ่งที่กำลังกระโดดโลดเต้นอยู่ห่างออกไปร้อยกว่าก้าว โดนลูกธนูเฉียดลำตัวจนเป็นแผลเลือดซิบ
“อออออว์”
กวางป่าร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด
“วิ้ว——”
เฉินซานซือยิงธนูออกไปอีกดอก คราวนี้ปักลงพื้นข้างๆตัวมัน
กวางป่าตกใจสุดขีด วิ่งเตลิดเปิดเปิงไปทางถ้ำ
แน่นอนว่าเฉินซานซือจงใจไม่ยิงให้มันตาย
ประสบการณ์การล่าหมีดำสอนเขาว่า เหยื่อที่ตายแล้วอาจไม่สามารถล่อให้เป้าหมายออกมาได้
แต่เหยื่อที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นต่างกันมาก
โดยเฉพาะสัตว์ร้ายอย่างเสือโคร่งที่มีอาณาเขตเป็นของตัวเอง ใครจะล่วงล้ำอาณาเขตของมันเข้ามาง่ายๆไม่ได้
ดังนั้น…เมื่อมีสิ่งมีชีวิตที่เลือดโชกวิ่งพล่านไปมาในอาณาเขตของมัน เสือโคร่งไม่มีทางทนได้แน่
เฉินซานซือปีนขึ้นต้นไม้เพื่อให้เห็นภาพรวม แล้วใช้ธนูยิงขู่ไม่ให้กวางป่าหนีไปไกล
บังคับให้มันวนเวียนอยู่แถวๆถ้ำ จนเลือดจากบาดแผลไหลนองพื้นไปทั่ว
เขาทำแบบนี้ประมาณห้านาที
เสียงดังโวยวายของกวางทำให้แม้แต่นกในป่าก็ยังตกใจบินหนี มีเพียงถ้ำที่ยังคงเงียบสงัด
“ไม่ได้ผลงั้นหรือ?”
“ไม่น่าเป็นไปได้ เสือโคร่งเป็นสัตว์ดุร้าย ไม่น่าจะหลบอยู่เฉยๆเเบบนี้”
ในขณะที่เฉินซานซือกำลังคิดหาวิธีอื่นอยู่นั้น มันก็มีลมเย็นพัดผ่านเข้ามา
ลมพัดมาจากเสือ เมฆเคลื่อนตามมังกร
มาแล้ว!
ทันใดนั้น เงาดำทะมึนทรงพลังราวกับภูเขาก็พุ่งออกมาจากถ้ำด้วยความเร็วราวกับดาวตก
มันตะครุบกวางป่าลงพื้นในพริบตา จากนั้นเขี้ยวแหลมคมก็กัดเข้าเส้นเลือดใหญ่ที่คอกวางอย่างแม่นยำ
กวางป่าดิ้นรนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสิ้นใจ
นี่เป็นการสังหารอย่างสมบูรณ์แบบ…มันสมเป็นราชาแห่งขุนเขาตัวจริง!
เฉินซานซือเพ่งมองดู
เสือโคร่งตัวนี้ยาวกว่าหนึ่งจั้ง หนักอย่างน้อยเจ็ดถึงแปดร้อยจิน ขนสีทองอร่ามสะท้อนแสงแดด กรงเล็บแหลมคมราวกับดาบ ดวงตาสีส้มเหลืองฉายแววดุร้าย เสียงคำรามกึกก้องดังสะท้อนไปทั่วทั้งหุบเขา
ไม่แปลกใจที่คนธรรมดาเห็นมันแล้วจะตกใจจนฉี่ราด
หลังจากฆ่ากวางป่าได้แล้ว เสือโคร่งก็ไม่ได้รีบกิน
ดูเหมือนมันจะยังไม่หิว คงแค่ออกมาจัดการเพราะรำคาญเสียงดัง
มันทำการคาบเหยื่อเตรียมลากกลับเข้าถ้ำ
ซึ่งนี่คือโอกาส!
เฉินซานซือง้างธนูสองศิลาจนสุด สายธนูตึงเป็นรูปพระจันทร์เต็มดวง จากนั้นลูกธนูเขี้ยวหมาป่าก็พุ่งออกไปด้วยความเร็วสูง
“ปัง——”
ลูกธนูชนเข้ากับกะโหลกเสือโคร่งอย่างจัง
ลูกธนูทะลุกะโหลกได้สำเร็จ แต่ไปไม่ถึงจุดตาย!
ความแข็งแกร่งของกระดูกแบบนี้ เสือโคร่งตัวนี้ใกล้จะพัฒนาเป็นสัตว์อสูรแล้วกระมัง?!
“โฮก——”
เสือโคร่งคำรามด้วยความโกรธแค้น
มันใช้กรงเล็บหักลูกธนูที่ปักอยู่บนหัวทิ้ง แล้วพุ่งเข้าใส่เฉินซานซือด้วยความเร็วสูงราวกับพายุ
………………………..