เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 : ออกล่าอีกครั้ง!

บทที่ 36 : ออกล่าอีกครั้ง!

บทที่ 36 : ออกล่าอีกครั้ง!


บทที่ 36 : ออกล่าอีกครั้ง!

“โอ้ นั่นคุณชายเหลียงนี่!”

ยังไม่ทันที่เฉินซานซือจะได้ลงมือ มันก็มีเสียงแหลมดังขึ้นเสียก่อน

เป็นหวังจื๋อที่ก้าวมาขวางหน้าบ่าวแก่ เเล้วเริ่มพูดทักทายด้วยรอยยิ้ม

“ลมอะไรหอบคุณชายมาถึงที่นี่…คุณชายใหญ่มีธุระอะไรหรือ?”

เฉินซานซือรีบพูดแทรกขึ้นทันที “คุณชายเหลียงอยากเชิญข้าไปเที่ยวที่ร้านชุนหม่านโหลวขอรับ”

“จริงรึ?!” หวังจื๋อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบาน ตาเล็กๆยิ่งหรี่เล็กลงไปอีก

“คุณชายเหลียง เจ้าทำแบบนี้ไม่ถูกนะ ทำไมชวนเจ้าหินน้อยแต่ไม่ชวนข้าล่ะ ไป ไป ไป เราไปด้วยกัน!”

เวรเอ๊ย…

เหลียงจ่านรีบถอยหลัง พร้อมสีหน้าที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน

“นายร้อยหวัง จริงๆแล้วข้าแค่อยากจะมาสอบถามเรื่องบางอย่างเท่านั้นเอง ในเมื่อสิบโทเฉินไม่ว่าง งั้นไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน”

พูดจบ เขาก็ทำท่าจะจากไป

เเต่หวังจื๋อก้าวไปโอบไหล่เขาไว้เสียก่อน

“เขาไม่ว่าง แต่ข้าว่าง!”

“ไป ไป ไป ข้าได้ยินมาว่าที่ร้านชุนหม่านโหลวน่ะ มีสาวๆหน้าใหม่ ทั้งสวยทั้งเอ็กซ์~”

“ท่านหวัง!” เหลียงจ่านพยายามดิ้นให้หลุด

“เอ่อ…ข้านึกขึ้นได้ว่ามีธุระ คงต้องขอตัวก่อน”

“หืออออ?” หวังจื๋อทำหน้าบึ้ง

“คุณชายเหลียง เจ้าไม่เห็นแก่หน้าข้าแล้วรึ?”

“ไม่ใช่ๆ” เหลียงจ่านรีบล้วงเอาเงินตำลึงห้าตำลึงออกมาจากแขนเสื้อ

“ข้ามีธุระจริงๆ ไว้โอกาสหน้านะขอรับ!”

หลังจากยัดเงินใส่มือหวังจื๋อ เขาก็รีบดึงบ่าวรับใช้หนีไปทันที

…..

“เกือบเสียเงินยี่สิบตำลึงแล้วไหมล่ะ!” เหลียงจ่านถอนหายใจหลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครตามมา

ไอ้อ้วนหวังนี่ ถ้าไปถึงร้านอาหาร คงสั่งอาหารแพงๆไม่ยั้งแน่ ถึงแม้ว่าที่บ้านเขาจะมีฐานะดี แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะโปรยเงินเล่นได้

“คุณชาย ท่านจะปล่อยไปแบบนี้หรือ?” บ่าวแก่เอ่ยถาม

“เจ้าว่าข้าเห็นอะไรเมื่อกี้?” เหลียงจ่านชี้นิ้วไปที่คอตัวเอง

“สร้อยทองของเจ้าฉินเฟิง ไปอยู่บนคอไอ้อ้วนหวังแล้ว เหตุการณ์นี้น่าจะไม่เกี่ยวกับเจ้าเฉินซานซือหรอก”

“โอ้?” บ่าวแก่รู้สึกประหลาดใจ

“ถ้าอย่างนั้น ท่านหวังอาจจะเคยสัมผัสกับสมบัติเซียน?”

“ไม่หรอก” เหลียงจ่านวิเคราะห์

“ถ้าเขาได้สมบัติเซียนมาจริง จะกล้าเอาสร้อยทองมาแขวนคออวดแบบนั้นหรือ?

“ดูท่าที่แล้วข้าคงคิดมากไปเอง สมบัติเซียนคงถูกคนของลัทธิเทพวิญญาณแย่งไปแล้วจริงๆ”

“อาป้อ เราต้องรีบแล้ว หาทุกวิถีทางเพื่อให้ได้สมบัติเซียนมาก่อนเซียงถิงชุน ไม่อย่างนั้นคงต้องเสียเงินก้อนโตซื้อมา!”

“วางใจเถอะคุณชาย” บ่าวแก่ก้มหน้า

“ข้าส่งศิษย์ที่ไว้ใจได้ในสำนักออกไปตามหาแล้ว”

…..

“คุณชายเหลียงนี่ขี้เหนียวขึ้นทุกวัน แต่เงินนี่…ข้าให้เจ้าก็ได้” หวังจื๋อทำท่าจะโยนเงินตำลึงให้เฉินซานซือ

แต่เมื่อยกมือขึ้นมาได้ครึ่งทางก็เปลี่ยนใจ เเล้วหยิบเงินสองตำลึงออกมาแทน

“แบ่งคนละครึ่งละกัน!”

“……”

เฉินซานซือไม่ได้รังเกียจที่ได้น้อย จึงรับเงินมาเก็บไว้

“เขามาหาเจ้าเรื่องอะไร?” หวังจื๋อหรี่ตาเล็กๆเป็นประกาย พลางจับสร้อยทองที่คอ

“คงเป็นเพราะเจ้าหนูนั่นสินะ ชื่ออะไรนะ ฉิน…ฉินอะไรสักอย่าง?”

“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ” เฉินซานซือแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง

เขาไม่คิดว่าสร้อยทองจะเป็นของฉินเฟิง ถึงว่าทำไมเหลียงจ่านถึงจ้องมองสร้อยอยู่หลายครั้ง

เรื่องการตายของฉินเฟิงคงปิดไม่มิดแล้ว

แต่จริงๆแล้ว ตราบใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับสมบัติเซียน ก็คงไม่มีใครมาหาเรื่องเขาเพราะเรื่องการตายของฉินเฟิงหรอก

“หึ เจ้าไม่ไว้ใจข้ารึ?” หวังจื๋อรู้สึกสนุก

“ยังจำที่ข้าเคยบอกเจ้าได้ไหม? มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องระวังตัวมากนัก ฆ่าก็ฆ่าไป จะกลัวอะไร?”

“มีข้าอยู่ ใครจะกล้าทำอะไรเจ้า”

“ข้าไม่รู้จริงๆขอรับ” เฉินซานซือตอบอย่างระมัดระวัง

บางเรื่อง ถึงแม้จะรู้กันอยู่แก่ใจ…แต่ก็ไม่ควรพูดออกมา

“ดูท่าทางเจ้าจะขี้ระแวงคนอื่นจริงๆ!

“เอาล่ะ เราอย่ามาปิดบังกันเลย เดี๋ยวเจ้าจะคิดว่าข้ามีแผนร้ายกับเจ้า” หวังจื๋อเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาทันที

“ในอำเภอผอหยางนี้ ไม่ว่าเจ้าจะไปมีเรื่องกับใคร ข้าจะช่วยเจ้าเอง…แม้กระทั่งผู้พันเซียงก็ตาม!”

“เเต่ข้ามีข้อแม้อยู่ข้อเดียว หากวันใดวันหนึ่ง เจ้าได้เข้าไปในกองทัพแปดเหล่า และได้เป็นศิษย์เอกของท่านแม่ทัพซุน ข้าขอแค่ให้เจ้าช่วยฝากข้อความหนึ่ง”

“บอกท่านแม่ทัพซุนว่า ข้า…หวังจื๋อ อยากจะไถ่โทษ!”

“ขอแค่ท่านแม่ทัพให้โอกาสข้า แม้จะเป็นคนเลี้ยงม้าหรือไปตาย ข้าก็อยากตายในกองทัพแปดเหล่า!”

เฉินซานซือเคยได้ยินข่าวลือในค่ายทหารมาบ้าง

เช่นหวังจื๋อมาจากกองทัพแปดเหล่า และรู้จักกับข้าราชการระดับสูง

แต่ไถ่โทษ…คำๆนี้ฟังดูร้ายแรงมาก

หวังจื๋อเป็นถึงนายร้อย แสดงว่าระดับพลังคงไม่เกินฝึกกระดูก

ผู้ฝึกยุทธระดับฝึกกระดูก จะทำความผิดร้ายแรงอะไร ถึงขั้นต้องไถ่โทษ?

แถมยังดูเหมือนจะสนิทกับแม่ทัพซุนมาก่อนด้วย

ช่างเถอะ

เเต่ในเมื่ออีกฝ่ายพูดมาขนาดนี้ เฉินซานซือก็ต้องแสดงท่าทีบ้าง

เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ท่านหวังโปรดวางใจ หากข้าได้เข้ากองทัพแปดเหล่าและได้พบแม่ทัพซุน ข้าจะนำความไปแจ้งให้ท่านทราบแน่นอน”

“ดี…ดีมาก!” หวังจื๋อพยักหน้า

“ต่อไปอย่าเรียกข้าว่านายร้อยเลย พวกเราเป็นพี่น้องกัน เรียกข้าว่าอ้วนหวังก็ได้”

“แบบนั้นจะเหมาะหรือขอรับ?” เฉินซานซือถามอย่างสับสน

“ไม่เหมาะตรงไหน?” หวังจื๋อบ่น แล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป

“ต่อไปถ้าไอ้คุณชายเหลียงมาหาเรื่องเจ้าอีกก็รีบมาบอกข้า ข้าจะปิดหน้าเเล้วไปฆ่ามันเอง”

“……”

ในเวลานี้ เมื่อเฉินซานซือมองดูแผ่นหลังอ้วนๆของหวังจื๋อ เขากลับรู้สึกว่าคำว่า “โลภมาก” และ “เจ้าเล่ห์” ดูจะไม่เข้ากับอีกฝ่ายอีกต่อไปเเล้ว

ดั่งคำโบราณที่ว่าอย่าตัดสินคนจากภายนอก และอย่าเชื่อคำพูดของคนอื่นง่ายๆ เราต้องดูที่การกระทำให้ถึงเเก่นเเท้

เฉินซานซือเลิกคิดมาก แล้วกลับบ้านไปวางแผนเรื่องการล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้

การเพิ่มพูนพลังยุทธนั้นรอช้าไม่ได้

เเละเฉินซานซือก็ไม่อยากให้มีใครมาหาเรื่องถึงบ้านอีก

เสือ!

ถ้าล่าเสือได้สักตัว คงใช้ได้นานเลย!

พรุ่งนี้ต้องกลับไปที่หมู่บ้านเหยียนเปียน เเล้วถามลุงจ้าวดู

ถึงแม้พวกนายพรานจะไม่มีความสามารถในการล่าเสือ แต่ใช้ชีวิตอยู่บนเขามานานหลายปี ต้องรู้แน่ๆว่าจะหาเสือได้ที่ไหน

ถึงแม้เฉินซานซือจะมีทักษะตามรอยและซ่อนตัว แต่เขาก็ต้องรู้พื้นที่คร่าวๆ ไม่งั้นในเทือกเขาหู่โถวอันกว้างใหญ่ เขาจะหาเจอได้อย่างไร?

หลังจากทานอาหารเย็น เฉินซานซือก็ต้มยาบำรุงเลือดดื่ม ฝึกฝนจนถึงกลางดึกเเล้วจึงเข้านอน

……

วันรุ่งขึ้น

เฉินซานซือตื่นแต่เช้า

การเดินทางไปหมู่บ้านเหยียนเปียนนั้นไม่ใกล้ เขาจึงอยากจะขี่ม้าเพื่อประหยัดเวลา

แต่มันก็ล้มเหลวอีกครั้ง

ม้าตัวนี้ดุมาก มันไม่ยอมให้เขาควบคุม นอกจากนี้ยังบ้าคลั่งตลอดเวลา

แต่เเบบนั้นก็ทำให้ค่าความเชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นพอสมควร

[ทักษะ: ขี่ม้า (ยังไม่ได้เริ่มต้น)]

[ความคืบหน้า: (75/100)]

[ผลของทักษะ: ยังไม่มี]

อีกสักครั้งสองครั้ง ทักษะขี่ม้าคงถึงระดับเริ่มต้นเเละน่าจะทำให้ควบคุมมันได้

เพราะการมีพาหนะก็สำคัญมาก

หลังจากออกจากค่ายทหาร เฉินซานซือก็มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านเหยียนเปียนทันที

……

“เจ้าจะไปล่าเสือ?”

จ้าวเฉียว อู๋ต๋า และจวงอี้ อยู่กันพร้อมหน้า เเละพวกเขากำลังเตรียมตัวไปล่าหมาป่า

“ใช่” เฉินซานซือพยักหน้า

“ลุงจ้าว พอจะรู้ที่อยู่ของเสือบ้างใหม”

“รู้อยู่บ้าง…ไปสิ ไปขึ้นเขาพร้อมกัน!”

จากนั้นทั้งสี่คนก็เดินทางมาถึงลำธารเล็กๆที่อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างยอดเขาทางเหนือและยอดเขาทางใต้ของเทือกเขาหู่โถว

ทันใดนั้น จ้าวเฉียวก็ชี้ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้

“ห้าปีก่อน ลุงหลิวในหมู่บ้านเคยเจอเสือโคร่งในถ้ำที่อยู่ห่างออกไปทางนี้ประมาณยี่สิบลี้ ทำเอาแกขวัญหนีดีฝ่อรีบวิ่งหนีกลับมา โชคดีที่มันไม่เห็นแก ไม่งั้นคงไม่รอด”

“แต่ข้าก็ไม่แน่ใจนะ ว่ามันยังอยู่ที่นั่นรึเปล่า”

“ขอบคุณลุงจ้าว!” เฉินซานซือโค้งคำนับ แล้วก้าวข้ามลำธารไป

จากระยะไกล เขามองเห็นร่องรอยของสัตว์ที่ทิ้งเอาไว้ในป่าฝั่งตรงข้าม

มันร่องรอยของเงินทั้งนั้นเลย!

ส่วนจ้าวเฉียวและอีกสองคน ยืนมองเขาอยู่ที่เดิม

“ลุงจ้าว…ไปด้วยกันไหม?” เฉินซานซือรู้ว่าพวกเขาลำบาก จึงเอ่ยชวน

“ไม่ล่ะ” จ้าวเฉียวโบกมือ

“เเค่หมีดำพวกข้ายังเกือบเอาชีวิตไม่รอด”

“แล้วนี่เสือโคร่งที่อันตรายยิ่งกว่า พวกเราคงได้แต่เป็นตัวถ่วงเจ้า”

“เเต่เจ้าหินน้อย เจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ เสือโคร่งน่ะ ดุร้ายและเก่งกาจกว่าหมีดำมากนะ!”

“ลุงจ้าว” อู๋ต๋ามองไปที่ป่าเขียวขจีฝั่งตรงข้ามด้วยความโลภ

“พวกเราไปด้วยกันกับซานซือเถอะ ถึงจะไม่ได้ล่าเสือ แค่ล่าแพะภูเขาก็ยังดี”

“เจ้าบ้าไปแล้วรึ?” จ้าวเฉียวดุ

“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าลุงหลิวตายยังไง?”

“สามปีก่อน แกไม่มีอะไรจะกิน จึงข้ามไปล่ากวางฝั่งนู้น แล้วก็โดนศิษย์สำผู้ฝึกยุทธหมายตาจะแย่ง…พวกนั้นไม่ยอมจ่ายเงิน แถมยังยิงแกจนเป็นรังผึ้ง! ถ้าข้าไม่เสี่ยงไปตามหา คงไม่ได้กลับมาแม้แต่ศพ!”

“……”

แค่เพราะไม่มีอะไรจะกิน แล้วไปล่าสัตว์ฝั่งตรงข้าม ถึงกับต้องตายเลยหรือ?

เฉินซานซือรู้สึกจุกอก

เเละตอนนี้ เขาก็ไม่กล้าชวนต่อเเล้ว

เขาไปคนเดียวไม่เป็นไร แต่ถ้าคนอื่นไปด้วยคงไม่ดี

เขาไม่ใช่ข้าราชการระดับสูง หากลุงจ้าวและคนอื่นๆเกิดเรื่องขึ้นมา…มันคงไม่คุ้ม

หลังจากกล่าวลาทั้งสามคน

เฉินซานก็ซือสะพายธนูและถือหอก กระโดดข้ามลำธาร แล้วมุ่งหน้าเข้าไปในป่าทึบ

………………………..

จบบทที่ บทที่ 36 : ออกล่าอีกครั้ง!

คัดลอกลิงก์แล้ว